พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 368 (เล่ม 62)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา แปลว่า ถ้าว่า. มีคำที่ท่านกล่าว
อธิบายไว้ว่า ถ้าว่าสุมุขหงส์นั้นเป็นบัณฑิต ถึงพร้อมแล้วด้วยความรอบรู้
ก็พึงเจรจาแก่เราตามความปรารถนา คือตามความพอใจของตน ข้อนั้นจะพึง
เป็นที่รักอย่างยิ่งของเรา.
ลำดับนั้น สุมุขหงส์จึงทูลว่า
ข้าแต่มหาราช ได้ยินว่า ข้าพระองค์หาอาจจะ
พูดสอดขึ้นในระหว่าง เหมือนพญานาคเลื้อยเข้าไป
ภายในศิลา ฉะนั้นไม่ ข้อนั้นไม่เป็นวินัยของข้า-
พระองค์ พญาหงส์ประเสริฐกว่าข้าพระองค์ และ
พระองค์ก็สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งหลาย เป็นพระเจ้าแผ่นดิน
จอมมนุษย์ ทั้งสองพระองค์ควรแก่การบูชา ด้วยเหตุ
มากมาย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมมนุษย์ เมื่อพระองค์
ทั้งสองกำลังตรัสกันอยู่ เมื่อการวินิจฉัยกำลังเป็นไปอยู่
ข้าพระองค์ผู้เป็นสาวก ไม่พึงพูดสอดขึ้นในระหว่าง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาคราชาริวนฺตรํ ได้แก่ ประหนึ่ง
พญานาคที่จะเลื้อยเข้าไปในระหว่างแห่งศิลา ฉะนั้น. บทว่า ปฏิวตฺถุํ
ความว่า ข้าพระองค์ไม่อาจที่จะพูดสอดขึ้นในระหว่างพระองค์ทั้งสองได้. บทว่า
น เม โส ความว่า ถ้าข้าพระองค์พึงกล่าวสอดขึ้นไซร้ การกระทำเช่นนั้น
มิใช่วินัยของข้าพระองค์เลย. บทว่า อมฺหากญฺเจว ได้แก่ พญาหงส์
ประเสริฐกว่าข้าพระองค์ และหงส์อีกเก้าหมื่นหกพัน. บทว่า อุตฺตมสตฺตโว
คือเป็นสัตว์ที่สูงสุด. บทว่า ปูชา ความว่า พระองค์ทั้งสองเป็นผู้ควรแก่การบูชา
และควรแก่การสรรเสริญของข้าพระองค์ด้วยเหตุมากมาย. บทว่า เปสฺเสน
คือเป็นเสวกผู้การทำการขวนขวาย.

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 369 (เล่ม 62)

พระราชาทรงสดับคำของสุมุขหงส์นั้น ก็ทรงเบิกบานพระทัยแล้ว
ตรัสว่า บุตรนายพรานกล่าวสรรเสริญท่านว่า บุคคลอื่นที่จะแสดงธรรมไพเราะ
เช่นกับท่านไม่พึงมี และได้ตรัสต่อไปว่า
ได้ยินว่า นายพรานกล่าวโดยความจริงว่า
สุมุขหงส์เป็นบัณฑิต เพราะว่านัยเช่นนี้ ไม่พึงมีแก่
บุคคลผู้ไม่ได้รับการอบรมเลย ความมีปกติอันเลิศ
และสัตว์อันอุดมอย่างนี้ มีเพียงเท่าที่เราเห็นแล้ว เรา
ไม่ได้เห็นผู้อื่นเป็นเช่นนี้ เราจึงยินดีด้วยปกติและ
วาจาอันไพเราะของท่านทั้งสอง ก็การที่เราพึงเห็น
ท่านทั้งสองได้นาน ๆ เช่นนี้ เป็นความพอใจของเรา
โดยแท้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน คือ โดยสภาพ โดยเหตุการณ์.
บทว่า อกตตฺตสฺส คือ บุคคลที่มีอัตภาพยังมิได้ปรับปรุง คือ ยังประทุษ-
ร้ายมิตร. บทว่า นโย หมายเอาปัญญา. บทว่า อคฺคปกติมา คือ มีสภาพ
อันเลิศ. บทว่า อุตฺตมสตฺตโว คือเป็นสัตว์ที่สูงสุด บทว่า ยาวตตฺถิ มยา
ได้แก่ ชื่อว่าที่เราเห็นแล้วมีอยู่ประมาณเท่าใด. บทว่า นาญฺญํ ความว่า
เราย่อมไม่เห็นคนอื่น แม้เห็นปานนี้ในสถานที่ที่เราเห็นแล้วนั้น. บทว่า
ตุฏฺโฐสฺมิ โว ปกติยา ความว่า ดูก่อนพญาหงส์ผู้เป็นสหาย เราดีใจ
เพราะได้เห็นท่านทั้งสองตามปกติก่อนทีเดียว. บทว่า วากฺเยน ความว่า แต่
บัดนี้เราได้ดีใจเพราะถ้อยคำอันไพเราะของเธอทั้งสอง. บทว่า จิรํ ปสฺเสยฺย
โว ความว่า พระราชาตรัสว่า เราให้ท่านอยู่ในที่นี้แล ไม่อยากให้ท่านจากไป
แม้ชั่วครู่หนึ่ง จะได้เห็นท่านเป็นเวลานาน ๆ การเห็นนี้เป็นความพอใจของเรา
ด้วยประการฉะนี้.

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 370 (เล่ม 62)

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะสรรเสริญพระราชา จึงทูลว่า
กิจใดที่บุคคลพึงกระทำในมิตร กิจนั้นพระองค์
ทรงกระทำแล้วในข้าพระองค์ทั้งสอง ข้าพระองค์
ทั้งสอง ย่อมเป็นอันพระองค์ปล่อยด้วยความภักดีใน
ข้าพระองค์ทั้งสอง โดยไม่ต้องสงสัย ก็ความทุกข์
คงเกิดขึ้นในหมู่หงส์เป็นอันมากโน้น เพราะมิได้เห็น
ข้าพระองค์ทั้งสอง ในระหว่างญาติหมู่ใหญ่เป็นแน่
ข้าแต่พระองค์ผู้ปราบปรามศัตรู ข้าพระองค์ทั้งสอง
อันพระองค์ทรงอนุญาต กระทำประทักษิณพระองค์
แล้ว พึงไปพบญาติทั้งหลาย เพื่อกำจัดความเศร้าโศก
ของหงส์เหล่านั้น ข้าพระองค์ย่อมจะได้ปีติอันไพบูลย์
เพราะได้มาเฝ้าพระองค์ ผู้ทรงพระเจริญโดยแท้
การสงเคราะห์ญาตินี้เป็นประโยชน์อันใหญ่หลวงแท้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กตรสฺมาสุ ได้แก่ พระองค์ได้กระทำกิจ
ทุกอย่างในข้าพระองค์. บทว่า จตฺตา นิสฺสํสยํ ตฺยมฺหา ได้แก่ ข้าพระองค์
ทั้งสองย่อมเป็นอันพระองค์ทรงปล่อยแล้วทีเดียว โดยมิต้องสงสัยเลย บทว่า
ภตฺติรสฺมาสุ ยา ตว ความว่า พระมหาสัตว์แสดงว่า ความภักดีในข้าพระองค์
ทั้งสองของพระองค์อันใด ข้าพระองค์ย่อมเป็นอันพระองค์ทรงปล่อยแล้ว
โดยไม่ต้องสงสัยเพราะความภักดีนั้น อนึ่ง ข้าพระองค์ทั้งสองพลัดพรากแล้ว
แม้อยู่ปราศแล้ว ชื่อว่าอยู่ร่วมกันก็หาไม่. บทว่า อสฺมากํ ความว่า
ความทุกข์บังเกิดขึ้นแล้วในหงส์ทั้งหลายเป็นอันมาก เพราะไม่ได้เห็นข้า-
พระองค์ทั้งสอง. บทว่า ปสฺเสมุรินฺทม แปลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ปราบข้าศึก

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 371 (เล่ม 62)

ให้ราบคาบ ข้าพระองค์ทั้งสองพึงได้เห็น. บทว่า ภวตํ คือ ข้าพระองค์ได้
มาเฝ้าพระองค์ผู้ทรงพระเจริญ. บทว่า เอโส วาปิ มหาอตฺโถ ความว่า
ความคุ้นเคยกับหมู่ญาติกล่าวคือการสงเคราะห์ญาตินี้ เป็นความประสงค์อย่าง
ใหญ่หลวงของข้าพระองค์อย่างแท้จริง.
เมื่อพระมหาสัตว์ทูลอย่างนี้แล้ว พระราชาก็ได้ทรงอนุญาตให้หงส์
ทั้งสองนั้นกลับไป แม้พระมหาสัตว์ก็ทูลแสดงโทษในการประพฤติชั่ว ๕ อย่าง
และแสดงอานิสงส์ในศีลแด่พระราชาแล้ว ถวายโอวาทว่า ขอพระองค์จงรักษา
ศีลนี้ จงเสวยราชสมบัติโดยธรรม จงสงเคราะห์มหาชนด้วยสังคหวัตถุ ๔
ประการ แล้วได้ทูลลาบินกลับไปยังภูเขาจิตตกูฏ.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พญาหงส์ธตรฐ ครั้นกราบทูลพระเจ้าสาคล-
ราชผู้เป็นจอมประชาชนเช่นนี้แล้ว ได้เข้าไปหาหมู่
ญาติ เพราะอาศัยเชาวน์อันสูงสุด หงส์เหล่านั้นเห็น
หงส์ทั้งสอง ซึ่งยิ่งใหญ่มิได้ป่วยเจ็บกลับมา ต่างก็พา
กันส่งเสียงว่า เกเก เกิดเสียงอื้ออึงทั่วไป หงส์เคารพ
นายได้ที่พึงเหล่านั้น ต่างก็โสมนัสยินดี เพราะนาย
รอดพ้นภัย พากันห้อมล้อมนายโดยรอบ ๆ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปาคมุํ ความว่า พญาหงส์ธตรฐ
และสุมุขหงส์ที่เป็นเสนาบดีทั้งสองนั้น ครั้นได้เวลาอรุณขึ้นแล้ว ก็บริโภค
น้ำผึ้งข้าวตอกและน้ำอ้อยเป็นต้น อันพระราชาและพระเทวีทรงยกขึ้นด้วย
ใบตาลทองสองใบแล้ว กระทำสักการะด้วยของหอม และระเบียบดอกไม้
เป็นต้นแล้ว ลงจากใบตาลทองนั้น กระทำประทักษิณพระราชาบินขึ้นไปสู่

371
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 372 (เล่ม 62)

เวหาส เมื่อพระราชาทรงประคองอัญชลีตรัสว่า ดูก่อนนายเอ๋ย ท่านทั้งสอง
จงพากันไปดีเถิด จึงออกโดยสีหบัญชรบินไปหาหมู่ญาติของตน ด้วยความเร็ว
อันสูงสุด. บทว่า ปรเม แปลว่า สูงสุด. บทว่า เกเก ความว่า ได้ส่งเสียง
ร้องว่า เกเก ด้วยเสียงร้องตามสภาพของตน. บทว่า ภตฺตุนา ภตฺตุคารวา
ได้แก่ มีความเคารพนายเหล่านั้น. บทว่า ปริกรึสุ ความว่า หงส์ทั้งหลาย
ต่างก็พากันดีใจเพราะนายพ้นภัยกลับมา จึงพากันแวดล้อมอยู่รอบข้าง. บทว่า
ลทฺธปจฺจยา คือ เป็นผู้ได้ที่พึ่งพำนักแล้ว.
ครั้นหงส์เหล่านั้นเข้าล้อมหงส์ทั้งสองอย่างนี้แล้ว จึงทูลถามพญาหงส์
ว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์รอดพ้นมาได้อย่างไร พระมหาสัตว์จึงเล่าเรื่องที่ตน
รอดพ้นมาได้ เพราะอาศัยสุมุขหงส์ และกิจการที่พระเจ้าสาคลราชและบุตร
นายพรานกระทำ หมู่หงส์ทั้งหลายได้ยินดังนั้น ก็พากันดีใจกล่าวชมเชยให้
พรว่า ขอให้สุมุขหงส์ที่เป็นเสนาบดี และบุตรนายพรานพร้อมทั้งพระราชา
จงมีความสุข ปราศจากทุกข์ จงมีชีวิตอยู่ตลอดกาลนาน.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
ประโยชน์ทั้งปวง ของตนทั้งหลายผู้ถึงพร้อม
ด้วยกัลยาณมิตร ย่อมสำเร็จผลเป็นสุขเปรียบเหมือน
หงส์ธตรฐทั้งสอง ได้กลับมาอยู่ใกล้หมู่ญาติ ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิตฺตวตํ ได้แก่ ถึงพร้อมแล้วด้วย
กัลยาณมิตร. บทว่า ปทกฺขิณา ได้แก่ สำเร็จเป็นความสุข ประกอบด้วย
ความเจริญ. บทว่า ธตรฏฺฐา ความว่า เหล่าหงส์ธตรฐ คือพญาหงส์
และสุมุขหงส์แม้ทั้งสองเหล่านั้น ถึงพร้อมด้วยกัลยาณมิตรทั้งสอง คือ
พระราชาและบุตรนายพราน จึงเจริญด้วยความสุขอย่างนี้ ฉันใด. บทว่า

372
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 373 (เล่ม 62)

ญาติสงฺฆมุปาคมุํ ความว่า ประโยชน์ กล่าวคือการเข้าถึงหมู่แห่งญาติของ
เหล่าหงส์ธตรฐนั้น สำเร็จความสุขเกิดแล้ว ฉันใด ประโยชน์ทั้งหมดแม้ของ
ชนเหล่าอื่นผู้ถึงพร้อมด้วยกัลยาณมิตร ย่อมสำเร็จผลเป็นสุขฉันนั้นเหมือน
กันแล.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ ถึงเมื่อกาลก่อน อานนท์นี้ก็ได้
สละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่ตถาคตแล้วเหมือนกัน แล้วทรงประมวลชาดกว่า
นายพรานในครั้งนั้น ได้เป็นฉันนภิกษุในบัดนี้ พระราชานานว่า สาคละใน
ครั้งนั้น ได้เป็นสารีบุตร สุมุขหงส์ที่เป็นเสนาบดี เป็นอานนท์ หมู่หงส์
เก้าหมื่นหกพันเป็นพุทธบริษัท พญาหงส์ธตรฐ เป็นเราตถาคตผู้โลกนาถ
เธอทั้งหลายจงทรงจำชาดกไว้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบอรรถกถาจุลลหังสชาดก

373
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 374 (เล่ม 62)

๒. มหาหังสชาดก
ว่าด้วยหงส์ชื่อสุมุขะ ไม่ละทิ้งพญาหงส์ติดบ่วง
[๑๙๙] หงส์เหล่านั้นถูกภัยคุกคามแล้ว ย่อม
บินหนีไป ดูก่อนสุมขะ ผู้มีขนเหลือง มีผิวพรรณ
ดังทอง ท่านจงบินหนีไปตามความปรารถนาเถิด
หมู่ญาติละทิ้งเราซึ่งตกอยู่ในอำนาจบ่วงตัวเดียว บิน
หนีไปไม่เหลียวหลังเลย ท่านจะอยู่ผู้เดียวทำไม ดูก่อน
สุมุขะผู้ประเสริฐกว่าหงส์ทั้งหลาย ท่านจงกลับไป
เสียเถิด ความเป็นสหายในเราผู้ติดบ่วงย่อมไม่มี ท่าน
อย่าคลายความเพียรเพื่อความไม่มีทุกข์ จงหนีไปเสีย
ตามความปรารถนาเถิด.
[๒๐๐] ข้าแต่พญาหงส์ธตรฐ ก็ข้าพระองค์แม้
มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้า ก็จะไม่ละทิ้งพระองค์เลย
ความเป็นอยู่หรือความตายของข้าพระองค์ จักมีพร้อม
กับพระองค์ ข้าแต่พญาหงส์ธตรฐ ก็ข้าพระองค์
แม่มีความทุกข์เป็นเบื้องหน้าก็จะไม่ละทิ้งพระองค์เลย
พระองค์ไม่ควรจะชักชวนข้าพระองค์ให้ประกอบ ใน
กรรมอันประกอบด้วยความไม่ประเสริฐเลย ข้าแต่
พระองค์ผู้ประเสริฐสุดกว่าหงส์ทั้งหลาย ข้าพระ-
องค์เป็นสหายสหชาติของพระองค์ เป็นผู้ดำรงอยู่

374
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 375 (เล่ม 62)

ในจิตของพระองค์ ใคร ๆ ก็รู้ว่า ข้าพระองค์เป็น
เสนาบดีของพระองค์ ข้าพระองค์ไปจากที่นี่แล้ว จะ
กล่าวอวดอ้างในท่ามกลางหมู่ญาติได้อย่างไร ข้าแต่
พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าหงส์ทั้งหลาย ข้าพระองค์
ละทิ้งพระองค์ไปจากที่นี่แล้ว จะกล่าวกะฝูงหงส์
เหล่านั้นได้อย่างไร ข้าพระองค์จักยอมสละชีวิตไว้ใน
ที่นี้ ไม่สามารถจะทำกิจอันไม่ประเสริฐได้.
[๒๐๑] ดูก่อนสุมุขะ ท่านไม่อาจจะละทิ้งเราซึ่ง
เป็นทั้งนายทั้งสหาย ชื่อว่าตั้งอยู่ในทางอันประเสริฐ
นี้แลเป็นธรรมเนียมของโบราณกบัณฑิตทั้งหลาย จริง
อยู่ เมื่อเรายังเห็นท่าน ความกลัวย่อมไม่เกิดขึ้นเลย
ท่านจักให้เราเป็นอยู่อย่างนี้รอดชีวิตได้.
[๒๐๒] เมื่อสุวรรณหงส์ทั้งสองที่ประเสริฐ ซึ่ง
ประพฤติธรรมอันประเสริฐ กำลังโต้ตอบกันด้วย
ประการฉะนี้ นายพรานถือท่อนไม้กระชับแน่นรีบ
เดินเข้ามา สุมุขหงส์เห็นนายพรานนั้นกำลังเดินมา จึง
ได้ร้องเสียงดังยืนอยู่ข้างหน้าพญาหงส์ ปลอบพญา-
หงส์ตัวหวาดกลัวให้เบาใจด้วยคำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้
ประเสริฐกว่าหงส์ทั้งหลาย อย่าทรงกลัวเลย ด้วยว่า
บุคคลทั้งหลายเช่นกับพระองค์ย่อมไม่กลัว ข้าพระองค์
จะประกอบความเพียรอันสมควร ประกอบด้วยธรรม

375
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 376 (เล่ม 62)

พระองค์จะพ้นจากบ่วงด้วยความเพียรอันผ่องแผ้วนั้น
ได้โดยพลัน.
[๒๐๓] นายพรานได้ฟังคำสุภาษิตของสุมุขหงส์
นั้น แล้วขนลุกชูชัน นอบน้อมอัญชลีแก่สุมุขหงส์
แล้วถามว่า เราไม่เคยได้ฟัง หรือไม่เคยได้เห็นนกพูด
ภาษามนุษย์ได้ ท่านแม้จะเป็นนกก็พูดภาษาอัน
ประเสริฐ เปล่งวาจาจากภาษามนุษย์ได้ พญาหงส์ตัว
นี้เป็นอะไรกับท่านหรือ ท่านพ้นแล้วทำไมจึงเฝ้าหงส์
ตัวติดบ่วงอยู่ หงส์ทั้งหลายพากันละทิ้งไปหมด เพราะ
เหตุใดท่านจึงยังอยู่ตัวเดียว.
[๒๐๔] ดูก่อนนายพรานผู้เป็นศัตรูของนก
พญาหงส์นั้นเป็นราชาของข้าพเจ้า ทรงตั้งข้าพเจ้าให้
เป็นเสนาบดี ข้าพเจ้าไม่สามารถจะละทิ้งพระองค์ซึ่ง
เป็นอธิบดีของหงส์ ในคราวมีอันตรายได้ พญาหงส์
นี้เป็นนายของหมู่หงส์เป็นอันมาก และของข้าพเจ้า
อย่าให้พระองค์ผู้เดียวพึงถึงความพินาศเสียเลย ดูก่อน
นายพรานผู้สหาย เพราะเหตุที่พญาหงส์นี้เป็นนายของ
ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงยินดีรื่นรมย์อยู่.
[๒๐๕] ดูก่อนหงส์ ท่านย่อมนอบน้อมก้อน
อาหาร ชื่อว่ามีความประพฤติธรรมอันประเสริฐ
ข้าพเจ้าจะปล่อยนายของท่าน ท่านทั้งสองจงไปตาม
สบายเถิด.

376
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 377 (เล่ม 62)

[๒๐๖] ดูก่อนสหาย ถ้าท่านดักหงส์และนกทั้ง
หลายด้วยประโยชน์ของตน ข้าพเจ้าจะขอรับทักษิณา
อภัยของท่านนี้ ดูก่อนนายพราน ถ้าท่านไม่ได้ดัก
หงส์และนกทั้งหลายด้วยประโยชน์ของตน ท่านไม่มี
อิสระ ถ้าท่านปล่อยเราทั้งสองเสีย ท่านก็ชื่อว่ากระทำ
ความเป็นขโมย.
[๒๐๗] ท่านเป็นคนรับใช้ของพระราชาพระองค์
ใด จงนำข้าพเจ้าไปให้ถึงพระราชาพระองค์นั้น ตาม
ปรารถนาเถิด พระเจ้าสังยมนะจักทรงกระทำตาม
พระประสงค์ ในพระราชนิเวศน์นั้น.
[๒๐๘] นายพรานอันสุมุขหงส์กล่าวด้วยประ-
การอย่างนี้แล้ว จึงเอามือทั้งสองประคองพญาหงส์ทอง
ตัวมีสีดังทองคำ ค่อย ๆ วางลงในกรง นายพรานพา
พญาหงส์ทั้งสอง ตัวมีผิวพรรณอันผุดผ่องคือ สุมุขหงส์
และพญาหงส์ธตรฐซึ่งอยู่ในกรงหลีกไป.
[๒๐๙] พญาหงส์ธตรฐอันนายพรานนำไปอยู่ได้
กล่าวกะสุมุขหงส์ว่า ดูก่อนสุมุขะ เรากลัวนก ด้วย
นางหงส์ตัวมีผิวพรรณดังทองคำ มีขาได้ลักษณะ นาง
รู้ว่าเราถูกฆ่า ก็จักฆ่าตนเสียโดยแท้ ดูก่อนสุมุขะ ก็
ราชธิดาของพญาปากหงส์ นามว่าสุเหมา มีผิวงามดัง
ทองคำจักร่ำไห้อยู่ เหมือนนางนกกระเรียนตัวกำพร้า
ร่ำไห้อยู่ที่ริมฝั่งสมุทรฉะนั้นเป็นแน่.

377