พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 448 (เล่ม 62)

ท่านทั้งหลายจงไปทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งภูต
เถิด ถ้าท่านทั้งหลายไม่ทราบในที่นี้ว่า ตนสูงสุดหรือ
ว่าธรรมสูงสูด.
[๒๖๔] นางเทพธิดาเหล่านั้น อันนารทดาบส
กล่าวแล้ว เป็นผู้โกรธแค้นอย่างยิ่ง เป็นผู้มัวเมาใน
ผิวพรรณ พากันไปสู่สำนักของท้าวสหัสนัยน์ แล้ว
ทูลถามท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งภูตว่า ใครหนอเป็นผู้
ประเสริฐ.
[๒๖๕] ท้าวปุรินททะผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ผู้
อันเทวดากระทำอัญชลี ทรงเห็นนางเทพธิดาทั้ง ๔ นั้น
ผู้มีใจริษยา จึงตรัสว่า ดูก่อนเจ้าผู้งามเลิศ เจ้าทั้งปวง
เป็นเช่นเดียวกัน จงยกไว้ก่อน ใครเล่าหนอได้กล่าว
การทะเลาะขึ้น.
[๒๖๖] ท่านนารทมหามุนีใด ผู้เที่ยวไปในโลก
ทั้งปวง ผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีความบากบั่นอย่างแท้จริง
ท่านนั้นได้กล่าวกะพวกหม่อมฉัน ณ ภูเขาคันธมาทน์อัน
เป็นภูเขาประเสริฐว่า ท่านทั้งหลายจงไปทูลถามท้าว-
สักกะผู้เป็นจอมแห่งภูตเถิด ถ้าท่านทั้งหลายไม่ทราบ
ในที่นี้ว่า ตนประเสริฐหรือธรรมประเสริฐ.
[๒๖๗] ดูก่อนเจ้าผู้มีกายงาม ท่านมหามุนีมี
นามว่าโกสิยะ อยู่ในป่าใหญ่โน้น ท่านไม่ให้ก่อนแล้ว
ย่อมไม่บริโภคภัต ท่านพิจารณาเสียก่อนแล้วจึงให้ทาน
ถ้าท่านจักให้แก่นางใด นางนั้นแลเป็นผู้ประเสริฐ.

448
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 449 (เล่ม 62)

[๒๖๘] ก็ท่านโกสิยดาบสนั้นอยู่ในทิศทักษิณ
ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ข้างหิมะวันตบรรพตโน้น ท่านหา
น้ำและโภชนะได้โดยยาก ดูก่อนเทพสารถี ท่านจง
นำสุธาโภชน์ไปถวายท่าน.
[๒๖๙] มาตลีเทพสารถีนั้น อันท้าวสักกะผู้-
ประเสริฐกว่าเทวดารับสั่งให้แล้ว ได้ขึ้นรถเทียมด้วย
ม้าพันตัว เข้าไปยังอาศรมโดยเร็วพลัน เป็นผู้มีกาย
ไม่ปรากฏ ได้ถวายสุธาโภชน์แก่มุนี.
[๒๗๐] ก็เมื่อเราบำเรอไฟที่เราบูชาแล้ว ยืนอยู่
ใกล้พระอาทิตย์อันมีแสงสว่าง บรรเทาความมืดใน
โลกอันสูงสุดเสียได้ ท้าววาสวะผู้ครอบงำภูตทั้งปวง
หรือว่าใครหนอมาวางภัต อันขาวสะอาดลงในฝ่ามือ
ของเรา ภัตนี้ขาวเปรียบดังสังข์ ไม่มีสิ่งอื่นเปรียบปาน
น่าดู สะอาด มีกลิ่นหอมน่ารัก ยังไม่เคยมีเลย เรายัง
ไม่เคยเห็นด้วยตาตนเองเลย เทวดาองค์ไหน เอา
สุธาโภชน์มาวางบนฝ่ามือของเรา.
[๒๗๑] ข้าแต่มหามุนีผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
ข้าพเจ้าอันท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทพทรงใช้แล้ว จึงได้
รีบนำเอาสุธาโภชน์มาถวาย พระคุณเจ้าจงรู้จักข้าพเจ้า
ว่ามาตลีเทพสารถี นิมนต์พระคุณเจ้าบริโภคภัตอัน
อุดม อย่าห้ามเสียเลย ก็สุธาโภชน์ที่บริโภคแล้วนั้น
ย่อมขจัดบาปธรรมได้ ๒ ประการ คือ ความหิว ๑
ความระหาย ๑ ความไม่ยินดี (กระสัน) ๑ ความ

449
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 450 (เล่ม 62)

กระวนกระวาย ๑ ความเหน็ดเหนื่อย ๑ ความโกรธ ๑
ความเข้าไปผูกโกรธ ๑ ความวิวาท ความส่อเสียด ๑
ความหนาว ๑ ความร้อน ๑ ความเกียจคร้าน ๑
สุธาโภชน์นี้มีรสสูงสุด.
[๒๗๒] ดูก่อนมาตลี การที่ยังไม่ให้ก่อนแล้ว
บริโภค ไม่สมควรแก่เรา วัตรของเราดังนี้เป็นวัตร
อันอุดม อนึ่ง การบริโภคคนเดียวพระอริยเจ้าไม่บูชา
และบุคคลผู้มิได้แบ่งให้ ย่อมไม่ได้ประสบความสุข.
[๒๗๓] ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นผู้ฆ่าหญิง
คบหาภรรยาของชายอื่น ประทุษร้ายต่อมิตร และด่า
สมณพราหมณ์ผู้มีวัตรดีงาม ชนเหล่านั้นทั้งปวงทีเดียว
มีความตระหนี่เป็นที่ ๕ เป็นคนเลวทราม เพราะเหตุนั้น
อาตมาไม่ได้ให้ก่อนแล้ว ไม่ดื่มแม้กระทั่งน้ำ อาตมา
จักให้ทานที่ท่านผู้รู้สรรเสริญแล้ว แก่หญิงหรือชาย
เพราะว่าท่านเทล่านั้นเป็นผู้มีศรัทธา รู้ความประสงค์
ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ บัณฑิตยกย่องว่า
เป็นผู้สะอาด และมีความสัตย์ในโลกนี้.
[๒๗๔] ลำดับนั้น นางเทพกัญญา ๔ องค์ คือ
นางอาสา นางศรัทธา นางสิริ และนางหิริ ผู้มีผิว-
พรรณเปรียบดังทองคำ ซึ่งท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่า
เทวดาทรงอนุมัติส่งไปแล้ว ได้ไปยังอาศรมอันเป็นที่
อยู่ของโกสิยดาบส โกสิยดาบสได้เห็นนางเทพกัญญา

450
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 451 (เล่ม 62)

ทั้งปวงนั้น ผู้บันเทิงอย่างยิ่ง มีผิวพรรณงามดังเปลว
เพลิงจึงได้กล่าวกะนางเทพกัญญาทั้ง ๔ ในทิศทั้ง ๔
ต่อหน้ามาตลีเทพสารถีว่า ดูก่อนเทวดาในบุรพทิศ
ท่านผู้ประดับประดาแล้ว งดงามดังดวงดาวประกาย-
พรึกอันประเสริฐกว่าดาวทั้งหลาย ท่านมีชื่อว่า
อย่างไร จงบอกไป ดูก่อนเทวดาผู้มีร่างกายคล้ายกับ
รูปทองคำ อาตมาขอถามท่าน ท่านจงบอกแก่อาตมา
ท่านเป็นเทวดาอะไร.
[๒๗๕] ดิฉันชื่อว่าสิริเทวี ได้รับการบูชาใน
หมู่มนุษย์ เป็นผู้ไม่เสพสัตว์ลามกทุกเมื่อ มาสู่สำนัก
ของพระคุณเจ้าเพราะความทะเลาะกันด้วยสุธาโภชน์
ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอพระคุณเจ้า
จงแบ่งสุธาโภชน์นั้นให้ดิฉันบ้าง ข้าแต่ท่านมหามุนี
ผู้สูงสุดกว่าผู้บูชาทั้งหลาย ดิฉันปรารถนาความสุขแก่
นรชนใด นรชนนั้นย่อมบันเทิงด้วยกามคุณารมณ์
ทั้งปวง ขอพระคุณเจ้าจงรู้จักดิฉันว่า สิริ ข้าแต่
พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอได้โปรดแบ่ง
สุธาโภชน์นั้นให้ดิฉันบ้าง.
[๒๗๖] นรชนทั้งหลายผู้ประกอบด้วยศิลปะ
วิทยา จรณะ ความรู้ และการงานของตน มีความเพียร
เป็นผู้ที่ท่านละทิ้งเสียแล้ว ย่อมไม่ได้ประโยชน์อะไร
ความขาดแคลนที่ท่านทำแล้วนั้นไม่ดีเลย อาตมาเห็น

451
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 452 (เล่ม 62)

นรชนผู้เป็นคนเกียจคร้านบริโภคมาก ทั้งมีตระกูลต่ำ
มีรูปแปลก ดูก่อนนางสิริ บุคคลผู้มีโภคทรัพย์มี
ความสุข ย่อมใช้สอยนรชนที่ท่านตามรักษาไว้ แม้จะ
สมบูรณ์ด้วยชาติ ให้เป็นเหมือนทาส เพราะฉะนั้น
อาตมารู้จักท่าน (ว่าเป็น) ผู้ไม่มีสัจจะ ไม่รู้สิ่งที่ควร
และไม่ควร แล้วคบคนผู้สมบูรณ์ด้วยศิลปะเป็นต้น
เป็นผู้หลง นำผู้รู้ให้ตกไปตาม นางเทพกัญญาเช่นท่าน
ย่อมไม่สมควรอาสนะและน้ำ ที่ไหนสุธาโภชน์จะ
สมควรเล่า เชิญไปเสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจท่าน.
[๒๗๗] ใครเป็นผู้มีฟันขาว สวมกุณฑล มี
ร่างกายอันวิจิตร ทรงเครื่องประดับอันเกลี้ยงเกลา
ทำด้วยทองคำ นุ่งห่มผ้ามีสีดังสายน้ำหยด ทัดช่อ
ดอกไม้สีแดงดังเปลวไฟไหม้หญ้าคา ย่อมงดงาม ท่าน
เป็นเหมือนนางเนื้อทรายที่นายพรานยิงผิดแล้ว มองดู
อยู่เหมือนดังเขลา ฉะนั้น ดูก่อนท่านผู้มีดวงตาอ่อน-
หวาน ในที่นี้ใครเป็นสหายของท่าน ท่านอยู่ในป่า
แต่ผู้เดียว ไม่กลัวหรือ.
[๒๗๘] ข้าแต่ท่านโกสิยดาบส ในที่นี้ ดิฉัน
ไม่มีสหาย ดิฉันเป็นเทวดาชื่อว่า อาสา เกิดในดาวดึงส์
พิภพ มายังสำนักของพระคุณเจ้าเพราะหวังจะขอ
สุธาโภชน์ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ
ขอได้โปรดแบ่งสุธาโภชน์นั้นให้ดิฉันบ้าง.

452
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 453 (เล่ม 62)

[๒๗๙] พ่อค้าทั้งหลายผู้แสวงหาทรัพย์ ย่อม
ขึ้นเรือแล่นไปในทะเลด้วยความหวัง พ่อค้าเหล่านั้น
ย่อมจมลงในทะเลนั้น ในกาลบางครั้ง เขาสิ้นทรัพย์
ทั้งทรัพย์อันเป็นต้นทุนก็สูญหายแล้วกลับมา ชาวนา
ทั้งหลายย่อมไถนาด้วยความหวัง หว่านพืชก็กระทำ
โดยแยบคาย เขาไม่ได้ประสบผลอะไร ๆ จากข้าวกล้า
นั้น เพราะเพลี้ยลงบ้าง เพราะฝนแล้งบ้าง อนึ่ง
นรชนทั้งหลายผู้แสวงหาความสุข มุ่งหวังเป็น
เบื้องหน้า ย่อมกระทำการงานของตนเพื่อนาย นรชน
เหล่านั้นอันศัตรูเบียดเบียนแล้ว ไม่ได้ประโยชน์
อะไร ๆ ย่อมพากันหนีไปสู่ทิศทั้งหลายก็เพื่อประโยชน์
แก่นาย สัตว์ทั้งหลายผู้แสวงหาความสุข เป็นผู้ใคร่
จะไปสวรรค์ ละทิ้งธัญญาติ ทรัพย์และหมู่ญาติแล้ว
บำเพ็ญตบะอันเศร้าหมองอยู่ตลอดกาลนาน เดินทาง
ผิด ย่อมไปสู่ทุคติเพราะความหวัง เพราะฉะนั้น
ความหวังเหล่านี้ เขาสมมติว่าทำให้เคลื่อนคลาดจาก
ความจริง ดูก่อนนางอาสา ท่านจงนำความหวัง
สุธาโภชน์ในตนออกเสียเถิด นางเทพกัญญา เช่นท่าน
ย่อมไม่สมควรอาสนะและน้ำ ที่ไหนสุธาโภชน์จะ
สมควรเล่า เชิญไปเสียเถิด อาตมาไม่ชอบใจท่าน.
[๒๘๐] ท่านรุ่งเรืองด้วยยศ มียศ เขาเรียกโดย
ชื่ออันน่าเกลียดเป็นเจ้าทิศ ดูก่อนนางผู้มีร่างกายคล้าย

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 454 (เล่ม 62)

ทองคำ อาตมาขอถามท่าน ขอท่านจงบอกอาตมา
ท่านเป็นเทวดาอะไร.
[๒๘๑] ดิฉันชื่อว่าศรัทธาเทวี ได้รับการบูชาใน
หมู่มนุษย์ เป็นผู้ไม่คบสัตว์ลามกทุกเมื่อ มายังสำนัก
ของพระคุณเจ้า เพราะวิวาทกันด้วยสุธาโภชน์ ข้าแต่
พระคุณเจ้าผู้มีปัญญาอันประเสริฐ ขอพระคุณเจ้า
โปรดแบ่งสุธาโภชน์นั้นให้ดิฉันบ้าง.
[๒๘๒] ก็ในกาลบางคราว มนุษย์ทั้งหลายถือ
เอาทานการให้บ้าง ทมะ การฝึกฝนบ้าง จาคะ การ
บริจาคบ้าง สัญญมะ ความสำรวมบ้าง แล้วกระทำ
ด้วยศรัทธา แต่มนุษย์พวกหนึ่งกระทำโจรกรรมบ้าง
พูดเท็จบ้าง ล่อลวงบ่าง ส่อเสียดบ้าง ท่านอย่า
ประกอบต่อไป บุรุษผู้มีความเพ่งเล็งในภรรยาทั้งหลาย
ผู้สม่ำเสมอกัน ผู้ประกอบด้วยศีล ผู้มีวัตรในการ
ปฏิบัติสามีดี ย่อมนำความพอใจในกุลสตรี ออกเสีย
กลับไปทำความเชื้อตามคำของนางกุมภทาสี ดูก่อน
นางศรัทธา ท่านนั่นแล เป็นผู้ให้ชายอื่นคบหาภรรยา
ของผู้อื่น ท่านย่อมทำบาป ละทิ้งกุศล นางเทพกัญญา
เช่นท่านย่อมไม่สมควรอาสนะและน้ำ ที่ไหนสุธาโภชน์
จะสมควรแก่ท่านเล่า เชิญท่านไปเสียเถิด อาตมาไม่
ชอบใจท่าน.

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 455 (เล่ม 62)

[๒๘๓] เมื่ออรุณขึ้นไปในที่สุดแห่งราตรี นาง
เทพธิดาใด เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งรูปอันอุดมปรากฏอยู่
ดูก่อนเทวดา ท่านเปรียบเหมือนนางเทพธิดานั้น จะ
พูดกะอาตมาหรือ ขอท่านจงบอกกะอาตมา ท่านเป็น
นางอัปสรอะไร ท่านมีชื่อว่าอะไร ยืนอยู่ดังเถาวัลย์ดำ
ในฤดูร้อน และดังเปลวไฟอันห้อมล้อมด้วยใบไม้
สีแดงถูกลมพัดดูงาม ฉะนั้น ท่านดูเหมือนจะพูดแต่
มิได้เปล่งถ้อยคำออกมา แลดูอยู่ดังนางเนื้อเขลา
ฉะนั้น.
[๒๘๔] ดิฉันชื่อหิริเทวี ได้รับการบูชาในหมู่
มนุษย์ไม่เสพสัตว์ลามกทุกเมื่อ มายังสำนักของพระ-
คุณเจ้า เพราะวิวาทกันด้วยสุธาโภชน์ ดิฉันนั้นไม่
อาจจจะอสุธาโภชน์กับพระคุณเจ้า เพราะการขอของ
หญิง ดูเหมือนจะเป็นกิริยาที่น่าละอาย.
[๒๘๕] ดูก่อนท่านผู้มีร่างกายอันงดงาม ท่าน
จักได้ตามอุบายที่ชอบ นี้เป็นธรรมทีเดียว ท่านจะได้
สุธาโภชน์เพราะการขอก็หาไม่ เพราะฉะนั้น อาตมา
พึงเชื้อเชิญท่านผู้มีได้ขอสุชาโภชน์ใด ๆ อาตมาจะให้
สุธาโภชน์แม้นั้น ๆ แก่ท่าน ดูก่อนท่านผู้มีร่างกายอัน
งดงามคล้ายทองคำ วันนี้ อาตมาขอเชิญท่านไปใน
อาศรมของอาตมา อาตมาจะบูชาท่านด้วยรสทุกอย่าง
ครั้นบูชาแล้วจึงจักให้บริโภคสุธาโภชน์.

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 456 (เล่ม 62)

[๒๘๖] นางหิริเทพธิดานั้น ผู้ไม่คบสัตว์ลามก
ในกาลทุกเมื่อ อันโกสิยดาบสผู้มีความรุ่งเรืองอนุมัติ
แล้ว ได้เข้าไปสู่อาศรมอันน่ารื่นรมย์ สมบูรณ์ด้วย
น้ำและผลไม้ อันท่านผู้ประเสริฐบูชาแล้ว ณ ที่ใกล้
อาศรมนั้น มีรุกขชาติเป็นอันมาก กำลงผลิดอกออก
ผล คือ มะม่วง มะหาด ขนุน ทองกวาว มะรุม
อีกทั้งต้นโลท บัวบก การะเกด จันทน์กระพ้อ หมาก
หอมควาย กำลังออกดอกสะพรั่ง ในที่ใกล้อาศรมนั้น
มากไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ๆ คือ ต้นสาละ ต้นกุ่ม ต้นหว้า
ต้นโพธิ์ ต้นไทร ต้นมะซาง ไม้ย่างทราย ราชพฤกษ์
แคฝอย ต้นจิก ต้นลำเจียก มีกิ่งก้านห้อยย้อยลงมา
กำลังส่งกลิ่นหอมน่ายวนใจ ถั่วแระ อ้อยแขม ถั่วป่า
ต้นมะพลับ ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ถั่วเหลืองเมล็ดเล็ก
กล้วยไม่มีเมล็ด ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ราชดัด ข้าวสาร
ที่เกิดเองมีอยู่เป็นอันมากที่อาศรมนั้น มีสระโปกขรณี
ที่เกิดเอง งดงามไม่ขุ่น มีท่าราบเรียบ น้ำใสจืดสนิท
ไม่มีกลิ่นเหม็น อนึ่ง ในสระโปกขรณีนั้น มีปลา
ต่าง ๆ ชนิด คือ ปลาดุก ปลากระทุงเหว ปลากราย
กุ้ง ปลาตะเพียน ปลาฉลาด ปลากา ว่ายอยู่คลาคล่ำ
ในสระโปกขรณีอันมีขอบคัน เป็นปลาที่ปล่อย มีเหยื่อ
มากชนิด มีนกต่าง ๆ ชนิด คือ หงส์ นกกระเรียน
นกยูง นกจากพราก นกออก นกกระเหว่าลาย นก

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 457 (เล่ม 62)

เงือก นกโพระดก มีอยู่มากมาย มีขนปีกอันวิจิตร
พากันจับอยู่อย่างสบาย ปลอดภัย มีอาหารมาก มีสัตว์
และหมู่เนื้อนานาชนิดมากมาย คือ ราชสีห์ เสือโคร่ง
ช้าง หมี เสือปลา เสือดาว แรด โคลาน กระบือ
ละมั่ง กวาง เนื้อทราย หมูป่า ระมาด หมูบ้าน
กวางทอง แมว กระต่าย วัวกระทิง มีอยู่มาก พื้นดิน
หินเขา ดาดาษงามวิจิตรด้วยดอกไม้ ทั้งฝูงนกก็ส่ง
เสียงร้องกึกก้อง เป็นที่อยู่อาศัยของหมู่ปักษี.
[๒๘๗] นางหิริเทพธิดานั้น ผู้มีผิวพรรณงดงาม
ทัดดอกไม้เขียว เดินเข้าไปยังอาศรม ดังสายฟ้าแลบ
ในก่อนเมฆใหญ่ โกสิยดาบสได้จัดตั่งอันมีพนักที่ถัก
ไว้เรียบร้อย สำเร็จด้วยหญ้าคาสะอาด มีกลิ่นหอม
ลาดด้วยหนังชะมด เพื่อนางหิริเทพธิดานั้น แล้วได้
กล่าวว่า ดูก่อนนางงาม เชิญนั่งทีอาสนะนี้ตามสบาย
เถิด ในกาลนั้น เมื่อนางหิริเทพธิดานั่งลงบนตั่งแล้ว
โกสิยมหามุนีผู้ทรงชฎาอันรุ่งเรือง ได้รีบนำสุธาโภชน์
มาพร้อมกับน้ำด้วยใบบัวใหม่ ๆ ด้วยตนเอง เพื่อจะให้
พอความประสงค์ นางหิริเทพธิดามีความปลื้มใจ รับ
สุธาโภชน์ด้วยมือทั้งสอง แล้วได้กล่าวกะโกสิยดาบสผู้
ทรงชฎาว่า ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ เอาละ ดิฉันเป็น
ผู้อันพระคุณเจ้าบูชาแล้ว ได้ชัยชนะแล้ว จะพึงไปสู่
ไตรทิพย์ในบัดนี้ นางหิริเทพธิดานั้น เป็นผู้มัวเมาแล้ว

457