พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 428 (เล่ม 62)

ว่าเรามีความประสงค์ จะไปจับท่านมาฆ่ากินเนื้อก็หาไม่ แต่เราทราบว่า ท่าน
เป็นบัณฑิต ประสงค์จะพึงถ้อยคำอันเป็นสุภาษิต จึงได้ให้จับท่านมา เมื่อจะ
ทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
ดูก่อนสุมุขหงส์ เรามิได้ทำผิด ทั้งมิได้จับท่าน
มาด้วยความโลภ ก็เราได้สดับมาว่า ท่านทั้งหลาย
เป็นบัณฑิต เป็นผู้ละเอียด และคิดข้ออรรถ ทำไฉน
ท่านทั้งหลายจึงจะมากล่าววาจาอันอาศัยอรรถในที่นี้
ดูก่อนสุมุขหงส์ผู้สหาย นายพรานผู้นี้เราสั่งไป จึงไป
จับเอาท่านมา ด้วยความประสงค์นั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาปรชฺฌาม ความว่า เราฆ่าท่านเสีย
จึงจะชื่อว่าประพฤติผิด แต่เรามิได้ฆ่าท่านเลย. บทว่า โลภาย มคฺคหึ ความ
ว่า ทั้งเราประสงค์จะกินเนื้อท่านจึงได้จับท่านมา ด้วยความโลภก็หาไม่. บทว่า
ปณฺฑิตาตฺยตฺถ ความว่า แต่เราได้ยินว่าท่านเป็นบัณฑิต. บทว่า อตฺถจินฺ-
ตกา ได้แก่ จะคิดค้นข้อความอันลี้ลับได้. บทว่า อตฺถวตึ ได้แก่ ถ้อยคำ
อันอาศัยเหตุ. บทว่า ตถา แปลว่า ด้วยเหตุนั้น. บทว่า วุตฺโต แปลว่า เป็น
ผู้อันเรากล่าวแล้ว. บทว่า สุมุข มคฺคหิ คือร้องเรียกว่า ดูก่อนสุมุขะเอ๋ย
ม อักษร กระทำการเชื่อมบท. บทว่า อคฺคหิ ความว่า เราจับมาเพื่อให้แสดง
ธรรมต่างหาก.
สุมุขหงส์ ได้สดับคำนั้นแล้ว จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระ-
องค์มีประสงค์เพื่อจะทรงสดับคำอันเป็นสุภาษิต ทรงกระทำกิจอันไม่สมควร
เสียแล้ว แล้วกราบทูลว่า

428
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 429 (เล่ม 62)

ข้าแต่พระจอมแห่งชนชาวกาสี เมื่อชีวิตน้อมเข้า
ไปใกล้ความตายแล้ว ข้าพระองค์ทั้งหลาย ถึงมรณ-
กาลแล้ว จะไม่พึงกล่าววาจาอันมีเหตุเลย ผู้ใดฆ่าเนื้อ
ด้วยเนื้อต่อ ฆ่านกด้วยนกต่อ หรือดักผู้เลื่องลือด้วย
เสียงที่เลื่องลือ จะมีอะไรเป็นความเลวทรามยิ่งกว่า
ความเลวทรามของผู้นั้น ก็ผู้ใดพึงกล่าววาจาอัน
ประเสริฐ ผู้นั้นย่อมพลาดจากโลกทั้งสอง คือโลกนี้
และโลกหน้า บุคคลได้รับยศแล้วไม่พึงมัวเมา ถึง
ความทุกข์อันเป็นเหตุสงสัยในชีวิตแล้ว ไม่พึงเดือด
ร้อน พึงพยายามในกิจทั้งหลายร่ำไป และพึงปิดช่อง
ทั้งหลาย ชนเหล่าใดเป็นผู้เจริญ ถึงเวลาใกล้ตายไม่
ล่วงเลยประโยชน์อย่างยิ่ง ประพฤติธรรมในโลกนี้ ชน
เหล่านั้นย่อมไปสู่ไตรทิพย์ด้วยประการอย่างนี้ ข้าแต่
พระจอมแห่งชนชาวกาสี พระองค์ทรงสดับคำนี้แล้วขอ
จงทรงรักษาธรรมในพระองค์ และได้ทรงโปรดปล่อย
พญาหงส์ธตรฐ ซึ่งประเสริฐสุดกว่าหงส์ทั้งหลายเถิด
พระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปนีตสฺมิ ได้แก่ น้อมเข้าไปใกล้
ความตาย. บทว่า กาลปริยายํ ความว่า พระองค์ถึงวาระใกล้มรณกาลแล้ว
จักไม่กล่าวอะไรเลย พระองค์ผูกมัดผู้ที่จะแสดงธรรมกถาแล้ว ขู่ให้กลัวด้วย
มรณภัย คิดว่าเราจักฟังธรรมดังนี้ ชื่อว่า กระทำกรรมอันไม่สมควรแล้ว.
บทว่า มิเคน ได้แก่ เนื้อที่ได้รับการฝึกหัดไว้เป็นอย่างดีแล้ว. บทว่า หนฺติ

429
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 430 (เล่ม 62)

ก็คือ หนติ (เป็นเอกวจนะ) แปลว่า ย่อมฆ่า. บทว่า ปกฺขินา ได้แก่ นกที่
นำมาล่อนั่นแหละ. บทว่า สุเตน วา ได้แก่ สระดอกปทุม เช่นเดียว
กับเนื้อและนกต่ออันปรากฏเสียงลือกันว่า เขมสระไม่มีภัย. บทว่า สุตํ ได้แก่
ผู้แสดงธรรมที่เลื่องลือกันอย่างนี้ว่า ท่านผู้เป็นบัณฑิต มีปกติกล่าวถ้อยคำอัน
วิจิตร. บทว่า กีเลฺย ความว่า ผู้ใดดักผู้เลื่องลือ คือพึงเบียดเบียนทำให้เดือด
ร้อน ด้วยเครื่องผูกคือบ่วงด้วยคิดว่า เราจักฟังธรรม. บทว่า ตโต ความว่า
สิ่งอะไรอย่างอื่นที่จะเลวทรามของชนเหล่านั้นยังมีอยู่อีกเล่า. บทว่า อริยรุทํ
ความว่า ผู้ใดกล่าวคำอันประเสริฐ คือถ้อยคำอันดีแต่ปาก. บทว่า ธมฺม-
วสฺสิโต ได้แก่ อาศัยธรรมอันเลวทรามนั้นด้วยการกระทำ. บทว่า อุโภ คือ
จากโลกทั้งสองคือเทวโลกและมนุษยโลก. บทว่า อิธ เจว ความว่า บุคคล
นี้แม้บังเกิดในโลกนี้บังเกิดในโลกหน้า คือบุคคลเห็นปานนี้ชื่อว่า กำจัดเสีย
จากโลกแห่งสุคติทั้งสองเสียแล้ว ย่อมเข้าถึงนรกอย่างเดียว. บทว่า ปตฺตสํสยํ
ได้แก่ บุคคลแม้ถึงความสงสัยในชีวิตคือถึงความทุกข์แล้วก็ไม่พึงลำบาก. บทว่า
สํวเร วิวรานิ จ ความว่า พึงปิดพึงกั้นเสียซึ่งช่องทะลุของตน. บทว่า วุฑฺฒา
ได้แก่เป็นบัณฑิตผู้เจริญด้วยคุณ. บทว่า สมฺปตฺตา กาลปริยายํ ได้แก่
เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งเวลาใกล้มรณกาล ไม่ล่วงพ้นไปได้แล้ว. บทว่า เอเวเต ตัด
บทเป็น เอวํ เอเต บทว่า อิทํ ได้แก่ ถ้อยคำอันอาศัยเหตุที่ข้าพระองค์
กราบทูลไว้แล้วนี้. บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ ทั้งธรรมที่เป็นประเพณีทั้งธรรมที่
เป็นสุจริต.
พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า
ชาวพนักงานทั้งหลาย จงนำน้ำ น้ำมันทาเท้า
และอาสนะอันมีค่ามากมาเถิด เราจะปล่อยพญาหงส์

430
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 431 (เล่ม 62)

ธตรฐ ซึ่งเรืองยศออกจากกรง และสุมุขหงส์เสนาบดี
ที่มีปัญญา เป็นผู้ละเอียดคิดอรรถที่ยากได้ง่าย ผู้ใด
เมื่อพระราชามีสุขก็สุขด้วย เมื่อพระราชามีทุกข์ก็ทุกข์
ด้วย ผู้เช่นนี้แลย่อมสมควรเพื่อจะบริโภคก้อนข้าวของ
นายได้ เหมือนสุมุขหงส์เป็นราชสหายทั่วไปแก่สัตว์
มีชีวิต ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทกํ ได้แก่ น้ำสำหรับล้างเท้า. บทว่า
ปชฺชํ ได้แก่ น้ำมันชโลมเท้า. บทว่า สุเข ได้แก่ เมื่อทรงสำราญอยู่.
พวกชาวพนักงานมีอำมาตย์เป็นต้น ได้ฟังรับสั่งของพระราชาแล้ว จึง
นำอาสนะมาเพื่อพญาหงส์ทั้งสองนั้น แล้วจึงล้างเท้าของพญาหงส์ทั้งสอง
นั้น ซึ่งจับอยู่บนอาสนะด้วยน้ำหอม ชโลมด้วยน้ำมันที่เคี่ยวให้เดือดแล้วตั้ง
ร้อยครั้ง.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พญาหงส์ธตรฐเข้าไปเกาะตั่ง อันล้วนแล้วไป
ด้วยทองคำมี ๘ เท้า น่ารื่นรมย์ใจ เกลี้ยงเกลา ลาด
ด้วยผ้าแคว้นกาสี สุมุขหงส์เข้าไปเกาะเก้าอี้ อันล้วน
แล้วไปด้วยทองคำ หุ้มด้วยหนังเสือโคร่ง ในลำดับ
แห่งพญาหงส์ธตรฐ ชนชาวกาสีเป็นอันมาก ต่าง
ถือเอาโภชนะอันเลิศที่เขาส่งไปถวายพระราชา นำเข้า
ไปให้แก่พญาหงส์ทั้งสองนั้น ด้วยภาชนะทองคำ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏฺฐํ ได้แก่ เป็นตั่งที่สำเร็จขึ้นด้วย
การกระทำ. บทว่า กาสิกวตฺถินํ ได้แก่ เป็นตั่งที่ปูลาดด้วยผ้าอันมาจาก

431
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 432 (เล่ม 62)

แคว้นกาสี. บทว่า โกจฺฉํ ได้แก่ ตั่งที่เขาสานไว้ในท่ามกลาง. บทว่า
เวยฺยคฺฆปริสิพฺพิตํ ได้แก่ ตั่งสำหรับเป็นที่ประทับนั่งของพระอัครมเหสี
ในวันมงคล หุ้มด้วยหนึ่งเสือโคร่ง. กาญฺจนปตฺเตหิ ได้แก่ ภาชนะทองคำ.
บทว่า ปุถู ได้แก่ เป็นจำนวนมาก. บทว่า กาสิโย ได้แก่ ชนผู้อยู่ใน
แคว้นกาสี. บทว่า อภิหาเรสุํ คือ น้อมเข้าไป. บทว่า อคฺคํ รญฺโญ
ปวาสิตํ ความว่า ชนชาวกาสีเป็นอันมาก นำเอาโภชนะมีรสอันเลิศต่าง ๆ
ที่พวกเขาใส่ไว้ในจานทอง ๑๐๘ ใบ สำหรับส่งไปถวายพระราชา เข้าไปเพื่อ
ประโยชน์เป็นบรรณาการแก่พญาหงส์.
ก็เมื่ออำมาตย์น้อมนำโภชนะนั้นเข้าไปอย่างนี้แล้ว พระเจ้ากาสิกราช
ทรงรับภาชนะทองคำจากมือของพวกอำมาตย์เหล่านั้น ด้วยพระหัตถ์แล้ว จึง
ทรงน้อมนำเข้าไปด้วยพระองค์เองเพื่อจะทรงยกย่อง พญาหงส์ทั้งสองนั้น จึง
จิกกินข้าวตอกอันระคนด้วยน้ำผึ้งจากภาชนะนั้น และจึงดื่มน้ำหวาน. ลำดับนั้น
พระมหาสัตว์เห็นอาการที่นำมาล้วนแต่ของดีเลิศ และความเลื่อมใสของพระ-
ราชาจึงได้กระทำปฏิสันถาร.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พญาหงส์ธตรฐที่ฉลาด เห็นโภชนะอันเลิศที่
เขานำมาให้ อันพระเจ้ากาสีประทานส่งไป จึงได้ถาม
ธรรมเนียม เครื่องปฏิสันถารในกาลเป็นลำดับนั้นว่า
พระองค์ไม่มีพระโรคาพาธแลหรือ ทรงสำราญดีอยู่
หรือ ทรงปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้โดยธรรม
หรือ.

432
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 433 (เล่ม 62)

พระราชาตรัสว่า
ดูก่อนพญาหงส์ เราไม่มีโรคาพาธ อนึ่ง เรามี
ความสำราญดี และเราก็ปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์
นี้โดยธรรม.
พระมหาสัตว์ทูลถามว่า
โทษอะไร ๆ ไม่มีในหมู่อำมาตย์ของพระองค์
แลหรือ และอำมาตย์เหล่านั้น ไม่อาลัยชีวิตในประโยชน์
ของพระองค์แลหรือ.
พระราชาตรัสตอบว่า
โทษอะไร ๆ ไม่มีในหมู่อำมาตย์ของเรา และ
อำมาตย์เหล่านั้นไม่อาลัยชีวิตในประโยชน์ของเรา.
พระมหาสัตว์ทูลถามว่า
พระมเหสีซึ่งมีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟัง มี
พระเสาวนีย์อันน่ารัก ทรงประกอบด้วยพระโอรส
พระรูป พระโฉม และพระยศ เป็นไปตามพระราช
อัธยาศัยของพระองค์แลหรือ.
พระราชาตรัสตอบว่า
พระมเหสีซึ่งมีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟัง
มีพระเสาวนีย์อันน่ารัก ทรงประกอบด้วยพระโอรส
พระรูป พระโฉม และพระยศ เป็นไปตามอัธยาศัย
ของเรา.

433
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 434 (เล่ม 62)

พระมหาสัตว์ทูลถามว่า
พระองค์มิได้ทรงเบียดเบียนชาวแว่นแคว้น ทรง
ปกครองให้ปราศจากอันตรายแต่ที่ไหน ๆ โดยความ
ไม่เกรี้ยวกราด โดยธรรม โดยความสม่ำเสมอแลหรือ.
พระราชาตรัสตอบว่า
เรามิได้เบียดเบียนชาวแว่นแคว้น ปกครองให้
ปราศจากอันตรายแต่ที่ไหน ๆ โดยความไม่เกรี้ยวกราด
โดยธรรม โดยความสม่ำเสมอ.
พระมหาสัตว์ทูลถามว่า
พระองค์ทรงยำเกรงสัตบุรุษ ทรงเว้นอสัตบุรุษ
แลหรือ พระองค์ไม่ทรงละทิ้งธรรม ไม่ทรงประพฤติ
คล้อยตามอธรรมแลหรือ.
พระราชาตรัสตอบว่า
เรายำเกรงสัตบุรุษ เว้นอสัตบุรุษ ประพฤติคล้อย
ตามธรรม ละทิ้งอธรรม.
พระมหาสัตว์ทูลถามว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ พระองค์ทรง
พิจารณาเห็นชัดซึ่งพระชนมายุ อันเป็นอนาคตยังยืน
ยาวอยู่หรือ พระองค์ทรงมัวเมาในอารมณ์เป็นที่ตั้ง
แห่งความมัวเมา ไม่สะดุ้งกลัวปรโลกหรือ.

434
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 435 (เล่ม 62)

พระราชาตรัสตอบว่า
ดูก่อนพญาหงส์ เราพิจารณาเห็นชัดซึ่งอายุ
อันเป็นอนาคตยังยืนยาวอยู่ เราตั้งอยู่แล้วในธรรม
๑๐ ประการ จึงไม่สะดุ้งกลัวปรโลก เราเห็นกุศลธรรม
ที่ดำรงอยู่ในตนเหล่านี้ คือ ทาน ศีล การบริจาค
ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ความเพียร ความไม่
โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความอดทน และความ
ไม่พิโรธ แต่นั้นมีปีติและโสมนัสไม่ใช่น้อย ย่อมเกิด
แก่เรา ก็สุมุขหงส์นี้ ไม่ทันคิดถึงคุณสมบัติของเรา
ไม่ทราบความประทุษร้ายแห่งจิต จึงเปล่งวาจาอัน
หยาบคาย ย่อมกล่าวถึงโทษที่ไม่มีอยู่ในเรา คำของ
สุมุขหงส์นี้ ย่อมไม่เป็นเหมือนคำของคนมีปัญญา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิสฺวา ได้แก่ มองเห็นเครื่องดื่มและ
เครื่องบริโภคอันเลิศมากมายเหล่านั้น. บทว่า เปสิตํ ได้แก่ ที่พระราชาให้
นำมาแล้วทรงน้อมเข้าไปให้. บทว่า ขตฺตธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมสำหรับ
กระทำปฏิสันถาร ในบุคคลผู้กระทำคราวแรก. บทว่า โต ปุจฺฉิ อนนฺตรา
คือในกาลนั้น. บทว่า กจฺจิ นุ โภโต ความว่า คาถา ๖ คาถาที่พญาหงส์
ธตรฐทูลถามตามลำดับ ล้วนมีเนื้อความกล่าวไว้แล้วแต่หนหลังทีเดียว. บทว่า
อนุปฺปีฬํ ได้แก่ พญาหงส์ธตรฐทูลถามว่า พระองค์มิได้ทรงบีบคั้นชาว
เมือง เหมือนบุคคลบีบอ้อยด้วยเครื่องยนต์บ้างหรือ. บทว่า อกุโตจิอุปทฺทวํ
ได้แก่ หาอันตรายจากที่ไหน ๆ มิได้เลย. บทว่า สเมน อนุสาสสิ ได้แก่
พระองค์ทรงปกครองแคว้นนี้ โดยธรรม โดยสม่ำเสมออยู่หรือ. บทว่า สนฺโต

435
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 436 (เล่ม 62)

ได้แก่ ท่านผู้เป็นสัปบุรุษซึ่งประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้น. บทว่า นิรงฺกตฺวา
คือไม่ละทิ้งธรรม. บทว่า อนาคตํ ทีฆํ ได้แก่ พระองค์ทรงเห็นชัดพระ-
ชนมายุของพระองค์อันเป็นอนาคตว่า ยังเป็นไปยั่งยืนอยู่หรือ. บทว่า สมเวกฺ-
ขสิ ความว่า พญาหงส์ธตรฐทูลถามว่า พระองค์ทรงทราบว่า อายุสังขาร
เป็นของน้อยหรือ. บทว่า มทนีเย คือในอารมณ์มีรูปเป็นต้น ที่นำความ
มึนเมามา. บทว่า น สนฺตสิ คือไม่ทรงหวาดกลัว. มีคำที่ท่านกล่าวอธิบาย
ไว้ว่า พระองค์เป็นผู้ไม่ประมาทแล้วในกามคุณทั้งหลายมีรูปเป็นต้น มิได้ทรง
สะดุ้งกลัวต่อปรโลก เพราะทรงกระทำกุศลมีทานเป็นต้นหรือ. บทว่า ทสสุ
หมายเอาราชธรรม ๑๐ ประการ. เจตนาที่เป็นไปในทานเป็นต้น ชื่อว่า ทาน
ศีล ๕ และศีล ๑๐ เป็นต้น ชื่อว่า ศีล การบริจาคไทยธรรม ชื่อว่า บริจาค ความ
เป็นผู้ซื่อตรง ชื่อว่าความซื่อตรง ความเป็นผู้อ่อนโยน ชื่อว่าความอ่อนโยน
กรรมคือการรักษาอุโบสถ ชื่อว่า ตบะ ส่วนเบื้องต้นแห่งเมตตา ชื่อว่า ความ
ไม่โกรธ ส่วนเบื้องต้นแห่งกรุณา ชื่อว่า ความไม่เบียดเบียน ความอดกลั้น
ชื่อว่าความอดทน ความไม่ขัดเคือง ชื่อว่า ความไม่พิโรธ. บทว่า อจินฺเตตฺวา
ได้แก่ ไม่ทันคิดถึงคุณสมบัติของเราเหล่านั้น. บทว่า ภาวโทสํ คือโทษที่เกิด
แก่จิต. บทว่า อนญฺญาย แปลว่า ไม่รู้. บทว่า อสฺมากํ ความว่า ขึ้นชื่อว่า
โทษที่เกิดขึ้นแก่จิตของเรา ย่อมไม่มี หงส์สุขุมะนี้มิได้ทราบถึงสิ่งที่ตัวควรจะ
รู้นั้น จึงได้กล่าววาจาหยาบคายออกมา. บทว่า อโยนิโส คือโดยมิใช่อุบาย.
บทว่า ยานสฺมาสุ ความว่า หงส์สุขุมะนี้ย่อมกล่าวถึงโทษที่ไม่มีอยู่ในเรา.
บทว่า นยิทํ ตัดบทเป็น น อิทํ อธิบายว่า เพราะฉะนั้น คำของสุมุขหงส์นี้
จึงเหมือนคำของผู้มีปัญญาก็หาไม่ คือด้วยเหตุนี้แล สุมุขหงส์ จึงปรากฏแก่เรา
เหมือนมิใช่เป็นบัณฑิต.

436
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 437 (เล่ม 62)

สุมุขหงส์ ได้สดับคำนั้นแล้ว จึงคิดว่า พระราชาทรงประกอบไปด้วย
คุณอันใหญ่ ถูกเรารุกราน และโกรธเคืองพระองค์ เราจักขอขมาโทษพระองค์
เสียเถิด จึงกราบทูลว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ ความพลั้ง
พลาดนั้น มีแก่ข้าพระองค์โดยความรีบร้อน ก็เมื่อ
พญาหงส์ธตรฐติดบ่วง ข้าพระองค์มีความทุกข์มาก
มาย ขอพระองค์ได้ทรงโปรดเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์
เหมือนบิดาเป็นที่พึ่งของบุตร และดุจแผ่นดินเป็นที่
พึ่งของหมู่สัตว์ฉะนั้นเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นราช
กุญชร ขอพระองค์ได้ทรงโปรดงดโทษให้แก่ข้า-
พระองค์ผู้ถูกความผิดครอบงำด้วยเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อติสารํ ได้แก่ ความพลาดพลั้งทุกอย่าง.
บทว่า เวเคน ได้แก่ ข้าพระองค์เมื่อจะกราบทูลข้อความนี้ ได้กราบทูลไป
โดยความรีบร้อน คือโดยความผลุนผลัน. บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ความทุกข์
อันเป็นไปทางจิต ได้มีแก่ข้าพระองค์มากมาย เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงได้
กราบทูลคำนั้น ออกไปด้วยอำนาจความโกรธ ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์
จงทรงอดโทษนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด. บทว่า ปุตฺตานํ ได้แก่ พระองค์เปรียบ
เหมือนเป็นบิดาของบุตรทั้งหลาย. บทว่า ธรณีริว ได้แก่ อนึ่งเล่า ขอพระองค์
จงเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์ เหมือนแผ่นดินเป็นที่พำนักอาศัยของเหล่าสัตว์
ฉะนั้น. บทว่า อธิปนฺนานํ ได้แก่ ข้าพระองค์ผู้กำลังถูกโทษ คือความผิด
ท่วมทับแล้ว . บทว่า ขมสฺสุ ความว่า สุมุขหงส์นั้นลงจากอาสนะ ประคอง
อัญชลีด้วยปีกทั้งสองข้างแล้ว จึงกราบทูลคำนี้ไว้.

437