พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 438 (เล่ม 62)

ลำดับนั้น พระราชาจึงทรงสวมกอดสุมุขหงส์นั้นแล้ว ทรงพาไปให้
เกาะบนตั่งทองคำ เมื่อจะทรงรับการแสดงโทษ จึงตรัสว่า
เราย่อมอนุโมทนาแก่ท่านด้วยอาการอย่างนี้
เพราะท่านไม่ปกปิดความในใจ ดูก่อนหงส์ ท่าน
ซื่อตรง จงทำลายความข้องใจเสียเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุโมทาม ความว่า เรายอมอดโทษ
นั้นแก่ท่าน บทว่า ยํ ความว่า เพราะเหตุที่ท่านมิได้ซ่อนเร้นสิ่งที่ควรจะปิด
บังในใจของตน. บทว่า ขีลํ ได้แก่ เสาเขื่อนแห่งจิต คือ หลักตอแห่งจิต
ก็พระราชาครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงเลื่อมใสธรรมกถาของพระมหา-
สัตว์และความซื่อตรงของสุมุขหงส์ จึงทรงพระดำริว่า ธรรมดาผู้มีความเลื่อม
ใส ต้องกระทำอาการแสดงความเลื่อมใส เมื่อจะทรงมอบสิริราชสมบัติของ
พระองค์ แก่พญาหงส์ทั้งสองนั้น จึงตรัสคาถาว่า
ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่ง มีอยู่ใน
นิเวศน์ของเรา ผู้เป็นพระเจ้ากาสี คือ เงิน ทอง
แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์อันมากมาย แก้วมณี สังข์
ไข่มุก ผ้า จันทน์แดง และเหล็กอีกมาก เราขอให้
ทรัพย์เครื่องปลื้มใจทั้งหมดนี้แก่ท่าน และขอสละความ
เป็นใหญ่ให้แก่ท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถิ คือที่เก็บเอาไว้. บทว่า มุตฺตา
ได้แก่ แก้วมุกดาทั้งที่เจียระไนแล้ว และยังมิได้เจียระไน. บทว่า มณโย ได้
แก่ เครื่องใช้ที่ทำด้วยแก้วมณีทั้งหลาย. บทว่า สงฺมุตฺตญฺจ ได้แก่ แก้ว
สังข์ทักษิณาวัฏ และแก้วไข่มุกดีกลมประดุจผลมะขามป้อม. บทว่า วตฺถิกํ

438
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 439 (เล่ม 62)

ได้แก่ ผ้าเนื้อละเอียดซึ่งนำมาจากแคว้นกาสี. บทว่า อชินํ ได้แก่ หนังมฤค
เหลือง. บทว่า โลหํ กาฬายสํ ได้แก่ โลหะมีสีแดงและโลหะมีสีดำ. บทว่า
อิสฺสริยํ ความว่า เราขอสละราชสมบัติในพระนครพาราณสี มีอาณาเขตกว้าง
ยาว ๑๒ โยชน์กับเศวตฉัตรประดับมาลาทองให้แก่ท่าน.
ก็พระราชาครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงทรงบูชาพญาหงส์แม้ทั้งสองนั้น
ด้วยเศวตฉัตร มอบราชสมบัติให้. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะสนทนากับ
พระราชา จึงกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทัพ ข้าพระองค์ทั้งสอง
เป็นอันพระองค์ทรงยำเกรง และทรงสักการะโดยแท้
ขอพระองค์ทรงเป็นพระอาจารย์ ของข้าพระองค์ทั้ง
สอง ซึ่งประพฤติอยู่ในธรรมทั้งหลายเถิด ข้าแต่
พระองค์ผู้เป็นอาจารย์ผู้ปราบปรามข้าศึก ข้าพระองค์
ทั้งสองอันพระองค์ทรงยอมอนุญาตแล้วจักกระทำประ-
ทักษิณพระองค์แล้ว จักกลับไปหาหมู่ญาติ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมสุ ได้แก่ ธรรมคือกุศลกรรมบถ
๑๐ ประการ. บทว่า อาจริโย ความว่า พระองค์เป็นผู้ฉลาดกว่าข้าพระองค์ทั้ง
สอง เพราะฉะนั้น ขอพระองค์จงเป็นอาจารย์ของข้าพระองค์เถิด. อีกอย่างหนึ่ง
พระมหาสัตว์ทูลว่า อนึ่ง พระองค์จงเป็นอาจารย์ของข้าพระองค์ทั้งสองเถิด
เพราะพระองค์ตรัสราชธรรม ๑๐ ประการ และเพราะพระองค์ทรงแสดงโทษ
แก่สุมุขหงส์แล้ว ทรงกระทำการงดโทษ เพราะฉะนั้น ขอพระองค์จงเป็น
อาจารย์ของข้าพระองค์ทั้งสอง ด้วยเหตุที่ให้ศึกษามรรยาท แม้ในวันนี้เถิด.
บทว่า. ปสฺเสมุรินฺทม ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ย่ำยี่ซึ่งข้าศึก ข้าพระองค์
จักเห็นหมู่ญาติทั้งหลาย.

439
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 440 (เล่ม 62)

พระราชาประทานอนุญาตให้พญาหงส์ทั้งสองนั้นกลับไป. แม้เมื่อ
พระโพธิสัตว์แสดงธรรมอยู่ทีเดียว อรุณขึ้นมาแล้ว.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเจ้ากาสีทรงดำริ และทรงปรึกษาข้อความ
ตามที่ได้กล่าวมาตลอดราตรีทั้งปวง แล้วทรงอนุญาต
พญาหงส์ทั้งสอง ซึ่งประเสริฐสุดกว่าหงส์ทั้งหลาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถากถํ ความว่า พระเจ้ากาสิราชทรง
พระดำริถึงเนื้อความอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่พระองค์ควรจะดำริและทรงปรึกษา
กับพญาหงส์ทั้งสองนั้น. บทว่า อนุญฺญสิ ได้แก่ พระองค์ทรงอนุญาตว่า
ท่านทั้งสองจงพากันกลับไปเถิด.
พระโพธิสัตว์อันพระราชานั้นทรงอนุญาตอย่างนี้แล้ว จึงทูลถวาย
โอวาทพระราชาว่า ขอพระองค์อย่าได้ทรงประมาท จงเสวยราชสมบัติโดยชอบ
ธรรมเถิด แล้วให้พระราชาประดิษฐานอยู่ในศีล ๕ ประการ พระราชาทรง
น้อมข้าวตอกอันระคนด้วยน้ำผึ้ง และน้ำหวานเข้าไปให้แก่พญาหงส์ทั้งสอง
นั้นด้วยภาชนะทองคำ ในเวลาที่เสร็จอาหารกิจแล้ว จึงทรงบูชาด้วยของหอม
และระเบียบดอกไม้เป็นต้น ทรงเอาผอบทองคำประคองพระโพธิสัตว์ยกขึ้น
ด้วยพระองค์เอง ฝ่ายพระนางเขมาเทวี ทรงยกสุมุขหงส์ขึ้น. ลำดับนั้น ท้าว
เธอทั้งสองจึงให้เผยสีหบัญชรแล้วตรัสว่า ดูก่อนนาย ท่านทั้งสองจงกลับไป
ในเวลามีอรุณขึ้นเถิด แล้วทรงปล่อยพญาหงส์นั้น.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้นจึงตรัสว่า
เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคต เมื่อราตรีสว่างจ้า
พญาหงส์ทั้งสอง ก็พากันบินไปจากพระราชนิเวศน์
ของพระเจ้ากาสี.

440
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 441 (เล่ม 62)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิคาหิสุํ ได้แก่ แล่นขึ้นไปสู่อากาศ.
พระมหาสัตว์บินขึ้นไปจากผอบทองคำ แล้วประเล้าประโลมพระ-
ราชาว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์อย่าได้เสียพระทัยไปเลย พระองค์พึงเป็น
ผู้ไม่ประมาท ทรงประพฤติในโอวาทของข้าพระองค์เถิด ดังนี้แล้ว จึงพาสุมุข
หงส์บินไปยังภูเขาจิตตกูฏทีเดียว ฝ่ายหงส์เก้าหมื่นหกพัน แม้เหล่านั้นแล พา
กันบินออกจากถ้ำทอง จับอยู่บนพื้นภูเขา เห็นพญาหงส์นั้นบินกลับมา จึงบิน
ไปต้อนรับห้อมล้อมแล้ว หงส์ทั้งสองนั้นแวดล้อมไปด้วยหมู่ญาติเข้าไปยังภูเขา
จิตตกูฏ.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
หงส์เหล่านั้น เห็นพญาหงส์ทั้งสองที่ยิ่งใหญ่
ไม่มีโรคกลับมาถึง จึงพากันส่งเสียงว่า เกเก ได้เกิด
เสียงอื้ออึงขึ้น หงส์มีความเคารพนายเหล่านั้น ได้
ปัจจัยมีปีติโสมนัส เพราะนายหลุดพ้นกลับมา พากัน
กระโดดโลดเต้น เข้าไปห้อมล้อมโดยรอบ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกรุํ ได้แก่ ได้เปล่งเสียงดังลั่นเซ็งแซ่
ไปหมด. บทว่า ปรเม คือสูงสุด. บทว่า เกเก ความว่า พวกหงส์
เหล่านั้น ได้กระทำเสียงว่า เกเก. ด้วยเสียงร้องตามภาษาของตน. บทว่า ภตฺ-
ตุคารวา ได้แก่ เต็มไปด้วยความเคารพในพญาหงส์ที่เป็นนาย. บทว่า
ปริกรึสุ ความว่า หงส์เหล่านั้นมีความยินดีด้วยเหตุที่นายพ้นจากภัยมาได้ จึง
พากันเข้าไปห้อมล้อมนายนั้นอยู่โดยรอบ. บทว่า ลทฺธปจฺจยา ได้แก่
ได้ที่พึ่งพำนักแล้ว.

441
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 442 (เล่ม 62)

พวกหงส์เหล่านั้น ครั้นห้อมล้อมอยู่อย่างนี้แล้ว จึงพากันไต่ถามว่า
ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์พ้นมาได้อย่างไร. พระมหาสัตว์จึงเล่าถึงความที่ตน
พ้นมาได้ เพราะอาศัยสุมุขหงส์ และเล่าถึงกิจการที่กระทำกันในราชตระกูล
และกิจการที่นายลุททบุตรกระทำ ให้พวกหงส์เหล่านั้นฟัง ฝูงหงส์ได้สดับ
เรื่องราวนั้นแล้ว จึงกล่าวอวยพรอีกว่า สุมุขหงส์เสนาบดี และนายพราน
จงเป็นผู้มีความสุขนิราศทุกข์ มีชีวิตอยู่ยืนยาวนานเถิด.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า
ประโยชน์ทั้งปวง ของบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยกัล-
ยาณมิตร ย่อมให้สำเร็จความสุขความเจริญ เหมือน
พญาหงส์ธตรฐ และสุมุขหงส์สมบูรณ์ด้วยกัลยาณ-
มิตร เกิดประโยชน์ให้สำเร็จความสุขความเจริญกลับ
มายังหมู่ญาติ ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิตฺตวตํ ได้แก่ ผู้ถึงพร้อมด้วยกัลยาณ-
มิตร. บทว่า ปทกฺขิณา ได้แก่ ย่อมสำเร็จความสุขและประกอบไปด้วยความ
เจริญ. บทว่า ธตรฏฺฐา ความว่า เปรียบเหมือนพญาหงส์เหล่าธตรฐแม้
ทั้งสองนั้น คือพญาหงส์และสุมุขหงส์เสนาบดี สมบูรณ์ด้วยกัลยาณมิตรทั้ง
สอง คือพระราชาและนายลุททบุตร. บทว่า ญาติสงฺฆมุปาคมุํ ความว่า
ประโยชน์ของหงส์ทั้งสองนั้น กล่าวคือ การได้กลับมาถึงหมู่ญาติ ย่อมประกอบ
ไปด้วยความสุขความเจริญเกิดแล้ว คือว่าประโยชน์ทั้งหลายของผู้สมบูรณ์ ด้วย
กัลยาณมิตรแม้เหล่าอื่น ก็ย่อมประกอบไปด้วยความสุขความเจริญอย่างนี้
เหมือนกัน.

442
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 443 (เล่ม 62)

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ใช่ว่าอานนท์จะสละชีวิตเพื่อเราตถาคตในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้
ถึงเมื่อก่อน อานนท์ก็ได้สละชีวิตเพื่อตถาคตแล้วเหมือนกัน แล้วจึงทรง
ประมวลชาดกว่า นายพรานในกาลนั้น ได้มาเป็นภิกษุชื่อว่าฉันนะในกาลนี้
พระนางเขมาเทวีได้มาเป็นภิกษุณีชื่อว่าเขมา พระราชาได้มาเป็นสารีบุตร
สุมุขหงส์เสนาบดี ได้มาเป็นภิกษุชื่อว่าอานนท์ บริษัทนอกนั้นได้มาเป็น
พุทธบริษัท ส่วนพญาหงส์ธตรฐได้มาเป็นเราตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล.
จบอรรถกถามหาหังสชาดก
๓. สุธาโภชนชาดก
ว่าด้วยอาหารเป็นทิพย์
[๒๔๙] ข้าพเจ้าไม่ซื้อ ไม่ขาย อนึ่ง แม้ความ
สั่งสมของข้าพเจ้า ก็ไม่มีในที่นี้ ภัตนี้มีนิดหน่อยทั้ง
หาได้แสนยาก ข้าวสุกแล่งหนึ่งนี้หาพอแก่เราสองคน
ไม่.
[๒๕๐] บุคคลควรแบ่งของน้อยให้ตามน้อย
ควรแบ่งของส่วนกลางให้ตามส่วนกลาง ควรแบ่งของ
มากให้ตามมาก การไม่ให้ย่อมไม่ควร ดูก่อนโกสิย-
เศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่าน
จงขั้นสู่ทางของพระอริยเจ้า จงให้ทานและจงบริโภค.
เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข.

443
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 444 (เล่ม 62)

[๒๕๑] ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว บริโภคโภชนะ
ผู้เดียว พลีกรรมของผู้นั้นย่อมไร้ผล ทั้งความเพียร
แสวงหาทรัพย์ของผู้นั้นก็ไร้ประโยชน์ ดูก่อนโกสิย-
เศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่าน
จงขึ้นสู่ทางแห่งพระอริยเจ้า จงให้ทานและจงบริโภค
เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข.
[๒๕๒] ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว ไม่บริโภคโภชนะ
แต่ผู้เดียว พลีกรรมของผู้นั้นย่อมมีผลจริง ทั้งความ
เพียรแสวงหาทรัพย์ของผู้นั้นก็มีประโยชน์จริง ดูก่อน
โกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน
ท่านจงขึ้นสู่ทางของพระอริยเจ้า จงให้ทานและจง
บริโภค เพราะว่าผู้บริโภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข.
[๒๕๓] บุรุษเข้าไปสู่สระแล้ว บูชาที่แม่น้ำชื่อ
พหุกาก็ดี ที่สระชื่อคยาก็ดี ที่ท่าน้ำชื่อโทณะก็ดี ที่ท่า
น้ำชื่อติมพรุก็ดี ที่ห้วงน้ำใหญ่ มีกระแสเชี่ยวก็ดี การ
บูชา และความเพียรของเขาในที่นั้น ๆ ย่อมมีผล ผู้
ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว ไม่บริโภคโภชนะแต่ผู้เดียว จะ
กล่าวว่าไร้ผลนั้นไม่ได้ ดูก่อนโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุ
นั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางของ
พระอริยเจ้า จงให้ทานและจงบริโภค เพราะว่าผู้บริ-
โภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข.

444
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 445 (เล่ม 62)

[๒๕๔] ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว บริโภคโภชนะ
แต่ผู้เดียว ผู้นั้นเปรียบเหมือน กลืนเบ็ดอันมีสายยาว
พร้อมทั้งเหยื่อ ดูก่อนโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น
ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางของพระ-
อริยเจ้า จงให้ทานและจงบริโภค เพราะว่าผู้บริโภค
คนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข.
[๒๕๕] พราหมณ์เหล่านี้มีผิวพรรณงามจริง
หนอ เพราะเหตุไร สุนัขของท่านนี้จึงเปล่งรัศมีต่างๆ
ได้ ข้าแต่พราหมณ์ ท่านทั้งหลายใครเล่าหนอจะบอก
แก่ข้าพเจ้าได้.
[๒๕๖] ท่านทั้งสองนี้ คือ จันทเทพบุตรและ
สุริยเทพบุตร ส่วนผู้นี้คือ มาตลีเทพสารถี ส่วนเราเป็น
ท้าวสักกะจอมเทพชาวไตรทศ และสุนัขตัวนี้เรียกว่า
ปัญจสิขเทพบุตร.
[๒๕๗] ฉิ่ง ตะโพน และเปิงมาง ย่อมปลุกเทพ
บุตรผู้หลับแล้วให้ตื่นและตื่นแล้วย่อมเพลิดเพลินใจ.
[๒๕๘] ชนเหล่าใด เหล่าหนึ่ง มีความตระหนี่
เหนียวแน่น มักบริภาษสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ชน
เหล่านั้นทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้แล้ว เมื่อตายแล้ว
ย่อมไปสู่นรก ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งหวังสุคติตั้งอยู่ใน
ธรรม คือ ความสำรวมและการแจกทาน ชนเหล่านั้น
ทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้แล้ว เมื่อตายไป ย่อมไป
สู่สุคติ.

445
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 446 (เล่ม 62)

[๒๕๙] ท่านนั้นชื่อโกสิยเศรษฐี มีความตระ-
หนี่มีธรรมอันลามก ในชาติก่อนเป็นญาติของพวกเรา
พวกเรามาแล้วในที่นี้ เพื่อประโยชน์แก่ท่านเท่านั้น
ด้วยคิดว่า โกสิยะนี้อย่าได้มีธรรมอันลามกไปนรกเลย.
[๒๖๐] ก็ท่านเหล่านั้น เป็นผู้ใคร่ประโยชน์แก่
ข้าพเจ้าโดยแท้ เพราะมาพร่ำสอนข้าพเจ้าอยู่เนือง ๆ
ข้าพเจ้านั้นจักทำ ตามคำที่ท่านทั้งหลายผู้แสวงหา
ประโยชน์กล่าวแล้วทุกประการ ข้าพเจ้านั้นจักของด
เว้นจากความเป็นคนตระหนี่เสียในวันนี้แหละ อนึ่ง
ข้าพเจ้าจะไม่พึงทำบาปกรรมอะไร ๆ ขึ้น ชื่อว่าการไม่
ให้อะไร ๆ จะไม่มีแก่ข้าพเจ้า และข้าพเจ้ายังไม่ได้ให้
แล้วจะไม่ขอดื่มน้ำ ข้าแต่ท้าววาสวะ ก็เมื่อข้าพเจ้า
ให้อยู่อย่างนี้ตลอดกาลทั้งปวง แม้โภคสมบัติของ
ข้าพเจ้าจักสิ้นไป แต่นั้นข้าพเจ้าจักละกามทั้งหลาย
ตามส่วนที่มีอยู่แล้วจักบวช.
[๒๖๑] เทพธิดาเหล่านั้น อันท้าวสักกะผู้
ประเสริฐกว่าเทวดารักษาแล้ว ย่อมบันเทิงอยู่ ณ ภูเขา
คันธมาทน์อันเป็นภูเขาประเสริฐสุด ครั้งนั้นนารท
ดาบสผู้ประเสริฐ ว่าฤาษี ผู้ไปได้ในโลกทั้งปวง ได้มา
ถือเอากิ่งไม้อันประเสริฐ มีดอกบานดีแล้ว ดอกไม้นั้น
สะอาด มีกลิ่นหอม เทพยดาชาวไตรทศกระทำสักการะ

446
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 447 (เล่ม 62)

เป็นดอกไม้สูงสุด อันท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าอมรเทพ
เสพแล้ว แต่พวกมนุษย์และพวกอสูรไม่ได้ เว้นไว้แต่
พวกเทวดา เป็นดอกไม้มีประโยชน์ สมควรแก่เทวดา
เหล่านั้น ลำดับนั้น นางเทพนารี ๔ องค์ คือ นาง
อาสา นางศรัทธา นางศิริ และนางหิริ ผู้มีผิวพรรณ
เปรียบด้วยทองคำ เป็นใหญ่กว่านางเทพนารีผู้รื่นเริง
ต่างลุกขึ้นกล่าวกะนารทมุนี ผู้เป็นพราหมณ์ผู้ประเสริฐ
ว่า ข้าแต่ท่านมหานุนีผู้ประเสริฐ ถ้าดอกปาริฉัตตะนี้
พระคุณเจ้าไม่เจาะจงแล้ว ก็ขอจงให้แก่พวกดีฉันเถิด
คติทั้งปวงจงสำเร็จแก่พระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าจงให้
แก่พวกดีฉัน เหมือนท้าววาสวะฉะนั้นเถิด นารทดาบส
เห็นนางเทพธิดาทั้ง ๔ มาขอดอกไม้ จึงกล่าวว่า ท่าน
พูดด้วยคำชวนทะเลาะ เราไม่มีความต้องการด้วยดอก
ไม้เหล่านี้สักน้อยหนึ่ง บรรดาเจ้าทั้งสี่ ผู้ใดประเสริฐ
กว่า ผู้นั้นจงประดับดอกไม้นั้นเถิด.
[๒๖๒] ข้าแต่ท่านนารทะผู้อุดม พระคุณเจ้า
นั่นแลจงพิจารณาดูพวกดิฉัน พระคุณเจ้าปรารถนา
ให้แก่นางใด ก็จงให้แก่นางนั้น ก็บรรดาพวกดิฉัน
พระคุณเจ้าจักให้แก่นางใด นางนั้นแหละ จักเป็นผู้
อันดีฉันทั้งหลายยกย่องว่าประเสริฐสุด.
[๒๖๓] ดูก่อนนางผู้มีกายงาม คำนี้ไม่สมควร
ใครเป็นพราหมณ์ ใครกล่าวการทะเลาะ เพราะฉะนั้น

447