พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 418 (เล่ม 62)

สุมุขหงส์ได้สดับคำนั้นจึงคิดว่า พญาหงส์กลัวต่อมรณภัยยิ่งนัก
ไม่รู้จักกำลังของเรา เราจักเฝ้าพระราชาได้สนทนากันบ้างเล็กน้อยแล้วจักทราบ
เราจักให้พญาหงส์นี้เบาใจเสียก่อน จึงกล่าวคาถาว่า
ข้าแต่พระองค์ที่ประเสริฐกว่านกทั้งหลาย อย่า
ทรงกลัวเลย ผู้ที่สมบูรณ์ด้วยญาณวิริยะเช่นพระองค์
ย่อมไม่กลัว ข้าพระองค์จักประกอบความเพียรที่
สมควรอันประกอบด้วยธรรม พระองค์จะหลุดพ้น
จากบ่วง ด้วยความเพียรอันผ่องแผ้วของข้าพระองค์
โดยเร็วพลัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาสา ได้แก่ บ่วงคือความทุกข์.
เมื่อพญาหงส์ทั้งสองนั้น สนทนากันอยู่ด้วยภาษาของนกฉะนี้ นาย
ลุททบุตรมิได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย ได้แต่พาเอาพญาหงส์ทั้งสองนั้นไปด้วย
หาบแล้ว ก็เข้าไปยังกรุงพาราณสีอย่างเดียว นายพรานนั้นถูกมหาชนผู้มีความ
แปลกประหลาด อันเกิดแต่ความอัศจรรย์ที่ไม่เคยมีติดตามไปอยู่ ก็ไปถึงประตู
พระราชวัง กราบทูลความที่ตนมาถึงแล้ว แด่พระราชา.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
นายพรานนั้น เข้าไปยังประตูพระราชวัง
พร้อมด้วยหาบหงส์แล้ว จึงสั่งนายประตูว่า ท่านจง
ไปกราบทูลถึงเราแด่พระราชาว่า พญาหงส์ธตรฐนี้
มาแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิเวเทถ มํ ความว่า นายพรานเข้า
ไปสั่งนายประตูว่า ท่านทั้งสองจงกราบทูลถึงเราแด่พระราชาอย่างนี้ว่า นาย-

418
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 419 (เล่ม 62)

พรานเขมกะกลับมาแล้ว. บทว่า ธตรฏฺฐายํ ความว่า จงกราบทูลให้ทรงทราบ
ต่อไปว่า พญาหงส์ธตรฐนี้ก็มาถึงแล้ว .
นายประตูรีบไปกราบทูลตามคำสั่ง พระราชาทรงปลื้มพระทัยตรัสสั่งว่า
จงมาเร็ว ๆ ทรงแวดล้อมไปด้วยหมู่อำมาตย์ ประทับนั่งบนราชบัลลังก์อันมี
เศวตฉัตรยกชั้นไว้แล้ว ทอดพระเนตรเห็นนายพรานเขมกะนำเอาพญาหงส์
ขึ้นนาสู่พระลานหลวง ทรงมองดูพญาหงส์ทั้งสองตัวมีสีดุจทองคำ จึงทรงพระ
ดำริว่า ความปรารถนาของเราสำเร็จสมประสงค์แล้ว จึงทรงบังคับอำมาตย์
ทั้งหลายถึงกิจที่ควรกระทำแก่นายพรานนั้น.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
ได้ยินว่า พระเจ้าสังยมนะทอดพระเนตรเห็น
หงส์ทอง ทั้งสองตัว รุ่งเรืองด้วยบุญ หมายรู้ด้วย
ลักษณะ แล้วตรัสรับสั่งกะพวกอำมาตย์ว่า ท่าน
ทั้งหลายจงให้ผ้า ข้าว น้ำ และเครื่องบริโภคแก่
นายพราน เงินเป็นสิ่งกระทำความปรารถนาแก่เขา
เขาปรารถนาประมาณเท่าใด ท่านทั้งหลายจงให้แก่เขา
ประมาณเท่านั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุญฺญสงฺกาเส ได้แก่ มีบุญเช่นเดียว
กับตน. บทว่า ลกฺขณสมฺมเต ได้แก่ สมมติกันว่าประเสริฐรู้กันโดยทั่ว ๆ
ไปแล้ว. บทว่า ขลุ เป็นนิบาต เชื่อมข้อความด้วยบทเบื้องต้นว่า ได้ยินว่า
พระราชาทรงทอดพระเนตรหงส์ทั้งสองนั้น ดังนี้. บทว่า เทถ ความว่า
พระราชาเมื่อจะทรงกระทำอาการคือความเลื่อมใสให้ปรากฏเป็นต้น. บรรดา
บทเหล่านั้น บทว่า กามงฺกโร หิรญฺญสฺส ความว่า เงินทองย่อมเป็นกิริยา

419
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 420 (เล่ม 62)

แห่งความใคร่ของเขา. บทว่า ยาวนฺตํ ความว่า นายพรานนี้ประสงค์ทรัพย์สิน
สักเท่าใด ๆ ท่านทั้งหลายก็จงให้เงินมีประมาณเท่านั้นแก่เขาเถิด.
พระราชาตรัสสั่งให้กระทำอาการคือความเลื่อมใสอย่างนี้ ทรงบันเทิง
ด้วยความปีติและโสมนัส รับสั่งกะพวกอำมาตย์ว่า ท่านทั้งหลายจงไปเถิด
จงไปตบแต่งประดับนายพรานนี้แล้วนำกลับมา. ลำดับนั้น พวกอำมาตย์จึงพา
เขาลงจากพระราชนิเวศน์ ให้ช่างกัลบกตัดผมโกนหนวด แล้วอาบน้ำลูบไล้
ทาตัวประดับด้วยเครื่องอลังการ เสร็จแล้วจึงนำกลับมาเฝ้าพระราชา. ลำดับนั้น
พระราชาจึงตรัสสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงให้หมู่บ้าน ๑๒ หมู่ที่เก็บส่วยได้แสน
กหาปณะในปีหนึ่ง รถที่เทียมม้าอาชาไนย และเรือนหลังใหญ่ที่ตบแต่งไว้แล้ว
ได้ประทานยศใหญ่แก่นายพรานเขมกะนั้น นายพรานนั้นครั้นได้ยศใหญ่แล้ว
ปรารภที่จะประกาศการงานของตน จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ
หงส์สองตัวที่ข้าพระองค์นำมาถวายพระองค์นี้ มิใช่หงส์ธรรมดาสามัญ ด้วยว่า
หงส์มีชื่อว่าธตรฐเป็นพระราชาแห่งหมู่หงส์เก้าหมื่นหกพัน ตัวนี้มีชื่อว่าสุมุขะ
เป็นเสนาบดี ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสถามนายพรานนั้นว่า ดูก่อนสหาย
หงส์ทองสองตัวนี้ ท่านจับมาได้อย่างไร.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเจ้ากาสีทอดพระเนตรเห็นนายพรานผู้มี
ความผ่องใส แล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนเขมกะผู้สหาย ก็
สระโบกขรณีนี้เต็มไปด้วยฝูงหงส์ตั้งอยู่ (น้ำเต็มเปี่ยม)
อย่างไรท่านจึงถือบ่วงเดินเข้าไปใกล้พญาหงส์ ซึ่งอยู่
ในท่ามกลางฝูงหงส์ ที่น่าชอบใจเกลื่อนกล่นไปด้วย
ฝูงหงส์ที่เป็นญาติ ซึ่งมิใช่หงส์ชั้นกลางได้และจับเอา
มาได้อย่างไร.

420
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 421 (เล่ม 62)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสนฺนตฺตํ ได้แก่ ผู้มีภาวะผ่องใส คือ
ถึงความโสมนัสยินดีแล้ว. บทว่า ยทายํ ความว่า ดูก่อนเขมกะสหายที่รัก
ถ้าหากว่าสระโบกขรณีของเรานี้ เต็มไปด้วยฝูงหงส์ตั้งเก้าหมื่นหกพันตั้งอยู่ไซร้.
บทว่า กถํ รุจี มชฺฌคตํ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านถือเอาบ่วงเดินเข้าไป
ใกล้พญาหงส์ที่สูงสุด ซึ่งมิใช่หงส์ชั้นกลาง และมิใช่หงส์ชั้นเล็ก ซึ่งอยู่ใน
ท่านกลางฝูงหงส์ทั้งหลายอันน่ารักน่าดู น่าพึงพอใจเหล่านั้นได้อย่างไร และ
ท่านจับเอามาได้อย่างไร.
นายเขมกะสดับถ้อยคำของพระราชานั้น จึงกราบทูลว่า
วันนี้เป็นราตรีที่ ๗ ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์
เป็นผู้ไม่ประมาท แอบอยู่ในตุ่ม คอยติดตามรอยเท้า
ของพญาหงส์นี้ ซึ่งกำลังเข้าไปยังที่ถือเอาเหยื่อ
ลำดับนั้น ข้าพระองค์ได้เห็นรอยเท้าของพญาหงส์
นั้น ซึ่งกำลังเที่ยวแสวงหาเหยื่อ จึงดักบ่วงลงในที่นั้น
ข้าพระองค์จับพญาหงส์นั้นมาได้ด้วยอุบายอย่างนี้
พระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาทานานิ ความว่า ที่สำหรับยึดเอา
เป็นที่หากิน. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า อุปาสโต คือ
เข้าไปใกล้. บทว่า ปทํ คือ รอยเท้าที่พญาหงส์เหยียบลงในพื้นที่สำหรับ
หากิน. บทว่า ฆฏสฺสิโต คือ อาศัยอยู่ในกรุงที่ทำคล้าย ๆ ตุ่ม บทว่า
อถสฺส ความว่า ลำดับนั้น ครั้นถึงวันที่ ๖ ข้าพระองค์ก็ได้เห็นรอยเท้าของ
พญาหงส์นี้ซึ่งเที่ยวแสวงหาที่ถือเอาอาหาร. บทว่า เอวนฺตํ อธิบายว่า นาย
พรานนั้นกราบทูลอุบายที่ตนจับพญาหงส์ทั้งหมดด้วยคำว่า ข้าพระองค์จับ
พญานกนั้นมาได้ด้วยวิธีอย่างนี้แล.

421
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 422 (เล่ม 62)

พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงทรงพระดำริว่า นายพรานผู้นี้ แม้
ยืนกราบทูลอยู่ที่ประตูวัง ก็กราบทูลถึงการมาของพญาหงส์ธตรฐตัวเดียว แม้
บัดนี้ก็ยังกราบทูลอยู่อีกว่า ขอพระองค์จงทรงรับพญาหงส์ธตรฐนี้ตัวเดียว
เถิด เหตุอะไรจะพึงมีในข้อนี้หนอ จึงตรัสคาถาว่า
ดูก่อนนายพราน หงส์นี้มีอยู่สองตัว ไฉนท่าน
จึงกล่าวว่ามีตัวเดียว จิตของท่านวิปริตไปแล้วหรือไร
หรือว่าท่านคิดจะหาประโยชน์อะไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปลฺวฏฺฐํ คือ ความแปรปรวน. บทว่า
อาทู กินฺนุ ชิคึสสิ ความว่า หรือว่าท่านคิดเห็นอย่างไรหนอ พระราชา
ตรัสถามว่า ท่านปรารถนาจะถือเอาพญาหงส์ที่เหลืออยู่อีกตัวหนึ่งนี้ไปให้คน
อื่น จึงคิดหรือ.
ลำดับนั้น นายเนสาทจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ จิตของข้าพระองค์จะได้
วิปริตก็หาไม่ ข้าพระองค์มิได้ปรารถนาที่จะให้หงส์ที่เหลืออีกตัวหนึ่งนี้แก่ผู้อื่น
ด้วยว่า เมื่อข้าพระองค์ดักบ่วงไว้ หงส์ตัวเดียวเท่านั้นติดบ่วง เมื่อจะกระทำ
เนื้อความให้แจ่มแจ้ง จึงทูลว่า
หงส์ตัวที่มีพื้นแดง มีสีงดงามดุจทองคำกำลัง
หลอม รอบ ๆ คอจรดทรวงอกนั้น เข้ามาติดบ่วงของ
ข้าพระองค์ แต่หงส์ตัวที่ผุดผ่องนี้มิได้ติดบ่วง เมื่อ
จะกล่าวถ้อยคำเป็นภาษามนุษย์ ได้ยืนกล่าวถ้อยคำอัน
ประเสริฐกะพญาหงส์ที่ติดบ่วง ซึ่งกระสับกระส่ายอยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลหิตกา ตาลา ได้แก่ พื้นมีสีแดง
คือมีรอยแดง ๓ รอย. บทว่า อุรํ สํหจฺจ ได้แก่ รอยแดง ๓ รอยนี้พาดลง

422
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 423 (เล่ม 62)

ไปทางลำคอจนจรดทรวงอก มีคำที่ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ข้าแต่มหาราช
พญาหงส์ตัวที่มีรอยแดง ๓ รอย มีรัศมีงดงามประดุจทองคำมีสีสุกเหล่านี้
วงล้อมรอบคอลากไปถึงทรวงอกตั้งอยู่นั้น ตัวเดียวเท่านั้นเข้าไปติดในบ่วงของ
ข้าพระองค์. บทว่า ภสฺสโร คือบริสุทธิ์ ถึงพร้อมแล้วด้วยรัศมี. บทว่า
อาตุรํ คือเป็นไข้ กำลังได้รับทุกข์. บทว่า อฏฺฐาสิ ความว่า ส่วนพญาหงส์
นี้ ครั้นทราบว่าพญาหงส์ธตรฐติดบ่วง จึงบินกลับมาปลอบเอาใจพญาหงส์
ธตรฐนี้ แต่กระทำการต้อนรับในเวลาที่ข้าพระองค์ไปถึง กระทำการปฏิสันถาร
ด้วยถ้อยคำอันไพเราะกับข้าพระองค์ในท่ามกลางอากาศทีเดียว กล่าวสรรเสริญ
คุณของพญาหงส์ธตรฐด้วยถ้อยคำเป็นภาษามนุษย์มากมาย กระทำใจของ
ข้าพระองค์ให้อ่อนโยนแล้ว ได้ยืนอยู่ข้างหน้าพญาหงส์อีกทีเดียว ข้าแต่
พระองค์ผู้ประเสริฐ ลำดับนั้น ข้าพระองค์ได้สดับถ้อยคำอันเป็นสุภาษิตของ
สุมุขหงส์ เป็นผู้มีจิตเลื่อมใส จึงได้ปล่อยพญาหงส์ธตรฐไป พญาหงส์
ธตรฐพ้นจากบ่วงด้วยประการฉะนี้ อันการที่ข้าพระองค์นำเอาพญาหงส์ทั้ง
สองตัวนี้ มาในที่นี้นั้น สุมุขหงส์ตัวเดียวได้กระทำขึ้น.
นายเขมกเนสาทนั้น กราบทูลสรรเสริญคุณของสุมุขหงส์อย่างนี้.
พระราชาทรงสดับคำนั้น จึงมีพระประสงค์ใคร่จะสดับธรรมกถาของสุมุขหงส์
เมื่อพระองค์ทรงกระทำสักการะแก่นายลุททบุตรอยู่ทีเดียว พระอาทิตย์อัสดงคต
แล้วแสงประทีปสว่างไสวอยู่ทั่วไป อิสรชนมีกษัตริย์เป็นต้นมาประชุมกันเป็น
อันมาก แม้พระนางเขมาเทวี ทรงแวดล้อมด้วยนางฟ้อนต่าง ๆ ประทับนั่งข้าง
พระปรัศว์เบื้องขวาของพระราชา. ในขณะนั้น พระราชาทรงพระประสงค์จะ
ให้สุมุขหงส์แสดงธรรมกถาจึงตรัสคาถาว่า

423
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 424 (เล่ม 62)

ดูก่อนสุมุขหงส์ เหตุไรหนอ ท่านจึงยืนขบคาง
อยู่ในบัดนี้ หรือว่าท่านมาถึงบริษัทของเราแล้ว กลัว
ภัย จึงไม่พูด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หนุํ สํหจฺจ ความว่า ได้ยินว่า ท่าน
มีถ้อยคำอันไพเราะ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไรท่านจึงยืนปิดปากเสียในกาลนี้.
บทว่า อาทู คือ บางครั้ง. บทว่า ภยา ภีโต ได้แก่ หรือว่าท่านกลัวภัย
อันเกิดจากอำนาจราชศักดิ์ในบริษัทจึงไม่พูด.
สุมุขหงส์ได้สดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะแสดงความที่ตนมิได้เกรงกลัวภัย
จึงกล่าวคาถาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งชนชาวกาสี ข้า-
พระองค์เข้ามาสู่บริษัทของพระองค์แล้ว จะกลัวภัยก็
หาไม่ ข้าพระองค์จักไม่พูดเพราะกลัวภัยก็หาไม่ แต่
เมื่อประโยชน์เช่นนั้นเกิดขึ้นแล้ว ข้าพระองค์จึงจัก
พูด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาทิเส ความว่า ก็แต่ว่า ข้าพระองค์
นั่งคอยโอกาสที่จะพูดอยู่ด้วยคิดว่า เมื่อประโยชน์เห็นปานนั้นบังเกิดขึ้น เรา
จึงจักพูด.
พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะทรงกระทำความแย้มสรวล
เพราะทรงประสงค์จะให้สุมุขหงส์นั้นกล่าวถ้อยคำเพิ่มเติมขึ้นอีก จึงตรัสว่า
เราไม่เห็นบริษัทผู้ยิ่งใหญ่ พลรถ พลเดินเท้า
เกราะ โล่ และนายขมังธนูผู้สวมเกราะของท่านเลย
ดูก่อนสุมุขหงส์ ท่านอาศัยสิ่งใดหรือว่าเข้าไปใน

424
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 425 (เล่ม 62)

สถานที่ใดแล้ว ไม่กลัวสิ่งที่จะพึงกลัว เราไม่เห็นสิ่ง
นั้น หรือสถานที่นั้น แม้เป็นเงิน ทอง หรือนครที่
สร้างไว้อย่างดี ซึ่งมีคูรายรอบ ยากที่จะไปได้ มีหอ
รบและเชิงเทิน อันมั่นคงเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิสฺสรํ ความว่า เรายังมองไม่เห็น
บุคคลผู้ถืออาวุธยืนแวดล้อม เพื่อต้องการรักษาในที่สุดบริษัทของท่านเลย.
บทว่า อสฺส ในบทว่า นาสฺส นั่นเป็นเพียงนิบาต. บทว่า จมฺมํ ได้แก่
หนังสำหรับป้องกันตัว. บทว่า กีตํ วา ได้แก่ แผ่นโลหะ บางทีท่านกล่าวว่า
เป็นแผ่นจานกระเบื้องก็มี. พระราชาทรงแสดงว่า แม้ผู้ที่ถือจานกระเบื้องก็ยัง
ไม่มีในสำนักของท่านเลย. บทว่า วมฺมิเน ได้แก่ ผูกสอดแล้วด้วยเกราะ.
บทว่า น หิรญฺญํ ความว่า ท่านอาศัยสิ่งใด จึงไม่มีความกลัวภัย เรายัง
มองไม่เห็นสิ่งนั้นแม้จะเป็นเงินในสำนักของท่านเลย.
สุมุขหงส์ เมื่อถูกพระราชาตรัสถามอย่างนี้ว่า อะไรเป็นเหตุที่ท่านไม่
กลัว เมื่อจะบอกถึงเหตุนั้น จึงกราบทูลคาถาต่อไปว่า
ข้าพระองค์ไม่ต้องการด้วยบริษัทผู้ยิ่งใหญ่ หรือ
นคร หรือทรัพย์ เพราะข้าพระองค์ไปสู่ทางโดยสถาน
ที่มิใช่ทาง ข้าพระองค์เป็นสัตว์เที่ยวไปในอากาศ ก็พระ-
องค์ทรงสดับข่าวว่า ข้าพระองค์เป็นบัณฑิตและเป็น
ละเอียดคิดข้ออรรถ ถ้าพระองค์ทรงดำรงมันอยู่ใน
ในความสัตย์ไซร้ ข้าพระองค์จะพึงกล่าววาจาอันมี
อรรถ ด้วยว่าคำที่ข้าพระองค์กล่าวแล้ว แม้จะเป็น
สุภาษิต ก็จักทำอะไรแก่พระองค์ผู้หาความสัตย์มิได้
ผู้ไม่ประเสริฐ มักตรัสคำเท็จ ผู้หยาบช้า.

425
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 426 (เล่ม 62)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิสฺสเรน ได้แก่ บริวารผู้รักษา. บทว่า
อตฺโถ ความว่า ข้าพระองค์ไม่มีกิจด้วยสิ่งนี้ เพราะอะไร เพราะข้าพระองค์
สร้างหนทางไปโดยสถานที่อันมิใช่ทาง คือ โดยอันที่ไม่ใช่ทางของบุคคลผู้เช่นกับ
พระองค์ เพราะว่าข้าพระองค์เที่ยวไปในอากาศ. บทว่า ปณฺฑิตาตฺยมฺหา
ความว่า ได้ยินว่า พระองค์ทรงสดับว่า ข้าพระองค์เป็นบัณฑิต พระองค์มี
พระประสงค์จะใคร่สดับธรรมจากสำนักของข้าพระองค์ จึงให้จับข้าพระองค์ทั้ง
สองมาด้วยเหตุนั้นแล บทว่า สจฺเจ จสฺสุ ความว่า ก็ถ้าพระองค์เป็นผู้ดำรงอยู่
ในความสัตย์ไซร้ ข้าพระองค์จะพึงกล่าววาจาอาศัยเหตุ. บทว่า อสจฺจสฺส ความ
ว่า คำที่ข้าพระองค์กล่าว ถึงจะเป็นสุภาษิตก็จะกระทำอะไรแก่พระองค์ ผู้เว้น
ขาดแล้วจากวจีสัจจะได้ ประดุจเข็มที่ทำด้วยงา ย่อมไม่มีประโยชน์แก่สมณะ
ฉะนั้น.
พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงกล่าว
กะเราว่า เราเป็นผู้กล่าวเท็จ มิใช่ผู้ประเสริฐ เรากระทำอะไรไว้เล่า. ลำดับ
นั้น สุมุขหงส์จึงกราบทูลกะพระองค์ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ถ้าอย่างนั้นพระองค์
จงทรงสดับเถิด แล้วกราบทูลว่า
พระองค์ได้ตรัสสั่งให้ขุดสระชื่อว่า เขมะนี้ ตาม
ถ้อยคำของพวกพราหมณ์ และพระองค์รับสั่งให้
ประกาศอภัยทั่วสิบทิศ หงส์เหล่านั้น จึงได้พากันบินลง
สู่สระโบกขรณี อันมีน้ำใสสะอาด ในสระโบกขรณี
นั้นมีอาหารอย่างเพียงพอ และไม่มีการเบียดเบียนนก
ทั้งหลายเลย พวกข้าพระองค์ได้ยินคำประกาศนี้แล้ว
จึงพากันบินมาในสระของพระองค์ พวกข้าพระองค์

426
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 427 (เล่ม 62)

นั้น ๆ ก็ถูกบ่วงรัดไว้ นี่เป็นคำตรัสเท็จของพระองค์
บุคคลกระทำมุสาวาท และความโลภคือความอยากได้
อันลามก เป็นเบื้องหน้าแล้ว ก้าวล่วงปฏิสนธิในเทว-
โลกและมนุษยโลกทั้งสอง ย่อมเข้าถึงนรกอันไม่น่า
เพลิดเพลิน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ ได้แก่ ตฺวํ ตัวพระองค์เอง. บทว่า
เขมํ ได้แก่ สระโบกขรณีซึ่งมีชื่ออย่างนี้. บทว่า ฆุฏฺฐํ ได้แก่ พระองค์รับ
สั่งให้บุคคลยืนประกาศอยู่ ที่มุมสระทั้ง ๔ มุม. บทว่า ทสธา ได้แก่ พระองค์
ประกาศอภัยนั้นในทิศทั้งสิบเหล่านั้น. บทว่า โอคฺคยฺห ได้แก่ จากสำนักของ
หงส์ที่บินลงแล้ว จึงมาแล้ว. บทว่า ปหูตํ ขาทนํ ได้แก่ มีอาหารสำหรับ
กินเป็นต้นว่า ดอกปทุม ดอกอุบล และข้าวสาลีอย่างเพียงพอ. บทว่า อิทํ
สุตฺวา ความว่า ได้ยินอภัยโทษนี้ จากสำนักของหงส์เหล่านั้นซึ่งบินลงยัง
สระโบกขรณีของพระองค์แล้ว จึงกลับมาแล้ว. บทว่า ตวนฺติเก ความว่า
ข้าพระองค์จึงพากันมายังสระโบกขรณีที่พระองค์ได้ขุดขึ้นในสำนักของพระองค์.
บทว่า เต เต ได้แก่ พวกข้าพระองค์นั้น ๆ ก็ได้พากันติดบ่วงของพระองค์.
บทว่า ปุรกฺเขตฺวา ได้แก่ กระทำไว้ข้างหน้า. บทว่า อิจฺฉาโลภํ ได้แก่
ความโลภอันลามกกล่าวคือความอยากได้. บทว่า อุโภสนฺธึ ความว่า บุคคล
ผู้ประพฤติธรรมอันลามกเหล่านี้ กระทำไว้ในเบื้องหน้า ย่อมก้าวล่วงปฏิสนธิ
ในเทวโลกและมนุษยโลก ชื่อว่า ย่อมก้าวล่วงปฏิสนธิอันเป็นสุคติ. บทว่า
อสาตํ ได้แก่ ย่อมเข้าถึงนรก.
สุมุขหงส์ กระทำพระราชาให้ขวยเขินพระทัยในท่ามกลางบริษัทอย่าง
นี้ทีเดียว ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสถามสุมุขหงส์นั้นว่า ดูก่อนสุมุขหงส์ ใช่

427