พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 608 (เล่ม 62)

คำว่า ความรักทั้งปวง อธิบายว่า บุรุษผู้ใดเมื่อหญิงบอกว่า ท่านคนเดียว
เป็นที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพึงพอใจดังนี้เชื่อมั่นอยู่ว่า คำนี้เป็นความจริง
อย่างนี้แล้ว พึงวางอัธยาศัยของตนทั้งหมดไว้ในหญิงทั้งหลาย บุรุษผู้นั้น ชื่อว่า
การทำการดักลมเป็นต้นด้วยตาข่ายเป็นต้น . คำว่า ไป หมายถึงการว่ายไป
ของพวกปลา. คำว่า ไม่มีพอ คือเว้นขาดจากคำว่าเพียงพอด้วยคำของคฤหัสถ์.
คำว่า เต็มได้ยาก อธิบายว่า แม่น้ำใหญ่เต็มได้ยากด้วยน้ำฉันใด แม้หญิง
ก็เต็มได้ยากด้วยความยินดีในกิเลสฉันนั้น เหมือนกัน. คำว่า นํ ในข้อความ
ที่ว่า สีทนฺติ นํ วิทิตฺวาน นี้ เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า บุคคลรู้แล้วว่า
หญิงทั้งหลายย่อมทำให้ล่มจมลงไปในอบายทั้ง ๔ ด้วยการแน่ะนำพูดจา. คำว่า
เหมือนน้ำวน อธิบายว่า น้ำวนก็ดี มายาก็ดี ย่อมทำหัวใจของตนให้หลงใหล
ให้เป็นไปในอำนาจของตนได้ฉันใด แม้หญิงเหล่านั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน. คำว่า
ให้กำเริบ อธิบายว่า ทำพรหมจรรย์ให้กำเริบ ด้วยอรรถว่า ให้พินาศและ
ด้วยอรรถว่าถือเอา. คำว่า ด้วยความพอใจ คือด้วยการอยู่ร่วมกันด้วยความ
รักใคร่. คำว่า หรือเพราะอยากได้ทรัพย์ คือหรือเพราะเหตุแห่งทรัพย์.
คำว่า ที่เกิดของตน อธิบายว่า ไฟป่าไหม้ไปยังประเทศใด ๆ ก็เผาประเทศ
นั้น ๆ ซึ่งเป็นที่เกิดของคนฉันใด แม้หญิงเหล่านั้นก็ฉันนั้น คบกับบุรุษใด ๆ
ด้วยอำนาจกิเลส ก็ตามเผาบุรุษนั้น ๆ คือไปถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวง.
เมื่อนารทฤษีประกาศโทษของหญิงทั้งหลายอย่างนี้แล้ว พระมหา-
สัตว์ก็ประกาศโทษของหญิงเหล่านั้นให้วิเศษขึ้นไปอีก.
พระศาสดาเมื่อจะทรงแสดงการที่พญานกกุณาละประกาศโทษของหญิง
โดยพิเศษนั้น จึงตรัสว่า ได้ยินว่า ครั้งนั้นพญานกกุณาละรู้แจ้งแล้วซึ่งเบื้องต้น
ท่ามกลางและที่สุดแห่งคาถาของนารทพราหมณ์ จึงภาษิตคาถาทั้งหลายนี้
ในเวลานั้นว่า

608
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 609 (เล่ม 62)

บัณฑิตพึงเจรจากับบุรุษผู้ถือดาบอย่างคมกล้า
พึงเจรจากับปีศาจผู้ดุร้าย แม้จะพึงเข้าไปนั่งใกล้งู-
พิษร้าย แต่ไม่ควรเจรจากับหญิงตัวต่อตัว เพราะว่า
หญิงเป็นผู้ย่ำยีจิตของโลก ถืออาวุธ คือ การฟ้อนรำ
ขับร้องและการเจรจา ย่อมเบียดเบียนบุรุษผู้ไม่ตั้งสติ
ไว้ เหมือนหมู่รากษสที่เกาะเบียดเบียนพวกพ่อค้า
ฉะนั้น หญิงไม่มีวินัย ไม่มีสังวร ยินดีในน้ำเมา
และเนื้อสัตว์ ไม่สำรวม ผลาญทรัพย์ที่บุรุษหามาได้
โดยยากให้ฉิบหาย เหมือนปลาติมิงคละกลืนกินมังกร
ในทะเลฉะนั้น หญิงมีกามคุณ ๕ อันน่ายินดีเป็นทำเล
หากิน เป็นคนหยิ่ง จิตไม่เที่ยงตรง ไม่สำรวม ย่อม
เข้าไปหาชายผู้ประมาทเหมือนแม่น้ำทั้งหลาย อันไหล
ไปสู่มหาสมุทร ฉะนั้น หญิงได้ชื่อว่าฆ่าข่ายด้วยราคะ
และโทสะ เข้าไปหาชายคนใด เพราะความพอใจ
เพราะความกำหนัด หรือเพราะต้องการทรัพย์ ย่อม
เผาชายเช่นนั้นเสีย เช่นดังเปลวไฟ หญิงรู้ว่าชายมั่งคั่ง
มีทรัพย์มาก ย่อมเข้าไปหาชาย ยอมให้ทั้งทรัพย์และ
ตนเอง ย่อมเกาะชายที่มีจิตถูกราคะย้อม เหมือนเถา
ย่านทรายเกาะไม้สาละในป่า ฉะนั้น หญิงประดับ
ร่างกายหน้าตาให้สวย เข้าไปหาชายด้วยความพอใจ

609
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 610 (เล่ม 62)

มีประการต่าง ๆ ทำยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ใช้มารยาตั้งร้อย
เหมือนดังคนเล่นกลและอสุรินทราหู หญิงประดับ
ประดาด้วยทอง แก้วมณี และมุกดาถึงจะมีคนสักการะ
และรักษาไว้ในตระกูลสาม ก็ยังประพฤตินอกใจสามี
ดังหญิงที่อยู่ในทรวงอกประพฤตินอกใจทานพ ฉะนั้น
จริงอยู่ นรชนผู้มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา แม้จะ
มีเดช มีมหาชนสักการะบูชา ถ้าตกอยู่ในอำนาจของ
หญิงแล้ว ย่อมไม่รุ่งเรือง เหมือนพระจันทร์ถูกราหูจับ
ฉะนั้น โจรผู้มีจิตโกรธคิดประทุษร้าย พึงกระทำแก่
โจรอื่น ซึ่งเป็นข้าศึกที่มาประจัญหน้า ส่วนผู้ตกอยู่
ในอำนาจของหญิง ไม่มีอุเบกขา ย่อมเข้าถึงความ
พินาศยิ่งกว่านั้นอีก หญิงถึงจะถูกชายฉุดกระชาก
ลากผม และหยิกข่วนด้วยเล็บ คุกคามทุบตีด้วยเท้า
ด้วยมือ และท่อนไม้ กลับวิ่งเข้ามาหา เหมือนหมู่
แมลงวันที่ซากศพฉะนั้น บุรุษผู้มีจักษุคือปัญญา
ปรารถนาความสุขแก่ตน พึงเว้นหญิงเสีย เหมือนกับ
บ่วงและข่ายที่ดักไว้ในสกุล ในถนนสายหนึ่ง ใน
ราชธานี หรือในนิคม ผู้ใดสละเสียแล้วซึ่งตบะคุณ
อันเป็นกุศล ประพฤติจริตอันมิใช่ของพระอริยะ ผู้นั้น
ต้องกลับจากเทวโลกไปคลุกเคล้าอยู่กับนรก เหมือน
พ่อค้าซื้อหม้อแตก ฉะนั้น บุรุษผู้ตกอยู่ในอำนาจของ

610
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 611 (เล่ม 62)

หญิง ย่อมถูกติเตียนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า กรรม
ของตนกระทบแล้ว เป็นคนโง่เขลา ย่อมไปพลั้ง ๆ
พลาด ๆ โดยไม่แน่นอน เหมือนรถที่เทียมด้วยลาโกง
ย่อมไปผิดทาง ฉะนั้น ผู้ตกอยู่ในอำนาจของหญิง
ย่อมเข้าถึงนรกเป็นที่เผาสัตว์ให้รุ่มร้อน และนรกอัน
มีป่าไม้งิ้ว มีหนามแหลมดังหอกเหล็ก แล้วมาใน
กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ย่อมไม่พ้นจากวิสัยเปรต และ
อสุรกาย หญิงย่อมทำลายความเล่นหัว ความยินดี
ความเพลิดเพลินอันเป็นทิพย์ และจักรพรรดิสมบัติ
ในมนุษย์ของชายผู้ประมาทให้พินาศ และยังทำชาย
นั้นให้ถึงทุคติอีกด้วย ชายเหล่าใดไม่ต้องการหญิง
ประพฤติพรหมจรรย์ ชายเหล่านั้นพึงได้การเล่นหัว
ความยินดีอันเป็นทิพย์ จักรพรรดิสมบัติในมนุษย์
และนางเทพอัปสรอันอยู่ในวิมานทอง โดยไม่ยากเลย
ชายเหล่าใดไม่ต้องการหญิง ประพฤติพรหมจรรย์ ชาย
เหล่านั้นพึงได้คติที่ก้าวล่วงเสียซึ่งกามธาตุ รูปธาตุ
สมภพ และคติที่เข้าถึงวิสัยความปราศจากราคะโดย
ไม่ยากเลย ชายเหล่าใดไม่ต้องการหญิง ประพฤติ
พรหมจรรย์ ชายเหล่านั้นเป็นผู้ดับแล้ว สะอาดพึงได้
นิพพานอันเกษม อันก้าวล่วงเสียซึ่งทุกข์ทั้งปวง ล่วง
ส่วน ไม่หวั่นไหว ไม่มีอะไรปรุงแต่ง โดยไม่ยากเลย.

611
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 612 (เล่ม 62)

ในคาถาเหล่านั้นมีอรรถาธิบายว่า คำว่า พึงเจรจา อธิบายว่า บัณฑิต
พึงเจรจาแม้กับบุรุษผู้ยืนถือดาบกล่าวว่า ถ้าท่านเจรจากับเรา เราจักตัดศีรษะ
ท่านเสียดังนี้ อนึ่ง บัณฑิตพึงเจรจากับปีศาจที่กำลังโกรธจัดยืนกล่าวอยู่ว่า เรา
จักกินท่านเสียในขณะที่ท่านพูดทีเดียว จักทำให้ท่านถึงความพินาศแห่งชีวิต
อนึ่ง พึงเข้าไปนั่งใกล้งูที่มีเดชสูงซึ่งกล่าวว่า เราจักกัดท่านผู้เข้ามาใกล้แล้วทำ
ให้พินาศ แต่เมื่ออยู่คนเดียวแล้ว อย่าได้เจรจากับหญิงในที่ลับสองต่อสอง
เป็นอันขาด. คำว่า เป็นผู้ย่ำยีจิตของสัตวโลก อธิบายว่า หญิงทั้งหลาย
เป็นผู้เหยียบย่ำจิตของสัตวโลก คือบีบคั้นจิตของชาวโลก. คำว่า เหมือน
หมู่นางรากษส อธิบายว่า หมู่นางรากษสอาศัยอยู่ที่เกาะกลางสมุทรนิมิตเพศ
เป็นหญิงมนุษย์ มาล่อลวงพวกพ่อค้าพาไปไว้ในอำนาจของตนแล้วเคี้ยวกินเสีย
ฉันใด แม้หญิงเหล่านั้นก็ฉันนั้น กระทำสัตวโลกไว้ในอำนาจขอนตนด้วยกามคุณ
ทั้ง ๕ มีรูปเป็นต้น แล้วให้ถือความพินาศอย่างใหญ่หลวง. คำว่า วินัย
หมายถึงความประพฤติ. คำว่า สังวร หมายถึงมรรยาท. คำว่า หามาได้
อธิบายว่า หญิงทั้งหลายย่อมกลืนกิน คือ ย่อมทำทรัพย์ที่สามีหามาได้ด้วย
ความเหนื่อยยากให้พินาศไป. คำว่า ไม่เที่ยงตรง คือมีจิตไม่แน่นอน. คำว่า
ไหลไปสู่สมุทร คือไหลไปสู่น้ำเค็มได้แก่สมุทรนั่นเอง. คำว่า แม่น้ำ
หมายถึงแม่น้ำทุกสาย. อีกอย่างหนึ่ง พระบาลีเป็น นทิโย เลยดังนี้ก็มี อธิบาย
ว่า แม่น้ำทั้งหลาย ย่อมไหลลงสู่สมุทรฉันใด หญิงทั้งหลายย่อมซ่านไปหาชาย
ผู้ประมาท. ด้วยความประมาทฉันนั้นเหมือนกัน. คำว่า ความพอใจ หมายถึง
ความรัก. คำว่า ความกำหนัด หมายถึงความยินดีในกามคุณทั้ง ๕. คำว่า
เห็นแก่ทรัพย์ หมายถึงว่า หรือเพราะเหตุแห่งทรัพย์. คำว่า ดังเปลวไฟ
อธิบายว่า ประดุจไฟที่ลุกโพลงแล้ว เพราะความถึงพร้อมแห่งโทษ. คำว่า

612
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 613 (เล่ม 62)

ฆ่าชายด้วยราคะ โทสะ อธิบายว่า เป็นผู้ฆ่าด้วยกามราคะ และโทสะ
อีกอย่างหนึ่ง บาลีเป็น ราคโทสคติโย ดังนี้ก็มี. คำว่า ย่อมซ่านไปหา
อธิบายว่า เข้าไปผูกพันชายนั้น ด้วยถ้อยคำอันไพเราะ. คำว่า มีทรัพย์มาก
หมายถึงมีเงินมีทองมาก. บาลีเป็น สธนา ดังนี้ก็มี อธิบายว่า แม้ให้ทรัพย์
ของตนอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็ยังซ่านไปหาเพื่อต้องการผ้าและเครื่องประดับ.
คำว่า พร้อมทั้งตน อธิบายว่า ย่อมเป็นเหมือนเสียสละตัวของตัวด้วยตัวเอง
แก่ชายนั้นผู้เดียว. คำว่า เกาะแน่น อธิบายว่า พัวพันบีบคั้นอย่างเหลือเกิน
เพื่อต้องการเอาทรัพย์. คำว่า ด้วยความพอใจมีประการต่าง ๆ คือด้วย
อาการหลายอย่าง. คำว่า ประดับร่างกายหน้าตาให้วิจิตร คือ มีร่างกาย
อันงดงาม และมีหน้างดงามด้วยสามารถแห่งเครื่องประดับ.
คำว่า ยิ้มใหญ่ ได้แก่ หัวเราะด้วยเสียงดัง. คำว่า ยิ้มน้อย คือหัวเราะ
ด้วยเสียงค่อย. คำว่า ดังคนเล่นกลและอสุรินทราหู หมายถึงบุรุษผู้กระทำ
การล่อลวงและท้าวอสุรินท์. คำว่า เหมือนหญิงที่อยู่ในทรวงอกประพฤติ
ล่วงทานพ อธิบายว่า มีเรื่องกล่าวไว้ในกรัณฑชาดกว่า ทานพตนหนึ่งให้
ภรรยานั่งในผอบแล้วกลืนเข้าไว้ในท้อง วันหนึ่งไปคายผอบออกชมเชยกันแล้ว
ลงอาบน้ำในสระ วิชาธรตนหนึ่งเหาะมาเห็นภรรยาทานพก็ลงไปทำชู้ด้วย พอ
ทานพขึ้นจากน้ำ นางก็เอาวิชาธรอมไว้เสีย ทานพก็เอาภรรยาซึ่งอมชู้ใส่ไว้ใน
ผอบอมไปอีก พระอรรถกถาจารย์แสดงว่า หญิงที่อยู่ในทรวงอกแม้ถูกกลืน
เก็บไว้ในท้องยังทิ้งทานพเสีย ประพฤติล่วงกับวิชาธรตนอื่น ดังในเรื่อง
กรัณฑชาดก มีคำเป็นต้นว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ ท่านไปไหนกันมาตั้ง ๓ คน
เล่าหนอดังนี้ หญิงทั้งหลายย่อมประพฤตินอกใจอย่างนี้ จะป่วยกล่าวไปไยถึง
หญิงเหล่านี้ ที่มิได้มีใครดูแลรักษา. คำว่า ไม่รุ่งเรือง อธิบายว่า ย่อมไม่
รุ่งโรจน์ เหมือนพระเจ้าหาริต พระเจ้าโสมกัสสปะ และพระเจ้ากุสราช ฉะนั้น.

613
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 614 (เล่ม 62)

คำว่า ยิ่งกว่านั้น อธิบายว่า ย่อมถึงความพินาศยิ่งกว่าความพินาศที่ศัตรู
การทำไปนั้นอีก. คำว่า ไม่มีอุเบกขา หมายถึงยังมีความอยาก. คำว่า
ฉุดกระชากลากผมหยิกข่วนด้วยเล็บ อธิบายว่า มีผมอันถูกฉุดกระชาก
มีตัวถูกข่วนด้วยเล็บถูกคุกคามแล้ว. คำว่า ทุบตี อธิบายว่า และถูกทุบตี
ด้วยอวัยวะมีเท้าเป็นต้น ชายใดย่อมการทำอาการแปลก ๆ เหล่านี้ ด้วยอำนาจ
กลีโทษ หญิงทั้งหลายย่อมเข้าไปหาชายผู้เลวทรามเช่นนั้นแล้วอภิรมย์ด้วย.
ถามว่า นางย่อมประคับประคองชายที่มีอาการวิปริตเหล่านั้น ย่อมไม่รื่นรมย์
ชายที่มีความประพฤติเรียบร้อย เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะหมู่แมลงวัน
ย่อมชอบศพ. คำว่า หมู่แมลงวันที่ซากศพ อธิบายว่า ถ้าชายชั่วทำ
เช่นนั้น หญิงย่อมอยู่ด้วย เหมือนแมลงวันชอบอยู่ในซากศพช้างเป็นต้น
อันน่าเกลียดฉะนั้น.
คำว่า เป็นเหมือนบ่วง อธิบายว่า พึงเว้นหญิงพวกเหล่านี้
เสีย โดยที่แท้บุรุษผู้มีจักษุด้วยปัญญาจักษุ ผู้มีความต้องการด้วยความ
สุขอันเป็นทิพย์ และความสุขอันเป็นของมนุษย์ สำคัญอยู่ว่าหญิงนั้น
เป็นประดุจบ่วงแห่งเทพยดา ผู้เป็นเจ้าแห่งความรัก กล่าวคือ กิเลสมาร
ในที่เหล่านี้พึงเว้นเสีย เหมือนเนื้อและนกเว้นบ่วงและตาข่ายที่พวกนายพราน
ดักไว้เพื่อจะจับฉะนั้น. คำว่า สละเสีย คือ ทิ้งเสียซึ่งคุณคือตบะอันสามารถ
ได้ซึ่งสมบัติอันยิ่งใหญ่ในสวรรค์และมนุษย์. คำว่า ผู้ใด อธิบายว่า บุรุษ
ผู้ใดมาประพฤติซึ่งจริตกล่าวคือความยินดีในกามคุณ ในกามคุณทั้งหลายอัน
ไม่ประเสริฐไม่บริสุทธิ์. คำว่า จักเคลื่อนจากเทวดาไปคลุกเคล้าอยู่กับ
นรก อธิบายว่า บุรุษผู้นั้นจักกลับจากเทวโลกแล้วมาถือเอากำเนิดในนรก.
คำว่า เหมือนพ่อค้าซื้อหม้อน้ำอันแตก อธิบายว่า พ่อค้าโง่ให้สิ่งของ
มีราคามาก แลกเอาหม้อน้ำที่แตกไปฉันใด บุรุษนี้เป็นเหมือนอย่างนั้นแล.
คำว่า บุรุษนั้น หมายถึงบุรุษผู้ตกอยู่ในอำนาจของหญิงทั้งหลาย. คำว่า

614
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 615 (เล่ม 62)

โดยไม่แน่นอน คือไม่แน่นอนก็จักไหม้อยู่ในอบายทั้งหลาย ตลอดกาลมี
ประมาณเพียงเท่านี้. คำว่า พลั้ง ๆ พลาด ๆ อธิบายว่า พลาดจากเทวโลก
หรือมนุษยโลกแล้ว ย่อมไปสู่อบายอย่างเดียว ถามว่า เปรียบเหมือนอะไร ?
ตอบว่า เปรียบเหมือนรถที่ลาโกงพาไปผิดทางฉะนั้น อธิบายว่า รถที่เทียม
ด้วยลาโกง ย่อมแวะออกจากทางไปนอกทางฉันใด บุรุษผู้ลุอำนาจแห่งหญิง
ก็ฉันนั้น. คำว่า มีป่าไม้งิ้วมีหนามแหลมเป็นหอกเหล็ก อธิบายว่า
นรกนั้น มีป่าไม้งิ้วเป็นเหล็กประกอบด้วยหนามเหมือนหอก. คำว่า วิสัยเปรต
อสุรกาย หมายเอาวิสัยแห่งเปรตและวิสัยแห่งกาลกัญชิกอสูร.
คำว่า ผู้ประมาท คือ ผู้เลินเล่อ จริงอยู่ ชายเหล่านั้นเป็น
ผู้ประมาทแล้วในหญิงทั้งหลาย ย่อมไม่กระทำคุณงามความดีอันเป็นมูลราก
แห่งสมบัติเหล่านั้น หญิงเหล่านั้นทั้งหมดชื่อว่า ย่อมทำบุรุษผู้ประมาทแล้ว
เหล่านั้น ให้พินาศไปด้วยประการฉะนี้. คำว่า ทำบุรุษผู้นั้นให้ตกไป
อธิบายว่า หญิงเหล่านั้นย่อมยังบุรุษเห็นปานนั้นให้กระทำแต่อกุศลกรรม
ด้วยสามารถแห่งความประมาท ชื่อว่าย่อทำบุรุษนั้นให้ตกไปยังทุคติ.
คำว่า อยู่วิมานทอง คือมีปกติอยู่ในวิมานอันสำเร็จด้วยทองคำ. คำว่า
ไม่ต้องการด้วยหญิง อธิบายว่า ชายเหล่าใดเป็นผู้ไม่มีความต้องการ
ด้วยหญิงทั้งหลายแล้ว ย่อมประพฤติพรหมจรรย์. คำว่า ก้าวล่วงเสียซึ่ง
กามธาตุ หมายถึงหนทางดำเนิน เพราะก้าวล่วงกามธาตุเสียได้. คำว่า รูป
ธาตุสมภพ หมายถึงความมีพร้อมแห่งธาตุ กล่าวคือทางดำเนินที่ก้าวล่วง
กามธาตุ ย่อมเป็นของหาได้ไม่ยาก แก่ชนเหล่านั้นเลย. คำว่า คติที่เข้าถึง
ความปราศจากราคะ อธิบายว่า การบังเกิดในเทวโลกชั้นสุทธาวาสในวิสัย
แห่งบุคคลผู้ปราศจากราคะแม้นั้น ก็เป็นของหาได้ไม่ยากแก่ชนเหล่านั้น. คำว่า
ล่วงส่วน อธิบายว่า ไม่เป็นไปล่วงคือเป็นธรรมที่ไม่ถึงความพินาศ. คำว่า
ไม่หวั่นไหว คือไม่กระทบกระเทือนด้วยกิเลสทั้งหลาย. คำว่า ดับแล้ว

615
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 616 (เล่ม 62)

คือมีกิเลสอันดับแล้ว. คำว่า สะอาด คือพระนิพพานเห็นปานนี้ อันท่าน
ผู้บริสุทธิ์สะอาดทั้งหลายจะพึงได้โดยไม่ยากเลย.
พระมหาสัตว์ ยังเทศนาให้จบลงจนถึงอมตมหานิพพานอย่างนี้แล้ว
สัตว์ทั้งหลายเป็นต้นว่า กินนรและพระยานาคในป่าหิมพานต์และเทวดาที่อยู่ใน
อากาศก็พากันให้สาธุการว่า น่าอัศจรรย์จริง พญานกกุณาละกล่าวอย่างลีลาของ
พระพุทธเจ้าดีมาก.
พญาแร้งชื่อว่า อานนท์ พราหมณ์ฤาษีชื่อนารทะ และพญานกปุณณ-
มุขะดุเหว่า ก็พาบริวารของตน ๆ ไปสู่ที่อยู่เดิม แท้พระมหาสัตว์ก็กลับไป
ยังที่อยู่ของตนเช่นเดียวก้น ฝ่ายพวกที่กล่าวมาแล้วนอกนี้ ย่อมไปมาหาสู่กันเสมอ
และตั้งอยู่ในโอวาทของพระมหาสัตว์ ก็ย่อมมีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว เมื่อจะทรงประชุม
ชาดก จึงตรัสคาถาที่สุดว่า
พญานกกุณาละในครั้งนั้นเป็นเรา พญานก
ดุเหว่าขาว เป็นพระอุทายี พญาแร้งเป็นพระอานนท์
นารทฤาษีเป็นพระสารีบุตร บริษัททั้งหลายเป็นพุทธ-
บริษัท เธอทั้งหลายจงทรงจำกุณาลชาดกไว้อย่างนี้แล.
ฝ่ายพระภิกษุราชกุมารทั้งหลาย เวลาจะไปก็ไปด้วยอานุภาพของพระ
ศาสดา แต่เวลามานั้น มาด้วยอานุภาพของตน คือ พระศาสดาทรงแสดง
กัมมัฏฐานให้ภิกษุเหล่านั้นในป่ามหาวัน พระภิกษุเหล่านั้น ได้บรรลุพระ
อรหัตในวันนั้นเอง และได้มีเทวดาสมาคมใหญ่. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
จึงทรงแสดงมหาสมัยสูตร เมื่อจบลง เทวดาทั้งหลายได้บรรลุมรรคผลมีพระ
โสดาบันเป็นต้น.
จบอรรถกถากุณาลชาดก

616
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 617 (เล่ม 62)

๕. มหาสุตโสมชาดก
ว่าด้วยพระเจ้าสุตโสมทรงทรมานพระยาโปริสาท
[๓๑๕] ดูก่อนพ่อครัว เพราะเหตุไรจึงทำกรรม
อันร้ายกาจเช่นนี้ ท่านเป็นคนหลง ฆ่าหญิงและชาย
ทั้งหลาย เพราะเหตุแห่งเนื้อหรือเพราะเหตุแห่งทรัพย์.
[๓๑๖] ข้าแต่ท่านผู้เจริญ มิใช่เพราะเหตุแห่ง
ตน ทรัพย์ ลูกเมีย สหายและญาติ แต่พระจอมภูมิบาล
ผู้เป็นนายข้าพเจ้า พระองค์เสวยมังสะเช่นนี้.
[๓๑๗] ถ้าท่านขวนขวายในกิจของเจ้านาย ทำ
กรรมอันร้ายกาจเช่นนี้ เวลาเช้าท่านเข้าไปถึงภายใน
พระราชวังแล้ว พึงแถลงเหตุนั้น แก่เราเฉพาะ
พระพักตร์พระราชา.
[๓๑๘] ข้าแต่ท่านกาฬหัตถี ข้าพเจ้าจักกระทำ
ตามที่ท่านสั่ง เวลาเช้าข้าพเจ้าเข้าไปถึงภายในพระ
ราชวังแล้ว จะแถลงเหตุนั้น แก่ท่านเฉพาะพระพักตร์
พระราชา.
[๓๑๙] ครั้นราตรีสว่างแล้ว พระอาทิตย์อุทัย
กาฬหัตถีเสนาบดีได้พาคนทำเครื่องต้นเข้าเฝ้าพระราชา
แล้ว ได้ทูลถามว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ได้ทราบ
ด้วยเกล้าว่า พระองค์ทรงใช้พนักงานวิเศษให้ฆ่าหญิง

617