พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 148 (เล่ม 62)

สายพระเนตรไปแล้ว จึงกลับได้ความสลดพระทัย ทรงพระดำริว่า พราหมณ์นี้
มีชาติต่ำ โปรยธุลีละอองเท้าลงบนศีรษะของเราผู้เกิดแล้ว ในวงศ์กษัตริย์
อันมิได้ปะปนระคนด้วยวงศ์อื่น เขาเหาะขึ้นสู่อากาศไปแล้ว แม้ตัวเราก็ควร
จะออกบวชให้ได้ในวันนี้ทีเดียว. ท้าวเธอทรงปรารถนาที่จะมอบราชสมบัติ
แล้วทรงผนวช จึงตรัสคาถา ๒ คาถาว่า
บุคคลผู้อภิเษก ท่านผู้สมควรให้เป็นกษัตริย์
เป็นรัชทายาท และบุคคลผู้ถึงความฉลาด เหล่านี้
อยู่ที่ไหน เราจักมอบราชสมบัติ เราไม่ต้องการด้วย
ราชสมบัติ เราจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่า จะพึงรู้
ความตายในวันพรุ่งนี้ เราจะไม่โง่เขลาตกอยู่ในอำนาจ
แห่งกามทั้งหลายเหมือนกา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก นุเม ได้แก่ ท่านเหล่านี้อยู่ที่ไหน.
บทว่า ราชกตฺตาโร ความว่า บุคคลผู้อภิเษก ท่านผู้สมควรเป็นพระราชา
แล้ว ทำให้เป็นพระราชาอย่างสมบูรณ์. บทว่า สูตา เวยฺยตฺติมาคตา
ความว่า รัชทายาท และบุคคลผู้ถึงความเป็นผู้ฉลาด คือ รอบรู้มงคลโดย
คล่องปากเหล่าอื่น บทว่า รชฺเชน มตฺถิโก คือควานต้องการด้วยราชสมบัติ.
บทว่า โก ชญฺญา มรณํ สุเว ความว่า เพราะว่าใครที่จะมีความสามารถ
รู้ถึงเหตุนี้ได้ว่า ความตาย จักมีมาในวันนี้ หรือพรุ่งนี้กันแน่.
เมื่อพระราชาทรงมอบราชสมบัติอยู่อย่างนี้ พวกอำมาตย์ได้สดับแล้ว
จึงกราบทูลว่า
พระโอรสหนุ่มของพระองค์ ทรงพระนานว่า
ทีฆาวุ จะทรงบำรุงรัฐให้เจริญได้ อยู่ ขอพระองค์จง
ทรงอภิเษกพระโอรสนั้นไว้ในพระราชสมบัติ พระ-
โอรสนั้นจักได้เป็นพระราชาของข้าพระบาททั้งหลาย.

148
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 149 (เล่ม 62)

เบื้องหน้าแต่นั้น บัณฑิตพึงทำคาถาที่พระราชาตรัสแล้ว ให้เป็น
ตัวอย่างแล้ว พึงทราบคาถาสันพันธ์ด้วยอุทาน โดยนัยพระบาลีนั้นแล.
พระราชาตรัสว่า
ท่านทั้งหลาย จงรีบเชิญทีฆาวุกุมาร ผู้บำรุงรัฐ
ให้เจริญมาเถิด เราจักอภิเษกเธอไว้ในราชสมบัติ เธอ
เป็นพระราชาของท่านทั้งหลาย.
พวกอำมาตย์สดับพระดำรัสของพระเจ้าแผ่นดินแล้ว จึงพากันไปเชิญ
เสด็จทีฆาวุราชกุมารมา. แม้พระราชาก็ทรงมอบพระราชสมบัติแก่พระราชกุมาร
นั้นแล้ว.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
ลำดับนั้น พวกอำมาตย์ได้ไปเชิญทีฆาวุราชกุมาร
ผู้บำรุงรัฐให้เจริญมาเฝ้า พระราชาทอดพระเนตรเห็น
เอกอัครโอรส ผู้น่าปลื้มพระทัยนั้น จึงตรัสว่าลูกรักเอ๋ย
คามเขตของเราหกหมื่น บริบูรณ์โดยประการทั้งปวง
ลูกจงบำรุงเขา พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจัก
บวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ถึงความตายในวัน
พรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลาตกอยู่ในอำนาจ
แห่งกามทั้งหลายเหมือนกับกา.
ช่างหกหมื่นเชือกประดับด้วยเครื่องอลังการทั้ง
ปวง มีสายรัดล้วนทองคำ เป็นช้างใหญ่มีร่างกายปกปิด
ด้วยเครื่องคลุมล้วนทองคำอันนายควาญช้างผู้ถือโตมร
และขอขึ้นกำกับ ลูกรักเอ๋ยลูกจงบำรุงช้างเหล่านั้น พ่อ

149
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 150 (เล่ม 62)

ขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใคร
เล่าจะพึงรู้ความตายในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอมเป็นคน
โง่เขลาตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกับกา.
ม้าหกหมื่นตัวประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง
เป็นม้าสินธพ เป็นม้าอาชาไนยโดยกำเนิด เป็นพาหนะ
เร็ว อันนายสารถีผู้ถือแส้และธนูขึ้นกำกับ ลูกรักเอ๋ย
ลูกจงบำรุงม้าเหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก
พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ถึงความตาย
ในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลาตกอยู่ใน
อำนาจแห่งกามทั้งทลายเหมือนกับกา.
รถหกหมื่นคัน หุ้มเกราะไว้ดีแล้ว มีธงอันยกขึ้น
แล้ว หุ้มด้วยหนึ่งเสือเหลืองก็มี หุ้มด้วยหนึ่งเสือโคร่ง
ก็มี ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง อันนายสารถีถือ
แล่งธนูสวมเกราะขึ้นประจำ ลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงรถ
เหล่านั้น พ่อขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจักบวชใน
วันนี้แหละ ใครเล่าจะพึงรู้ถึงความตายในวันพรุ่งนี้
พ่อจะไม่ยอมเป็นคนโง่เขลาตกอยู่ในอำนาจแห่งกาม
ทั้งหลายเหมือนกับกา.
แม่โคนมหกหมื่นตัว มีสีแดง ประกอบด้วยโคจ่า
ฝูงตัวประเสริฐ ลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงโคเหล่านั้น พ่อ
ขอมอบราชสมบัติให้ลูก พ่อจักบวชในวันนี้แหละ
ใครเล่าจะพึงรู้ถึงความตายในวันพรุ่งนี้ พ่อจะไม่ยอม
เป็นคนโง่เขลา อยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือน
กับกา.

150
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 151 (เล่ม 62)

สตรีหมื่นหกพันนาง ประดับด้วยเครื่องอลังการ
ทั้งปวง ผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร สวนกุณฑลแก้วมณี
ลูกรักเอ๋ย ลูกจงบำรุงสตรีเหล่านั้น พ่อขอมอบราช-
สมบัติให้ลูก พ่อจักบวชในวันนี้แหละ ใครเล่าจะพึง
รู้ถึงความตายในวันพรุ่งนี้ พ่อจักไม่ยอมเป็นคน
โง่เขลาตกอยู่ในอำนาจแห่งกามทั้งหลายเหมือนกับกา.
ลำดับนั้น พระกุมารจึงกราบทูลพระองค์ว่า
ข้าแต่พระบิดา หม่อมฉันได้สดับว่า เมื่อ
หม่อมฉันเป็นเด็ก ๆ พระชนนีทิวงคต หม่อมฉันไม่
อาจจะเป็นอยู่ห่างพระบิดาได้ ลูกช้างย่อมติดตามหลัง
ช้างป่า ตัวเที่ยวอยู่ในที่มีภูเขา เดินลำบาก เสมอบ้าง
ไม่เสมอบ้าง ฉันใด หม่อมฉันจะอุ้มบุตรธิดา ติดตาม
พระบิดาไปข้างหลัง จักเป็นผู้อันพระบิดาเลี้ยงง่าย
จักไม่เป็นผู้อันพระบิดาเลี้ยงยาก ฉันนั้น.
พระราชาตรัสตอบว่า
อันตราย ทำเรือที่แล่นอยู่ในมหาสมุทร ของ
พวกพ่อค้าผู้แสวงหาทรัพย์ ให้จมลงในมหาสมุทรนั้น
พวกพ่อค้าพึงถึงความพินาศ ฉันใด ลูกรักเอ๋ย เจ้านี้
เป็นผู้กระทำอันตรายให้แก่พ่อ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน.
พระราชกุมารไม่อาจจะกราบทูลถ้อยคำอะไร ๆ อีกได้. ลำดับนั้น
พระราชาเมื่อจะทรงบังคับพวกอำมาตย์ จึงตรัสว่า
ท่านทั้งหลาย จงพาราชกุมารนี้ไปให้ถึงปราสาท
อันยังความยินดีให้เจริญเถิด พวกนางกัญญาผู้มีมือ

151
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 152 (เล่ม 62)

ประดับด้วยทองคำ จักยังกุมารให้รื่นรมย์ในปราสาท
นั้น เหมือนนางเทพอัปสร ยังท้าวสักกะให้รื่นรมย์
ฉะนั้น และกุมารนี้จักรื่นรมย์ ด้วยนางกัญญาเหล่านั้น.
ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลาย จึงเชิญพระราชกุมาร
ไปยังปราสาทอันยังความยินดีให้เจริญ พวกนางกัญญา
เห็นทีฆาวุกุมาร ผู้ยังรัฐให้เจริญนั้นแล้ว จึงพากกัน
ทูลว่า พระองค์เป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือว่าเป็น
ท้าวสักกปุรินททะ พระองค์เป็นใครหรือเป็นพระราช
โอรสของใคร หม่อมฉันทั้งหลายจะรู้จักพระองค์ได้
อย่างไร.
ทีฆาวุราชกุมาร จึงตรัสตอบว่า
เราไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าว-
สักกปุรินททะ เราเป็นโอรสของพระเจ้ากาสี ชื่อทีฆาวุ
ผู้ยังรัฐให้เจริญ เธอทั้งหลายจงบำเรอเรา ขอความ
เจริญจงมีแก่เธอทั้งหลาย เราจะเป็นสามีของเธอ
ทั้งหลาย.
พวกนางกัญญาในปราสาทนั้น ได้ทูลถาม
พระเจ้าทีฆาวุผู้บำรุงรัฐนั้นว่า พระราชาเสด็จไปถึง
ไหนแล้ว พระราชาเสด็จจากที่นี้ไปไหนแล้ว.
ทีฆาวุราชกุมารตรัสตอบว่า
พระราชาทรงก้าวล่วงเสียซึ่งเปือกตม ประดิษ-
ฐานอยู่บนบก เสด็จดำเนินไปสู่ทางใหญ่อันไม่มีหนาม

152
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 153 (เล่ม 62)

ไม่มีรกชัฏ ส่วนเรายังเป็นผู้ดำเนินไปสู่ทางอันให้ถึง
ทุคติ มีหนาม รกชัฏ เป็นเครื่องไปสู่ทุคติแห่งชน
ทั้งหลาย.
นารีทั้งหลายจึงกราบทูลว่า
ข้าแต่พระราชา พระองค์เสด็จมาดีแล้ว ดุจ
ราชสีห์มาสู่ถ้ำฉะนั้น ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอ
พระองค์จงทรงอนุศาสน์ พวกหม่อมฉันขอพระองค์
ทรงเป็นอิสราธิบดี ของพวกหม่อมฉันทั้งปวงเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขิปฺปํ ความว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่าน
จงรีบนำมาเถิด. บทว่า อาลปิ ความว่า พระราชาตรัสพระดำรัสเป็นต้นว่า
คามเขตของเรามีหกหมื่น ดังนี้ จึงค่อยทรงทักทายแล้ว. บทว่า สพฺพาลงฺ-
การภูสิตา อธิบายว่า ช้างเหล่านั้น ตกแต่งแล้วด้วยเครื่องอลังการมีเครื่อง
ประดับสำหรับสวมหัวเป็นต้นทั้งปวง. บทว่า เหมกปฺปนวาสสา ความว่า
มีสรีระอันปกปิดด้วยเครื่องคลุมที่ขจิตด้วยทองคำ. บทว่า คามณีเยภิ คือ
พวกนายหัตถาจารย์. บทว่า อาชานียา จ ได้แก่ เป็นม้าที่รู้จักเหตุและมิใช่
เหตุมาตั้งแต่เกิดทีเดียว. ม้าที่เกิดริมฝั่งแม่น้ำสินธพ ในแคว้นสินธพเรียกว่า
ม้าสินธพ. บทว่า คามณีเยภิ คือ อิสสาจารย์. บทว่า อินฺทิยาจาปธาริภิ
คือทรงไว้ซึ่งอาวุธคือเขน และอาวุธคือแล่งธนู. บทว่า ทีปา อโถปิ
เวยฺยคฺฆา ได้แก่ มีหนังเสือเหลือง และหนังเสือโคร่งเป็นเครื่องปกคลุม.
บทว่า คามณีเยภิ หมายเอาผู้ขับรถ. บทว่า จมฺมิภิ คือมีเกราะอันสวม
สอดไว้แล้ว. บทว่า โรหญฺญา คือมีสีตัวแดง. บทว่า ปุงฺควูสภา ได้แก่
ประกอบด้วยโคเพศผู้ตัวประเสริฐกล่าว คือ โคอุสภะ บทว่า ทหรสฺเสว เม

153
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 154 (เล่ม 62)

อธิบายว่า ลำดับนั้น พระราชกุมารกราบทูลพระบิดาว่า ข้าแต่พระบิดา เมื่อ
หม่อมฉันยังเป็นเด็กอยู่นั่นแหละ หม่อมฉันได้สดับว่า พระชนนีสิ้นพระชนม์
แล้ว หม่อมฉันนั้นจักไม่อาจจะมีชีวิตอยู่. โดยปราศจากพระองค์ได้. บทว่า
โปโต ได้แก่ ลูกช้างรุ่น ๆ. บทว่า เชสฺสนฺตํ คือเที่ยวสัญจรไปอยู่. บทว่า
สามุทฺทิกํ ได้แก่ เรือที่แล่นไปในมหาสมุทร. บทว่า ธเนสินํ ได้แก่
ผู้แสวงหาอยู่ซึ่งทรัพย์. บทว่า โวหาโร ความว่า ปลาร้ายก็ดี ผีเสื้อน้ำก็ดี
น้ำวนก็ดี อันคอยฉุดคร่าอยู่ภายใต้ ชื่อว่าอันตรายเครื่องนำลงอย่างวิจิตร.
บทว่า ตตฺถ คือ ในมหาสมุทรนั้น. บทว่า พาณิชา พฺยสนี สิยา ความว่า
ลำดับนั้น พ่อค้าเหล่านั้น ก็จะฉิบหาย คือ พึงถึงความพินาศ. อีกอย่างหนึ่ง
บาลีว่า สิยุํ ก็มี. บทว่า ปุตฺตกลิ ได้แก่ ลูกเลว คือลูกกาลกรรณี.
พระกุมารไม่อาจที่จะกราบทูลอะไร ๆ อีกต่อไป. ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะ
ทรงบังคับพวกอำมาตย์ จึงตรัสพระดำรัสเป็นต้นว่า กุมารนี้ ดังนี้. บทว่า
ตตฺถ กมฺพุสหตฺถาโย ความว่า สุวรรณเรียกกันว่า ทองคำ อธิบายว่า
มีมือตกแต่งด้วยเครื่องอาภรณ์ทองคำ. คำว่า ยถา ความว่า นารีเหล่านั้น
ย่อมกระทำตามที่ตนปรารถนา.
พระมหาสัตว์ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงรับสั่งให้อภิเษกทีฆาวุราช
กุมารนั้นในที่นั้นนั่นเอง แล้วให้กลับเข้าไปสู่พระนคร. ส่วนพระองค์ผู้เดียว
เท่านั้น เสด็จออกจากพระราชอุทยาน เข้าไปป่าหิมวันต์ สร้างบรรณศาลาที่
ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ แล้วทรงผนวชเป็นฤาษี มีรากไม้และผลไม้ในป่าเป็น
อาหาร ยังอัตภาพให้เป็นไป. ฝ่ายมหาชนก็เชิญเสด็จพระกุมารไปยังกรุง
พาราณสี. พระกุมารนั้น ทรงกระทำประทักษิณพระนคร แล้วเสด็จขึ้นสู่
ปราสาท. บทว่า ตํ ทิสฺวา อวจุํ กญฺญา ความว่า พวกนางฟ้อนเหล่านั้น
เห็นพระกุมารนั้น เสด็จมาแล้วด้วยสิริโสภาคมีบริวารเป็นอันมาก ยังไม่รู้จักว่า

154
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 155 (เล่ม 62)

พระกุมารนี้มีพระนามชื่อโน้น จึงได้พากันทูลถาม. บทว่า มมํ ภรถ ความว่า
นางทั้งหลายจงปรารถนาเฉพาะเรา. บทว่า ปงฺกํ ได้แก่ เปือกตมคือกิเลส
มีราคะเป็นต้น. บทว่า ถเล ได้แก่ การบรรพชา. บทว่า อกณฺฏกํ ได้แก่
ปราศจากหนามคือราคะเป็นต้น . ชื่อว่า ไม่รกชัฏ เพราะเครื่องรกชัฏ คือกิเลส
เหล่านั้นแล. บทว่า มหาปถํ ได้แก่ ดำเนินไปสู่ทางใหญ่ อันจะเข้าถึงสวรรค์
และนิพพาน. บทว่า เยน พระกุมารตรัสว่า ชนทั้งหลายย่อมดำเนินไปสู่ทุคติ
โดยทางผิดอันใด เราดำเนินไปแล้วสู่ทางผิดอันนั้น. ลำดับนั้น พวกนางฟ้อน
เหล่านั้น จึงพากันคิดว่า พระราชาทรงละทิ้งพวกเรา เสด็จออกบรรพชาเสีย
ก่อนแล้ว ถึงพระกุมารนี้เล่า ก็เป็นผู้มีพระหฤทัยกำหนัดในกามทั้งหลาย ถ้า
พวกเราจักไม่ยอมอภิรมย์กับพระองค์ พระองค์ก็จะพึงเสด็จออกบรรพชาเสียอีก
พวกเราจักกระทำอาการคือการอภิรมย์แก่พระองค์. ลำดับนั้น พวกนางฟ้อน
เมื่อจะให้พระกุมารรื่นรมย์ด้วย จึงได้กราบทูลคาถาสุดท้ายแล้ว. บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า คิริพฺพชํ ความว่า การเสด็จมาของพระองค์นั้น นับว่า
เป็นการเสด็จมาดีแล้ว ดุจการที่พระยาไกรสรราชสีห์มาสู่ถ้ำทองอันเป็นสถานที่
อยู่ของราชสีห์ตัวลูกน้อย ฉะนั้น. บทว่า ตฺวํ โน ความว่า ขอพระองค์จง
เป็นพระสวามีผู้เป็นใหญ่ของพวกหม่อมฉันแม้ทั้งหมด.
พวกนารีเหล่านั้น ครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ก็ประโคมดุริยดนตรี
ทั้งปวงขึ้น ทำการฟ้อนรำขับร้องมีประการต่าง ๆ ให้เป็นไปแล้ว เกียรติยศ
ได้ยิ่งใหญ่ขึ้นแล้ว. ทีฆาวุราชกุมารนั้น เป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยเกียรติยศ ก็
มิได้ทรงระลึกถึงพระบิดาเลย ได้เสวยราชสมบัติโดยธรรม เป็นไปตาม
ยถากรรมแล้ว. แม้พระโพธิสัตว์ได้ทรงกระทำฌานและอภิญญาให้บังเกิดขึ้น
แล้ว ในที่สุดแห่งพระชนมชีพ ก็ได้ไปบังเกิดในพรหมโลก.

155
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 156 (เล่ม 62)

พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย ตถาคตออกมหาภิเนษกรมณ์แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ แม้ใน
กาลก่อน ก็ได้เคยออกมหาภิเนษกรมณ์แล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้วจึงได้ทรง
ประชุมชาดกว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าได้ปรินิพพานแล้วในกาลนั้น ทีฆาวุกุมาร
ในกาลนั้น ได้เป็นราหุลกุมาร บริษัทที่เหลือในกาลนั้น ได้เป็นพุทธบริษัท
ส่วนพระเจ้าอรินทมะในกาลนั้น ก็คือเราตถาคตแล.
จบอรรถกถาโสณกชาดก
๒. สังกิจจชาดก
ว่าด้วยสังกิจจฤาษีแสดงธรรมและอธรรมแก่พระเจ้าพรหมทัต
[๙๐] ลำดับนั้น คนเฝ้าสวนเห็นพระเจ้า-
พรหมทัต จอมทัพ ประทับนั่งอยู่ ได้กราบทูลแด่
ท้าวเธอว่า สังกิจจฤาษีที่พระองค์ทรงพระกรุณา ซึ่ง
ยกย่องกันว่าได้ดีแล้วในหมู่ฤาษีทั้งทลายมาถึงแล้ว
ขอเชิญพระองค์รีบเสด็จออกไปพบท่านผู้แสวงหาคุณ
อันยิ่งใหญ่โดยเร็วเถิด ก็ลำดับนั้น พระราชาผู้จอมทัพ
อันหมู่มิตรและอำมาตย์ล้อมแล้ว เสด็จขึ้นรถอันเทียม
ด้วยม้าอาชาไนยรีบเสด็จไป พระราชาผู้ทรงบำรุง
แคว้นของชาวกาสีให้เจริญ ทรงเปลื้องเครื่องราช

156
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 157 (เล่ม 62)

กกุธภัณฑ์ ๔ อย่าง คือ พัดวาลวีชนี อุณหิส พระขรรค์
เศวตฉัตรและฉลองพระบาททรงเก็บวางไว้แล้ว เสด็จ
ลงจากรถ ทรงดำเนินเข้าไปหาสังกิจจฤาษี ผู้นั่งอยู่
ในพระราชอุทยานอันมีนามว่าทายปัสสะ ครั้นเสด็จ
เข้าไปหาแล้ว ก็ทรงบันเทิงอยู่กับฤาษ ครั้นทรง
สนทนาปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว ประทับนั่ง
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้น ประทับนั่งแล้ว ลำดับนั้น
ได้ทรงสำคัญกาลอยู่ แต่นั้นทรงปฏิบัติเพื่อจะตรัสถาน
กรรมอันเป็นบาป. จึงตรัสว่า ข้าพเจ้าขอถามท่าน
สังกิจจฤาษีผู้ได้รับยกย่องว่า ได้ดีแล้วในหมู่ฤาษี
ทั้งหลาย อันหมู่ฤาษีทั้งหลายห้อมล้อมนั่งอยู่ ในทาย
ปัสสะอุทยานว่า นรชนผู้ประพฤติล่วงธรรม (เหมือน)
ข้าพเจ้าประพฤติล่วงธรรมแล้วไปสู่คติอะไรในปรดโลก
ข้าพเจ้าถามแล้ว ได้โปรดบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้า
เถิด.
[๙๑] สังกิจจฤาษี ได้ทูลตอบพระราชาผู้บำรุง
แคว้นของชาวกาสีให้เจริญ ประทับนั่งอยู่ในทายปัสสะ
อุทยานว่า ขอถวายพระพร ขอมหาบพิตรทรงฟัง
อาตมภาพ ถ้าเมื่อบุคคลเว้นทางผิด ทำตามคำของ
บุคคลผู้บอกทางถูกให้ โจรผู้เป็นดุจเสี้ยนหนามก็ไม่
พึงพบหน้าของบุคคลนั้น เมื่อบุคคลปฏิบัติอธรรม
แต่ถ้ากระทำตามคำของบุคคลผู้พร่ำสอนธรรม บุคคล
นั้นไม่พึงไปสู่ทุคติเลย.

157