พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 358 (เล่ม 62)

ว่า ถ้าอย่างนั้นท่านทั้งสองอย่าโกรธเรานะ เราจะนำไปตามความประสงค์ของ
ท่านทั้งสองเท่านั้น แล้วจึงอุ้มสุวรรณหงส์ทั้งสอง ใส่ลงในกระเช้านำไปยัง
ราชตระกูลแสดงแก่พระราชา เมื่อพระราชาตรัสถามก็กราบทูลเรื่องราวตาม
ความเป็นจริงให้ทรงทราบทุกประการ.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
นายพรานได้สดับคำของสุมุขหงส์ ดังนั้น
แล้ว จัดแจงการงานเสร็จแล้ว รีบเข้าไปภายใน
บุรี แสดงหงส์ทั้งสองที่มิได้ติดบ่วง เป็นอยู่ตามปกติ
จับ อยู่ที่กระเช้าทั้งสองข้างแก่พระราชาว่า ข้าแต่มหา-
ราช หงส์ธตรฐทั้งสองนี้ เป็นอธิบดีแห่งหงส์ทั้งหลาย
เพราะว่าหงส์ตัวนี้เป็นราชาของหงส์ทั้งหลาย ส่วน
หงส์ตัวนี้เป็นอัครมหาเสนาบดี.
พระราชาทรงสดับคำนั้น จึงตรัสถามว่า
ก็หงส์ทั้งสองนี้มาอยู่ในเงื้อมมือของท่านได้
อย่างไร ท่านเป็นพรานนำหงส์ซึ่งเป็นใหญ่ แก่หงส์
ใหญ่ทั้งหลายมาในที่นั้นได้อย่างไร.
นายพราน จึงกราบทูลว่า
ข้าแต่พระจอมประชากร ข้าพระองค์ดักบ่วง
เหล่านี้ไว้ที่เปือกตม ซึ่งเป็นที่ ๆ ข้าพระองค์เข้าใจว่า
จะกระทำความสิ้นชีวิตแก่นกทั้งหลายได้ พญาหงส์
ได้มาตดบ่วงเช่นนั้น ส่วนหงส์ตัวนั้นได้ติดบ่วงของ
ข้าพระองค์ แต่เข้ามาจับอยู่ใกล้ ๆ พญาหงส์นั้น ได้

358
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 359 (เล่ม 62)

กล่าวกะข้าพระองค์ หงส์นี้ประกอบแล้วด้วยธรรม ได้
กระทำกรรมอันแสนยากที่บุคคล ผู้มิใช่พระอริยจะพึง
ทำได้ ประกาศภาวะอันสูงสุดของตนพยายามใน
ประโยชน์ของนาย หงส์นี้ควรจะมีชีวิตอยู่ ยอมสละ
ชีวิตของตนมายืนสรรเสริญคุณของนาย ร้องขอชีวิต
ของนาย ข้าพระองค์ได้สดับคำของหงส์นี้แล้วเกิด
ความเลื่อมใส จึงปล่อยพญาหงส์นั้นจากบ่วง และ
อนุญาตให้กลับได้ตามสบาย สุมุขหงส์มีความเคารพ
นาย มีความปลื้มใจ เพราะพญาหงส์ตัวเป็นนายหลุด
พ้นจากบ่วง เมื่อจะกล่าววาจาอันรื่นหู ได้กล่าวว่า
ดูก่อนนายพราน ขอให้ท่านพร้อมด้วยหมู่ญาติทั้งปวง
จงเบิกบานใจ เหมือนข้าพเจ้าเบิกบานใจในวันนี้
เพราะได้เห็นพญาหงส์พ้นจากบ่วง ฉะนั้น เชิญท่าน
มานี่ เราจักบอกท่าน ถึงวิธีที่ท่านจักได้ทรัพย์อันเป็น
ลาภของท่าน พญาหงส์ธตรฐนี้ ย่อมไม่มุ่งร้ายอะไร ๆ
ท่านจงรีบเข้าไปภายในบุรี จงแสดงข้าพเจ้าทั้งสองซึ่ง
ไม่ติดบ่วง เป็นอยู่ตามปกติ จับอยู่ที่กระเช้าทั้งสอง
ข้าง แก่พระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช หงส์ธตรฐทั้ง
สองนี้ เป็นอธิบดีแห่งหงส์ทั้งหลาย เพราะว่าหงส์ตัว
นี้เป็นราชของหงส์ทั้งหลาย ส่วนหงส์ตัวนี้เป็นอัคร-
มหาเสนาบดี พระราชาผู้เป็นจอมประชาชน ทอดพระ
เนตรเห็นพญาหงส์นี้แล้ว จะทรงปราโมทย์ปลาบ-

359
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 360 (เล่ม 62)

ปลื้มพระหฤทัย จักพระราชทานทรัพย์เป็นอันมาก
แก่ท่าน โดยไม่ต้องสงสัย ข้าพระองค์จึงนำหงส์
ทั้งสองนี้มา ตามคำของหงส์ตัวนี้อย่างนี้ และหงส์
ทั้งสองนี้ ข้าพระองค์อนุญาตให้ไปยังเขาจิตตกูฏ
นั้นแล้ว หงส์ตัวนี้ เป็นสัตว์ประกอบด้วยธรรมอย่างยิ่ง
ตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูอย่างนี้ ได้ทำให้นายพราน
เช่นกับข้าพระองค์เกิดความเป็นผู้มีใจอ่อนโยน ข้าแต่
พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์ไม่เคยเห็นเครื่อง
บรรณาการอย่างอื่นนอกจากนี้ ที่จะนำมาถวายแด่
พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมมนุษย์ ขอพระองค์
ทรงทอดพระเนตรดูเครื่องบรรณาการการนั้น ณ บ้าน
พรานนกทั้งปวง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺมุนา อุปทายิ ความว่า สุมุขหงส์
นั้นได้กล่าวคำใด นายพรานก็ได้กระทำตามคำนั้นให้สำเร็จด้วยกายกรรม. บทว่า
คนฺตฺวา อธิบายว่า นายพรานจัดแจงกระทำกระเช้าทางด้านที่พญาหงส์จับ
ให้สูง กระทำกระเช้าทางด้านที่หงส์ที่เป็นเสนาบดีจับให้ต่ำลงเล็กน้อยแล้ว อุ้ม
เอาหงส์ทั้งสองนั้นใส่ลงในกระเช้า ยังมหาชนให้แตกตื่นกันมาดูด้วยคำว่า
พญาหงส์และหงส์ที่เป็นเสนาบดีจะไปเฝ้าพระราชา ท่านทั้งหลายจงคอยดูเถิด
เมื่อมนุษย์ทั้งหลายพากันร่าเริงอยู่ว่า พญาหงส์ตัวมีสีเหมือนทอง ถึงความเป็น
เลิศด้วยความงามเห็นปานนี้ พวกเรายังไม่เคยเห็นเลย ดังนี้ ก็รีบเข้าไปภาย
ในเมือง บทว่า อทสฺสยิ ความว่า นายพรานให้ราชบุรุษเข้าไปกราบทูล
แด่พระราชาว่า พญาหงส์นาเฝ้าพระองค์ เมื่อพระราชามีพระทัยยินดีตรัสสั่ง
ให้เรียกมาว่า จงเข้ามาเถิด จึงรีบนำเข้าไปแสดง. บทว่า หตฺถตฺถํ ท่าน

360
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 361 (เล่ม 62)

กล่าวอธิบายไว้ว่า มาแล้วคือถึงแล้วในมือ. บทว่า มหานฺตานํ ความว่า
พระราชาตรัสถามว่า ตัวท่านเป็นนายพราน ได้บรรลุถึงความเป็นนายผู้ใหญ่
ของเหล่าหงส์ธตรฐ ซึ่งมีผิวพรรณดังทอง ถึงแล้วซึ่งความเป็นใหญ่ด้วยยศ
ได้อย่างไร. พระบาลีว่า ท่านถึงความเป็นใหญ่ในที่นี้ ดังนี้ก็มี อธิบายว่า
ท่านได้ถึงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่แก่หงส์ทั้งสองนี้ได้อย่างไร. บทว่า วิหิตา คือ
ประกอบแล้ว. บทว่า ยํ ยทายตนํ มญฺเญ ความว่า ข้าแต่มหาราช ข้า
พระองค์ย่อมสำคัญสถานที่อันเป็นที่ประชุมใด ๆ ซึ่งเป็นที่รัดรึงชีวิตแห่งนกทั้ง
หลาย คือเป็นที่กระทำความสิ้นไปแห่งชีวิตไว้ ข้าพระองค์ก็ดักบ่วงทั้งหลาย
ในเปือกตมทั้งหลายในที่นั้น ๆ. บทว่า ตาทิสํ ได้แก่ พญาหงส์นาติดเครื่อง
รัดรึงชีวิตอย่างนั้น ซึ่งข้าพระองค์ดักไว้ในสระชื่อมานุสิยะ. บทว่า ปาสํ คือ
บ่วงที่ผูกไว้ในสระนั้น. บทว่า อุปาสีโน คือมิได้คิดถึงชีวิตของตัวเข้าไปจับ
อยู่ใกล้ ๆ. บทว่า มมายํ ความว่า หงส์ที่เป็นเสนาบดีนี้ได้ปราศรัยกับข้า
พระองค์ คือได้กล่าวกับข้าพระองค์. บทว่า สุทุกฺกรํ ความว่า หงส์นี้ได้
กระทำกรรมที่บุคคลผู้มิใช่อริยะ เช่นพวกเรากระทำได้โดยแสนยาก. บทว่า
ทหเต ภาวมุตฺตมํ ความว่า หงส์นั้นย่อมประกาศ คือเปิดเผยอัธยาศัยอันสูง
สุดของตน. บทว่า อตฺตโนยํ ตัดบทเป็น อตฺตโน อยํ. บทว่า อนุตฺถุนนฺโต
ความว่า พรรณนาคุณของนายแล้วกล่าวอ้อนวอนข้าพระองค์ว่า ขอท่านจงให้
ชีวิตแก่พญาหงส์นี้เสียเถิด. บทว่า ตสฺส ความว่า เนื้อหงส์นั้นพูดอ้อน
วอนอยู่อย่างนี้ ข้าพระองค์ก็ได้อนุญาตว่า ท่านจงกลับไปยังภูเขาจิตตกูฏตาม
สบาย จงเห็นหมู่ญาติเถิด. บทว่า เอติเถว หิ ความว่า ก็หงส์ทั้งสองนี้ ข้า-
พระองค์ได้อนุญาตให้กลับไปยังภูเขาจิตตกูฏใกล้มานุสิยสระนี้ทีเดียว. บทว่า
เอวํ คโต คือตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูอย่างนี้. ชนเยยฺยาถ มทฺทวํ ความ
ว่า กระทำให้เกิดเมตตาจิตในตน. บทว่า อุปยานํ. ได้แก่ เครื่องบรรณาการ.

361
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 362 (เล่ม 62)

บทว่า สพฺพสากุณิกคาเม ความว่า ข้าพระองค์ไม่เห็นเครื่องบรรณาการ
อย่างอื่นในบ้านพรานนก แม้ทั้งหมด คือไม่เห็นเครื่องบรรณาการเห็นปานนี้
สำหรับพระองค์ คือยังไม่เห็นเครื่องบรรณาการที่นายพรานนกนั้น เคยนำมา
ถวายพระองค์. บทว่า ตํ ปสฺส ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งมนุษย์
เชิญพระองค์ทอดพระเนตรเครื่องบรรณาการ ที่ข้าพระองค์นำมาถวายนั้นเถิด.
นายพรานยืนกราบทูลสรรเสริญคุณของสุมุขหงส์อยู่ ด้วยประการฉะนี้
ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสสั่งให้จัดอาสนะ มีราคาเป็นอันมาก ประทานแก่
พญาหงส์ และให้จัดตั่งอันเจริญ กระทำด้วยทองคำ ประทานแก่สุมุขหงส์
เมื่อหงส์ทั้งสองเกาะอยู่ในที่นั้นแล้ว จึงรับสั่งให้นำเอาภาชนะทองมาใส่ข้าวตอก
น้ำผึ้งและน้ำอ้อยปนกันประทาน เมื่อเสร็จกิจแห่งการบริโภคแล้ว ทรงประคอง
อัญชลีอาราธนา ให้พระมหาสัตว์แสดงธรรมกถาแล้ว ประทับนั่ง ณ ตั่งทองคำ.
พระมหาสัตว์นั้น เมื่อพระราชาตรัสอาราธนา จึงได้กระทำการปฏิสันถารแล้ว.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พญาหงส์เห็นพระราชาประทับนั่งบนตั่งทอง
อันงดงาม เมื่อจะกล่าววาจาอันรื่นหู จึงได้ทูลว่า
พระองค์ไม่มีโรคาพาธหรือ ทรงสุขสำราญดีอยู่หรือ
พระองค์ทรงปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้โดยธรรม
หรือ.
พระราชาตรัสตอบว่า
ก่อนพญาหงส์ เราไม่มีโรคาพาธ เราสุข-
สำราญดี อนึ่ง เราปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้
โดยธรรม.

362
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 363 (เล่ม 62)

พระมหาสัตว์ทูลถามว่า
โทษอะไร ๆ ย่อมไม่มีในหมู่อำมาตย์ของพระองค์
แลหรือ อำมาตย์เหล่านั้นย่อมไม่ห่วงใยชีวิต เพราะ
ประโยชน์ของพระองค์แลหรือ.
พระราชาตรัสตอบว่า
โทษอะไร ๆ ย่อมไม่มีในหมู่อำมาตย์ของเรา
และอำมาตย์เหล่านั้น ย่อมไม่ห่วงใยชีวิต เพราะ
ประโยชน์ของเรา.
พระมหาสัตว์ทูลถามว่า
พระอัครมเหสีของพระองค์ เป็นผู้มีพระชาติ
เสมอกัน ทรงเชื่อฟัง มีปกติตรัสวาจาอันน่ารัก ทรง
ประกอบด้วยพระโอรส พระรูปโฉม และอิสริยยศ
ทรงคล้อยตามพระราชอัธยาศัย ของพระองค์แลหรือ.
พระราชาตรัสตอบว่า
พระอัครมเหสีของเรา เป็นผู้มีพระชาติเสมอกัน
ทรงเชื่อฟัง มีปกติตรัสวาจาอันน่ารัก ทรงประกอบ
ด้วยพระโอรส พระรูปโฉม และอิสริยยศ ทรงคล้อย
ตามอัธยาศัยของเรา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชานํ ได้แก่ พระเจ้าสาคลราช. บทว่า
วงฺกงฺโค ได้แก่ พญาหงส์ธตรฐ. บทว่า ธมฺเมน มนุสาสสิ ความว่า
สั่งสอนโคตรรม. บทว่า โทโส ได้แก่ ความผิด. บทว่า ตวตฺเถสุ ได้แก่
ในประโยชน์ทั้งหลายมีการรบเป็นต้น ของพระองค์ซึ่งบังเกิดขึ้นแล้ว. บทว่า

363
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 364 (เล่ม 62)

นาวกงฺขนฺติ ความว่า อำมาตย์เหล่านั้นให้ชีวิตเสียสละอยู่ ย่อมไม่ปรารถนา
ชีวิตของตนแม้น้อยหนึ่ง คือ สละชีวิตกระทำประโยชน์เพื่อพระองค์ผู้เดียว.
บทว่า สาทิสี ได้แก่ เป็นผู้มีชาติเสมอกัน. บทว่า อสฺสวา ได้แก่ เป็น
ผู้รับเอาซึ่งถ้อยคำ. บทว่า ปุตฺตรูปยสูเปตา ได้แก่ เป็นผู้เข้าถึงแล้วด้วย
พระโอรสทั้งหลาย ด้วยพระรูปโฉมทั้งหลายและด้วยยศทั้งหลาย. บทว่า ตว
ฉนฺทวสานุคา ความว่า พญาหงส์ทูลถามว่า พระเทวียังเป็นไปตาม
พระราชอัธยาศัยของพระองค์ คืออยู่ในอำนาจของพระองค์หรือ อธิบายว่า
ย่อมไม่เป็นไปด้วยอำนาจแห่งจิตของตนหรือ.
เมื่อพระโพธิสัตว์กระทำปฏิสันถารด้วยประการฉะนี้แล้ว พระราชา
เมื่อจะตรัสถ้อยคำกับพญาหงส์นั้นอีก จึงตรัสว่า
ท่านตกอยู่ในเงื้อมมือของมหาศัตรู ได้รับทุกข์
ใหญ่หลวงในเบื้องต้น พึงได้รับทุกข์นั้นบ้างแลหรือ
นายพรานวิ่งเข้าไปโบยตีท่าน ด้วยท่อนไม้แลหรือ
เพราะว่าปกติของคนหยาบช้าเหล่านี้ ย่อมมีเป็นประจำ
อย่างนั้น.
พญาหงส์ทูลตอบว่า
ข้าแต่พระมหาราช ในยามมีทุกข์อย่างนี้ ต้อง
มีความปลอดโปร่งใจ จริงอยู่ นายพรานนี้มิได้ทำ
อะไร ๆ ในข้าพระองค์ทั้งสองเหมือนศัตรู นายพราน
ค่อย ๆ เดินเข้าไป และได้ปราศรัยขึ้นก่อน ในกาลนั้น
สุมุขหงส์บัณฑิตมิได้กล่าวตอบ นายพรานได้ฟังคำ
ของสุมุขหงส์นั้นแล้ว ก็เกิดความเลื่อมใส ปล่อยข้า-

364
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 365 (เล่ม 62)

พระองค์จากบ่วงนั้น และอนุญาตให้ข้าพระองค์กลับ
ได้ตามสบาย สุมุขหงส์ปรารถนาทรัพย์เพื่อนายพรานนี้
จึงคิดชวนกันมาในสำนักของพระองค์ เพื่อประโยชน์
แก่นายพรานนี้.
พระราชาจึงตรัสว่า
ก็การที่ท่านทั้งสองมาในที่นี้ เป็นการมาดีแล้ว
และเราก็มีความปราโมทย์ เพราะได้เห็นท่านทั้งสอง
แม้นายพรานนี้ก็จะได้ทรัพย์อันมากมายตามที่เขา
ปรารถนา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหาสตฺตุหตฺถตฺถตํ คโต ได้แก่
ไปแล้วในเงื้อมมือของศัตรูผู้ใหญ่. บทว่า อาปติตฺวาน ได้แก่ รีบวิ่งตรง
เข้าไป. บทว่า ปาติกํ ได้แก่ ตามธรรมดา. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็เป็นอย่างนี้
เหมือนกัน. มีคำกล่าวอธิบายว่า บุคคลผู้หยาบช้าเหล่านี้ ย่อมมีปกติเป็น
อย่างนี้เหมือนกันหมด เขาทุบตีนกทั้งหลายด้วยท่อนไม้ เขาทำให้ตายแล้ว
ก็ได้ค่าจ้าง. บทว่า กิญฺจิรสฺมาสุ ได้แก่ มิได้ล่วงเกินอะไร ๆ ในข้าพระองค์
ทั้งสอง. บทว่า สตฺตูว ได้แก่ ประหนึ่งว่าศัตรู. บทว่า ปจฺจกมฺปิตฺถ
ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า นายพรานนี้เห็นข้าพระองค์แล้ว ย่องเข้าไป
หน่อยหนึ่งด้วยสำคัญว่าติดบ่วง. บทว่า ปุพฺเพว ได้แก่ นายพรานนี้แล
ได้ปราศรัยกะข้าพระองค์ก่อน. บทว่า ตทา ได้แก่ ในกาลนั้น. บทว่า
เอตทตฺถาย ได้แก่ คิดกันแล้วเพื่อประโยชน์แก่บุตรนายพรานนี้. บทว่า
ธนมิจฺฉตา ความว่า สุมุขหงส์นั้นปรารถนาอยู่ซึ่งทรัพย์เพื่อนายพรานนี้

365
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 366 (เล่ม 62)

จึงคิดชักชวนกันมายังสำนักของพระองค์. บทว่า สฺวาคตญฺเจวิทํ ความว่า
ท่านผู้เจริญทั้งสองอย่าคิดไปเลย การมาในที่นี้ของท่านผู้เจริญทั้งสองนี้ เป็น
การมาดีแล้ว. บทว่า ลภตํ แปลว่า จงได้.
ก็พระราชาครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ก็ทรงมองดูอำมาตย์คนใดคนหนึ่ง
เมื่ออำมาตย์นั้นทูลว่า พระองค์จะต้องพระประสงค์อะไร พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า
เจ้าจงพานายพรานนี้ไปให้ช่างกัลบกตัดผม โกนหนวด ให้อาบน้ำลูบไล้ด้วย
ของหอมแล้ว ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เมื่ออำมาตย์นำนายพรานมา
จัดทำตามรับสั่งแล้ว พากลับมาเฝ้าแล้ว จึงทรงยกบ้านส่วย ซึ่งเก็บส่วยได้
แสนกหาปณะในปีหนึ่ง ประทานแก่เขาแล้ว ได้ประทานหญิง ๒ คน เรือน
หลังใหญ่ รถอันประเสริฐและเงินทองอย่างอื่นอีกเป็นอันมาก.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระราชาผู้เป็นจอมมนุษย์ ทรงยังนายพรานให้
เอิบอิ่มด้วยโภคสมบัติทั้งหลาย พญาหงส์ได้กล่าว
วาจาอันรื่นหูอนุโนทนา.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงแสดงธรรมแก่พระราชา ท้าวเธอทรงสดับ
ธรรมกถาของพระมหาสัตว์นั้นแล้ว ก็ทรงดีพระทัย ทรงพระดำริว่า เราจัก
กระทำสักการะแก่พญาหงส์ผู้แสดงธรรม จึงทรงประทานเศวตฉัตรแก่
พญาหงส์นั้น เมื่อจะให้พญาหงส์รับราชสมบัติ จึงตรัสว่า
ได้ยินว่า อำนาจของเราผู้ทรงธรรม ย่อมเป็น
ไปในที่เท่าใด ที่เท่านั้นมีประมาณน้อย ความเป็น
ใหญ่ในที่ทั้งปวงจงมีแก่ท่าน ขอท่านจงปกครองตาม

366
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 367 (เล่ม 62)

ปรารถนาเถิด ทานวัตถุก็ดี เครื่องอุปโภคก็ดี และสิ่ง.
อื่นใดที่เข้าไปสำเร็จประโยชน์ เราขอยกสิ่งนั้น ๆ ซึ่ง
ล้วนเป็นของปลื้มใจให้แก่ท่าน และขอสละความเป็น
ใหญ่ให้แก่ท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วโส วตฺตติ ความว่า อำนาจของเรา
เป็นไปในสถานที่เท่าใด. บทว่า กิญฺจิ นํ คือ สถานที่นั้นมีประมาณเล็กน้อย
ยิ่งนัก. บทว่า สพฺพตฺถิสฺสริยํ ความว่า สมบัติทั้งหมดและความเป็นใหญ่
นั้นแล จงมีแก่ท่านเถิด. บทว่า ยญฺจญฺญมุปกปฺปติ ความว่า สิ่งของ
เครื่องบำเพ็ญทานเพราะความเป็นผู้ใคร่ในบุญก็ดี การยกเศวตฉัตรขึ้นเสวย
ราชสมบัติก็ดี หรือของสิ่งอื่นใด ย่อมเป็นที่ชอบใจแก่ท่าน ขอเชิญท่านจง
กระทำสิ่งนั้นเถิด. บทว่า เอตํ ททามิ โว วิตฺตํ ความว่า เราสละความ
เป็นใหญ่อันเป็นของของเราพร้อมด้วยเศวตฉัตรให้แก่ท่าน
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ได้มอบเศวตฉัตรที่พระราชาประทานให้แก่ตน
ถวายกลับคืนพระองค์อีกทีเดียว พระราชาทรงพระดำริว่า เราได้ฟังธรรมกถา
ของพญาหงส์ก่อนแล้ว ก็แต่ว่าบุตรของนายพรานสรรเสริญยกย่องสุมุขหงส์
นี้เป็นนักหนาว่า มีถ้อยคำไพเราะยิ่งนัก เราจักฟังธรรมกถาของสุมุขหงส์นี้
บ้าง ท้าวเธอเมื่อจะทรงสนทนากับสุมุขหงส์นั้น จึงตรัสคาถาอันเป็นลำดับ
ต่อไปว่า
ก็ถ้าว่า สุมุขหงส์บัณฑิตนี้สมบูรณ์ด้วยปัญญา
พึงเจรจาแก่เราตามปรารถนา ข้อนั้นพึงเป็นที่รัก
อย่างยิ่งของเรา.

367