ลำดับนั้น พระราชาจึงทรงสวมกอดสุมุขหงส์นั้นแล้ว ทรงพาไปให้
เกาะบนตั่งทองคำ เมื่อจะทรงรับการแสดงโทษ จึงตรัสว่า
เราย่อมอนุโมทนาแก่ท่านด้วยอาการอย่างนี้
เพราะท่านไม่ปกปิดความในใจ ดูก่อนหงส์ ท่าน
ซื่อตรง จงทำลายความข้องใจเสียเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุโมทาม ความว่า เรายอมอดโทษ
นั้นแก่ท่าน บทว่า ยํ ความว่า เพราะเหตุที่ท่านมิได้ซ่อนเร้นสิ่งที่ควรจะปิด
บังในใจของตน. บทว่า ขีลํ ได้แก่ เสาเขื่อนแห่งจิต คือ หลักตอแห่งจิต
ก็พระราชาครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงเลื่อมใสธรรมกถาของพระมหา-
สัตว์และความซื่อตรงของสุมุขหงส์ จึงทรงพระดำริว่า ธรรมดาผู้มีความเลื่อม
ใส ต้องกระทำอาการแสดงความเลื่อมใส เมื่อจะทรงมอบสิริราชสมบัติของ
พระองค์ แก่พญาหงส์ทั้งสองนั้น จึงตรัสคาถาว่า
ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่ง มีอยู่ใน
นิเวศน์ของเรา ผู้เป็นพระเจ้ากาสี คือ เงิน ทอง
แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์อันมากมาย แก้วมณี สังข์
ไข่มุก ผ้า จันทน์แดง และเหล็กอีกมาก เราขอให้
ทรัพย์เครื่องปลื้มใจทั้งหมดนี้แก่ท่าน และขอสละความ
เป็นใหญ่ให้แก่ท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถิ คือที่เก็บเอาไว้. บทว่า มุตฺตา
ได้แก่ แก้วมุกดาทั้งที่เจียระไนแล้ว และยังมิได้เจียระไน. บทว่า มณโย ได้
แก่ เครื่องใช้ที่ทำด้วยแก้วมณีทั้งหลาย. บทว่า สงฺมุตฺตญฺจ ได้แก่ แก้ว
สังข์ทักษิณาวัฏ และแก้วไข่มุกดีกลมประดุจผลมะขามป้อม. บทว่า วตฺถิกํ