พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 528 (เล่ม 62)

กัมโพชลวงม้าด้วยสาหร่าย ฉะนั้น เมื่อใด หญิง
ทั้งหลายผู้มุ่งหวัง ไม่เห็นทรัพย์ของบุรุษที่ควรถือเอา
ได้ เมื่อนั้น ย่อมละทิ้งบุรุษนั้นไปเหมือนคนข้ามฟาก
ถึงฝั่งโน้นแล้วละทิ้งแพไป ฉะนั้น หญิงทั้งหลาย
เปรียบด้วยเครื่องผูกรัด กินทุกอย่างเหมือนเปลวไฟ
มีมายากล้าแข็ง เหมือนแม่น้ำมีกระแสเชี่ยว ย่อมคบ
บุรุษได้ทั้งที่น่ารักทั้งที่ไม่น่ารัก เหมือนเรือจอดไม่
เลือกฝั่งนี้และฝั่งโน้น ฉะนั้น หญิงทั้งหลายไม่ใช่ของ
บุรุษคนเดียวหรือสองคน ย่อมรับรองทั่วไปเหมือน
ร้านตลาด ผู้ใดสำคัญมั่นหมายหญิงเหล่านั้นว่าของเรา
ก็เท่ากับดักลมด้วยตาข่าย แม่น้ำ หนทาง ร้านเหล้า
สภาและบ่อน้ำ ฉันใด หญิงในโลกก็ฉันนั้น เขตแดน
ของหญิงเหล่านั้น ไม่มี หญิงทั้งหลายเสมอด้วยไฟ
กินเปรียง เปรียบด้วยงูเห่า ย่อมเลือกคบแต่บุรุษที่มี
ทรัพย์ เหมือนโคเลือกกินหญ้าที่ดี ๆ ในภายนอก
ฉะนั้น ไฟกินเปรียง ๑ ช้างสาร ๑ งูเห่า ๑ พระราชา
ผู้ได้รับมูรธาภิเษกแล้ว ๑ หญิงทั้งปวง ๑ สิ่งทั้ง ๕ นี้
นรชนพึงคบด้วยความระวังเป็นนิตย์ เพราะสิ่งทั้ง ๕ นี้
มีความแน่นอนที่รู้ได้ยากแท้ หญิงที่งามเกินไป ๑
หญิงที่คนหมู่มากรักใคร่ ๑ หญิงที่เหมือนมือขวา ๑
หญิงที่เป็นภรรยาคนอื่น ๑ หญิงที่คบหาด้วยเพราะเหตุ
แห่งทรัพย์ ๑ หญิง จำพวกนี้ ไม่ควรคบ.

528
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 529 (เล่ม 62)

[๓๑๑] ได้ยินว่า ในครั้งนั้น พญาแร้งชื่ออานนท์ รู้แจ้งซึ่งคาถา
ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดของพญานกกุณาละแล้ว ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้
ในเวลานั้นว่า
ถ้าบุรุษจะพึงให้แผ่นดินอันเต็มด้วยทรัพย์นี้ แก่
หญิงที่ตนนับถือไซร้ หญิงนั้นได้โอกาส ก็จะพึงดู-
หมิ่นบุรุษนั้น เราจึงไม่ยอมตกอยู่ในอำนาจของพวก
หญิงเผอเรอ เมื่อมีอันตรายและเมื่อกิจธุระเกิดขึ้น
หญิงย่อมละทิ้งผัวหนุ่มผู่หมั่นขยัน มีความประพฤติ
ไม่เหลาะแหละ เป็นที่รักเป็นที่พอใจ เพราะฉะนั้น
เราจึงไม่วิสาสะกับหญิงทั้งหลาย บุรุษไม่ควรวางใจว่า
หญิงคนนี้ปรารถนาเรา ไม่ควรวางใจว่า หญิงคนนี้
ร้องไห้กระซิกกระซี้เรา เพราะว่า หญิงทั้งหลาย
ย่อมคบได้ทั้งบุรุษที่น่ารักทั้งบุรุษที่ไม่น่ารัก เหมือน
เรือจอดได้ทั้งฝั่งโน้นฝั่งนี้ฉะนั้น ไม่ควรวิสาสะกะ
ใบไม้ลาดที่เก่า ไม่ควรวิสาสะกะมิตรเก่าที่เป็นโจร
ไม่ควรวิสาสะกะพระราชาว่าเป็นเพื่อนของเรา ไม่ควร
วิสาสะกะหญิงแม่จะมีลูก ๑๐ คนแล้ว ไม่ควรวิสาสะ
ในหญิงที่กระทำความยินดีให้ เป็นผู้ล่วงศีล ไม่สำรวม
ถึงแม้ภรรยาจะพึงเป็นผู้มีความรักแน่นแฟ้น ก็ไม่ควร
วางใจ เพราะว่าหญิงทั้งหลายเสมอกับท่าน้ำ หญิง
ทั้งหลายพึงฆ่าชายก็ได้ พึงตัดเองก็ได้ พึงใช้ให้ผู้อื่น

529
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 530 (เล่ม 62)

ตัดก็ได้ พึงตัดคอแล้วดื่มเลือดกินก็ได้ อย่าพึงกระทำ
ความสิเนหาในหญิงผู้มีความรักใคร่อันเลวทราม ผู้ไม่
สำรวม ผู้เปรียบเทียบด้วยท่าน้ำ คำเท็จของหญิง
เหมือนคำจริง คำจริงของหญิงเหมือนคำเท็จ หญิง
ทั้งหลายย่อมเลือกคบแต่ชายที่มีทรัพย์ ดังโคเลือกกิน
หญ้าที่ดี ๆ ในภายนอก หญิงทั้งหลายย่อมประเล้า
ประโลมชายด้วยการเดิน การจ้องดู ยิ้มแย้ม นุ่งผ้า
หลุด ๆ ลุ่ย ๆ และพูดไพเราะ หญิงทั้งหลายเป็นโจร
หัวใจแข็ง ดุร้าย เป็นน้ำตาลกรวด ย่อมไม่รู้อะไร ๆ
ว่า เป็นเครื่องล่อลวงในมนุษย์ ธรรมดาหญิงในโลก
เป็นคนลามก ไม่มีเขตแดน กำหนัดนักทุกเมื่อและ
คะนอง กินไม่เลือก เหมือนเปลวไฟไหม้เชื้อทุกอย่าง
บุรุษชื่อว่าเป็นที่รักของหญิงไม่มี ไม่เป็นที่รักก็ไม่มี
เพราะหญิงทั้งหลาย ย่อมคบบุรุษได้ทั้งที่รักทั้งที่ไม่รัก
เหมือนเรือจอดได้ทั้งฝั่งนี้และฝั่งโน้น บุรุษชื่อว่าเป็น
ที่รักของหญิงไม่มี ไม่เป็นที่รักก็ไม่มี หญิงย่อมผูก
พันชายเพราะต้องการทรัพย์ เหมือนเถาวัลย์พันไม้
หญิงทั้งหลายย่อมติดตามชายที่มีทรัพย์ ถึงจะเป็นคน
เลี้ยงช้าง เลี้ยงม้า เลี้ยงโค คนจัณฑาล สัปเหร่อ
คนเทหยากเยื่อก็ช่าง หญิงทั้งหลาย ย่อมละทิ้งชายผู้
มีตระกูลแต่ไม่มีอะไร เหมือนซากศพ แต่ติดตาม
ชายเช่นนั้นได้เพราะเหตุแห่งทรัพย์.

530
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 531 (เล่ม 62)

[๓๑๒] ได้ยินว่า ในครั้งนั้น พราหมณ์ผู้ประเสริฐชื่อนารทะรู้ชัด
ซึ่งคาถาทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดของพญาแร้งอานนท์แล้ว ได้กล่าวคาถา
เหล่านั้นในเวลานั้นว่า
ดูก่อนพญานก ท่านทั้งหลายจงพึงข้าพเจ้ากล่าว
มหาสมุทร ๑ พราหมณ์ ๑ พระราชา ๑ หญิง ๑ สี่-
อย่างนี้ย่อมไม่เต็ม แม่น้ำสายใดสายหนึ่งอาศัยแผ่นดิน
ไหลไปสู่มหาสมุทร แม่น้ำเหล่านั้นก็ยังมหาสมุทรให้
เต็มไม่ได้ เพราะฉะนั้น มหาสมุทรชื่อว่าไม่เต็ม เพราะ
ยังพร่อง ส่วนพราหมณ์เรียนเวทอันมีการบอกเป็นที่
ห้าได้แล้ว ยังปรารถนาการเรียนเวทอันไปอีก เพราะ
ฉะนั้น พราหมณ์จึงชื่อว่าไม่เต็ม เพราะยังพร่อง
พระราชาทรงชนะแผ่นดินทั้งหมด อันบริบูรณ์ด้วย
รัตนะนับไม่ถ้วน พร้อมทั้งมหาสมุทรและภูเขา ครอบ-
ครองอยู่ ก็ยังปรารถนามหาสมุทรฝั่งโน้นอีก เพราะ
ฉะนั้น พระราชาจึงชื่อว่าไม่เต็ม เพราะยังพร่อง หญิง
คนหนึ่ง ๆ มีสามีคนละ ๘ คน สามีล้วนเป็นคนแกล้ว
กล้า มีกำลังสามารถนำมาซึ่งกามรสทุกอย่าง หญิงยัง
กระทำความพอใจในชายคนที่ ๙ อีก เพราะฉะนั้น
หญิงจึงชื่อว่าไม่เต็ม เพราะยังพร่อง หญิงทุกคนกิน
ทุกอย่างเหมือนเปลวไฟ พาไปได้ทุกอย่างเหมือนแม่-
น้ำ เหมือนกิ่งไม้มีหนาม ย่อมละชายไปเพราะเหตุ

531
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 532 (เล่ม 62)

แห่งทรัพย์ ชายใดพึงวางความรักทั้งหมดในหญิง
ชายนั้นเหมือนดักลมด้วยตาข่าย เหมือนตักน้ำใส่
มหาสมุทรด้วยมือข้างเดียว จะพึงได้ยินแต่เสียงมือ
ของตน ภาวะของหญิงที่เป็นโจร รู้มาก หาความจริง
ได้ยาก เป็นอาการที่ใคร ๆ รู้ได้ยาก เหมือนรอยทาง
ปลาในน้ำฉะนั้น หญิงไม่มีความพอ อ่อนโยน พูด
ไพเราะ ให้เต็มได้ยากเสมอแม่น้ำ ทำให้ล่มจม บุคคล
รู้ดังนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล หญิงเป็นเหมือน
น้ำวน มีมายามาก ทำพรหมจรรย์ให้กำเริบ ทำให้
ล่มจม บุคคลรู้ดังนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล เมื่อ
หญิงคบบุรุษใด เพราะความพอใจ หรือเพราะเหตุแห่ง
ทรัพย์ ย่อมเผาบุรุษนั้นโดยพลัน เหมือนไฟป่าเผา
สถานที่เกิดของตนฉะนั้น.
[๓๑๓] ได้ยินว่า ในครั้งนั้น พญานกกุณาละ รู้แจ้งแล้วซึ่งเบื้องต้น
ท่ามกลางและที่สุดแห่งคาถาของนารทพราหมณ์ผู้ประเสริฐ จึงได้ภาษิตคาถา
เหล่านั้นในเวลานั้นว่า
บัณฑิตพึงเจรจากับบุรุษผู้ถือดาบอย่างคมกล้า
พึงเจรจากับปีศาจผู้ดุร้าย แม้จะพึงเข้าไปนั่งใกล้งูพิษ
ร้าย แต่ไม่ควรเจรจากับหญิงตัวต่อตัว เพราะว่าหญิง
เป็นผู้ย่ำยีจิตของโลก ถืออาวุธ คือ การฟ้อนรำ
ขับร้องและการเจรจา ย่อมเบียดเบียนบุรุษผู้ไม่ตั้งสติ

532
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 533 (เล่ม 62)

ไว้เหมือนหมู่รากษสที่เกาะเบียดเบียนพวกพ่อค้าฉะนั้น
หญิงไม่มีวินัย ไม่มีสังวร ยินดีในน้ำเมาและเนื้อสัตว์
ไม่สำรวม ผลาญทรัพย์ที่บุรุษหามาได้โดยยากให้ฉิบ-
หาย เหมือนปลาติมิงคละกลืนกินมังกรในทะเลฉะนั้น
หญิงมีกามคุณ ๕ อันน่ายินดีเป็นทำเลหากิน เป็นคน
หยิ่ง จิตไม่เที่ยงตรง ไม่สำรวม ย่อมเข้าไปหาชาย
ผู้ประมาทเหมือนแม่น้ำทั้งหลาย อันไหลไปสู่มหา-
สมุทรฉะนั้น หญิงได้ชื่อว่าฆ่าชายด้วยราคะและโทสะ
เข้าไปหาชายคนใด เพราะความพอใจ เพราะความ
กำหนัด หรือเพราะต้องการทรัพย์ ย่อมเผาชายเช่น
นั้นเสีย เช่นดังเปลวไฟ หญิงรู้ว่าชายมั่งคั่ง มีทรัพย์
มาก ย่อมเข้าไปหาชาย ยอมให้ทั้งทรัพย์และตนเอง
ย่อมเกาะชายที่มีจิตถูกราคะย่อมเหมือนเถาย่านทราย
เกาะไม้สาละในป่าฉะนั้น หญิงประดับร่างกายหน้าตา
ให้สวย เข้าไปหาชายด้วยความพอใจมีประการต่าง ๆ
ทำยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ใช้มารยาตั้งร้อย เหมือนดังคน
เล่นกลและอสุรินทรราหู หญิงประดับประดาด้วยทอง
แก้วมณีและมุกดาถึงจะมีคนสักการะและรักษาไว้ใน
ตระกูลสามี ก็ยังประพฤตินอกใจสามี ดังหญิงที่อยู่
ในทรวงอก ประพฤตินอกใจทานพฉะนั้น จริงอยู่
นรชนผู้มีปัญญาเครื่องพิจารณา แม้จะมีเดช มีมหาชน
สักการะบูชา ถ้าตกอยู่ในอำนาจของหญิงแล้ว ย่อม
ไม่รุ่งเรือง เหมือนพระจันทร์ถูกราหูจับฉะนั้น โจร

533
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 534 (เล่ม 62)

ผู้มีจิตโกรธ คิดประทุษร้าย พึงกระทำแก่โจรอื่นซึ่ง
เป็นข้าศึกที่มาประจัญหน้า ส่วนผู้ตกอยู่ในอำนาจของ
หญิง ไม่มีอุเบกขา ย่อมเข้าถึงความพินาศยิ่งกว่านั้นอีก
หญิงถึงจะถูกชายฉุดกระชากลากผมและหยิกข่วนด้วย
เล็บ คุกคามทุบตีด้วยเท้า ด้วยมือและท่อนไม้ ก็กลับ
วิ่งเข้าหา เหมือนหมู่แมลงวันที่ซากศพฉะนั้น บุรุษ
ผู้มีจักษุคือปัญญา ปรารถนาความสุขแก่ตน พึงเว้น
หญิงเสียเหมือนกับบ่วงและข่ายที่ดักไว้ในสกุลในถนน
สายหนึ่ง ในราชธานี หรือในนิคม ผู้ใดสละเสียแล้ว
ซึ่งตบะคุณอันเป็นกุศล ประพฤติจริตอันมิใช่ของ
พระอริยะ ผู้นั้นต้องกลับจากเทวโลกไปคลุกเคล้าอยู่
กับนรก เหมือนพ่อค้าซื้อหม้อแตกฉะนั้น บุรุษผู้ตก
อยู่ในอำนาจของหญิง ย่อมถูกติเตียนทั้งในโลกนี้และ
โลกหน้า กรรมของตนกระทบแล้ว เป็นคนโง่เขลา
ย่อมไปพลั้ง ๆ พลาด ๆ โดยไม่แน่นอน เหมือนรถที่
เทียมด้วยลาออกถึงย่อมไปผิดทางฉะนั้น ผู้ตกอยู่ในอำนาจ
ของหญิง ย่อมเข้าถึงนรกเป็นที่เผาสัตว์ให้รุ่มร้อนและ
นรกอันมีป่าไม่งิ้ว มีหนามแหลมดังหอกเหล็ก แล้ว
มาในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ย่อมไม่พ้นจากวิสัยเปรต
และอสุรกาย หญิงย่อมทำลายความเล่นหัว ความยินดี
ความเพลิดเพลินอันเป็นทิพย์ และจักรพรรดิสมบัติ
ในมนุษย์ของชายผู้ประมาทให้พินาศ และยังทำชาย

534
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 535 (เล่ม 62)

นั้นให้ถึงทุคติอีกด้วย ชายเหล่าใดไม่ต้องการหญิง
ประพฤติพรหมจรรย์ ชายเหล่านั้นพึงได้การเล่นหัว
ความยินดีอันเป็นทิพย์จักรพรรดิสมบัติในมนุษย์ และ
นางเทพอัปสรอันอยู่ในวิมานทอง โดยไม่ยากเลย ชาย
เหล่าใดไม่ต้องการหญิง ประพฤติพรหมจรรย์ ชาย
เหล่านั้นพึงได้คิดที่ก้าวล่วงเสียซึ่งกามธาตุ รูปธาตุ
สมภพ และคติที่เข้าถึงวิสัยความปราศจากราคะ โดย
ไม่ยากเลย ชายเหล่าใดไม่ต้องการหญิง ประพฤติ
พรหมจรรย์ ชายเหล่านั้นเป็นผู้ดับแล้ว สะอาด พึง
ได้นิพพานอันเกษม อันก้าวล่วงเสียซึ่งทุกข์ทั้งปวง
ล่วงส่วนไม่หวั่นไหว ไม่มีอะไรปรุงแต่ง โดยไม่ยาก
เลย.
[๓๑๔] พญานกกุณาละในครั้งนั้นเป็นเรา พญา
นกดุเหว่าขาวเป็นพระอุทายี พญาแร้งเป็นพระอานนท์
นารทฤาษีเป็นพระสารีบุตร บริษัททั้งหลายเป็นพุทธ-
บริษัทเธอทั้งหลายจงทรงจำกุณาลชาดกไว้อย่างนี้แล.
จบกุณาลชาดกที่ ๔

535
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 536 (เล่ม 62)

อรรถกถากุณาลชาดก
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ ริมสระชื่อกุณาละ ทรงพระปรารภ
ภิกษุ ๕๐๐ รูป ซึ่งถูกความเบื่อหน่ายอยากจะสึกบีบคั้นแล้ว จึงตรัสพระธรรม
เทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เอวมกฺขายติ ดังนี้.
ลำดับเรื่องในกุณาลชาดกนั้นดังนี้
ดังได้สดับมาว่า ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์ กับเมืองโกลิยะทั้งสอง
เมืองนี้ มีแม่น้ำชื่อว่า โลหินี สายเดียวเท่านั้นไหลผ่านลงมา ชนชาวสากิยะ
และชนชาวโกลิยะจึงทำทำนบกั้นน้ำนั้นร่วมอันเดียวกันแล้วจึงตกกล้า. ครั้งหนึ่ง
ในต้นเดือน ๗ ข้าวกล้าเฉาลง พวกกรรมกรของชนชาวนครทั้งสองนั้นจึง
ประชุมกัน บรรดากรรมกรทั้งสองเมืองนั้น พวกกรรมกรชาวเมืองโกลิยะ
กล่าวขึ้นก่อนว่า น้ำที่ปิดกั้นไว้นี้ ถ้าจะไขเข้านาทั้งสองฝ่าย ก็ไม่พอเลี้ยง
ต้นข้าวของพวกเราและพวกท่าน ก็ข้าวกล้าของพวกเราจักสำเร็จเพราะน้ำ
คราวเดียวเท่านั้น พวกท่านจงให้น้ำนี้แก่พวกเราเถิด แม้พวกกรรมกรชาว
เมืองกบิลพัสดุ์ก็พูดขึ้นว่า เมื่อพวกท่านได้ข้าวกล้าเอาบรรจุไว้ในฉางจนเต็ม
แล้วตั้งปิ่งอยู่ พวกเราไม่อาจที่จะถือเอากหาปณะทองคำ เงิน นิล มณี
สัมฤทธิ์ แบกกระเช้ากระสอบเป็นต้น เที่ยวไปขอซื้อตามประตูเรือนของท่านได้
แม้ข้าวกล้าของพวกเราก็จักสำเร็จได้เพราะน้ำคราวเดียวเท่านั้นเหมือนกัน ขอ
พวกท่านจงให้น้ำนี้แก่พวกเราเถิด ทั้งสองฝ่ายต่างก็ขึ้นเสียงเถียงกันว่า พวกเรา
จักไม่ให้ แม้พวกเราก็จักไม่ยอมให้เหมือนกัน ดังนี้ ครั้นพูดกันมากขึ้น ๆ
อย่างนี้ กรรมกรคนหนึ่งก็ลุกขึ้น ตีเอาคนหนึ่งเข้า แม้คนที่ถูกตีนั้น ก็ตีคน
อื่น ๆ ต่อไป ต่างฝ่ายต่างตีกันอย่างนี้ ก็เกิดทะเลาะกระทบชาติแห่งราชตระกูล

536
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 537 (เล่ม 62)

พวกกรรมกรชาวโกลิยะกล่าวขึ้นก่อนว่า พวกมึงจงพาพวกเด็ก ๆ สากิยะซึ่งอยู่
ในเมืองกบิลพัสดุ์ไปเถิด อ้ายพวกสังวาสกับน้องสาวของตัวเองเหมือนสัตว์
เดียรัจฉาน มีหมาบ้านและหมาป่าเป็นต้น ถึงจะมีกำลังเป็นต้นว่า ช้าง ม้า โล่
และอาวุธ ก็จักกระทำอะไรแก่พวกกูได้ แม้พวกกรรมกรชาวสากิยะก็กล่าว
ตอบว่า พวกมึงก็เหมือนกันจงพาเด็กขี้เรื้อนไปเสียในบัดนี้ อ้ายพวกอนาถา
หาที่ไปไม่ได้ เที่ยวอาศัยอยู่ในโพรงไม้กระเบาเหมือนสัตว์เดียรัจฉาน ถึงจะมี
โยธาหาญเป็นต้นว่าช้าง ม้า โล่และอาวุธ ก็จักกระทำอะไรแก่พวกกูได้ ชน
เหล่านั้นต่างฝ่ายต่างก็ไปร้องเรียนอำมาตย์ผู้เป็นเจ้าหน้าที่ในการนั้น พวก
อำมาตย์จึงเสนอเรื่องราวแก่ราชตระกูลต่อไป ในลำดับนั้น พวกกษัตริย์สากิยะ
ทั้งหลายจึงตรัสว่า พวกเราจะสำแดงเรี่ยวแรงและกำลังของตนที่สังวาสกับ
น้องสาวให้ดู แล้วตระเตรียมการรบยกออกไป แม้กษัตริย์พวกโกลิยะก็ตรัสว่า
พวกเราก็จะสำแดงให้เห็นเรี่ยวแรงและกำลังของคนที่อาศัยอยู่ในต้นกระเบา
แล้วตระเตรียมการรบยกออกไปเหมือนกัน.
เรื่องที่วิวาทกันนี้บางอาจารย์กล่าวว่า พวกทาสีของชาวสากิยะและชาว
โกลิยะไปสู่แม่น้ำเพื่อตักน้ำ ต่างปลดเอาเทริดลงวางไว้ที่พื้นดินแล้ว นั่งพักผ่อน
สนทนากันอยู่อย่างสบาย ทาสีคนหนึ่งหยิบเอาเทริดของตนหนึ่งไปด้วยเข้าใจว่า
เป็นของตน อาศัยเทริดนั้นเป็นเหตุ จึงเกิดทะเลาะกันขึ้นว่า เทริดของกู
เทริดของมึง ดังนี้ ครั้นแล้วชนชาวนครทั้งสอง เริ่มแต่ทาสกรรมกรโดยลำดับ
มาจนถึงเสวกนายบ้าน อำมาตย์อุปราชและพระราชาทั้งหมดต่างฝ่ายต่างก็เตรียม
ออกไปทำสงครามกัน แต่นัยก่อนจากนัยนี้มีมาในอรรถกถามากแห่งด้วยกัน
และรูปเครื่องก็เหมาะสม เพราะฉะนั้น บัณฑิตจึงควรถือเอาเรื่องที่วิวาทกัน
เพราะแย่งน้ำนั้นแล ก็กษัตริย์สากิยะและโกลิยะทั้งสองฝ่ายนั้น ครั้นเตรียมรบ
พร้อมแล้ว ก็ยกออกไปในเวลาเย็นด้วยประการฉะนี้แล.

537