พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 688 (เล่ม 62)

เนื้อสัตว์ ๑๐ ชนิด อันกษัตริย์ผู้รู้จักขัตติยธรรม
ไม่ควรบริโภค ท่านบริโภคเนื้อมนุษย์ซึ่งไม่ควรบริ-
โภค เพราะฉะนั้น ท่านเป็นผู้ประพฤติไม่ชอบธรรม.
คาถานั้นมีอธิบายว่า ดูก่อนสหายโปริสาท ธรรมดากษัตริย์ผู้รู้จัก
ธรรมของกษัตริย์ ไม่ควรบริโภคเนื้อสัตว์มีเนื้อช้างเป็นต้น ๕ ชนิด สองหน
รวมเป็น ๑๐ ชนิด ซึ่งเป็นมังสะที่ไม่ควรบริโภคเลย. คำว่า น ขา ในคาถานั้น
บาลีบางฉบับเป็น น โข ดังนี้ก็มี. อีกนัยหนึ่ง มีอธิบายว่า กษัตริย์ผู้รู้จัก
ขัตติยธรรมควรบริโภคเนื้อสัตว์ ๕ ชนิด คือ กระต่าย เม่น เหี้ย หมู เต่า
ในบรรดาสัตว์ที่มี ๕ เล็บเหล่านั้นเป็นภักษาหาร ไม่ควรบริโภคเนื้อชนิดอื่น
ส่วนท่านบริโภคเนื้อมนุษย์ ซึ่งมิใช่เป็นเนื้อที่ควรบริโภคเลย เพราะฉะนั้น
ท่านจึงเป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม.
เจ้าโปริสาทถูกพระมหาสัตว์ตรัสข่มขี่อย่างนี้ มองไม่เห็นอุบายที่จะ
โต้ตอบนั้นอย่างอื่นได้ เมื่อจะให้พระมหาสัตว์รับบาปบ้าง จึงได้กล่าวคาถาว่า
พระองค์พ้นจากมือของโปริสาทแล้ว ไปถึง
พระราชมณเฑียรของตน ทรงอภิรมย์ด้วยกามคุณแล้ว
ยังมาถึงมือของโปริสาทผู้เป็นศัตรูอีก พระองค์เป็นผู้
ไม่ฉลาดในขัตติยธรรมเสียเลยนะพระราชา.
ในคาถานี้มีอธิบายว่า เจ้าโปริสาทนั้นกล่าวว่า พระองค์ไม่ฉลาดใน
คัมภีร์นิติศาสตร์ ส่วนที่เป็นขัตติยธรรม พระองค์ไม่รู้จักความเจริญและความ
พินาศของตน เกียรติของพระองค์เลื่องลือระบือไปในโลกว่าเป็นบัณฑิต โดย
หาเหตุมิได้เลย ส่วนข้าพเจ้าไม่เห็นเลยว่า พระองค์เป็นบัณฑิต เห็นแต่เพียงว่า
พระองค์เป็นคนโง่มากที่สุด

688
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 689 (เล่ม 62)

พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้น ตรัสว่า ดูก่อนสหายอันคนที่ฉลาดใน
ขัตติยธรรม ควรเป็นเช่นตัวเรานี้แหละ เพราะเรารู้จักขัตติยธรรม แต่มิได้
ปฏิบัติอย่างที่ท่านกล่าว แล้วตรัสคาถาว่า
ชนเหล่าใดเป็นผู้ฉลาดในขัตติยธรรม ชนเหล่า
นั้นต้องตกนรกเสียโดยมาก เพราะฉะนั้น เราจึงละ
ขัตติยธรรมเป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมาแล้ว ดูก่อน
ท่านโปริสาท ท่านจงบูชายัญกินเราเสียเถิด.
ในคาถานั้น คำว่า เป็นผู้ฉลาด คือฉลาดในการปฏิบัติเพื่อความ
เป็นอย่างนั้น. คำว่า โดยมาก อธิบายว่า ชนเหล่านั้นโดยมากต้องตกนรก
ส่วนชนเหล่าใดมิได้บังเกิดในนรกนั้น ชนเหล่านั้นก็ย่อมบังเกิดในอบายที่เหลือ.
เจ้าโปริสาทกล่าวว่า
ปราสาทราชมณเฑียร แผ่นดิน โค และม้า
สตรีที่น่าอภิรมย์ทั้งกาสิกพัสตร์ และแก่นจันทน์ พระ-
องค์ยังได้ในพระนครนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะเป็น
พระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ทรงเห็นอานิสงส์อะไรด้วย
ความสัตย์.
ในคาถานั้น บทว่า ปาสาทวาสา อธิบายว่า ดูก่อนสหายสุตโสม
ปราสาทที่ประทับ ๓ หลังสร้างขึ้นประดุจดังทิพยวิมานของพระองค์ เหมาะ
แก่ฤดูทั้ง ๓. บทว่า ปฐวีควสฺสา ได้แก่ แผ่นดิน โค และม้า. บทว่า
กามิตฺถิโย คือสตรีอันเป็นวัตถุแห่งกามารมณ์. บทว่า กาสิกจนฺทนญฺจ
ได้แก่ ทั้งผ้ากาสิกพัสตร์และแก่นจันทน์แดง. บทว่า สพฺพํ ตหํ ความว่า
เครื่องเหล่านี้ แสะเครื่องอุปโภคบริโภคอย่างอื่น พระองค์ย่อมได้ในพระนคร
ของพระองค์นั้นทุกอย่าง เพราะทรงเป็นเจ้าของ เมื่อทรงเป็นเจ้าของแล้วจะ

689
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 690 (เล่ม 62)

ปรารถนาสิ่งใด ก็ย่อมได้บริโภคสิ่งนั้นทุก ๆ อย่างทุก ๆ ประการ พระองค์
ละสิ่งนั้นทั้งหมด เป็นผู้รักษาความสัตย์เสด็จมาในที่นี้ ทรงเห็นอานิสงส์อะไร
ด้วยความสัตย์.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ตรัสพระคาถาว่า
รสเหล่าใดบรรดาที่มีอยู่ในแผ่นดิน ความสัตย์
ย่อมดีกว่ารสเหล่านั้น เพราะสมณพราหมณ์ที่ตั้งอยู่ใน
ความสัตย์ ย่อมข้ามฝั่งแห่งชาติและมรณะเสียได้.
ในคาถานั้น บทว่า สาธุตรํ อธิบายว่า เพราะเหตุที่รสแม้ทั้งหมด
ย่อมเป็นของประณีตแก่สัตว์ทั้งหลาย ในกาลทุกเมื่อทีเดียว เพราะฉะนั้น
ความสัตย์จึงดีกว่ารสเหล่านั้น อีกอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่บุคคลตั้งอยู่ใน
วิรัติสัตย์ และวจีสัตย์แล้ว ย่อมข้ามฝั่งแห่งเตภูมิกวัฏ กล่าวคือ ชาติและ
มรณะเสียได้ คือถึงพระอมตมหานิพพานได้ เพราะฉะนั้น ความสัตย์จึงดี
กว่ารสเหล่านั้น.
พระมหาสัตว์ ตรัสอานิสงส์ในความสัตย์แก่เจ้าโปริสาทด้วยประการ
ฉะนี้แล้ว ลำดับนั้น เจ้าโปริสาทแลดูพระพักตร์ของพระมหาสัตว์ ซึ่งคล้ายกับ
ดอกบัวที่แย้มแล้ว และพระจันทร์เต็มดวง ทรงดำริว่า ท่านสุตโสมนี้ แม้
เห็นถ่านและกองเพลิง แม้เห็นเราผู้ถากหลาวอยู่ อาการของเธอแม้สักว่า
ความหวาดเสียวก็ไม่มี นี้เป็นอานุภาพแห่งสตารหาคาถาหรือของความสัตย์
หรืออะไรอย่างอื่นหนอ จะถามเธอดูก่อน เมื่อจะถามได้กล่าวคาถาว่า
พระองค์พ้นจากมือของโปริสาทแล้ว เสด็จไป
ถึงพระราชมณเฑียรของพระองค์ ทรงอภิรมย์ด้วย
กามคุณแล้ว ยังกลับมาสู่มือของโปริสาทผู้เป็นศัตรูอีก

690
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 691 (เล่ม 62)

ได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งประชาชน ความ
กลัวตายของพระองค์ไม่มีแน่ละหรือ และพระองค์ผู้
ตรัสซึ่งความสัตย์ไม่มีพระทัยท้อแท้บ้างเทียวหรือ.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะตรัสแจ้งแก่เจ้าโปริสาทนั้น จึงตรัส
เป็นคาถาว่า
กัลยาณธรรมหลายอย่าง เราได้ทำแล้ว ยัญที่
ไพบูลย์บัณฑิตสรรเสริญ เราก็ได้บูชาแล้ว ทางปรโลก
เราก็ได้ชำระให้บริสุทธิแล้ว ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรมใครเล่า
จะกลัวตาย. กัลยาณธรรมหลายอย่าง เราได้ทำแล้ว
ยัญที่ไพบูลย์ บัณฑิตสรรเสริฐ เราได้บูชาแล้ว เราไม่
เดือดร้อนที่จะไปสู่ปรโลก ดูก่อนท่านโปริสาท เชิญ
ท่านจงบูชายัญกินเราเสียเถิด.
พระชนกและพระชนนี เราก็ได้บำรุงแล้ว ความ
เป็นพระเจ้าแผ่นดิน เราก็ได้ปกครองแล้วโดยธรรม
ทางปรโลกเราก็ได้ชำระให้บริสุทธิ์แล้ว คนที่ตั้งอยู่ใน
ธรรม ใครเล่าจะกลัวความตาย. พระชนกและพระชนนี
เราก็ได้บำรุงแล้ว ความเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เราก็ได้
ปกครองแล้วโดยชอบธรรม เราไม่เดือดร้อนที่จะไป
สู่ปรโลก ดูก่อนท่านโปริสาท เชิญท่านบูชายัญกิน
เราเสียเถิด.

691
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 692 (เล่ม 62)

อุปการกิจในพวกญาติและมิตร เราก็ได้กระทำ
แล้ว ความเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เราก็ได้ปกครองแล้ว
โดยธรรม ทางปรโลก เราก็ได้ชำระให้บริสุทธิ์แล้ว
คนที่ตั้งอยู่ในธรรม ใครเล่าจะกลัวต่อความตาย.
อุปการกิจในพวกญาติและมิตร เราก็ได้กระทำแล้ว
ความเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เราก็ได้ปกครองแล้วโดย
ธรรม เราไม่ให้เดือดร้อนที่จะไปสู่ปรโลก ดูก่อน
ท่านโปริสาท ท่านจงบูชายัญกินเราเสียเถิด.
ทานเราก็ได้ให้แล้วเป็นอันมากแก่คนจำนวนมา
สมณพราหมณ์ เราก็ได้อุปถัมภ์ให้อิ่มหนำแล้ว ทาง
ปรโลกเราก็ชำเราให้บริสุทธิ์แล้ว คนที่ตั้งอยู่ในธรรม
ใครเล่าจะกลัวต่อความตาย. ทานเราก็ได้ให้แล้วเป็น
อันมากแก่คนจำนวนมาก สมณพราหมณ์ เราก็ได้
อุปถัมภ์ให้อิ่มหนำแล้ว เราไม่เดือดร้อนที่จะไปสู่ปร
โลก ดูก่อนท่านโปริสาท ท่านจงบูชายัญกินเราเสีย
เถิด.
ในคาถานั้นมีอธิบายว่า คำว่า กัลยาณธรรมหลายอย่าง หมายถึง
กัลยาณธรรมอันมากอย่างด้วยกัน ด้วยอำนาจของกินมีข้าวเป็นต้น. คำว่า
ยัญ อธิบายว่า อนึ่ง ยัญอันไพบูลย์ยิ่งที่พวกบัณฑิตสรรเสริญแล้ว เราก็ได้
บูชาแล้ว คือไห้เป็นไปแล้ว ด้วยอำนาจแห่งการบริจาคทานวัตถุ ๑๐ อย่าง.
คำว่า ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม อธิบายว่า บุคคลที่ตั้งอยู่ในธรรมเช่นกับตัวเรา
ใครเล่าจะพึงกลัวต่อความตาย. คำว่า ไม่เดือดร้อน คือ ไม่ได้มีความ

692
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 693 (เล่ม 62)

เดือดร้อนเลย . คำว่า ความเป็นพระเจ้าแผ่นดิน เราก็ได้ปกครองแล้ว
โดยธรรม อธิบายว่า ราชสมบัติเราก็ได้ปกครองแล้วโดยธรรมที่เดียว เพราะ
เรามิได้ยังราชธรรม ๑๐ ประการให้กำเริบ. คำว่า อุปการกิจเราก็ได้กระทำ
แล้ว หมายถึงกิจของญาติเราก็ได้กระทำแล้วในญาติทั้งหลาย และกิจของมิตร
เราก็ได้กระทำแล้วในมิตรทั้งหลาย. คำว่า ทาน หมายถึงเจตนาพร้อมด้วย
วัตถุ. คำว่า เป็นอันมาก คือโดยอาการมากมาย. คำว่า แก่คนจำนวน
มาก อธิบายว่า เราให้ทานแก่คนเพียง ๕ คน ๑๐ คนเท่านั้นก็หาไม่ เราได้
ให้แล้วแก่คนตั้งร้อยตั้งพันทีเดียว. คำว่า ให้อิ่มหนำแล้ว อธิบายว่า เรา
การทำภาชนะสำหรับใส่ให้เต็มแล้วจึงให้อิ่มหนำเป็นอย่างดีแล้ว .
เจ้าโปริสาทได้สดับดังนั้น ตกใจกลัวว่า พระเจ้าสุตโสมมหาราชนี้
เป็นสัตบุรุษพร้อมด้วยความรู้ แสดงธรรมอันไพเราะ ถ้าเราจะกินเธอเสีย
แม้ศีรษะของเราก็จะต้องแตกออกเป็น ๗ เสียง หรือแผ่นดินพึงให้ช่องแก่เรา
(ถูกแผ่นดินสูบ) แล้วทูลว่า ข้าแต่พระสหายสุตโสมเอ๋ย พระองค์เป็นคนที่
ข้าพเจ้าไม่ควรกิน แล้วกล่าวคาถาว่า
บุรุษผู้รู้อยู่ จะพึงกินยาพิษ หรือจับอสรพิษที่มี
ฤทธิ์รุ่งโรจน์ มีเดชกล้าได้หรือ บุคคลใดพึงกินคน
ที่กล่าวคำสัตย์เช่นกับพระองค์ ศีรษะของบุคคลนั้น
จะต้องแตกออกเป็น ๗ เสี่ยงแน่.
คำว่า ยาพิษ หมายถึงยาพิษชนิดที่ร้ายแรง สามารถจะทำผู้ดื่มกิน
ให้ตายได้กินที่นั้นทันที. คำว่า รุ่งโรจน์ อธิบายว่า ก็หรือบุคคลนั้นพึงจับ
อสรพิษที่คออันรุ่งโรจน์อยู่ด้วยพิษของตน มีเดชร้ายแรง ด้วยเดชแห่งพิษนั้น
เหมือนกันนั้นแหละ ซึ่งเที่ยวไปอยู่ประดุจกองไฟ ฉะนั้น.

693
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 694 (เล่ม 62)

เจ้าโปริสาทนั้นทูลพระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่พระสหาย พระองค์เป็น
เหมือนพาพิษที่ร้ายแรง ใครจักกินพระองค์ด้วยประการฉะนี้ แล้วใคร่จะ
สดับคาถา จึงทูลพระมหาสัตว์ แม้จะถูกพระมหาสัตว์ตรัสห้ามว่า พระองค์.
ไม่ใช่ภาชนะของคาถาที่หาโทษมิได้เห็นปานนี้ เพื่อจะให้เกิดความเคารพใน
ธรรม ดำริว่า ตนในชมพูทวีปทั้งสิ้น ชื่อว่าเป็นบัณฑิตเช่นกับท่านสุตโสมนี้
ไม่มี เธอพ้นจากมือเราไปแล้ว ได้สดับคาถาเหล่านั้น ทำสักการะแก่ธรรมกถึก
แล้ว ยังเอามัจจุติดหน้าผากกลับมาอีกได้ พระคาถาจักสำเร็จประโยชน์อย่าง
ศักดิ์สิทธิ์ แล้วเกิดความเคารพในการฟังธรรมหนักขึ้น เมื่อจะทูลอ้อนวอน
พระมหาสัตว์ จึงได้กล่าวคาถาว่า
นรชนได้ฟังธรรมย่อมรู้จักบุญและบาป ใจของ
ข้าพเจ้าได้ฟังคาถาจะยินดีในธรรมได้บ้าง.
คาถานั้นมีอธิบายว่า ข้าแต่สหายสุตโสม ธรรมดาว่า นรชนทั้งหลาย
ได้สดับธรรมแล้ว ย่อมรู้จักบุญบ้าง บาปบ้าง แม้ใจของข้าพเจ้าได้ฟังคาถา
นั้นแล้ว จะพึงยินดีในธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการได้บ้างเป็นแน่.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงดำริว่า บัดนี้เจ้าโปริสาทต้องการจะฟัง
ธรรม เราจะแสดงดังนี้แล้ว ตรัสว่า ดูก่อนสหาย ถ้าเช่นนั้นท่านจงตั้งใจสดับ
ให้ดี ครั้นเตือนเจ้าโปริสาทให้เงี่ยโสตสดับแล้ว ตรัสสรรเสริญพระคาถา
อย่างเดียวกันกับที่นันทพราหมณ์กล่าวแล้ว เมื่อพวกเทวดาในชั้นกามาวจรทั้ง
๖ ให้สาธุการเสียงโกลาหลเป็นอันเดียวกัน ทรงแสดงธรรมแก่เจ้าโปริสาท
ตรัสพระคาถาว่า
ดูก่อนมหาราช การสมาคมกับสัตบุรุษคราว
เดียวเท่านั้น การสมาคมนั้น ย่อมรักษาผู้สมาคมนั้น

694
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 695 (เล่ม 62)

การสมาคมกับอสัตบุรุษแม้มากครั้ง ก็รักษาไม่ได้
พึงคบกับสัตบุรุษ พึงทำความสนิทสนมกับสัตบุรุษ
เพราะรู้สัทธรรมของสัตบุรุษ ย่อมมีความเจริญไม่มี
ความเสื่อม.
ราชรถที่เขาทำให้วิจิตรเป็นอย่างดี ยังคร่ำคร่า
ได้แล แม่สรีระก็เข้าถึงความชราได้เหมือนกัน ส่วน
ธรรมของสัตบุรุษ ย่อมไม่เข้าถึงความชรา สัตบุรุษ
สัตบุรุษด้วยกันนั่นแลย่อมรู้กันได้.
ฟ้าและแผ่นดินไกลกัน ฝั่งข้างโน้นของมหา
สมุทร เขาก็กล่าวว่าไกลกัน ดูก่อนพระราชา ธรรม
ของสัตบุรุษและของอสัตบุรุษ ท่านก็กล่าวว่าไกลกัน
ยิ่งกว่านั้นอีก.
เมื่อเจ้าโปริสาทคิดอยู่ว่า คาถาทีพระโพธิสัตว์ตรัสนั้น เป็นประหนึ่งว่า
พระสัพพัญญูพุทธเจ้าตรัสแล้ว เพราะตรัสไว้ไพเราะ ทั้งพระองค์เป็นบัณฑิต
ด้วย สรีระทั้งสิ้นก็เต็มไปด้วยปีติ มีวรรณะ ๕ ประการ เธอได้เป็น
ผู้มีจิตอ่อนในพระโพธิสัตว์ สำคัญพระโพธิสัตว์เป็นดุจพระชนกผู้ประทาน
เศวตฉัตร ฉะนั้น เธอดำริว่า เราไม่เห็นเงินทองอะไร ๆ ที่จะพึงถวายพระเจ้า
สุตโสมได้ แต่เราจะถวายพระพรคาถาละพร แล้วกล่าวคาถาว่า
ข้าแต่พระสหาย ผู้เป็นจอมประชาชน คาถา
เหล่านี้มีประโยชน์ มีพยัญชนะดี พระองค์ตรัสไพเราะ
ข้าพเจ้าได้สดับแล้วเพลิดเพลินปลื้มใจ ชื่นชม อิ่มใจ
ข้าพเจ้าขอถวายพระพร ๔ อย่างแด่พระองค์.

695
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 696 (เล่ม 62)

ในคาถานั้น คำว่า เพลิดเพลิน ได้แก่ เกิดความเพลิดเพลินขึ้นแล้ว.
คำว่า ปลื้มใจ ชื่นใจ อิ่มใจ นอกนี้ก็เป็นคำอธิบายขยายความของคำว่าเพลิด
เพลินนั่นแล แท้จริงคำทั้ง ๔ คำนี้ ก็คือเป็นคำที่แสดงถึงอาการร่าเริงยินดีนั่นเอง.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสว่า ท่านจักให้พรอะไร เมื่อจะตรัส
รุกรานเจ้าโปริสาทได้ตรัสพระคาถาว่า
ดูก่อนพระสหายผู้มีธรรมอันลามก พระองค์ไม่
รู้สึกถึงความตายของพระองค์ ไม่รู้สึกถึงสิ่งที่เป็น
ประโยชน์และหาประโยชน์มิได้ ทั้งนรกและสวรรค์
เป็นผู้ติดอยู่ในรส ตั้งอยู่ในทุจริต จักให้พรอะไร.
ข้าพเจ้าพึงบอกพระองค์ว่า จงให้พร แม่พระองค์
ให้พรแล้ว จะกลับไม่ให้ก็ได้ ความทะเลาะวิวาทนี้
อยู่ในอำนาจของพระองค์ ใครจะเข้ามาเป็นบัณฑิต
วินิจฉัยชี้ขาดได้.
ในคาถานั้น บทว่า โย อธิบายว่า พระองค์ไม่รู้สึก คือไม่รู้ถึง
ความตายแม้ของพระองค์เองว่า ตัวเรานี้ก็มีความตายเป็นธรรมดา จึงได้ประ-
กอบกรรมอันลามกอย่างเดียว. บทว่า หิตาหิตํ ความว่า พระองค์ไม่รู้จักว่า
กรรมนี้เป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา กรรมนี้หามีประโยชน์ไม่ กรรมนี้จักนำไป
สู่นรก กรรมนี้จักน่าไปสู่สวรรค์. บทว่า รเส ได้แก่ ในรสแห่งเนื้อมนุษย์.
บทว่า วชฺชํ แปลว่า พึงกล่าว. บทว่า อวากเรยฺย ความว่า พระองค์
ให้พรด้วยวาจา แม้ข้าพเจ้ากล่าวอยู่ว่า พระองค์จงให้พรนั้นแก่ข้าพเจ้า
พระองค์ จะกลับไม่ให้เสียก็ได้. บทว่า อุปพฺพเชยฺย ความว่า ใครจะมา
เป็นบัณฑิตวินิจฉัยการทะเลาะนี้ได้.
ลำดับนั้น เจ้าโปริสาทดำริว่า ท่านสุตโสมนี้ไม่เชื่อเรา เราจะให้เธอ
เธอให้ได้ แล้วกล่าวคาถาว่า

696
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 697 (เล่ม 62)

คนเราให้พรใดแล้วจะกลับไม่ให้ ไม่ควรให้พร
นั้น ดูก่อนสหาย ขอให้พระองค์จงทรงมั่นพระทัย
รับพรเถิด แม้ชีวิตของหม่อมฉันก็จะสละถวายได้.
คำว่า จงทรงมั่นพระทัย ในคาถานั้น หมายความว่า จงมีพระทัย
อันแน่วแน่มั่นคงเถิด.
ครั้งนั้น พระมหาสัตว์ทรงพระดำริว่า เจ้าโปริสาทกล้าพูดหนักอยู่
เธอจักทำตามถ้อยคำของเรา เราจักรับพร แต่เราจักขอพรว่า ท่านอย่ากิน
เนื้อมนุษย์เป็นข้อแรก เธอจักลำบากเกินไป เราจักรับพร ๓ อย่างอื่นก่อน
ภายหลังจึงรับพรข้อนี้ แล้วตรัสพระคาถาว่า
พระอริยะกับพระอริยะ ย่อมมีศักดิ์ศรีเสมอกัน
ผู้มีปัญญากับผู้มีปัญญา ย่อมมีศักดิศรีเสมอกัน ข้าพเจ้า
พึงเห็นท่านเป็นผู้หาโรคมิได้ตลอดร้อยปี นี้เป็นพรข้อ
ที่หนึ่ง หม่อนฉันปรารถนา.
ในคาถานั้น คำว่า อริยะ หมายถึงความประเสริฐด้วยมรรยาท. คำว่า
ศักดิ์ศรี หมายถึงศักดิธรรม คือ มิตรธรรม. คำว่า ผู้มีปัญญา หมายถึงผู้ถึง
พร้อมแล้วด้วยความรู้. คำว่า เสมอกัน คือย่อมเปรียบเทียบกันได้ เหมือนน้ำ
คงคากับน้ำยมุนา ฉะนั้น จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายย่อมเปรียบเทียบกันได้โดยธาตุ.
คำว่า พึงเห็นท่าน อธิบายว่า พระเจ้าสุตโสมทรงทำเป็นเหมือนปรารถนาให้
เจ้าโปริสาทมีชีวิตยืนยาว จึงขอพรคือชีวิตอันประเสริฐข้อแรกก่อน จริงอยู่
ธรรมดาว่านักปราชญ์ไม่ควรจะพูดว่าท่านจงให้ชีวิตแก่เรา เจ้าโปริสาทฟังคำ
นั้น คิดว่า เจ้าสุตโสมปรารถนาความไม่มีโรคแก่เราผู้เดียว จึงกล่าวอย่างนี้.

697