พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 278 (เล่ม 62)

เกิดขึ้นเลย ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เสด็จมาดีแล้ว
เสด็จมาถึงแล้ว ขอจงตรัสบอกสิ่งที่ทรงชอบพระหฤทัย
ซึ่งมีอยู่ ณ ที่นี้เถิด ขอเชิญมหาบพิตรเสวยผลมะพลับ
ผลมะหาด ผลมะซาง และผลหมากเม่า อันเป็นผลไม้
มีรสหวานน้อย ๆ เชิญเลือกเสวยแต่ผลที่ดี ๆ เถิด
น้ำนี้เย็นนำมาแต่ซอกเขา ขอเชิญมหาบพิตรดื่มเถิด
ถ้าพระองค์ทรงปรารถนา.
[๑๕๓] สิ่งใดที่พระคุณเจ้าให้ ข้าพเจ้าขอรับสิ่ง
นั้น พระคุณเจ้ากระทำให้ถึงแก่ข้าพเจ้าทั้งปวง ขอ
พระคุณเจ้าจงเงี่ยโสตสดับคำของนันทดาบสติท่านจะ
กล่าวนั้นเถิด ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นบริษัทของนันทดา-
บส มาแล้วสู่สำนักของพระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าโปรด
สดับคำของข้าพเจ้า ของนันทดาบสและของบริษัทเถิด.
[๑๕๔] ชาวชนบทร้อยเศษ พราหมณ์มหาศาล
ประมาณเท่านั้น กษัตริย์อภิชาตผู้เรืองยศทั้งหมดนี้
และพระเจ้ามโนชะผู้เจริญ จงเข้าใจคำของข้าพเจ้า
ยักษ์ทั้งหลายภูตและเทวดาทั้งหลายในป่า เหล่าใด
ซึ่งมาประชุมกันอยู่ในอาศรมนี้ ขอจงฟังคำของข้าพ-
เจ้า ข้าพเจ้าขอกระทำความนอบน้อมแก่เทวดาทั้ง-
หลายแล้วจักกล่าวกะฤๅษีผู้มีวัตรอันงาม ข้าพเจ้านั้น
ชาวโลกสมมติแล้วว่าเป็นชาวโกสิยโคตรร่วมกับท่าน

278
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 279 (เล่ม 62)

จึงนับว่าเป็นแขนขวาของท่าน ข้าแต่ท่านโกสิยะผู้มี
ความเพียร เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้ประสงค์จะเลี้ยงดูมารดา
บิดาของข้าพเจ้า ฐานะนี้ชื่อว่าเป็นบุญ ขอท่านอย่า
ได้ห้ามข้าพเจ้าเสียเลย จริงอยู่ การบำรุงมารดาบิดานี้
สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้ว ขอท่านจงอนุญาตการ
บำรุงมารดาบิดานี้แก่ข้าพเจ้า ท่านได้กระทำกุศลมา
แล้วสิ้นกาลนาน ด้วยการลุกขึ้นทำกิจวัตรและการบีบ
นวด บัดนี้ข้าพเจ้าปรารถนาจะทำบุญในมารดาและ
บิดา ขอท่านจงให้โลกสวรรค์แก่ข้าพเจ้าเถิด ข้าแต่
พระฤๅษี มนุษย์ทั้งหลายซึ่งมีอยู่ในบริษัทนี้ ทราบบท
แห่งธรรมในธรรมว่าเป็นทางแห่งโลกสวรรค์ เหมือน
ดังท่านทราบ ฉะนั้น การบำรุงมารดาบิดาด้วยการ
อุปัฏฐากและการบีบนวดชื่อว่านำความสุขมาให้ ท่าน
ห้ามข้าพเจ้าจากบุญนั้น ชื่อว่าเป็นอันห้ามทางอัน
ประเสริฐ.
[๑๕๕] ขอมหาบพิตรผู้เจริญทั้งหลาย ผู้เป็น
บริษัทของนันทะ จงสดับถ้อยคำของอาตมภาพ ผู้ใด
ยังวงศ์ตระกูลแต่เก่าก่อนให้เสื่อม ไม่ประพฤติธรรม
ในบุคคลผู้เจริญทั้งหลาย ผู้นั้นย่อมเข้าพึงนรก ดูก่อน
ท่านผู้เป็นใหญ่ในทิศ ส่วนชนเหล่าใดเป็นผู้ฉลาดใน
ธรรมอันเป็นของเก่า และถึงพร้อมด้วยจารีต ชนเหล่า
นั้นย่อมไม่ไปสู่ทุคติ มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย

279
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 280 (เล่ม 62)

พี่สาวน้องสาว ญาติและเผ่าพันธุ์ ชนเหล่านั้นทั้งหมด
ย่อมเป็นภาระของพี่ชายใหญ่ ขอพระองค์ทรงทราบ
อย่างนี้เถิด มหาบพิตร ดูก่อนมหาบพิตรผู้เป็นจอมทัพ
ก็อาตมภาพเป็นพี่ชายใหญ่ จึงต้องรับภาระอันหนัก
ทั้งสามารถจะปฏิบัติท่านเหล่านั้นได้ เหมือนนายเรือ
รับภาระอันหนัก สามารถจะนำเรือไปได้โดยสวัสดี
ฉะนั้น เหตุนั้น อาตมภาพจึงไม่ละลืมธรรม.
[๑๕๖] ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ไปแล้วในความมืด
วันนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลายเกิดความรู้ขึ้นแล้ว ท่านโกสิย
ฤๅษีได้แสดงธรรมแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย เหมือนส่องแสง
อันรุ่งเรืองจากไฟ ฉะนั้น พระอาทิตย์เป็นเทพเจ้าแห่ง
แสง มีรัศมีเจิดจ้า เมื่ออุทัย ย่อมแสดงรูปดีและรูปชั่ว
ให้ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลาย ฉันใด ท่านโกสิยฤๅษีก็
แสดงธรรมแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน.
[๑๕๗] ถ้าพี่จะไม่รับอัญชลีของข้าพเจ้าผู้วิง-
วอนอยู่อย่างนี้ ข้าพเจ้า จักดำเนินไปตามถ้อยคำของ
พี่ จักบำรุงบำเรอพี่ผู้อยู่ด้วยความไม่เกียจคร้าน.
[๑๕๘] ดูก่อนนันทะ เธอรู้แจ้งสัทธรรมที่สัต-
บุรุษทั้งหลายแสดงแล้วเป็นแน่ เธอเป็นคนงาม มี
มารยาทอันงดงาม พี่ชอบใจเป็นยิ่งนัก พี่จะกล่าวกะ
มารดาบิดาว่า ขอท่านทั้งสองจงฟังคำของข้าพเจ้า
ภาระนี้หาใช่เป็นภาระเพียงชั่วครั้งชั่วคราวของข้าพเจ้า

280
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 281 (เล่ม 62)

ไม่ การบำรุงที่ข้าพเจ้าบำรุงแล้วนี้ ย่อมนำความสุข
มาให้แก่มารดาบิดาได้ แต่นันทะย่อมกระทำการ
ขอร้องอ้อนวอนเพื่อบำรุงท่านทั้งสองบ้าง บรรดาท่าน
ทั้งสองผู้สงบระงับ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ หากว่า
ท่านใดปรารถนา ข้าพเจ้าจะบอกกะท่านนั้น ขอให้
ท่านทั้งสองผู้หนึ่งจงเลือกนันทะตามความปรารถนา
เถิด นันทะจะบำรุงใครในท่านทั้งสอง.
[๑๕๙] ดูก่อนพ่อโสณะ เราทั้งสองคนอาศัย
เจ้าอยู่ ถ้าเจ้าอนุญาต แม่ก็จะพึงได้จุมพิตลูกนันทะผู้
ประพฤติพรหมจรรย์ที่ศีรษะ.
[๑๖๐] ใบอ่อนของต้นอัสสัตถพฤกษ์ เมื่อลม
รำเพยพัดต้องแล้ว ย่อมหวั่นไหวไปมา ฉันใด หัวใจ
ของแม่ก็หวั่นไหว เพราะนาน ๆ จึงได้เห็นลูกนันทะ
ฉันนั้น เมื่อใด เมื่อแม่หลับแล้วฝันเห็นลูกนันทะมา
แม่ก็ดีใจอย่างล้นเหลือว่าลูกนันทะของแม่นี้มาแล้ว
แต่เมื่อใด ครั้นแม่ตื่นขึ้นแล้ว ไม่ได้เห็นลูกนันทะ
ของแม่มา ความเศร้าโศกและความเสียใจมิใช่น้อย
ก็ทับถมยิ่งนัก วันนี้ แม่ได้เห็นลูกนันทะผู้จากไปนาน
กลับมาแล้ว ขอลูกนันทะจงเป็นที่รักของบิดาเจ้าและ
ของแม่เอง ขอลูกนันทะจงเข้าไปสู่เรือนของเราเถิด
ดูก่อนพ่อโสณะ ลูกนันทะเป็นที่แสนรักของบิดา
ลูกนันทะยังไม่ได้เข้าไปสู่เรือนใด ขอให้ลูกนันทะจง
ได้เรือนนั้น ขอลูกนันทะจงบำรุงแม่เถิด.

281
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 282 (เล่ม 62)

[๑๖๑] ดูก่อนฤาษี มารดาเป็นผู้อนุเคราะห์ เป็น
ที่พึ่งและเป็นผู้ให้ขีรรสแก่เราก่อน เป็นทางแห่งโลก-
สวรรค์ มารดาปรารถนาเจ้า มารดาเป็นผู้ให้ขีรรส
ก่อน เป็นผู้เลี้ยงดูเรามา เป็นผู้ชักชวนเราในบุญกุศล
เป็นทางแห่งโลกสวรรค์ มารดาปรารถนาเจ้า.
[๑๖๒] มารดาหวังผลคือบุตร จึงนอบน้อมแก่
เทวดา และไต่ถามถึงฤกษ์ ฤดูและปีทั้งหลาย เมื่อ
มารดานั้นมีระดู ความก้าวลงแห่งสัตว์ผู้เกิดในครรภ์
ก็ย่อมมี เพราะสัตว์เกิดในครรภ์นั้น มารดาจงแพ้ท้อง
เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า เป็นผู้มี
ใจดี มารดาบริหารครรภ์อยู่หนึ่งปีหรือหย่อนกว่าปีแล้ว
จึงคลอด เหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า ชนยันตี
และชเนตตี ผู้ยังบุตรให้เกิด มารดาย่อมปลอบบุตร
ผู้ร้องไห้อยู่ให้รื่นเริง ด้วยการให้ดื่มน้ำนมบ้าง ด้วย
การขับกล่อมบ้าง ด้วยการอุ้มแนบไว้กับอกบ้าง
เหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า ปลอบบุตรให้
รื่นเริง ต่อแต่นั้น มารดาเห็นบุตรผู้ยังเป็นเด็กอ่อน
ไม่รู้จักเดียงสา เล่นอยู่ท่ามกลางสายลมและแสงแดด
อันกล้าก็เข้ารับขวัญ เพราะเหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียก
มารดานั้นว่า โปเสนตี ผู้เลี้ยงดูบุตร มารดาย่อม
คุ้นครองทรัพย์แม้ทั้งสองฝ่าย คือ ทรัพย์ของมารดา
และทรัพย์ของบิดา เพื่อบุตรนั้น ด้วยตั้งใจว่า ทรัพย์

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 283 (เล่ม 62)

ทั้งสองฝ่ายพึงเป็นของบุตรแห่งเรา มารดายังบุตรให้
ศึกษาดังนี้ว่า อย่างนี้ซิลูก อย่างโน้นซิลูก ย่อมลำบาก
เมื่อบุตรกำลังรุ่นหนุ่มคะนอง มารดาย่อมคอยมองดู
บุตรผู้หลงเพลิดเพลินในภรรยาผู้อื่น จนพลบค่ำก็ยัง
ไม่กลับมา ย่อมเดือดร้อนด้วยประการฉะนี้.
บุตรผู้อันมารดาเลี้ยงดูมาแล้ว ด้วยความลำบาก
อย่างนี้ ไม่บำรุงมารดา บุตรนั้นชื่อว่าประพฤติผิดใน
มารดาย่อมเข้าถึงนรก บุตรผู้อันบิดาเลี้ยงมาแล้วด้วย
ความลำบากอย่างนี้ ไม่บำรุงบิดา บุตรนั้นชื่อว่าประ-
พฤติผิดในบิดา ย่อมเข้าถึงนรก เราได้สดับมาว่า
เพราะไม่บำรุงมารดา แม้ทรัพย์ที่เกิดแก่บุตรทั้งหลายผู้
ปรารถนาทรัพย์ย่อมฉิบหาย หรือบุตรนั้นย่อมเข้าถึง
ความยากแค้น เราได้สดับมาว่า เพราะไม่บำรุงบิดา
แม้ทรัพย์ที่เกิดแก่บุตรทั้งหลายผู้ปรารถนาทรัพย์ ย่อม
ฉิบหาย หรือบุตรนั้นย่อมเข้าถึงความยากแค้น ความ
รื่นเริง ความบันเทิง และความหัวเราะเล่นหัวกันทุก
เมื่อ บัณฑิตผู้รู้แจ้งพึงได้เพราะการบำรุงมารดา ความ
รื่นเริง ความบันเทิง และความหัวเราะเล่นหัวกันทุก
เมื่อ บัณฑิตผู้รู้แจ้งพึงได้เพราะการบำรุงบิดา สังคห-
วัตถุ ๔ ประการนี้ คือทาน การให้ ๑ ปิยวาจา เจรจา
คำน่ารัก ๑ อัตถจริยา การประพฤติประโยชน์ ๑
สมานัตตตา ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรมทั้งหลาย

283
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 284 (เล่ม 62)

ตามสมควรในที่นั้น ๆ ๑ ย่อมมีในโลกนี้ เหมือน
เพลารถย่อมมีแก่รถที่กำลังแล่นไป ฉะนั้น ถ้าว่า
สังคหวัตถุเหล่านี้ไม่พึงมีไซร้ มารดาก็จะไม่พึงได้รับ
ความนับถือหรือการบูชา เพราะเหตุแห่งบุตร หรือ
บิดาก็จะไม่พึงได้ความนับถือหรือการบูชา เพราะเหตุ
แห่งบุตร ก็เพราะบัณฑิตทั้งหลายย่อมพิจารณาเห็น
สังคหวัตถุนี้ ฉะนั้น บัณฑิตเหล่านั้นย่อมถึงความ
เป็นผู้ประเสริฐ และเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์พึง
สรรเสริญ มารดาและบิดาบัณฑิตเรียกว่า เป็นพรหม
ของบุตร เป็นบุรพาจารย์ของบุตร เป็นผู้ควรรับของ
คำนับของบุตร และว่าเป็นผู้อนุเคราะห์บุตร เพราะ
เหตุนั้นแล บุตรผู้เป็นบัณฑิต พึงนอบน้อมและ
สักการะมารดาบิดาทั้ง ๒ นั้นด้วย ข้าว น้ำ ผ้านุ่ง
ผ้าห่ม ที่นอน การขัดสี การให้อาบน้ำ และการ
ล้างเท้า บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุตรนั้น ด้วย
การบำรุงในมารดาบิดาในโลกนี้ ครั้นบุตรนั้นละโลก
นี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์.
จบโสณนันทชาดกที่ ๒
จบสัตตตินิบาต

284
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 285 (เล่ม 62)

อรรถกถาโสณนันทชาดก
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระ
ปรารภภิกษุผู้เลี้ยงมารดารูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
เทวตา นุสิ ดังนี้.
เนื้อเรื่องของชาดกนี้ คล้ายกับเรื่องในสุวรรณสามชาดกทีเดียว.
ก็ในกาลนั้น พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธออย่าติเตียน
ภิกษุรูปนี้เลย บัณฑิตแต่ปางก่อนทั้งหลาย แม้ได้ราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งสิ้น
ก็ยังไม่ยอมรับเอาราชสมบัตินั้น ย่อมเลี้ยงแต่มารดาบิดาถ่ายเดียว แล้วทรงนำ
อตีตนิทานมา ตรัสว่า
ในอดีตกาล กรุงพาราณสี ได้เป็นพระนครที่มีชื่อว่า พรหมวัธน์.
พระราชาทรงมีพระนามว่า มโนชะ เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครนั้น. มี
พราหมณ์มหาศาลผู้หนึ่ง มีทรัพย์สมบัติประมาณ ๘๐. โกฏิ แต่หาบุตรมิได้
อาศัยอยู่ในพระนครนั้น. นางพราหมณีผู้เป็นภริยาของพราหมณ์นั้น เมื่อ
พราหมณ์ผู้สามีนั้นกล่าวว่า นางผู้เจริญ เธอจงปรารถนาบุตรเถิด ดังนี้ ก็ได้
ปรารถนาแล้ว. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เสด็จจุติจากพรหมโลก ทรงถือปฏิสนธิ
ในครรภ์ของนางพราหมณีนั้น. เมื่อกุมารนั้นเกิดแล้ว มารดาบิดาจึงตั้งชื่อว่า
โสณกุมาร ในกาลเมื่อโสณกุมารนั้นเดินได้ แม้สัตว์อื่น ก็จุติจากพรหมโลก
ถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางพราหมณีนั้นอีก มารดาบิดาตั้งชื่อกุมารนั้นว่า
นันทกุมาร เมื่อกุมารทั้ง ๒ คนนั้นเรียนพระเวท จนจบการศึกษาศิลปศาสตร์
ทั้งหมดแล้ว พราหมณ์ผู้บิดามองเห็นรูปสมบัติอันเจริญวัย จึงเรียกนางพราหมณี
มา แล้วพูดว่า แน่ะนางผู้เจริญ เราจักผูกพันโสณกุมารลูกชายของเราไว้ด้วย

285
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 286 (เล่ม 62)

เครื่องผูกคือเรือน นางรับว่า ดีละ แล้วบอกเนื้อความนั้นแก่บุตรให้ทราบ.
โสณกุมารนั้น จึงพูดว่า อย่าเลยแม่ เรื่องการอยู่ครองเรือนสำหรับฉัน ฉัน
จะปฏิบัติคุณพ่อและคุณแม่จนกว่าชีวิตจะหาไม่ เมื่อคุณพ่อและคุณแม่ล่วงไป
แล้ว ก็จะเข้าป่าหิมพานต์บวช. นางพราหมณี จึงบอกเนื้อความนั้นแก่พราหมณ์
ให้ทราบ. คนทั้ง ๒ คนนั้น แม้กล่าวอยู่บ่อย ๆ ก็ไม่ได้ความยินยอมพร้อมใจ
จากโสณกุมารนั้น จึงเรียกนันทกุมารมาแล้วพูดว่า ลูกเอ๋ย ถ้าอย่างนั้น เจ้าจง
ครอบครองทรัพย์สมบัติเถิด เมื่อนันทกุมารพูดว่า ฉันจะยื่นศีรษะออกไปรับ
ก้อนเขฬะ ที่พี่ชายถ่มทิ้งแล้วไม่ได้แน่ ก็ตัวฉันเองเมื่อพ่อแม่ถึงแก่กรรมแล้ว
ก็จะออกบวชพร้อมกับพี่ชายเหมือนกัน ฟังคำของลูกชายทั้งสองคนนั้นแล้ว
จึงพากันคิดว่า ลูกชายทั้งสองคนนี้กำลังหนุ่มอยู่อย่างนี้ ก็ยังละกามารมณ์
ทั้งหลายเสียได้ จะป่วยกล่าวไปไยถึงเราทั้งสองคนเล่า พวกเราพากันบวชเสีย
ให้หมดเถิด จึงพูดกะบุตรทั้งสองคนว่า ลูกเอ๋ย เมื่อแม่และพ่อหาชีวิตไม่แล้ว
การบวชของเจ้าทั้ง ๒ จะมีประโยชน์อะไร เราทั้งหมดจักออกบวชพร้อมกัน
เสียในบัดนี้เถิด แล้วกราบทูลแด่พระราชา สละทรัพย์ทั้งหมดลงในทางทาน
กระทำชนผู้เป็นทาสให้เป็นไท ให้ส่งของที่สมควรให้แก่หมู่ญาติ พร้อมกัน
ทั้ง ๔ คนด้วยกัน ออกจากนครพรหมวัธน์ สร้างอาศรมอยู่ในชัฏป่าอันน่า
รื่นรมย์ใจ อาศัยสระอันดารดาษไปด้วยดอกปทุมเบญจวรรณ ในหิมวันต-
ประเทศ แล้วบรรพชาอาศัยอยู่ในอาศรมนั้น. แม้พระโสณะและพระนันทะ
ทั้ง ๒ นั้น ก็ช่วยกันปฏิบัติมารดาบิดา ตื่นเช้าก็จัดไม้สำหรับชำระฟันและน้ำ
ล้างหน้าให้แก่ท่านทั้ง ๒ แล้วไปกวาดบรรณศาลาและบริเวณอาศรม ตั้งน้ำฉัน
ไว้เสร็จแล้ว พากันไปเลือกผลไม้น้อยใหญ่ ซึ่งมีรสอันอร่อยมาจากป่า นำมา
ให้มารดาบิดาได้บริโภค ถึงยามร้อนก็หาน้ำเย็นมาให้อาบ คอยชำระสะสาง
มวยผมให้สะอาด กระทำการบีบนวดเป็นต้น แก่มารดาบิดาทั้งสองคนนั้น.

286
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 287 (เล่ม 62)

ด้วยการปฏิบัติอยู่อย่างนี้ เวลาล่วงไปนาน คราวหนึ่ง นันทบัณฑิต
ดำริว่า เราจะให้มารดาบิดาได้บริโภคผลไม้น้อยใหญ่ที่เราหามาได้ก่อน. เธอ
จึงรีบไปล่วงหน้าพี่ชายแต่เช้าตรู่ หาผลไม้ลูกเล็กลูกใหญ่ เท่าที่พอจะหาได้
มาจากที่ที่ตนเคยเก็บเมื่อวานบ้าง วานซืนบ้าง แล้วรีบนำมาให้มารดาบิดา
บริโภคก่อน. มารดาบิดาบริโภคผลไม้แล้ว บ้วนปากสมาทานอุโบสถ. ส่วน
โสณบัณฑิตไปยังที่ไกล ๆ เลือกหาผลไม้น้อยใหญ่ ที่มีรสอันอร่อยกำลังสุกงอมดี
แล้วนำเข้าไปให้. ลำดับนั้น มารดาบิดาจึงกล่าวกะโสณบัณฑิตนั้นว่า ลูกเอ๋ย
เราได้บริโภคผลไม้ที่น้องชายของเจ้าหามาให้เรียบร้อยแล้วแต่เช้าตรู่ (เดี๋ยวนี้)
สมาทานอุโบสถแล้ว บัดนี้เราไม่มีความต้องการ. ผลไม้ดี ๆ ของโสณดาบส
นั้น ไม่มีใครได้บริโภคเลย ก็จะเน่าเสียไปด้วยประการฉะนี้. แม้ในวันต่อ ๆ มา
ก็เป็นเช่นนั้นอีกเหมือนกัน. พระโสณดาบสนั้น สามารถจะไปยังสถานที่ไกล ๆ
แล้วนำผลไม้มาได้ด้วยอาการอย่างนี้ เพราะท่านได้อภิญญา ๕ ประการ. แต่
มารดาบิดา ก็มิได้บริโภค. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงคิดว่า มารดาบิดา
ของเราเป็นสุขุมาลชาติ น้องนันทะไปหาผลไม้ลูกเล็กลูกใหญ่ดิบบ้างสุกบ้าง
มาให้ท่านบริโภค เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านทั้งสองนี้ ก็จะไม่เป็นอยู่เช่นนี้ได้ตลอด
กาลนาน เราจักห้ามเธอเสีย. ลำดับนั้น โสณบัณฑิต จึงเรียกน้องชายนั้นมา
แล้วบอกว่า ดูก่อนน้อง จำเดิมแต่นี้ไปเมื่อน้องหาผลไม้มาได้แล้ว จงรอให้
พี่กลับมาเสียก่อน เราทั้งสองคนจักให้มารดาบิดาบริโภคพร้อม ๆ กัน . แม้เมื่อ
พระมหาสัตว์กล่าวอย่างนี้แล้ว พระนันทะ ก็มุ่งหวังแต่ความดีของตนอย่างเดียว
จึงมิได้กระทำตามคำของพี่ชาย. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์คิดว่า น้องนันทะ
ไม่กระทำตามคำของเรา กระทำหน้าที่อันไม่สมควร จะต้องขับไล่เธอไปเสีย
แต่นั้น เราผู้เดียวเท่านั้นจะปฏิบัติมารดาบิดา จึงดีดนิ้วมือขู่ขับนันทดาบสด้วย

287