พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 268 (เล่ม 62)

ของพระมหาสัตว์นั้น ในสงครามครั้งสำคัญ จนแตกไปด้วยอำนาจแห่งเสียง
ของพระโพธิสัตว์อย่างนี้ ก็มีพระทัยยินดี จึงพระราชทานแก้วมณีดวงหนึ่ง
ชื่อว่า เวโรจนะ แก่พระมหาสัตว์เจ้านั้น . คำว่า พระนคร หมายเอาบุรีคือ
พระนคร บทว่า พนฺธิตฺวา ได้แก่ ใช้ผ้าสาฎกของพวกกษัตริย์เหล่านั้น
นั่นเองมัดกษัตริย์เหล่านั้นเอาแขนไว้ข้างหลัง. บทว่า กามํ กโรหิ เต ตฺยา
ความว่า พระมหาสัตว์เจ้าทูลว่า ขอพระองค์จงทรงการทำตามความต้องการ
ความปรารถนา ความชอบใจของพระองค์เถิด ด้วยว่ากษัตริย์เหล่านั้น พระองค์
กระทำให้เป็นทาสแล้ว.
พระราชา ตรัสว่า
กษัตริย์เหล่านี้ เป็นศัตรูของพระองค์ มิได้เป็น
ศัตรูของหม่อมฉัน ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์
(เป็นใหญ่) ว่าหม่อมฉัน จะทรงปล่อย หรือจะทรง
ประหารศัตรูเหล่านั้นก็ตามเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตฺวญฺเญว โน ความว่า ข้าแต่พระ
มหาราชเจ้า พระองค์ผู้เดียวเท่านั้น ทรงเป็นใหญ่กว่าพวกหม่อมฉัน.
เมื่อพระเจ้ามัททราชตรัสอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์จึงทรงพระดำริว่า
ประโยชน์อะไร เราจะฆ่าพวกกษัตริย์เหล่านี้ การมาของกษัตริย์ทั้ง ๗ พระนคร
เหล่านั้น อย่าได้เปล่าจากประโยชน์เสียเลย พระธิดาของพระเจ้ามัททราช
ซึ่งเป็นพระกนิษฐภคินีของพระนางประภาวดี ก็มีอยู่ถึง ๗ พระองค์ เราจักยก
พระนางให้แก่กษัตริย์ทั้ง ๗ พระนครเหล่านั้น ดังนี้แล้ว จึงตรัสคาถาว่า
พระราชธิดาของพระองค์ ล้วนทรงงดงามดังเทพ
กัญญา มีอยู่ถึง ๗ พระองค์ ขอพระองค์โปรดพระราช

268
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 269 (เล่ม 62)

ทานแก่กษัตริย์ทั้ง ๗ นั้นองค์ละองค์ ขอกษัตริย์เหล่า
นั้น จงเป็นพระชามาดาของพระองค์เถิด.
พระเจ้ามัททราชทรงสดับคำนั้นแล้ว ก็เต็มพระทัยที่จะพระราชทาน
พระธิดาทั้งหลายของพระองค์ จึงตรัสคาถาว่า
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์เป็นใหญ่กว่า
หม่อมฉันทั้งหลาย และแก่พวกลูกของหม่อมฉัน
ทั้งหมด เชิญพระองค์นั่นแหละ ทรงพระราชทาน
พวกลูกของหม่อมฉัน แก่กษัตริย์เหล่านั้นตามพระราช
ประสงค์เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตฺวํ โน สพฺเพสํ ความว่า ข้าแต่
มหาราชเจ้า ผู้เป็นจอมแห่งชนชาวแคว้นกุสะ พระองค์พูดอะไร พระองค์
ผู้เดียวเป็นใหญ่เหนือพวกหม่อมฉันทั้งหมด คือ พระราชาทั้ง ๗ พระนคร
เหล่านี้ด้วย เหนือหม่อมฉันด้วย และเหนือพวกลูก ๆ ของหม่อมฉันเหล่านั้น
ด้วย. บทว่า ยทิจฺฉสิ ความว่า พระองค์ทรงประสงค์พระธิดาพระองค์ใด
เพื่อกษัตริย์พระองค์ใด ก็จงประทานพระธิดาองค์นั้น แก่กษัตริย์พระองค์
นั้นเถิด.
พระมหาสัตว์เจ้า จึงตรัสสั่งให้พวกเจ้าพนักงานตกแต่งพระธิดาของ
พระเจ้ามัททราชทั้ง ๗ พระองค์เหล่านั้น แล้วพระราชทานแก่พระราชาทั้ง ๗
พระองค์นั้น องค์ละองค์.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงได้ทรงภาษิตพระ-
คาถา ๕ พระคาถาว่า

269
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 270 (เล่ม 62)

ในกาลนั้น พระเจ้ากุสราชผู้มีพระสุรเสียงดัง
เสียงราชสห์ ได้ทรงยกพระราชธิดาของพระเจ้ามัทท-
ราช ประทานให้แก่กษัตริย์ ๗ พระองค์นั้นองค์ละองค์
กษัตริย์ทั้ง ๗ พระองค์ ทรงอิ่มพระทัยด้วยลาภนั้น
ทรงขอบพระคุณพระเจ้ากุสรา ผู้มีพระสุรเสียงดัง
เสียงราชสีห์แล้วพากันเสด็จกลับไปยัง พระนครของ
ตน ๆ ในขณะนั้นทีเดียว ฝ่ายพระเจ้ากุสราช ผู้มี
พระกำลังมาก ทรงพาพระนางประภาวดี และดวง
แก้วมณีอันงามรุ่งโรจน์ เสด็จกลับยังกรุงกุสาวดี เมื่อ
พระเจ้ากุสราชและพระนางประภาวดีทั้ง ๒ พระองค์
นั้น ประทับอยู่ในพระราชรถคันเดียวกัน เสด็จเข้า
กรุงกุสาวดี มีพระฉวีวรรณและพระรูปพระโฉมทัด
เทียมกัน มิได้ทรงงดงามยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย
พระมารดาของพระมหาสัตว์ และพระชยัมบดีราช-
กุมารทั้ง ๒ พระองค์ ได้เสด็จไปต้อนรับถึงนอก
พระนคร แล้วเสด็จกลับพระนคร พร้อมด้วยพระราช
โอรส ในกาลนั้น พระเจ้ากุสสราชและพระนางประภาวดี
ก็ทรงสมัครสมานกัน ได้ทรงปกครองราชอาณาจักร
กุสาวดี ให้รุ่งเรืองตลอดมา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปีณิตา ได้แก่ ทรงเอิบอิ่ม. บทว่า
ปายึสุ ความว่า กษัตริย์เหล่านั้น เมื่อพระโพธิสัตว์ผู้เป็นจอมแห่งชนชาว
กุสะ ประทานโอวาทว่า บัดนี้ ท่านทั้งหลายพึงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ดังนี้แล้ว

270
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 271 (เล่ม 62)

ก็พากันกลับไป. บทว่า อคมาสิ ความว่า ฝ่ายพระเจ้ากุสราช เสด็จพักอยู่
ประมาณ ๒-๓ วัน ก็ทูลลาพระสัสสุระว่า หม่อมฉันจักกลับไปยังพระนครของ
หม่อมฉัน แล้วก็เสด็จกลับ. บทว่า เอกรเถ ยนฺตา ได้แก่ พระเจ้ากุสราช
และพระนางประภาวดีแม้ทั้ง ๒ พระองค์ เสด็จขึ้นสู่ราชรถคันเดียวกันเสด็จไป.
บทว่า สมานา วณฺณรูเปน ความว่า ทรงทัดเทียมเสมอกันด้วยผิวพรรณ
และพระรูปโฉม. บทว่า นาญฺญมญฺญมติโรจยุํ ความว่า องค์หนึ่งจะงดงาม
กว่าองค์หนึ่งก็หามิได้. ได้ยินว่า พระมหาสัตว์มีพระรูปโฉมงดงาม มีผิวพรรณ
ดุจดังสีทอง ถึงความเป็นผู้ล้ำเลิศด้วยความงาม เพราะอานุภาพของแก้วมณี.
บทว่า สํคญฺฉิ ความว่า ลำดับนั้น พระมารดาของพระมหาสัตว์เจ้านั้น
ทรงสดับว่า พระมหาสัตว์เสด็จกลับมา จึงให้พวกราชบุรุษตีกลองป่าวร้องไป
ทั่วพระนคร แล้วทรงถือเครื่องบรรณาการเป็นอันมาก เสด็จออกไปต้อนรับ
แล้วเสด็จกลับมาด้วยกัน. ก็พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น ทรงกระทำประทักษิณ
พระนครพร้อมกับพระชนนี ตรัสให้เล่นการมหรสพสมโภช ๗ วัน แล้วเสด็จ
ขึ้นสู่พื้นปราสาทอันประดับประดาแล้ว. พระภัสดาและพระชายาแม้ทั้ง ๒ พระ
องค์นั้น ก็ได้มีความสามัคคีกัน. ตั้งแต่นั้นมา พระเจ้ากุสราชและพระนาง
ประภาวดี ก็ทรงสมัครสมานสามัคคีกัน ทรงรื่นเริงบันเทิงอยู่ ทรงปกครอง
แผ่นดินให้รุ่งเรืองสุขสำราญ ตลอดพระชนมายุทั้ง ๒ พระองค์ ด้วยประการ
ฉะนี้.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศ
สัจจะทั้งหลาย ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้เบื่อหน่ายในธรรมวินัยรูปนั้น ก็บรรลุ
โสดาปัตติผล แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระชนนีและพระชนกนาถของ
พระเจ้ากุสราช ในกาลนั้น คือตระกูลมหาราชในบัดนี้ ชยัมบดีราช

271
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 272 (เล่ม 62)

กุมารผู้เป็นอนุชาของพระเจ้ากุสราช ในกาลนั้น คือพระอานนท์
ในบัดนี้ นางค่อมคือนางขุชชุตตราอุบาสิกา ในบัดนี้ พระนาง
ประภาวดี คือพระมารดาของพระราหุล ในบัดนี้ บริษัทที่เหลือใน
กาลนั้นได้เป็นพุทธบริษัท ส่วนพระเจ้ากุสราชก็คือเราตถาคต อร-
หันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล.
จบอรรถกถากุสชาดก
๒. โสณนันทชาดก
ว่าด้วยพระราชาไปขอขมาโทษโสณดาบส
[๑๓๔] พระผู้เป็นเจ้าเป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์
เป็นท้าวสักกปุรินททะ หรือว่าเป็นมนุษย์ผู้มีฤทธิ์
ข้าพเจ้าทั้งหลายจะรู้จักพระผู้เป็นเจ้าได้อย่าไร.
[๑๓๕] อาตมภาพไม่ใช่เป็นเทวดา ไม่ใช่เป็น
คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกปุรินททะ อาตมภาพเป็น
มนุษย์ผู้มีฤทธิ์ ดูก่อนภารถะ มหาบพิตรจงทราบ
อย่างนี้.
[๑๓๖] ความช่วยเหลืออันมิใช่น้อยนี้ เป็นกิจที่
พระผู้เป็นเจ้ากระทำแล้ว คือ เมื่อฝนตก พระผู้เป็นเจ้า
ก็ได้ทำไม่ให้มีฝน แต่นั้น เมื่อลมจัดและแดดร้อน
พระผู้เป็นเจ้าก็ได้ทำให้มีเงาบังร่มเย็น แต่นั้น พระผู้
เป็นเจ้าได้ทำการป้องกันลูกศรในท่ามกลางแห่งศัตรู

272
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 273 (เล่ม 62)

แต่นั้น พระผู้เป็นเจ้าได้ทำบ้านเมืองอันรุ่งเรืองและ
ชาวเมืองเหล่านั้นให้ตกอยู่ในอำนาจ ของข้าพเจ้า
แต่นั้น พระผู้เป็นเจ้าได้ทำกษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ให้
เป็นผู้ติดตามของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอขอบคุณ พระ-
ผู้เป็นเจ้ายิ่งนัก พระผู้เป็นเจ้าจะปรารถนาสิ่งที่จะให้
จิตชื่นชม คือ ยานอันเทียมด้วยช้าง รถอันเทียมด้วย
ม้า และสาวน้อยทั้งหลายที่ประดับประดาแล้ว หรือ
รมณียสถานอันเป็นที่อยู่อาศัยอันใด ขอพระผู้เป็นเจ้า
จงเลือกเอาสิ่งนั้นตามประสงค์เถิด ข้าพเจ้าขอถวาย
แก่พระผู้เป็นเจ้า หรือว่าพระผู้เป็นเจ้าจะปรารถนา
แคว้นอังคะหรือแคว้นมคธ ข้าพเจ้าก็ขอถวายแก่
พระผู้เป็นเจ้า หรือว่าพระผู้เป็นเจ้าปรารถนาแคว้น
อัสสกะหรือแคว้นอวันตี ข้าพเจ้าก็มีใจยินดีขอถวาย
แคว้นเหล่านั้นให้แก่พระผู้เป็นเจ้า หรือแม้พระผู้-
เป็นเจ้าปรารถนาราชสมบัติกึ่งหนึ่งไซร้ ข้าพเจ้าก็ขอ
ถวายแก่พระผู้เป็นเจ้า ถ้าพระคุณเจ้ามีความต้องการ
ด้วยราชสมบัติทั้งหมด ข้าพเจ้าก็ขอถวาย พระคุณเจ้า
ปรารถนาสิ่งใด ขอพระคุณเจ้าบอกมาเถิด.
[๑๓๗] อาตมภาพไม่มีความต้องการด้วยราช-
สมบัติ บ้านเมือง ทรัพย์ หรือแม้ชนบท อาตมภาพ
ไม่มีความต้องการเลย.
[๑๓๘] ในแว่นแคว้นอาณาเขตของมหาบพิตร
มีอาศรมอยู่ในป่า มารดาและบิดาทั้งสองท่านของ

273
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 274 (เล่ม 62)

อาตมภาพ อยู่ในอาศรมนั้น อาตมภาพอยู่ในอาศรม
นั้น อาตมภาพไม่ได้เพื่อทำบุญในท่านทั้งสอง ผู้เป็น
บุรพาจารย์นั้น อาตมภาพขอเชิญมหาบพิตรผู้ประเสริฐ
ยิ่งไปขอขมาโทษโสณดาบสเพื่อสังวรต่อไป.
[๑๓๙] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าจะขอทำ
ตามคำที่พระคุณเจ้ากล่าวกะข้าพเจ้าทุกประการ ก็แต่
ว่า บุคคลผู้จะอ้อนวอนขอโทษมีประมาณเท่าใด ขอ
พระคุณเจ้าจงบอกบุคคลมีประมาณเท่านั้น.
[๑๔๐] ชาวชนบทมีประมาณหนึ่งร้อยเศษ
พราหมณ์มหาศาลก็เท่ากัน กษัตริย์ผู้เป็นอภิชาตผู้
เรืองยศเหล่านี้ทั้งหมด มหาบพิตรซึ่งทรงพระนาม
ว่าพระเจ้ามโนชะ บุคคลผู้จะอ้อนวอนขอโทษประมาณ
เท่านี้ก็พอแล้ว ขอถวายพระพร.
[๑๔๑] เจ้าพนักงานทั้งหลายจงเตรียมช้าง จง
เตรียมม้า นายสารถีท่านจงเตรียมรถ ท่านทั้งหลาย
จงถือเอาเครื่องผูก จงยกธงชัยขึ้นที่คันธงทั้งหลาย
เราจะไปยังอาศรมอันเป็นที่อยู่ของโกสิยดาบส.
[๑๔๒] ก็ลำดับนั้น พระราชาพร้อมด้วย
จาตุรงคเสนา ได้เสด็จไปยังอาศรมอันน่ารื่นรมย์ ซึ่ง
เป็นที่อยู่ของโกสิยดาบส.
[๑๔๓] ไม้คานอันทำด้วยไม้กระทุ่มของใคร ผู้
ไปเพื่อหาบน้ำ ลอยมายังเวหาสมิได้ถูกบ่า ห่าง
ประมาณ ๔ องคุลี.

274
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 275 (เล่ม 62)

[๑๔๔] ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพชื่อว่าโสณะ
เป็นดาบสมีวัตรอันสมาทานแล้ว มิได้เกียจคร้าน
เลี้ยงดูมารดาบิดาอยู่ทุกคืนทุกวัน ดูก่อนมหาบพิตรผู้
เป็นเจ้าแห่งทิศ อาตมภาพระลึกถึงอุปการคุณที่ท่าน
ทั้งสองได้กระทำแล้ว ในกาลก่อน จึงนำผลไม้ป่าและ
เผือกมันมาเลี้ยงดูมารดาบิดา.
[๑๔๕] ข้าพเจ้าทั้งหลาย ปรารถนาจะไปยัง
อาศรมซึ่งเป็นที่อยู่ของโกสิยดาบส ข้าแต่ท่านโสณะ
ขอท่านได้โปรดบอกทางจะไปยังอาศรมนั้นแก่ข้าพเจ้า
ทั้งหลายเถิด.
[๑๔๖] ดูก่อนมหาบพิตร ทางนี้เป็นทางสำหรับ
เดินคนเดียว ขอเชิญมหาบพิตรเสด็จไปยังป่าอัน
สะพรั่งไปด้วยต้นทองหลาง มีสีเขียวชอุ่มดังสีเมฆ
โกสิยดาบสอยู่ในป่านั้น.
[๑๔๗] โสณมหาฤๅษีครั้นกล่าวคำนี้แล้ว ได้
พร่ำสอนกษัตริย์ทั้งหลาย ณ กลางหาว แล้วรีบหลีกไป
ยังสระอโนดาต แล้วกลับมาปัดกวาดอาศรมแต่งตั้ง
อาสนะแล้ว เข้าไปสู่บรรณศาลาแจ้งให้ดาบสผู้เป็น
บิดาทราบว่า ข้าแต่ท่านมหาฤๅษี พระราชาทั้งหลายผู้
อภิชาตเรืองยศเหล่านี้เสด็จมาหา ขอเชิญบิดาออกไป
นั่งนอกอาศรมเถิด มหาฤๅษีได้ฟังคำของโสณบัณฑิต
นั้นแล้ว รีบออกจากอาศรมมานั่งอยู่ที่ประตูของตน.

275
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 276 (เล่ม 62)

[๑๔๘] โกสิยดาบสได้เห็นพระเจ้ามโนชะนั้น
ซึ่งมีหมู่กษัตริย์ห้อมล้อมเป็นกองทัพ ประหนึ่งรุ่งเรือง
ด้วยเดช เสด็จมาอยู่ จึงกล่าวคาถานี้ความว่า กลอง
ตะโพน สังข์ บัณเฑาะว์ และมโหระทึก ยังพระราชา
ผู้เป็นจอมทัพให้ร่าเริงอยู่ ดำเนินไปแล้วข้างหน้าของ
ใคร หน้าผากของใครสวมแล้วด้วยแผ่นทองอันหนา
มีสีดุจสายฟ้า ใครกำลังหนุ่มแน่น ผูกสอดด้วยกำ
ลูกศร รุ่งเรืองด้วยสิริ เดินมาอยู่ อนึ่ง หน้าของใคร
งานผุดผ่อง ดุจทองคำอันละลายคว้างที่ปากเบ้า มีสี
ดังถ่านเพลิง ใครหนอรุ่งเรืองด้วยสิริกำลังเดินมาอยู่
ฉัตรพร้อมด้วยคันน่ารื่นรมย์ใจ สำหรับกั้นแสงอาทิตย์
อันบุคคลกางแล้วเพื่อใคร ใครหนอรุ่งเรืองด้วยสิริ
กำลังเดินมาอยู่ ชนทั้งหลายถือพลัดวาลวีชนีเครื่องสูง
เดินเคียงองค์ของใคร ผู้มีบุญอันประเสริฐ มาอยู่โดย
คอช้างเศวตฉัตร ม้าอาชาไนย และทหารสวมเกราะ
เรียงรายอยู่โดยรอบของใคร ใครหนอรุ่งเรืองด้วยสิริ
กำลังเดินมาอยู่ กษัตริย์ ๑๐๑ พระนครผู้เรืองยศ เป็น
อนุยนต์เดินแวดล้อมตามอยู่โดยรอบของใคร ใครหนอ
รุ่งเรืองด้วยสิริกำลังเดินมาอยู่ จาตุรงคเสนา คือ พลช้าง
พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า เดินแวดล้อมตามอยู่
โดยรอบของใคร ใครหนอรุ่งเรืองด้วยสิริกำลังเดินมา
อยู่ เสนาหมู่ใหญ่นี้นับไม่ถ้วน ไม่มีที่สุดดุจคลื่นใน
มหาสมุทร กำลังห้อมล้อมตามหลังใครมา.

276
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 277 (เล่ม 62)

[๑๔๙] กษัตริย์ที่กำลังเสด็จมานั้น คือ พระเจ้า
มโนชราชาธิราชเป็นเพียงดังพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่กว่า
เทวดาชั้นดาวดึงส์ เข้าถึงความเป็นบริษัทของนันท-
ดาบส กำลังมาสู่อาศรมอันเป็นที่ประพฤติพรหมจรรย์
เสนาหมู่ใหญ่นี้นับไม่ถ้วน ไม่มีที่สุด ดุจคลื่นใน
มหาสมุทร กำลังตามหลังพระเจ้ามโนชะนั้นมา.
[๑๕๐] พระราชาทุกพระองค์ ทรงลูบไล้ด้วย
จันทน์หอม ทรงผ้ากาสิกพัสตร์อย่างดี ทุกพระองค์
ทรงประคองอัญชลีเข้าไปยังสำนักของฤๅษีทั้งหลาย.
[๑๕๑] พระคุณเจ้าผู้เจริญไม่มีโรคพาธดอกหรือ
พระคุณเจ้าสุขสำราญดีอยู่หรือ พระคุณเจ้าพอยังอัต-
ภาพให้เป็นไปได้สะดวกด้วยการแสวงหามูลผลาหาร
แลหรือ เหง้ามันและผลไม้มีมากแลหรือ เหลือบ ยุง
และสัตว์เลื้อยคลานมีน้อยแลหรือ ในป่าอันเกลื่อน-
กล่นไปด้วยพาฬมฤค ไม่มีมาเบียดเบียนบ้างหรือ.
[๑๕๒] ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพทั้งหลาย
ไม่มีโรคาพาธ มีความสุขสำราญดี เยียวยาอัตภาพ
ได้สะดวกด้วยการแสวงหามูลผลาหาร ทั้งมูลมันผลไม้
ก็มีมาก เหลือบ ยุงและสัตว์เลื้อยคลานมีน้อย ในป่า
อันเกลื่อนกล่นไปด้วยพาฬมฤคไม่มีมาเบียดเบียนอาต-
มภาพ เมื่ออาตมภาพได้อยู่ในอาศรมนี้หลายปี มาแล้ว
อาตมภาพไม่รู้สึกอาพาธอันไม่เป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ

277