พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 498 (เล่ม 62)

จึงเสพภรรยาของชนอื่นกระทำกรรมอันเป็นบาปละกุศลเสีย เพราะอำนาจของ
ท่าน เพราะฉะนั้น ตัวท่านนั่นแล ชื่อว่าเป็นผู้เสพซึ่งภรรยาของชนอื่น ท่าน
ย่อมกระทำกรรมอันเป็นบาปทั้งหลาย ย่อมละทิ้งกุศลเสีย บุคคลที่มีธรรมอัน
ลามก ผู้ทำโลกให้ฉิบหายเหมือนกับท่านไม่มีอีกแล้ว ท่านจงไปเสียเถิด ท่าน
ไม่เป็นที่ชอบใจแก่เรา.
นางศรัทธานั้น ก็ได้อันตรธานหายไปในที่นั้นเอง. ฝ่ายโกสิยดาบส
เมื่อจะเจรจากับนางหิรีผู้ยืนอยู่ด้านทิศอุดร จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
เมื่ออรุณขึ้นไปในที่สุดแห่งราตรี นางเทพธิดา
ใด เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งรูปอันงดงามปรากฏอยู่ ดูก่อน
เทวดา ท่านเปรียบเหมือนนางเทพธิดานั้น จะพูดกะ
เราหรือ ท่านจงบอกแก่เราว่าท่านเป็นนางอัปสรอะไร
ท่านมีชื่อว่าอย่างไร ยืนอยู่ประดุจเถาวัลย์ดำในฤดูร้อน
และประดุจเปลวไฟที่ห้อมล้อมอยู่ด้วยใบไม้สีแดง ถูก
ลมพัดแล้วดูงามฉะนั้น ท่านเป็นผู้ราวกะว่าจะพูดแต่
มิได้เปล่งวาจาออกมา แลดูอยู่เหมือนนางเนื้อเขลา
ฉะนั้น.
ในคาถานั้นมีคำอธิบายว่า คำว่า ในที่สุดแต่งราตรี หมายถึงราตรี
อันเป็นที่สุดท้าย อธิบายว่า กาลเป็นที่สุดแห่งกลางคืน. คำว่า ขึ้นไป คือเมื่อ
อรุณขึ้นไปแล้ว. คำว่า ใด อธิบายว่า นางเทพธิดาใดเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งรูปอันงด-
งาม เพราะมีผิวพรรณดังทองคำปรากฏอยู่ทางด้านทิศบูรพาในเวลากลางคืน.
คำว่า ประดุจเถาวัลย์ดำในฤดูร้อน คือประหนึ่งว่า เถาวัลย์มีสีดำในสมัย
แห่งฤดูร้อน ฉะนั้น. คำว่า ประดุจเปลวไฟ ได้แก่ ประดุจเปลวเพลิง แม้
นางเทพธิดานั้น ยืนอยู่ประดุจเถาวัลย์คำที่งอกขึ้นอ่อน ๆ มีสีแดงดีในนาที่ไฟ
ไหม้แล้วใหม่ ๆ. คำว่า ห้อมล้อมอยู่ด้วยใบไม้สีแดง คือมีใบไม้ต่าง ๆ

498
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 499 (เล่ม 62)

ซึ่งมีสีแดงแวดล้อมแล้ว. คำว่า ท่านมีชื่อว่าอย่างไรยืนอยู่ อธิบายว่า
เถาวัลย์คำอ่อนนั้น ถูกลมพัดแล้วไหวไปมาอยู่ดูงดงามตั้งอยู่ด้วยประการใด
ท่านมีชื่อว่าอย่างไร ยืนอยู่ด้วยประการนั้น. คำว่า ราวกะว่าจะพูด อธิบาย
ว่า ท่านได้เป็นผู้ราวกะว่าปรารถนาจะพูดกับเรา แต่หาเปล่งถ้อยคำไม่.
ลำดับนั้น นางหิรีเทพธิดานั้น จึงกล่าวคาถาว่า
ข้าพเจ้ามีชื่อว่านางหิรีเทวี ได้รับการบูชาแล้ว
ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ไม่เสพสัตว์ผู้ลามกใน
กาลทุกเมื่อ มายังสำนักของท่าน เพราะวิวาทกันด้วย
เรื่องสุธาโภชน์ ข้าพเจ้านั้น มิอาจที่จะขอสุธาโภชน์
กะท่านได้ เพราะการขอของหญิงดูเหมือนจะเป็นของ
น่าละอาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หิราห คือ ข้าพเจ้าชื่อหิรี. บทว่า สุธํปิ
ความว่า ข้าพเจ้านั้นไม่อาจแม้เพื่อขอสุธาโภชน์กะท่าน. เพราะเหตุไร บทว่า
โกปินรูปาวิย ยาจนิตฺถิยา ความว่า เพราะการขอของหญิงดูเหมือนจะ
เป็นของน่าละอาย เป็นเช่นกับการเปิดเผยอวัยวะลับ เป็นเหมือนปราศจาก
ความละอาย.
โกสิยดาบสได้สดับคำนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
ดูก่อนนางผู้มีกายงดงาม ท่านจักได้ตามธรรม
ตามอุบายที่ชอบ นี้เป็นธรรมดาทีเดียว ก็สุธาโภชน์นั้น
ท่านจะได้เพราะการขอก็หาไม่ เพราะฉะนั้น เราพึง
เชื้อเชิญท่านผู้มิได้ขอสุราโภชน์นั้น ท่านต้องการสุธา-
โภชน์ใด ๆ เราจะให้สุธาโภชน์นั้น ๆ แก่ท่าน. ดูก่อน
นางผู้มีสรีระคล้ายทองคำ วันนี้เราขอเชิญท่านไปใน

499
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 500 (เล่ม 62)

อาศรมของเรา เราจะบูชาท่านด้วยสรรพรส ครั้นบูชา
ท่านแล้ว จึงจักบริโภคสุธาโภชน์.
ในคาถานั้นมีคำอธิบายว่า คำว่า ตามธรรม คือตามสภาพ. คำว่า ตาม
อุบายที่ชอบ คือตามเหตุ. คำว่า สุธาโภชน์นั้นท่านจะได้เพราะการขอก็
หาไม่ อธิบายว่า สุธาโภชน์นี้ ท่านจะไม่ได้เพราะการขอเลย นางเทพธิดาทั้ง
๓ นอกนี้ ไม่ได้แล้วเพราะเหตุนั้นแล. คำว่า เพราะฉะนั้น คือเพราะเหตุนั้น.
คำว่า ท่านต้องการสุธาโภชน์ใดๆ อธิบายว่า เรามิได้เชื้อเชิญท่านแต่อย่าง
เดียวเท่านั้น ก็ท่านปรารถนาสุธาโภชน์ชนิดใด เราจะให้สุธาโภชน์แม้นั้นแก่
ท่าน. คำว่า นางผู้มีสรีระคล้ายทองคำ คือนางผู้มีสรีระเต็มไปด้วยสิริประดุจ
กองแห่งทองคำ. คำว่า บูชาแล้ว อธิบายว่า เรามิได้บูชาท่านด้วยสุธาโภชน์
อย่างเดียวเท่านั้น ท่านยังเป็นผู้สมควรที่เราควรจะบูชาด้วยสรรพรส แม้เหล่า
อื่นอีกด้วย. คำว่า จักบริโภค อธิบายว่า เราบูชาท่านแล้ว ส่วนที่เหลือ
ของสุธาโภชน์จักมี เราจักบริโภคส่วนที่เหลือนั้น.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
ในกาลนั้น นางหิรีเทพธิดาผู้ไม่ข้องเกี่ยวกับ
สัตว์ผู้ลามกในกาลทุกเมื่อนั้น เป็นผู้อันดาบสชื่อ
โกสิยะ ผู้มีความรุ่งเรืองยอมให้เข้าไปสู่อาศรมอันน่า
รื่นรมย์ มีน้ำและผลไม้สมบูรณ์อันท่านผู้ประเสริฐ
บูชาแล้ว ณ ที่ใกล้อาศรมสถานนั้นมากไปด้วยหมู่รุกขะ
ชาตินานาชนิด อันผลิดอกออกผล มีทั้งมะม่วง
มะหาด ขนุน ทองกวาว มะรุม อีกทั้งต้นโลท และ
บัวบก การะเกด จันทน์กะพ้อ และหมากหอมแก่ ล้วน
กำลังออกดอกบานสะพรั่ง. ในที่นั้นมากไปด้วยต้นไม้
ชนิดใหญ่ ๆ คือต้นรัง ต้นกุ่ม ต้นหว้า ต้นโพธิ์ ต้น

500
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 501 (เล่ม 62)

ไทร อีกทั้งมะซาง ราชพฤกษ์ แคฝอย ไม้ย่างทราย
ไม้จิก และลำเจียก ต่างก็มีกิ่งอันห้อยย้อยลงมา กำลัง
ส่งกลิ่นหอมฟุ้งน่ายวนใจนัก ถั่วแระ อ้อยแขม ถั่วป่า
ตะโก ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่วขาวเล็ก กล้วยมีเมล็ด
กล้วยไม่มีเมล็ด ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ราชดัด และ
ข้าวสารอันเกิดเอง ก็มีอยู่ในอาศรมนั้นมากมาย ก็
เบื้องหน้าด้านทิศอุดรแห่งอาศรมสถานนั้น มีสระ
โบกขรณีอันงามราบรื่น มีพื้นท่าขึ้นลงเรียบเสมอกันมี
น้ำใสจืดสนิทไม่มีกลิ่นเหม็น อนึ่ง ในสระโบกขรณีนั้น
มีปลาต่างชนิด คือ ปลาดุก ปลากะทุงเหว ปลา
กราย กุ้ง ปลาตะเพียน ปลาฉลาด ปลากา ว่าย
เกลื่อนกลาดไปในสระโบกขรณีที่มีขอบคัน พากัน
แหวกว่ายอย่างสบายทั้งเหยื่อก็มาก และที่ใกล้เคียง
สระโบกขรณีนั้น มีนกต่างชนิด คือหงส์ นกกระเรียน
นกยูง นกจากพราก นกออก กระเหว่าลาย นกยูง
ทอง นกพริกและนกโพระดกมากมาย ล้วนมีขนปีก
อันงดงาม พากันจับอยู่อย่างสบาย ทั้งอาหารก็มีมาก
ในที่ใกล้เคียงสระโบกขรณีนั้น มีปาณชาติและหมู่เนื้อ
ต่าง ๆ มากมาย คือราชสีห์ เสือโคร่ง ช้าง หมี เสือ
ปลา เสือดาว แรดและโคลาน กระบือ ละมั่ง กวาง
เนื้อทราย หมูป่า ระมาด หมูบ้าน กวางทอง แมว
กระต่าย วัวกระทิง เป็นอันมากล้วนงามวิจิตรหลาก

501
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 502 (เล่ม 62)

หลาย พื้นดินและหินเขาดารดาษงามวิจิตรไปด้วยดอก
ไม้ ทั้งฝูงนกก็ส่งเสียงร้องกึกก้อง เป็นที่อาศัยของหมู่
ปักษี.
ในคาถาเหล่านั้น มีอรรถาธิบายว่า คำว่า ผู้มีความรุ่งเรือง คือ
เป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยอานุภาพ. คำว่า ให้เข้าไปสู่อาศรม คือ เชิญให้
เข้าไปยังอาศรมบท. ย อักษรเป็นพยัญชนะสนธิ. คำว่า มีน้ำ คือ สมบูรณ์
ด้วยน้ำในที่นั้น ๆ ผลไม้ คือ สมบูรณ์ด้วยผลไม้มากมาย. คำว่า พระอริยะ
บูชาแล้ว คือ พระอริยะทั้งหลาย ผู้มีปกติได้ฌาน ผู้เว้นแล้วจากโทษคือ
นิวรณ์ บูชาแล้วคือสรรเสริญแล้ว. คำว่า หมู่รุกขชาติ หมายถึงหมู่ไม้ที่
กำลังผลิดอกออกผล. คำว่า มะรุม ก็คือต้นมะรุม. คำว่า อีกทั้งต้นโลท
และบัวบก คือ ต้นโลทด้วย ต้นบัวบกด้วย. คำว่า การะเกด และจันทน์-
กะพ้อ คือ ต้นไม้ที่มีชื่ออย่างนั้นทีเดียว. คำว่า กุ่ม ก็คือต้นกุ่มนั่นแล.
คำว่า ราชพฤกษ์ คือ ต้นราชพฤกษ์ (ต้นคูน). คำว่า ไม้จิกและลำเจียก
ได้แก่ ต้นจิกและลำเจียก ๕ ชนิด. คำว่า ถั่วแระ หมายถึงอปรัณชาติ
ชนิดหนึ่ง. คำว่า อ้อยแขม ได้แก่ ต้นอ้อย. คำว่า ถั่วป่า ก็คือถั่วราชมาษ
กล้วยมีเมล็ดเรียกว่า โมจะ คำว่า ข้าวสาลี คือ ข้าวสาลีต่าง ๆ ชนิด ซึ่ง
อาศัยชาตสระเกิดแล้วมีประการต่าง ๆ. คำว่า ข้าวเปลือก ได้แก่ ข้าวเปลือก
ต่างชนิด. คำว่า ราชดัด คือต้นราชดัด (ต้นสมอ). คำว่า ข้าวสาร หมายถึง
รวงข้าวสารอันเกิดขึ้นเอง ไม่มีรำและแกลบ. คำว่า อาศรมสถานนั้น
อธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ในส่วนแห่งทิศอุดรของอาศรมนั้น. คำว่า
สระโบกขรณี หมายถึงสระโบกขรณีที่เกิดขึ้นเอง ดารดาษไปด้วยดอกบัว
๕ ชนิด. คำว่า ราบรื่น คือ เว้นจากของโสโครกมีดีปลา และสาหร่ายเป็นต้น.

502
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 503 (เล่ม 62)

คำว่า มีท่าเรียบ คือ มีท่าเรียบเสมอกัน มีพื้นที่มิได้ขาด. คำว่า ไม่มี
กลิ่นเหม็น คือ ประกอบด้วยน้ำ มีกลิ่นอันไม่น่ารังเกียจคือมีกลิ่นหอม.
คำว่า นั้น หมายถึงในสระโบกขรณีนั้น. คำว่า สบาย คือไม่มีภัย. คำว่า
ปลาดุก นี้เป็นชื่อของปลาจำพวกนั้น . คำว่า กระเหว่าลาย หมายถึง
จำพวกนกดุเหว่า. คำว่า งดงาม คือมีขนปีกอันงดงาน. คำว่า นกยูงทอง
ได้แก่ นกยูงที่มีหงอนตั้งขึ้น. อีกอย่างหนึ่ง แม้นกเหล่าอื่นที่มีหงอนงอกขึ้น
บนหัว ก็เรียกว่า สิขิณฑะเหมือนกัน. คำว่า มีปาณชาติ คือเหล่าสัตว์ที่มี
ชีวิตทั้งหลายพากันมา. คำว่า แรด หมายถึงพวกแรดต่าง ๆ. คำว่า โคลาน
ได้แก่ พวกโคลานทั้งหลาย. คำว่า ระมาด หมายถึงสัตว์ที่มีหูเหมือนโค.
คำว่า วัวกระทิง หมายถึงเนื้อที่มีเขาแหลม. คำว่า พื้นดินและหินเขา
อธิบายว่า หลังแผ่นหินมีพื้นเรียบเสมอพื้นดิน ดารดาษด้วยดอกไม้อันงาม
วิจิตร. คำว่า ทั้งฝูงนกก็ส่งเสียงร้องกึกก้อง อธิบายว่า ภาคพื้นและ
ภูเขาในที่นั้นมีรูปเห็นปานนี้ อันฝูงนกทั้งหลายร้องกึกก้องไปทั่วแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงพรรณนาอาศรมของโกสิยดาบสอย่าง
นี้แล้ว บัดนี้ พระองค์หวังจะทรงแสดงอาการ ที่นางหิรีเข้าไปในอาศรมนั้น
เป็นต้น จึงตรัสว่า
นางหิรีเทพธิดานั้นมีผิวพรรณงาม ทัดดอกไม้
เขียว เดินเข้าไปยังอาศรมประหนึ่งมหาเมฆ ขณะ
เมื่อฟ้าแลบสว่าง ฉะนั้น โกสิยดาบสได้พูดคำนี้
กะนางหิรีเทพธิดา ผู้ผูกข้องผมเรียบร้อยดีแล้วด้วย
หญ้าคาอันสะอาด มีกลิ่นหอม มีเก้าอี้นั่งตั้งไว้ที่ประตู
บรรณศาลา ใช้ลาดด้วยหนังเสืออชินะ เพื่อนางหิรี
นั้นว่า ดูก่อนนางงาม เชิญท่านนั่งบนอาสนะนี้ตาม

503
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 504 (เล่ม 62)

สบายเถิด ในกาลนั้น เมื่อนางนั่งเก้าอี้แล้ว โกสิย
ดาบสมหามุนี ผู้ทรงชฎาอันรุ่งเรืองได้รีบนำสุธา-
โภชน์มาพร้อมกับน้ำ ด้วยใบบัวใหม่เอง เพื่อจะให้
เพียงพอตามความประสงค์ นางหิรีเทพธิดานั้น
เป็นผู้นีใจเบิกบาน รับสุธาโภชนีนั้นด้วยมือทั้งสอง
แล้ว จึงกล่าวกะโกสิยฤๅษีผู้ทรงชฎาว่า ข้าแต่
มุนีผู้ประเสริฐ เอาเถิด ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ชัยชนะที่
พระผู้เป็นเจ้าบูชาแล้ว จะพึงไปสู่ไตรทิพยสถานใน
บัดนี้ นางหิรีเทพธิดานั้น เป็นผู้มัวเมาแล้วด้วยความ
เมาในผิวพรรณ เป็นผู้อันโกสิยดาบส ผู้มีความรุ่งเรือง
กล่าวอนุมัติแล้ว กลับไป ณ สำนักของท้าวสหัสนัยน์
ทูลว่า ข้าแต่ท้าววาสวะ สุธาโภชน์นี้โกสิยดาบส
ให้แล้ว ขอพระบิดาจงประโยคทานความชำนะให้แก่
หม่อมฉันเถิด แม่ท้าวสักกะ ก็ได้ทรงบูชานางหิรีนั้น
ในกาลนั้น เทวดาทั้งหลายพร้อมด้วยพระอินทร์ ได้
พากันบูชานางสุรกัญญาผู้สูงสุด นางหิรีเทพธิดานั้น
ท้าวสักกะให้นั่งบนเก้าอี้ทองคำอันใหม่ ในกาลใด
เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบูชาแล้ว ด้วยการ
ประนมหัตถ์ในกาลนั้น.
ในคาถานั้นมีอรรถาธิบายว่า คำว่า มีผิวพรรณงาม คือมีผิวดี. คำว่า
ทัดดอกไม้เขียว ความว่า ห้อยดอกไม้สีเขียว ลูบคลำกิ่งไม้เขียวนั้น ๆ. คำว่า
ประหนึ่งมหาเมฆ อธิบายว่า นางหิรีเทพธิดานั้น เป็นผู้อันโกสิยดาบสนั้น
เชื้อเชิญแล้ว จึงเดินเข้าไปสู่อาศรมของท่าน ประหนึ่งสายฟ้าแลบในระหว่าง

504
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 505 (เล่ม 62)

มหาเมฆฉะนั้น. คำว่า นั้น คือ เพื่อนางหิรีเทพธิดานั้น. คำว่า ผู้ผูกช้องผม
เรียบร้อยดีแล้ว คือ ผู้มีศีรษะอันผูกไว้ดีแล้ว. คำว่า หญ้าคา คือ สำเร็จ
ด้วยหญ้าคา เจือด้วยหญ้าไทรเป็นต้น . คำว่า มีกลิ่นหอม คือ มีกลิ่นหอม
เพราะเจือด้วยหญ้าไทรและหญ้าที่มีกลิ่นหอมอย่างอื่น. คำว่า ลาดด้วยหนัง
เสือ ได้แก่ ใช้หนังเสืออชินะปูไว้ข้างบน. คำว่า มีเก้าอี้นั่ง คือ ลาด
เก้าอี้เห็นปานนี้ ไว้ที่ประตูบรรณศาลา. คำว่า นั่งบนอาสนะนี้ตามสบาย
มีอธิบายว่า ท่านจงนั่งบนอาสนะนี้ตามความสุขสบายเถิด. คำว่า เพื่อจะให้
เพียงพอตามความประสงค์ อธิบายว่า นางปรารถนาอยู่ซึ่งสุธาโภชน์พออิ่ม.
คำว่า ด้วยใบบัวใหม่ ได้แก่ ด้วยใบบัวอันสดที่นำมาจากสระโบกขรณีใน
ขณะนั้นเอง. คำว่า เอง คือด้วยมือของตนเอง. คำว่า พร้อมกับน้ำ คือ
ประกอบด้วยน้ำทักษิณา. คำว่า นำสุธาโภชน์มา คือ นำสุธาโภชน์มา
เฉพาะแล้ว. คำว่า รีบ คือรีบนำมาด้วยกำลังแห่งความโสมนัส. คำว่า เอาเถิด
นี้เป็นนิบาตใช้ในข้อความเป็นอุปสรรค. คำว่า ผู้ได้ชัยชนะ คือเป็นผู้ถึง
แล้วซึ่งความชนะ. คำว่า อนุมัติแล้ว คือ อนุญาตแล้วว่า ท่านจงไปตาม
ความพอใจ ณ บัดนี้เถิด. คำว่า ทูล ความว่า นางหิรีนั้นกลับไปยังไตรทศบุรี
แล้ว กล่าวในสำนักของท้าวสักกะว่า สุธาโภชน์นี้โกสิยดาบสให้แล้ว. คำว่า
นางสุรกัญญา หมายถึงนางเทพธิดา. คำว่า สูงสุด คือ ประเสริฐ. คำว่า
นางเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้วด้วยประนมหัตถ์ อธิบายว่า
เป็นผู้อันเทวดาทั้งหลายด้วย อันมนุษย์ทั้งหลายด้วย บูชาแล้ว ด้วยยกมือ
ประนม. คำว่า ในกาลนั้น อธิบายว่า นางเข้าไปยังเก้าอี้ กล่าวคือตั่งทองคำ
ใหม่ที่ท้าวสักกะประทานแล้ว เพื่อต้องการนั่งในกาลใด ในกาลนั้น ท้าวสักกะ
และเทวดาที่เหลือจึงพากันบูชานางผู้นั่งบนตั่งนั้น ด้วยดอกปาริฉัตตกะเป็นต้น.

505
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 506 (เล่ม 62)

ท้าวสักกะครั้นบูชานางอย่างนี้แล้ว จึงทรงดำริว่า เพราะเหตุอะไร
เล่าหนอ โกสิยดาบสจึงไม่ให้แก่นางเทพธิดาที่เหลือ ได้ให้สุธาโภชน์แก่
นางหิรีนี้ผู้เดียว ท้าวเธอจึงส่งมาตลีเทพสารถีไปอีกครั้งหนึ่ง เพื่อต้องการจะรู้
เหตุนั้น.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
ท้าวสหัสนัยน์ผู้เป็นจอมแห่งชาวไตรทศ ได้ตรัส
กะมาลีนั้นต่อไปอีกว่า ท่านจงไปถามโกสิยดาบส
ตามคำของเราว่า ข้าแต่โกสิยดาบส เว้นนางอาสา
นางศรัทธา และนางสิริเสีย นางหิรีผู้เดียวได้สุธาโภชน์
แล้ว เพราะเหตุอะไร.
ในคาถานั้นมีคำอธิบายว่า คำว่า ตรัส คือได้ตรัสไว้แล้ว. คำว่า ตาม
คำของเรา คือท่านจงกล่าวคำพูดของเรากะโกสิยดาบส. คำว่า นางอาสา
นางศรัทธา และนางสิรี ความว่า เว้นจากนางอาสา นางศรัทธาและนางสิรี
เสีย นางหิรีผู้เดียวเท่านั้นได้สุธาโภชน์แล้ว เพราะเหตุอะไร.
มาตลีเทพสารถีนั้น รับคำของท้าวสักกะนั้นแล้ว จงได้ขึ้นรถ
ไพชยนต์ไป.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
มีตลีขึ้นรถนั้น เลื่อนลอยไปตามสบายรุ่งเรือง
อยู่ เช่นกับด้วยเครื่องใช้สอย มีงอนรถสำเร็จ
ไปด้วยทองชมพูนุท มีสีแดงคล้ายทองวิเศษ มีเครื่อง
ลาดวิจิตรด้วยทองคำอันประดับแล้ว รูปทั้งหลายมีอยู่
มากมายในรถนั้น คือ รูปพระจันทร์ ช้าง โค ม้า

506
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 507 (เล่ม 62)

กินนร เสือโคร่ง เสือเหลือง เนื้อทราย ล้วนสำเร็จ
ด้วยทองคำ นกทั้งหลายในรถนั้น ทำด้วยรัตนะต่างๆ
ดุจกระโดดโลดเต้นอยู่ หมู่มฤคในรถนั้น จัดไว้ตามฝูง
ล้วนสำเร็จด้วยแก้วไพฑูรย์ พวกเทพบุตรได้เทียม
พระยาม้าอัศวราช ซึ่งมีสีดังทองคำในรถนั้น คล้าย
ช้างหนุ่มมีกำลัง ประมาณพันตัว อันประดับแล้ว
มีเครื่องประดับทับทรวง อันทำด้วยข่ายทองคำ ทั้ง
ห้อยเครื่องประดับหู ไปโดยเสียงปกติไม่ขัดข้อง
มาตลีขึ้นสู่ยานอันประเสริฐนั้น บันลือแล้วตลอด
ทิศทั้งสิบเหล่านี้ ให้ท้องฟ้าภูเขาและต้นไม้ใหญ่อัน
เป็นเจ้าแห่งไพร พร้อมทั้งสาครตลอดทั้งเมทนีดลให้
สนั่นหวั่นไหวทั่วไป.
มาตลีนั้นเข้าไปยังอาศรมโดยเร็วพลันอย่างนี้
กระทำผ้าทิพยปาวารเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง กระทำอัญชลี
แล้ว กล่าวกะโกสิยดาบสผู้เป็นพราหมณ์ประเสริฐ
กว่าหมู่เทวดา ผู้เป็นพหูสูตผู้เจริญ ผู้มีวัตรอันฝึกหัด
ดีแล้วว่า ข้าแต่โกสิยดาบส ท่านจงฟังถ้อยคำ
ของพระอินทร์ ข้าพเจ้าเป็นทูตท้าวปุรินททเทวราช
ตรัสถามท่านว่า ข้าแต่โกสิยดาบส ยกเว้นนาง
อาสานางศรัทธา นางสิรีเสีย เพราะเหตุไร นางหิรีจึง
ได้สุธาโภชน์แต่ผู้เดียว.
ในคาถานั้นมีอรรถาธิบายว่า คำว่า เลื่อนลอยไปตามสบาย ความว่า
มาตลีขึ้นรถไฟชยนต์นั้นเลื่อนลอยไปตามสบาย. คำว่า ขึ้น คือ ขึ้นสู่รถนั้น

507