พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 318 (เล่ม 62)

หนุ่มคะนอง มารดาย่อมคอยมองดูบุตร ผู้หลงเพลิด-
เพลินในภรรยาผู้อื่น จนพลบค่ำก็ยังไม่กลับมา ย่อม
เดือดร้อนด้วยประการฉะนี้.
บุตรผู้อันมารดาเลี้ยงดูมาแล้ว ด้วยความลำบาก
อย่างนี้ ไม่บำรุงมารดา บุตรนั้นชื่อว่า ประพฤติผิด
ในมารดา ย่อมเข้าถึงนรก บุตรผู้อันบิดาเลี้ยงมาแล้ว
ด้วยความลำบากอย่างนี้ ไม่บำรุงบิดา บุตรนั้นชื่อ
ว่าประพฤติผิดในบิดา ย่อมเข้าถึงนรก เราได้สดับ
มาว่า เพราะไม่บำรุงมารดา แม้ทรัพย์ที่เกิดแก่บุตร
ทั้งหลาย ผู้ปรารถนาทรัพย์ย่อมฉิบหายหรือบุตรนั้น
ย่อมเข้าถึงความยากแค้น เราได้สดับมาว่า เพราะไม่
บำรุงบิดา แม้ทรัพย์ที่เกิดแก่บุตรทั้งหลาย ผู้ปรารถนา
ทรัพย์ ย่อมฉิบหาย หรือบุตรนั้นย่อมเข้าถึงความ
ยากแค้น ความรื่นเริง ความบันเทิงและความหัว-
เราะเล่นหัวกันทุกเมื่อ บัณฑิตผู้รู้แจ้งพึงได้เพราะ
การบำรุงมารดา ความรื่นเริง ความบันเทิงและ
ความหัวเราะเล่นหัวกันทุกเมื่อ บัณฑิตผู้รู้แจ้งพึง
ได้เพราะการบำรุงบิดา สงคหวัตถุ ๔ ประการนี้ คือ
ทาน การให้ ๑ ปิยวาจา เจรจาคำน่ารัก ๑ อัตถจริยา
การประพฤติประโยชน์ ๑ สมานัตตตา ความเป็นผู้มี
ตนเสมอในธรรมทั้งหลายตามสมควรในที่นั้น ๆ ๑
ย่อมมีในโลกนี้ เหมือนเพลารถ ย่อมมีแก่รถที่กำลัง
แล่นไป ฉะนั้น ถ้าสังคหวัตถุเหล่านี้ ไม่พึงมีไซร้

318
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 319 (เล่ม 62)

มารดาก็จะไม่พึงได้รับความนับถือหรือการบูชา เพราะ
เหตุแห่งบุตร หรือบิดาก็จะไม่พึงได้ความนับถือหรือ
การบูชา เพราะเหตุแห่งบุตร ก็เพราะบัณฑิตทั้งหลาย
ย่อมพิจารณาเห็นสังคหวัตถุนี้ ฉะนั้น บัณฑิตเหล่านั้น
ย่อมถึงความเป็นผู้ประเสริฐ และเป็นผู้อันเทวดาและ
มนุษย์พึงสรรเสริญ มารดาและบิดา บัณฑิตเรียกว่า
เป็นพรหมของบุตร เป็นบุรพาจารย์ของบุตร เป็นผู้
ควรรับของคำนั้นจากบุตร และว่าเป็นผู้อนุเคราะห์
บุตร เพราะเหตุนั้นแล บุตรผู้เป็นบัณฑิตพึงนอบน้อม
และสักการะมารดาบิดาทั้ง ๒ นั้นด้วย ข้าว น้ำ ผ้านุ่ง
ผ้าห่ม ที่นอน การขัดสี การให้อาบน้ำ และการ
ล้างเท้า บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญบุตรนั้น ด้วย
การบำรุงในมารดาบิดาในโลกนี้ ครั้นบุตรนั้นละโลกนี้
ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุตฺตผลํ แปลว่า ผลคือบุตร. บทว่า
เทวตาย นมสฺสติ ความว่า ย่อมทำการนอบน้อมบวงสรวงเทวดาว่า ขอ
ให้บุตรจงบังเกิดมีแก่ข้าพเจ้าเถิด. บทว่า นกฺขตฺตานิ จ ปุจฺฉติ ความว่า
และย่อมถามถึงนักขัตฤกษ์ทั้งหลายอย่างนี้ว่า บุตรผู้เกิดแล้วโดยฤกษ์ยามไหน
จึงจะมีอายุยืนยาวนาน เกิดฤกษ์ยามไหนมีอายุสั้น. บทว่า อุตฺสํวจฺฉรานิ จ
ความว่า อนึ่ง มารดาย่อมถามถึงฤดูและปีทั้งหลายอย่างนี้ว่า บุตรที่เกิดในฤดู

319
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 320 (เล่ม 62)

ไหน ในบรรดาฤดูทั้ง ๖๑ จึงจะมีอายุยืนยาวนาน เกิดในฤดูไหนจึงจะมีอายุ
สั้น หรือเมื่อมารดามีอายุเท่าไร บุตรเกิดมาจึงจะมีอายุยืน เมื่อมารดามีอายุ
เท่าไร บุตรเกิดมาจึงจะมีอายุสั้น. บทว่า อุตุสิ นหาตาย ได้แก่ เมื่อระดู
เกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่า อาบในเพราะระดู (มารดาชื่อว่ามีระดู). บทว่า อวกฺกโม
ความว่า การตั้งครรภ์ย่อมมีเพราะการประชุมพร้อมแห่งเหตุ๒ ๓ ประการ
ครรภ์จึงตั้งขึ้นในท้อง. บทว่า เตน ความว่า มารดานั้นย่อมแพ้ท้องเพราะ
ครรภ์นั้น. บทว่า เตน ความว่า ในกาลนั้นมารดาจึงเกิดความรักในบุตรธิดา
ซึ่งเป็นประชาเกิดขึ้นต้องของตน เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า สุหทา
หญิงมีใจดี. บทว่า เตน ความว่า เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า ชน-
ยันตีบ้าง ชเนตตีบ้าง แปลว่าผู้ยังบุตรให้เกิด. บทว่า องฺคปาวุรเณนจ
ความว่า ด้วยการให้บุตรนอนในระหว่างนมทั้ง ๒ ยังสัมผัสแห่งสรีระให้แผ่
ไปทั่วแล้ว จึงให้อบอุ่นด้วยเครื่องคลุมคืออวัยวะนั่นแล. บทว่า โตเสนฺตี
ได้แก่ ให้รู้สึก ให้ร่าเริง. บทว่า มมฺมํ กตฺวา อุทิกฺขติ ความว่า มารดา
ทำการรับขวัญอย่างนี้ว่า โอ้หนอ ลมพัดแดดแผดเผาในเบื้องบนบุตรของเรา
ย่อมมองดูด้วยน้ำใจอันรักใคร่. บทว่า อุภยมฺเปตสฺส ความว่า มารดาย่อม
ไม่ต้องการจะให้ทรัพย์แม้ทั้ง ๒ ฝ่ายนี้ แก่ชนเหล่าอื่น จะเก็บรักษาไว้ในห้อง
อันมั่นคงเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่บุตรนี้. บทว่า เอวํ ปุตฺต อทุํ ปุตฺต
๑. เหมหฺโต สิสิรมุตู ฉ วา วสนฺโต คิมฺหวสฺสานา สรโทติ กมา มาสา เทฺว เทฺว วุตฺตา-
นุสาเรน ฤดูทั้ง ๖ คือ เหมันตะ ฤดูหิมะ สิสิร ฤดูหนาว วสันตะ ฤดูใบไม้ผลิ คิมหะ
ฤดูร้อน วัสสานะ ฤดูฝน สรทะ ฤดูอบอ้าว ฤดูละ ๒ เดือน ๆ เรียงลำดับนับตามข้อที่กล่าว
แล้วนั้น (จากอภิธานัปปทีปิกา ข้อที่ ๗๙)
๒. เหตุแห่งการตั้งครรภ็มี ๓ ประการคือ มาตาปิตโร จ สนฺนิปติตา โหนฺติ มารดาบิดาอยู่
ร่วมกัน ๑ มาตา จ อุตุนี โหติ มารดามีระดู ๑ คพฺโภ จ ปจฺจปฏฺฐิโต โหติ สัตว์ผู้จะ
เกิดถือปฏิสนธิในท้องมารดานั้น ๑ (มหาตัณหาสังขยสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์).

320
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 321 (เล่ม 62)

ความว่า มารดาให้บุตรศึกษาอยู่เป็นนิตย์ว่า โอ่ลูกน้อยเอ๋ย เจ้าจงเป็นผู้ไม่
ประมาท ในราชสกุลเป็นต้นอย่างนี้ อนึ่ง เจ้าจงกระทำกรรมอย่างโน้น มารดา
ย่อมลำบาก ด้วยประการฉะนี้. บทว่า อิติ มาตา วิหญฺญติ ได้แก่ ย่อม
เหน็ดเหนื่อย. บทว่า ปตฺตโยพฺพเน ความว่า เมื่อบุตรถึงความเป็นหนุ่ม
หรือเป็นสาว กำลังคะนอง มารดารู้ว่า บุตรนั้นมัวเมาในภรรยาผู้อื่นจนมืดค่ำ
ก็ยังไม่กลับมา จึงจ้องมองดูลูกอยู่ด้วยนัยน์ตาอันเปียกชุ่มด้วยน้ำตา. บทว่า
วิหญฺญติ แปลว่า เหน็ดเหนื่อย. บทว่า กิจฺฉาภโต ได้แก่ บุตรที่มารดา
เลี้ยงดูมา คือ ทะนุบำรุงมาด้วยความยากลำบาก. บทว่า มิจฺฉาจริตฺวาน
ได้แก่ ไม่ปฏิบัติมารดา. บทว่า ธนาปิ คือ ทรัพย์สมบัติทั้งหมด. อีกอย่างหนึ่ง
บาลีก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน. มีคำที่ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาว่า
แม้ทรัพย์ที่บังเกิดขึ้นแก่บุตรผู้อยากได้ทรัพย์ แต่มิได้ปฏิบัติมารดา ย่อมพินาศ
ฉิบหายไป. บทว่า กิจฺฉํ วา โส ความว่า ทรัพย์ของเขาย่อมพินาศไปบ้าง
เขาย่อมเข้าถึงความลำบากเองบ้าง ด้วยประการฉะนี้. บทว่า ลพฺภเมตํ
ความว่า ความสุขมีความบันเทิงเป็นต้น ในโลกนี้และในโลกหน้า บัณฑิต
ผู้รู้แจ้งจะพึงได้เพราะการบำรุงมารดา คือบัณฑิตผู้เช่นนั้นอาจจะได้. บทว่า
ทานญฺจ ความว่า บุตรพึงให้ทานแก่มารดาบิดาทั้ง ๒ พึงเจรจาถ้อยคำอัน
เป็นที่รัก พึงประพฤติประโยชน์ ด้วยอำนาจการกระทำหน้าที่ ที่บังเกิดขึ้นแล้ว
ให้เสร็จไป. บทว่า ธมฺเมสุ ความว่า ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรม คือ
ความเป็นผู้ประพฤติอ่อนน้อมต่อบุคคลผู้เจริญ อันบุตรพึงกระทำในที่นั้น ๆ
คือ ในท่ามกลางบริษัทหรือในที่ลับ ด้วยอำนาจการกราบไหว้เป็นต้น บุตร
จะทำการอภิวาทเป็นต้นในที่ลับแล้ว ไม่ยอมกระทำในบริษัทไม่สมควรเลย

321
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 322 (เล่ม 62)

พึงเป็นผู้ประพฤติเสมอในที่ทั้งหมดทีเดียว. บทว่า เอเต จ สงฺคหา นาสฺสุ
ความว่า ถ้าว่าสังคหวัตถุทั้ง ๔ ประการเหล่านั้น จะไม่พึงมีไซร้. บทว่า
สมเปกฺขนฺติ ความว่า บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมเล็งเห็นโดยนัย โดยเหตุ
โดยชอบ. บทว่า มหตฺตํ แปลว่า ความเป็นผู้ประเสริฐ. บทว่า พฺรหฺมา
ได้แก่ มารดาบิดาทั้งหลาย เป็นผู้สูงสุด เป็นผู้ประเสริฐสุด เสมอด้วยพระ-
พรหมของพวกบุตร. บทว่า ปุพฺพาจริยา ได้แก่ เป็นอาจารย์คนแรก.
บทว่า อาหุเนยฺยา ได้แก่ เป็นผู้ควรรับของคำนับ คือเป็นผู้สมควรแก่สักการะ
ทุกอย่าง บทว่า อนฺเนน อโถ ได้แก่ ทั้งข้าว ทั้งน้ำ. บทว่า เปจฺจ
ความว่า ในที่สุดแห่งการทำกาลกิริยา (ตาย) บุตรนั้นไปจากโลกนี้แล้ว ย่อม
บันเทิงอยู่ในโลกสวรรค์.
พระมหาสัตว์ ได้แสดงพระธรรมเทศนาจบลง ประดุจว่าพลิกภูเขา
สิเนรุขึ้น ด้วยประการฉะนี้. พระราชาเหล่านั้น และหมู่พลนิกายแม้ทั้งหมด
ได้สดับพระธรรมเทศนานั้นแล้ว ต่างก็พากันเลื่อมใสแล้ว. ลำดับนั้น พระ-
มหาสัตว์ จึงแนะนำพระราชาเหล่านั้น ให้ตั้งอยู่ในศีลห้า แล้วสั่งสอนว่า ขอ
มหาบพิตรทั้งหลาย จงเป็นผู้ไม่ประมาทในบุญมีทานเป็นต้นเถิด แล้วส่งเสด็จ
พระราชาเหล่านั้นกลับไป. พระราชาเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ทรงปกครองราช
สมบัติโดยธรรม ในเวลาสิ้นพระชนมายุ ก็ทรงกระทำเทพนครให้เต็ม.
โสณบัณฑิต และนันทบัณฑิตดาบส ๒ พี่น้อง ได้ปฏิบัติบำรุงมารดาบิดา
ตราบจนถึงสิ้นอายุ ก็ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศ
สัจจะทั้งหลาย ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้เลี้ยงมารดาบิดาได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล

322
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 323 (เล่ม 62)

แล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า มารดาบิดาของเราในกาลนั้น ได้มาเป็นตระกูล
มหาราชในบัดนี้ พระเจ้ามโนชราชในกาลนั้น ได้มาเป็นพระสารีบุตร.
พระราชา ๑๐๑ พระองค์ ได้มาเป็นพระอสีติมหาเถระ และมาเป็นพระสาวก
อื่น ๆ. หมู่พลนิกาย ๒๔ อักโขภิณี ก็ได้มาเป็นพุทธบริษัท. นันทบัณฑิต
ได้มาเป็นพระอานนท์ ส่วนโสณบัณฑิต ก็คือเราตถาคตนั่นเอง ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาโสณนันทชาดก
จบอรรถกถาสัตตตินิบาต ด้วยประการฉะนี้
รวมชาดกในสัตตตินิบาตนั้น มี ๒ ชาดก คือ
กุสชาดก ๑ โสณนันทชาดก ๑ ชาดกทั้งสองนี้ปรากฏอยู่ในสัตตติ-
นิบาต และอรรถกถา.

323
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 324 (เล่ม 62)

อสีตินิบาตชาดก
๑. จุลลหังสชาดก
ว่าด้วยพญาหงส์ติดบ่วง
[๑๖๓] ดูก่อนสุมุขะ ฝูงหงส์พากันบินหนีไป
ไม่เหลียวหลัง แม้ท่านก็จงไปเสียเถิด อย่าหวังอยู่ใน
ที่นี้เลย ความเป็นสหายในเราผู้ติดบ่วงย่อมไม่มี.
[๑๖๔] ข้าพระองค์จะพึงไปหรือไม่พึงไป ความ
ไม่ตาย ก็ไม่พึงมี เพราะการไปหรือการไม่ไปนั้น เมื่อ
พระองค์มีความสุขจึงอยู่ใกล้ เมื่อพระองค์ได้รับทุกข์
จะพึงละไปอย่างไรได้ ความตาย พร้อมกับพระองค์
หรือว่าความเป็นอยู่เว้นจากพระองค์ ความตายนั้นแล
ประเสริฐกว่า เว้นจากพระองค์แล้ว พึงเป็นอยู่จะ
ประเสริฐอะไร ข้าแต่พระมหาราชผู้เป็นจอมหงส์
ข้าพระองค์พึงละทั้งพระองค์ผู้ทรงถึงทุกข์อย่างนี้ ข้อ
นี้ไม่เป็นธรรมเลย คติของพระองค์ ข้าพระองค์ย่อม
ชอบใจ.
[๑๖๕] คติของเราผู้ติดบ่วงจะเป็นอื่นไปอย่าง-
ไรเล่า นอกจากเข้าโรงครัวใหญ่ คตินั้นย่อมชอบใจ
แก่ท่านผู้มีความคิดผู้พ้นแล้วอย่างไร ดูก่อนหงส์สุมุขะ
ท่านจะพึงเห็นประโยชน์อะไร ในการสิ้นชีวิตของเรา

324
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 325 (เล่ม 62)

และของท่านทั้งสอง หรือของพวกญาติที่เหลือ ดูก่อน
ท่านผู้มีปีกทั้งสองดังสีทอง เมื่อท่านยอมสละชีวิตใน
เพราะคุณอันไม่ประจักษ์ ดังคนตาบอดกระทำแล้ว
ในที่มืด จะพึงยังประโยชน์อะไรให้รุ่งเรืองได้.
[๑๖๖] ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าฝูงหงส์
ทั้งหลาย ทำไมหนอพระองค์จึงไม่ทรงรู้อรรถในธรรม
ธรรมอันบุคคลเคารพแล้ว ย่อมแสดงประโยชน์แก่
สัตว์ทั้งหลาย ข้าพระองค์นั้นเพ่งเล็งอยู่ซึ่งธรรมและ
ประโยชน์อันตั้งขึ้นจากธรรม ทั้งเห็นพร้อมอยู่ซึ่ง
ความกักดีในพระองค์ จึงมิได้เสียดายชีวิต ความที่
มิตรเมื่อระลึกถึงธรรมไม่พึงทอดทิ้งมิตรในยามทุกข์
แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต นี้เป็นธรรมของสัตบุรุษ
ทั้งหลายโดยแท้.
[๑๖๗] ธรรมนี้นั้นท่านประพฤติแล้ว และความ
ภักดีในเราก็ปรากฏแล้ว ท่านจงทำตามความปรารถนา
ของเรานี้เถิด ท่านเป็นอันเราอนุมัติแล้ว จงไปเสีย
เถิด ดูก่อนท่านผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ก็แลเมื่อกาล
ล่วงไปอย่างนี้ คือ เมื่อเราติดบ่วงอยู่ในที่นี้ ท่านพึง
กลับไป ปกครองหมู่ญาติทั้งหลายของเราให้จงดีเถิด.
[๑๖๘] เมื่อสุวรรณหงส์ตัวประเสริฐ ประพฤติ
ธรรมอันประเสริฐ กำลังโต้ตอบกันอยู่ด้วยประการฉะนี้
นายพรานได้ปรากฏแล้ว เหมือนดังมัจจุราชปรากฏ

325
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 326 (เล่ม 62)

แก่บุคคลผู้ป่วยหนัก ฉะนั้น สุวรรณหงส์ทั้งสอง
เกื้อกูลกันมาสิ้นกาลนานนั้น เห็นศัตรูเดินมาแล้ว ก็
นิ่งเฉยมิได้เคลื่อนจากที่ ฝ่ายนายพรานผู้เป็นศัตรู
ของพวกนก เห็นพญาหงส์ธตรฐซึ่งเป็นจอมหงส์
กำลังเดินส่ายไปมาแต่ที่นั้น ๆ จึงรีบเดินเข้าไป ก็นาย
พรานนั้นครั้นรีบเดินเข้าไปแล้ว เกิดความสงสัยขึ้นว่า
หงส์ทั้งสองนั้นติดบ่วงหรือไม่ จึงค่อยลดความเร็วลง
ค่อย ๆ เดินเข้าไปให้ใกล้สุวรรณหงส์ทั้งสอง ได้เห็น
ตัวหนึ่งติดบ่วง อีกตัวหนึ่งไม่ติดบ่วง แต่มายืนอยู่
ใกล้ตัวติดบ่วง จึงเพ่งดูตัวที่ติดบ่วงผู้เป็นโทษ ลำดับ
นั้น นายพรานนั้นเป็นผู้มีความสงสัย จึงได้กล่าวถาม
สุมุขหงส์ตัวมีผิวพรรณเหลือง มีร่างกายใหญ่ เป็น
ใหญ่ในหมู่หงส์ ซึ่งยืนอยู่ว่า เพราะเหตุไรหนอ
พญาหงส์ตัวที่ติดบ่วงใหญ่ ย่อมไม่กระทำซึ่งทิศ
เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร ท่านผู้ไม่ติดบ่วงเป็นผู้มี
กำลัง จึงไม่บินหนีไป พญาหงส์ตัวนี้เป็นอะไรกับ
ท่านหรือ ท่านพ้นแล้วทำไมจึงยังเฝ้าหงส์ตัวติดบ่วงอยู่
หงส์ทั้งหลายพากันละทิ้งหนีไปหมด เพราะเหตุไร
ท่านจึงยังอยู่ตัวเดียว.
[๑๖๙] ดูก่อนนายพรานนก พญาหงส์นั้นเป็น
ราชาของเรา ทั้งเป็นเพื่อนเสมอด้วยชีวิตของเราด้วย
เราจึงไม่ละท่านไป จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งกาละ.

326
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 327 (เล่ม 62)

[๑๗๐] ก็ไฉนพญาหงส์นี้จึงไม่เห็นบ่วงที่ดักไว้
ความจริงการรู้อันตรายของตน เป็นเหตุของบุคคล
ผู้ใหญ่ทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้ใหญ่เหล่านั้น
ควรรู้อันตราย.
[๑๗๑] เมื่อใดมีความเสื่อม เมื่อนั้น สัตว์แม้
เข้าใกล้ข่ายหรือบ่วงก์ไม่รู้สึก ในเมื่อถึงคราวจะสิ้น
ชีวิต.
[๑๗๒] ดูก่อนท่านผู้มีปัญญามาก ก็แลบ่วง
ทั้งหลายที่เขาดักไว้มีมากอย่าง สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้า
มาติดบ่วงที่เขาดักอำพรางไว้ ในเมื่อถึงคราวจะสิ้น
ชีวิตอย่างนี้.
[๑๗๓] เออก็การอยู่ร่วมกันกับท่านนี้ พึงมีสุข
เป็นกำไรหนอ และขอท่านอนุญาตแก่ข้าพเจ้าทั้งสอง
เถิด และขอท่านพึงให้ชีวิตแก่ข้าพเจ้าทั้งสองด้วยเถิด.
[๑๗๔] เรามิได้ผูกท่านไว้ และไม่ปรารถนาจะ
ฆ่าท่าน เชิญท่านรีบไปจากที่นี้ตามความปรารถนา
แล้วจงอยู่เป็นสุขตลอดกาลนานเถิด.
[๑๗๕] ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ โดย
เว้น จากชีวิตของพญาหงส์นี้ ถ้าท่านยินดีเพียง
ตัวเดียว ขอให้ท่านปล่อยพญาหงส์นี้ และจงกิน
ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทั้งสองเป็นผู้เสมอกัน ด้วยรูปทรง
สัณฐานและวัย ท่านไม่เสื่อมแล้วจากลาภ ขอท่านจง

327