พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 348 (เล่ม 62)

หมู่หงส์ ซึ่งยืนอยู่ว่า เพราะเหตุไรหนอ พญาหงส์
ที่ติดบ่วงใหญ่ ย่อมไม่กระทำซึ่งทิศ เมื่อเป็นเช่นนั้น
เพราะเหตุไร ท่านผู้ไม่ติดบ่วง เป็นผู้มีกำลัง จึงไม่บิน
หนีไป พญาหงส์นี้เป็นอะไรกับท่านหรือ ท่านพ้น
แล้วทำไมจึงยังเฝ้าหงส์ตัวติดบ่วงอยู่ หงส์ทั้งหลายพา
กันละทิ้งหนีไปหมด เพราะเหตุไร ท่านจึงยังอยู่ตัวเดียว.
สุมุขหงส์จึงกล่าวตอบว่า
ดูก่อนนายพรานนก พญาหงส์นั้นเป็นราชา
ของเรา ทั้งเป็นเพื่อนเสมอด้วยชีวิตของเราด้วย เรา
จึงไม่ละท่านไปจนกว่าจะถึงที่สุดแต่งกาละ
นายพราน จึงกล่าวว่า
ก็ไฉนพญาหงส์นี้ จึงไม่เห็นบ่วงที่ดักไว้
ความจริงการรู้อันตรายของตน เป็นเหตุของบุคคล
ผู้ใหญ่ทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้ใหญ่เหล่านั้น
ควรรู้อันตราย.
สุมุขหงส์ จึงกล่าวตอบว่า
เมื่อใดมีความเสื่อม เมื่อนั้น สัตว์แม้เข้าไป
ในข่ายหรือบ่วงก็ไม่รู้สึก ในเมื่อถึงคราวจะสิ้นชีวิต.
นายพราน จึงกล่าวว่า
ดูก่อนท่านผู้มีปัญญามาก ก็แลบ่วงทั้งหลาย
ที่เขาดักไว้มีมากอย่าง สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้ามาติด
บ่วงที่เขาดักอำพรางไว้ ในเมื่อถึงคราวจะสิ้นชีวิต
อย่างนี้.

348
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 349 (เล่ม 62)

เนื้อความแห่งคาถาเหล่านี้ บัณฑิตพึงทราบโดยนัยอันมาแล้วในบท
บาลีทีเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คจฺเฉ วา ความว่า สุมุขหงส์นั้นกล่าวว่า
ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์พึงไปจากที่นี้หรือไม่ไปก็ตามเถิด แต่ที่ข้าพระองค์
จะพึงไม่ตายเพราะการไปหรือการไม่ไปนั้นไม่มีเลย เพราะว่าข้าพระองค์ ถึงจะ
ไปจากที่นี้หรือไม่ไปคงไม่พ้นจากความตายไปได้เป็นแน่แท้ ก็ในกาลก่อนแต่
นี้ พระองค์มีความสุข ข้าพระองค์ก็ได้อยู่ใกล้ชิด บัดนี้พระองค์กำลังได้รับทุกข์
ข้าพระองค์จะทอดทิ้งไปเสียอย่างไรได้. บทว่า มรณํ วา ความว่า เมื่อ
ข้าพระองค์ไม่ไป พึงตายเสียพร้อมกับพระองค์อย่างหนึ่ง หรือเมื่อข้าพระองค์
ไป แต่มีชีวิตอยู่เว้นจากพระองค์อย่างหนึ่ง ในสองอย่างนี้ การตายเสียพร้อม
กันกับพระองค์นั้นแล เป็นของประเสริฐของข้าพระองค์ยิ่งนัก ส่วนการที่
ข้าพระองค์จะพึงมีชีวิตอยู่เว้นเสียจากพระองค์นั้น ไม่เป็นของประเสริฐแก่ข้า-
พระองค์เลย. บทว่า รุจฺจเต ความว่า ความสำเร็จนั้นแล ย่อมเป็นที่ชอบใจ
ของข้าพระองค์. บทว่า สา กถํ ความว่า ดูก่อนสุมุขหงส์ผู้เป็นสหาย เมื่อ
เราติดบ่วงที่ทำด้วยหนังสัตว์ร้ายอย่างมั่นคงไปแล้วในมือของบุคคลอื่น คตินั้น
จึงเป็นที่ชอบใจก่อน แต่เมื่อท่านมีความคิดมีปัญญาพ้นจากบ่วงแล้ว ยังเป็น
ที่ชอบใจอยู่อย่างไร. บทว่า ปกฺขิมา ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยขนปีก. บทว่า
อภินฺนํ ความว่า เมื่อเราแม้ทั้งสองสิ้นชีวิตไปแล้ว ท่านยังจะเห็นประโยชน์
อะไรของเรา ของท่านหรือของพวกญาติที่เหลือ. น อักษร ในคำว่า ยนฺน นี้
ใช้ในความอุปมา. บทว่า กญฺจนเทปิจฺฉ ได้แก่ มีขนปีกทั้งสองประดุจสีทอง
อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน ความว่า มีปีกทั้งสองข้างเช่นกับทอง.
บทว่า ตมสา ได้แก่ ในความมืด อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. น
อักษร ข้างต้นเชื่อมความกับบทนี้. บทว่า กตํ ความว่า ประหนึ่งว่ากระทำ

349
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 350 (เล่ม 62)

แล้ว มีคำกล่าวอธิบายว่า เมื่อท่านจะยอมสละชีวิตก็ตาม ชีวิตของเราก็ไม่
รอดแน่ การสละชีวิตของท่านนั้น จึงชื่อว่าไม่ประจักษ์คุณเพราะไม่ได้รับ
ประโยชน์แม้สักน้อยหนึ่งเลย เปรียบเหมือนคนตาบอด กระทำในที่มืด. ท่าน
มายอมเสียสละชีวิตในการเสียสละอันไม่ประจักษ์คุณของท่านเช่นนี้ จะพึงยัง
ประโยชน์อะไรให้รุ่งเรืองได้. บทว่า ธมฺโม อปจิโต สนฺโต ความว่า ธรรม
ที่บุคคลบูชาแล้ว นับถือแล้ว เคารพแล้ว. บทว่า อตฺถํ ทสฺเสติ ได้แก่
แสดงถึงความเจริญ. บทว่า อเปกฺขาโน คือพิจารณาอยู่. บทว่า ธมฺมา จตฺถํ
ความว่า อนึ่งข้าพระองค์เห็นอยู่ ซึ่งประโยชน์อันตั้งขึ้นแล้วจากธรรม. บทว่า
ภตฺตึ คือความรักเยื่อใย. บทว่า สตํ ธมฺโม คือเป็นสภาวะของบัณฑิตทั้ง
หลาย. บทว่า โย มิตฺโต ความว่า มิตรใดไม่พึงทอดทิ้งมิตรในเวลาได้รับ
อันตราย ธรรมนี้แลชื่อว่าเป็นสภาพของมิตรผู้ไม่ทอดทิ้งอยู่นั้น ธรรมของ
สัตบุรุษทั้งหลายแจ่มแจ้งแล้ว คือปรากฏแล้วโดยแท้. บทว่า กามํ กรสฺสุ
ความว่า ท่านจงกระทำตามความปรารถนาของเรา คือตามถ้อยคำของเราที่
เราปรารถนาไว้นี้. บทว่า อปิเตฺววํ คเต กาเล ความว่า ก็แลเมื่อกาล
เวลาผ่านไปแล้วอย่างนี้ คือเมื่อเราติดบ่วงอยู่ในที่นี้. บทว่า ปรมสํวุตํ คือ
พึงระแวดระวังอย่างแข็งแรง.
บทว่า อิจฺเจวํ มนฺตยนฺตานํ ได้แก่ กำลังกล่าวขอร้องกันอยู่อย่างนี้
ว่า ท่านจงไป เราไม่ไป ดังนี้. บทว่า อริยานํ คือเป็นผู้ประเสริฐด้วยความ
ประพฤติ. บทว่า ปจฺจนิสฺสถ ความว่า นายพรานนุ่งผ้าย้อมฝาดประดับ
พวงมาลาสีแดง ถือค้อนกำลังเดินมาอยู่ทีเดียว ปรากฏขึ้นแก่หงส์ทั้ง ๒. บทว่า
อาตุรานํ คือ ประดุจดังพระยามัจจุราชปรากฏแก่คนไข้ทั้งหลาย ฉะนั้น.
บทว่า อภิสิญฺจิกฺข ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุวรรณหงส์แม้ทั้งสอง

350
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 351 (เล่ม 62)

เหล่านั้นเห็นศัตรูเดินมาอยู่. บทว่า หิตา ได้แก่ เป็นผู้อุดหนุนกัน มีจิต
รักใคร่สนิทสนมซึ่งกันและกันมาเป็นเวลาช้านาน. บทว่า น จลญฺเจสุํ ได้แก่
มิได้เคลื่อนจากที่ คงเกาะอยู่ตามเดิมทีเดียว. ด้วยว่า สุมุขหงส์คิดว่า นายพราน
นี้มาแล้ว ถ้าต้องการประหารก็จงประหารเราก่อน จึงนั่งเกาะบังพระมหาสัตว์
ไว้เบื้องหลัง. บทว่า ธตรฏฺเฐ หมายเอาหมู่หงส์ธตรฐทั้งหลาย. บทว่า
สมุฑฺเฑนฺเต ความว่า นายพรานเห็นหงส์นั้นกำลังเดินกลับไปกลับมาข้างโน้น
ข้างนี้เพราะกลัวตาย. บทว่า อาสชฺช ได้แก่ เข้าไปจนใกล้หงส์ทั้งสองนอกนี้.
บทว่า ปจฺจกมฺปิตฺถ ได้แก่ นายพรานคิดใคร่ครวญอยู่ว่า หงส์นั้นติดบ่วง
หรือยังไม่ติด จึงค่อย ๆ ย่อง คือลดความเร็วเสียแล้วได้ค่อย ๆ เดินไป. บทว่า
อาสชฺช พนฺธํ ความว่า นายพรานเห็นสุมุขหงส์เกาะอยู่ใกล้พระมหาสัตว์
ซึ่งติดบ่วงอยู่. บทว่า อาทีนวํ ได้แก่ นายพรานเห็นพระมหาสัตว์ซึ่งเป็น
โทษทีเดียวมองดูอยู่. บทว่า วิมโต ความว่า นายพรานนั้นเกิดความสงสัย
ขึ้นว่า เหตุไรหนอ หงส์ตัวทีไม่ติดบ่วงจึงได้เกาะอยู่ใกล้ชิดกับตัวที่ติดบ่วง
เราจักถามดูให้รู้เหตุ. บทว่า ปณฺฑเร หมายเอาสุมุขหงส์นั้น อีกอย่างหนึ่ง
อธิบายว่า เป็นสัตว์บริสุทธิ์ปราศจากเครื่องเศร้าหมอง คือ มีสีเหมือนทองที่เขา
หลอมไว้ดีแล้ว. บทว่า ปวฑฺฒกาเย ได้แก่ มีร่างกายอันเติบโตแล้วมี
ร่างกายใหญ่โต. คำว่า ยนฺนู หมายเอาหงส์ตัวที่ติดบ่วงใหญ่นี้. บทว่า ทิสํ
น กุรุเต อธิบายว่า ไม่ยอมคบแม้สักทิศหนึ่ง การกระทำดังนั้นเป็นการ
สมควรแล้ว. บทว่า พลี คือเป็นสัตว์สมบูรณ์ด้วยกำลัง. นายพรานย่อมเรียก
หงส์นั้นว่า สัตว์มีปีก. บทว่า โอหาย คือทิ้งไปแล้ว. บทว่า ยนฺติ ความว่า
ฝูงหงส์ที่เหลือพากันบินไปหมด. บทว่า อวหียสิ แปลว่า เหลืออยู่. บทว่า
ทิชามิตฺต คือ ไม่เป็นมิตรแก่พวกนกทั้งหลาย. บทว่า ยาว กาลสฺส

351
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 352 (เล่ม 62)

ปริยายํ ได้แก่ จนกว่าวาระสุดท้ายแห่งความตายจะมาถึง. บทว่า กถํ ปนายํ
ความว่า ท่านกล่าวว่า พญาหงส์นั้นเป็นพระราชาของท่าน ธรรมดาว่าพระราชา
ทั้งหลายย่อมเป็นบัณฑิต ก็พระราชาของท่านเป็นบัณฑิต แม้ด้วยประการฉะนี้
เพราะเหตุไร จึงมิได้เห็นบ่วงที่ดักไว้ เพราะว่าธรรมดาอันนี้ ย่อมเป็นบท
อธิบายว่า ขึ้นชื่อว่า ความรู้สึกในอันตรายของตน ย่อมเป็นบท คือเป็นเหตุ
ของบุคคลทั้งหลาย ผู้ถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ใหญ่ด้วยยศ หรือความเป็นผู้ใหญ่
ด้วยความรู้ เพราะฉะนั้น บัณฑิตเหล่านั้น จึงควรรู้ถึงอันตราย. บทว่า
ปราภโว คือ ความไม่เจริญ. บทว่า อาสชฺชาปิ คือ ถึงหากจะเข้าไปจน
ใกล้ชิดก็ไม่รู้สึกตัว. บทว่า ตตา คือ ล่อไว้ ซุ่มไว้. บทว่า คุยฺหมาสชฺช
ความว่า บรรดาบ่วงเหล่านั้น บ่วงใดที่อำพรางไว้คือลวงไว้ สัตว์ทั้งหลาย
เข้าใกล้บ่วงนั้น ย่อมถูกรัดรึง. บทว่า อเถวํ ความว่า เมื่อถึงคราวสิ้นชีวิต
อย่างนี้ สัตว์ทั้งหลายย่อมถูกรึงรัดติดอยู่เป็นแน่แท้ทีเดียว.
สุมุขหงส์นั้น กระทำนายพรานให้เป็นผู้มีน้ำใจอ่อน ด้วยการเจรจา
ปราศรัยด้วยประการฉะนี้แล้ว เพื่อจะขอชีวิตของพระมหาสัตว์ จึงกล่าวคาถาว่า
เออก็การอยู่ร่วมกันกับท่านนี้ พึงมีสุขเป็นกำไร
หนอ และขอท่านอนุญาต แก่ข้าพเจ้าทั้งสองเถิด แล
ขอท่านพึงให้ชีวิตแก่ข้าพเจ้าทั้งสองด้วยเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปิ นายํ ตัดบทเป็น อปิ นุ อยํ.
บทว่า สุขุทฺรโย คือมีผลเป็นสุข. บทว่า อปิ โน อนุมญฺญาสิ ความว่า
ขอท่านพึงอนุญาตให้ข้าพเจ้าทั้งสองกลับไปยังภูเขาจิตตกุฏเพื่อเยี่ยมญาติทั้งหลาย
เถิด. บทว่า อปี รน ซีวิตํ ทเท ความว่า อนึ่ง ท่านมีความคุ้นเคยบังเกิด
แล้วด้วยถ้อยคำนี้ จึงอยู่พึงฆ่าข้าพเจ้าทั้งสองเสียเลย.

352
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 353 (เล่ม 62)

นายพรานถูกจรึงด้วยถ้อยคำอันอ่อนหวานของสุมุขหงส์นั้น จึงกล่าว
คาถาว่า
เรามิได้ผูกท่านไว้ และไม่ปรารถนาจะฆ่าท่าน
เชิญท่านรีบไปจากที่นี้ตามความปรารถนา แล้วจงอยู่
เป็นสุขตลอดกาลนานเถิด.
ลำดับนั้น สุมุขหงส์จึงกล่าวคาถา ๔ คาถาว่า
ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ โดยเว้นจาก
ชีวิตของพญาหงส์นี้ ถ้าท่านยินดีเพียงตัวเดียว ขอ
ให้ท่านปล่อยพญาหงส์นี้ และจงกินข้าพเจ้า ข้าพเจ้า
ทั้งสองเป็นผู้เสมอกัน ด้วยรูปทรงสัณฐานและวัย
ท่านไม่เสื่อมแล้วจากลาก ขอท่านจงเปลี่ยนข้าพเจ้า
กับพญาหงส์นี้เถิด เชิญท่านพิจารณาดูในข้าพเจ้า
ทั้งสอง เมื่อท่านมีความปรารถนาเฉพาะตัวเดียว จง
เอาบ่วงผูกข้าพเจ้าไว้ก่อน จงปล่อยพญาหงส์ใน
ภายหลัง ถ้าท่านทำตามที่ข้าพเจ้าขอร้อง ลาภของท่าน
ก็คงมีประมาณเท่านั้นเหมือนกัน ทั้งท่านจะได้เป็น
มิตรกับฝูงหงส์ธตรฐจนตลอดชีวิตด้วย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตํ ความว่า ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาความ
เป็นอยู่ของข้าพเจ้าโดยปราศจากชีวิตของพญาหงส์นี้เลย. บทว่า ตุลฺยสฺมา
ได้แก่ ข้าพเจ้าทั้งสองย่อมเป็นผู้สม่ำเสมอกัน. บทว่า นิมินา ตุวํ คือ
ท่านจงแลกเปลี่ยนตัวกันเสียเถิด. บทว่า ตวสฺมสุ ความว่า สุมุขหงส์นั้น
กล่าวว่า ท่านมีความปรารถนาในข้าพเจ้าทั้งสอง ท่านจะประโยชน์อะไร

353
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 354 (เล่ม 62)

ด้วยพญาหงส์นี้ จงยังความโลภให้เกิดในข้าพเจ้า. บทว่า ตาวเทว คือ
เพียงเท่านั้นแล. บทว่า ยาจนาย จ ได้แก่ คำขอร้องของข้าพเจ้าอันใด
ขอท่านพึงกระทำตามคำขอร้องนั้นเถิด.
นายพรานก็มีใจอ่อนลงอีก เพราะการแสดงธรรมนั้น ประดุจปุยนุ่น
ที่เขาใส่ลงในน้ำมัน ฉะนั้น เมื่อจะยกพระมหาสัตว์ให้เป็นรางวัลแก่สุมุขหงส์
นั้น จึงกล่าวเป็นคาถาว่า
มิตร อำมาตย์ ทาส ทาสี บุตร ภรรยา และ
พวกพ้องหมู่ใหญ่ทั้งหลาย จงดูพญาหงส์ธตรฐ
พ้นจากที่นี้ไปได้เพราะท่าน บรรดามิตรทั้งหลายเป็น
อันมาก มิตรเช่นท่านนั้นหามีในโลกนี้ เหมือนท่าน
ผู้เป็นเพื่อนร่วมชีวิต ของพญาหงส์ธตรฐไม่ เรา
ยอมปล่อยสหายของท่าน พญาหงส์จงบินตามท่าน
ไปเถิด ท่านทั้งสองจงรีบไปจากที่นี้ตามความปรารถนา
จงรุ่งเรืองอยู่ในท่ามกลางหมู่ญาติเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โน เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ตยา มุตฺตํ
ความว่า จริงอยู่ ท่านตัวเดียวชื่อว่า ย่อมปล่อยพญาหงส์นี้ เพราะฉะนั้น หมู่
ญาติอันใหญ่ทั้งหลาย และเป็นมิตรกันเหล่านั้น จงดูพญาหงส์นี้ที่ท่านปล่อย
แล้ว จึงไปสู่ภูเขาจิตตกูฏจากที่นี้. คำว่า พวกพ้อง ในคาถานี้ หมายเอา
บุคคลที่เกี่ยวข้องกันทางสายโลหิตอันเดียวกัน. บทว่า วิชฺชเร คือ ไม่เคยมี.
บทว่า ปาณสาธารโณ คือ มีชีวิตร่วมกัน มีชีวิตที่แยกออกจากกันไม่ได้.
อธิบายว่า ท่านเป็นสหายของพญาหงส์นี้ด้วยประการใด แม้ชนทั้งหลายมาก
ด้วยกันเหล่าอื่น ชนที่ชื่อว่าเป็นมิตรเช่นท่านนี้ ย่อมไม่มีด้วยประการนั้น.

354
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 355 (เล่ม 62)

บทว่า ตวานุโค ความว่า ท่านจงพาพญาหงส์ซึ่งกำลังได้รับความลำบากนี้
บินไปข้างหน้า พญาหงส์นี้จงบินติดตามท่านไปข้างหลังเถิด.
บุตรของนายพราน ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงเดินเข้าไปใกล้พระ-
มหาสัตว์ด้วยจิตอันประกอบด้วยเมตตา ตัดบ่วงออกแล้วสวมกอดอุ้มออกจาก
สระ ให้จับอยู่ที่พื้นหญ้าแพรกอ่อนใกล้ขอบสระ ค่อย ๆ แก้บ่วงที่รัดเท้าออก.
ด้วยจิตอันอ่อนโยน ขว้างทิ้งเสียในที่ไกล เกิดมีความรักใคร่ในพระมหาสัตว์
อย่างเหลือกำลัง จึงไปตักน้ำมาล้างเลือดให้แล้ว ลูบคลำอยู่บ่อย ๆ ด้วยเมตตา
จิต. ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาจิตของบุตรนายพรานนั้น เอ็นกับเอ็น เนื้อกับเนื้อ
หนังกับหนังที่เท้าของพระโพธิสัตว์ก็ติดสนิทหายเป็นปกติดีอย่างเดิมในขณะนั้น
ทีเดียว ข้อเท้าของพระมหาสัตว์ก็งอกขึ้นเต็ม มีผิวงดงามผ่องใส มีขนงอกงาม
เกิดขึ้นเหมือนอย่างเดิมเหมือนกับเท้าไม่เคยถูกบ่วงรัดมาแต่ก่อนเลย. พระ-
โพธิสัตว์ได้รับความสุขอยู่โดยความเป็นปกติทีเดียว. ลำดับนั้น สุมุขหงส์ได้
ทราบว่า พระมหาสัตว์มีความสุขสบายเพราะอาศัยตน ก็เกิดความโสมนัสยินดี
ได้กระทำการชมเชยนายพรานแล้ว.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
สุมุขหงส์มีความเคารพนาย มีความปลื้มใจ
เพราะพญาหงส์เป็นนายหลุดพ้นจากบ่วง เมื่อจะ
กล่าววาจาอันรื่นหูได้กล่าวว่า ดูก่อนนายพราน ขอให้
ท่านพร้อมด้วยหมู่ญาติทั้งปวงจงเบิกบานใจเหมือน
ข้าพเจ้าเบิกบานใจในวันนี้ เพราะได้เห็นพญาหงส์
พ้นจากบ่วง ฉะนั้น.

355
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 356 (เล่ม 62)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วงฺกงฺโค ได้แก่ น้อมคอลงเคารพ.
บทว่า เอวํ ลุทฺทก ความว่า สุมุขหงส์กระทำความชมเชยนายพรานอย่างนี้
แล้ว ได้ทูลพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า นายพรานนี้กระทำอุปการะ
อย่างใหญ่แก่เราทั้งสอง ด้วยว่า นายพรานนี้ไม่กระทำตามคำของข้าพระองค์แล้ว
กระทำเราทั้งสองไว้ในหงส์กีฬาแล้ว ให้แก่อิสรชนทั้งหลาย จึงจะพึงได้รับ
ทรัพย์เป็นอันมาก หรือว่าฆ่าเราทั้งสองเสียแล้วเอาเนื้อขาย ก็ย่อมได้รับทรัพย์
เป็นอันมากเหมือนกัน แต่ขามิได้เห็นแก่ชีวิตของตัว จึงได้กระทำตามคำของ
ข้าพระองค์ เราทั้งสองควรนำนายพรานไปยังสำนักของพระราชา แล้วกระทำ
ชีวิตของเขาให้เป็นสุข. พระมหาสัตว์ก็เห็นด้วย สุมุขหงส์ กล่าวกับพระมหา-
สัตว์ด้วยภาษาของตนแล้ว จึงเรียกบุตรนายพรานมาถามด้วยภาษาของมนุษย์อีก
ว่า แน่ะสหาย ท่านดักบ่วงเพื่ออะไร เมื่อได้รับคำตอบว่า เพื่อต้องการทรัพย์
จึงกล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจงพาเราทั้งสองเข้าไปยังพระนครแล้วแสดง
แก่พระราชา ข้าพเจ้าทั้งสองจักยังพระราชาให้พระราชทานทรัพย์เป็นจำนวน
มากแก่ท่าน แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า
เชิญท่านมานี่เถิด เราจักบอกท่านถึงวิธีที่ท่าน
จักได้ทรัพย์ เป็นลาภของท่าน พญาหงส์ธตรฐนี้
ย่อมไม่มุ่งร้ายอะไร ๆ ท่านจงรีบไปภายในบุรี จง
แสดงข้าพเจ้าทั้งสองซึ่งไม่ติดบ่วง เป็นอยู่ตามปกติ จับ
อยู่ที่กระเช้าทั้งสองข้าง แก่พระราชาว่า ข้าแต่พระ-
มหาราชเจ้า หงส์ธตรฐทั้งสองนี้เป็นอธิบดีแห่งหงส์ทั้ง
หลาย เพราะว่าหงส์ตัวนี้เป็นราชาของหงส์ทั้งหลาย
ส่วนหงส์ตัวนี้เป็นอัครมหาเสนาบดี พระราชาจอม

356
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 357 (เล่ม 62)

ประชาชนทอดพระเนตรเห็นพญาหงส์นี้แล้ว ก็จะ
ทรงปลาบปลื้มพระหฤทัย จักพระราชทานทรัพย์เป็น
อันมาก. แก่ท่านโดยไม่ต้องสงสัย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุสิกฺขามิ แปลว่า แนะนำ. บทว่า
ปาปํ คือ ลามก. บทว่า รญฺโญ ทสฺเสหิ โน อุโภ ความว่า ท่านจงแสดง
ข้าพเจ้าแม้ทั้งสองนี้แด่พระราชา. สุมุขหงส์กล่าวอย่างนี้ด้วยเหตุ ๔ ประการ
คือ แสดงอานุภาพแห่งปัญญาพระโพธิสัตว์ ๑ เพื่อยังมิตรธรรมของตนให้
ปรากฏแจ่มแจ้ง ๑ เพื่อให้นายพรานได้ทรัพย์ ๑ เพื่อยังพระราชาให้ตั้งอยู่ใน
ศีล ๑. บทว่า ธตรฏฺฐา ความว่า ก็แลครั้นท่านนำข้าพเจ้าทั้งสองไปแล้ว
จงกราบทูลแด่พระราชาอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า หงส์ตัวเป็นอธิบดีของ
หงส์ทั้งหลาย ทั้งสองนี้เกิดในตระกูลธตรฐ บรรดาหงส์ทั้งสองตัวเหล่านี้ ตัว
นี้เป็นพระราชา ตัวนอกนี้เป็นเสนาบดี ท่านจงยังพระราชานั้นให้สำเหนียกรู้
ด้วยประการฉะนั้น . คำแม้ทั้ง ๓ มีคำว่า ปติโต ดังนี้เป็นต้น เป็นคำที่แสดง
อาการดีพระทัยทีเดียว.
เมื่อสุมุขหงส์กล่าวอย่างนี้แล้ว นายพรานจึงกล่าวว่า ข้าแต่นาย ท่าน
ทั้งสองอย่าได้ชอบใจการเข้าไปเฝ้าพระราชาเลย ธรรมดาว่า พระราชาทั้งหลาย
มีพระทัยกลับกลอก พึงกระทำท่านไว้ในหังสกีฬา หรือมิฉะนั้น ก็จะฆ่าท่านทั้ง
สองเสีย เมื่อสุมุขหงส์กล่าวว่า ดูก่อนสหาย ท่านอย่ากลัวเลย แม้บุคคลที่มีน้ำใจ
เหี้ยมโหดเป็นนายพราน มีฝ่ามือเปื้อนเลือดเช่นอย่างท่าน ข้าพเจ้ายังทำให้ใจ
อ่อนลงแล้วหมอบอยู่แทบเท้าทั้ง ๒ ของข้าพเจ้าได้ด้วยธรรมกถา ธรรมดาว่า
พระราชาทั้งหลาย เป็นผู้มีพระปัญญาและมีบุญย่อมทรงรู้จักด้วยถ้อยคำอันเป็น
พุทธภาษิต ขอท่านจงรีบนำข้าพเจ้าทั้งสองไปแสดงแก่พระราชาเถิด จึงกล่าว

357