พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 722 (เล่ม 61)

อันบังเกิดขึ้นในฤดูกาลแม้ทั้งหก คือ ในกรรณิการ์วันเป็นต้น ก็มีดอกไม้
ผลิตดอกบานดีตลอดกาลทั้งปวงเหมือนกัน. บทว่า สญฺฉนฺนา ความว่า
ดาดาษด้วยดีด้วยดอกโกสุม อันเกิดทั้งทางน้ำทางบก มีอย่างต่าง ๆ. บทว่า
อณฺฑเชหิ วีติกิณฺณา ความว่า เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่นก.
มหาชนปริเทวนาการในที่นั้น ๆ อย่างนี้แล้ว กลับมายังพระลานหลวง
อีก กล่าวคาถา ความว่า
พระเจ้าสุตโสม ทรงสละราชสมบัตินี้แล้ว
เสด็จออกทรงผนวช ทรงผ้ากาสาวพัสตร์ เที่ยวไป
พระองค์เดียว เหมือนช้างตัวประเสริฐ ฉะนั้น
ดังนี้แล้ว ต่างพากันสละสมบัติ ในเรือนของตน ๆ จูงมือบุตรธิดา
ออกไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์นั่นเอง. พระราชมารดา ราชบิดา พระชายา
พระโอรส ธิดา กับหญิงฟ้อนหมื่นหกพัน ก็ทรงปฏิบัติเช่นนั้นเหมือนกัน.
พระนครทั้งสิ้น ดูเหมือนว่างเปล่า ฝ่ายชาวชนบท ก็ได้ตามไปเบื้องหลังแห่ง
ชนเหล่านั้น. พระโพธิสัตว์ทรงพาบริษัทประมา ๑๒ โยชน์ เสด็จมุ่งตรงไป
ยังป่าหิมพานต์.
ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราช ทรงทราบว่า พระโพธิสัตว์เสด็จออก
อภิเนษกรมณ์จึงตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมารับสั่งว่า พ่อวิสสุกรรมเทพบุตร
พระเจ้าสุตโสมมหาราช เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ ควรจะได้ที่ประทับทั้งสมาคม
ก็จักใหญ่หลวง เธอจงไปเนรมิตอาศรมบท ยาว ๓ โยชน์ กว้าง ๕ โยชน์
ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาในหิมวันตประเทศ. วิสสุกรรมเทพบุตร ก็บันดาลตาม
เทวบัญชาทุกประการ จัดบรรพชิตบริขารไว้ในอาศรมบทนั้น แล้วบันดาล
หนทางเดินได้คนเดียวไว้ เสร็จแล้วก็กลับไปยังเทวโลกทันที. พระมหาสัตว์

722
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 723 (เล่ม 61)

เสด็จไปตามทางนั้น เสด็จเข้าสู่อาศรมบทนั้น พระองค์ทรงผนวชเองก่อนแล้ว
ให้ประชาชนที่เหลือบวชภายหลัง. ในเวลาต่อมา ชนทั้งหลายบวชมากขึ้น.
สถานที่กว้างถึง ๓๐ โยชน์ ก็เต็มบริบูรณ์. ก็กำหนดที่ท้าวสักกะทรงใช้
วิสสุกรรมเทพบุตรให้เนรมิตอาศรมบทก็ดี กำหนดที่ประชาชนบวชเป็นอันมาก
ก็ดี กำหนดที่พระโพธิสัตว์จัดอาศรมบทก็ดี พึงทราบโดยนัยที่มาแล้ว ใน
หัตถิปาลชาดกนั่นเอง. มิจฉาวิตกมีกามวิตกเป็นต้น เกิดขึ้นแก่คนใด ๆ
พระมหาสัตว์เจ้าก็เสด็จเข้าไปหาคน ๆ นั้น ณ ที่นั้น โดยทางอากาศ ประทับ
นั่งคู้บัลลังก์ในอากาศ เมื่อจะทรงโอวาท จึงตรัสพระคาถา ๒ คาถา ความว่า
ท่านทั้งหลายอย่าระลึกถึงความยินดี การเล่น
และการร่าเริงในกาลก่อนเลย กามทั้งหลายอย่าทำ
ท่านทั้งหลายได้เลย จริงอยู่ สุทัสนนคร น่ารื่นรมย์
ยิ่งนัก ท่านทั้งหลายจงเจริญเมตตาจิตอันหาประมาณ
มิได้ ทั้งกลางวันและกลางคืนเถิด เมื่อเป็นเช่นนี้
ท่านทั้งหลายจะได้ไปสู่เทพบุรี อันเป็นที่อยู่ของท่าน
ผู้มีบุญกรรม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รติกีฬิตานิ ความว่า (ท่านทั้งหลาย
อย่าระลึกถึง) ความยินดีในกาม และการเล่นอันเป็นไปด้วยอำนาจแห่งการ
เล่นทางกาย วาจา และใจ. บทว่า มา โว กามา หนึสุ ความว่า วัตถุกาม
และกิเลสกามอย่าเบียดเบียนพวกท่าน. บทว่า รมฺมญฺหิ ความว่า สุทัสนนคร
น่ารื่นรมย์ยินดี ท่านทั้งหลายอย่าระลึกถึงสุทัสนนครนั้น. บทว่า เมตฺตํ นี้
เป็นเพียงหัวข้อเทศนาเท่านั้น. ก็พระโพธิสัตว์นั้น ตรัสบอกพรหมวิหาร ๔.
บทว่า อปฺปมาณํ ได้แก่ เมตตาพรหมวิหารมีสัตว์หาประมาณมิได้ เป็น

723
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 724 (เล่ม 61)

อารมณ์. บทว่า คญฺฉิตฺถ แปลว่า จักได้ไป. บทว่า เทวปุรํ ได้แก่
พรหมโลก.
แม้หมู่ฤาษีนั้น ตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์แล้ว ได้เป็นผู้มี
พรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ด้วยประการฉะนี้ เรื่องราวทั้งหมดควรกล่าว
โดยนัยที่มาแล้ว ในหัตถิปาลชาดกนั่นแล.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงจบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในชาตินี้เท่านั้น แม้ในชาติปางก่อน ตถาคตก็เสด็จออก
มหาภิเนษกรมณ์เหมือนกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระมารดาบิดาในครั้ง
นั้น ได้มาเป็นศากยมหาราชสกุล พระนางจันทาเทวี ได้มาเป็นราหุลมาร-
ดา เชษฐโอรส ได้มาเป็นพระสารีบุตร กนิษฐโอรส ได้มาเป็นพระราหุล
พระพี่เลี้ยง ได้มาเป็นนางขุชชุตตรา กุลพันธนเศรษฐี ได้มาเป็นพระกัส-
สป มหาเสนาคุตต์ ได้มาเป็นพระโมคคัลลานะ โสมทัตกุมาร ได้มาเป็น
พระอานนท์ บริษัทที่เหลือได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนพระเจ้าสุตโสม
ได้มาเป็นเราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาจุลลสุตโสมชาดกที่ ๕
จบอรรถกถาจัตตาลีสนิบาต เพียงเท่านี้
รวมชาดกที่มีในจัตตาฬีสนิบาตนี้ คือ
๑. เตสกุณชาดก ๒. สรภังคชาดก ๓. อลัมพุสาชาดก ๔. สังข-
ปาลชาดก ๕. จุลลสุตโสมชาดก และอรรถกถา.

724
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 1 (เล่ม 62)

พระสุตตันตปิฎก
ขุททกนิกาย ชาดก
เล่มที่ ๔ ภาคที่ ๑
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
ปัญญาสนิบาตชาดก
๑. นฬินิกาบาตชาดก
ว่าด้วยราชธิดาทำลายตบะของดาบส
[๑] ชนบทเร่าร้อนอยู่ แม้รัฐก็จะพินาศ ดูก่อน
ลูกนฬินิกา มานี่เถิด เจ้าจงไปนำพราหมณ์ผู้นั้นมา
ให้เรา.
[๒] ข้าแต่พระราชบิดา หม่อมฉันทนความ
ลำบากไม่ได้ ทั้งไม่รู้จักหนทาง จะไปยังป่าที่ช้างอยู่
อาศัยได้อย่างไรเล่า เพคะ.
[๓] ดูก่อนลูกนฬินิกา เจ้าจงไปอยู่ชนบทที่
เจริญด้วยช้าง ด้วยรถ ด้วยยานที่ต่อด้วยไม้ เจ้าจง
ไปด้วยอาการอย่างนี้เถิดลูก เจ้าจงพากองช้าง กองม้า
กองรถ กองพลราบไปแล้ว จักนำพราหมณ์ผู้นั้นมา
สู่อำนาจได้ด้วยผิวพรรณ และรูปสมบัติของเจ้า.

1
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 2 (เล่ม 62)

[๔] อาศรมของอิสิสิงคดาบสนั้น ปรากฏด้วย
ธง คือ ต้นกล้วย แวดล้อมด้วยต้นสมอ เป็นที่น่า
รื่นรมย์ นั่นคือแสงไฟ นั่นคือควันเห็นปรากฏอยู่
อิสิสิงคดาบสผู้มีฤทธิ์มากเห็นจะไม่ทำให้ไฟเสื่อม.
[๕] อิสิสิงคดาบสเห็นพระราชธิดา ผู้สวมใส่
กุณฑลแก้วมณีเสด็จมาอยู่ กลัวแล้ว เข้าไปสู่อาศรม
ที่มุงด้วยใบไม้ ส่วนพระราชธิดาแสดงอวัยวะอันซ่อน
เร้น และอวัยวะที่ปรากฏ เล่นลูกข่างอยู่ที่ประตูอาศรม
ของดาบสนั้น ฝ่ายดาบสผู้อยู่ในบรรณศาลา เห็น
พระนางกำลังเล่นลูกข่างอยู่ จึงออกจากอาศรมแล้ว
ได้กล่าวคำนี้ว่า
[๖] ดูก่อนท่านผู้เจริญ ต้นไม้ของท่านที่มีผล
เป็นไปอย่างนี้ มีชื่อว่าอะไร แม่ท่านขว้างไปไกลก็
กลับมา มิได้ละท่านไป.
[๗] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ต้นไม้ที่มีผลเป็นไป
อย่างนี้นั้น มีอยู่มากที่เขาคันธมาทน์ ที่ใกล้อาศรม
ของข้าพเจ้า ผลไม้นั้นแกแม้ข้าพเจ้าว่างไปไปไกลกำลัง
มา ไม่ละข้าพเจ้าไปเลย.
[๘] เชิญท่านผู้เจริญจงเข้ามาสู่อาศรมนี้ จงบริ-
โภค จงรับน้ำมันและภักษา เราจักให้ นี้อาสนะ
เชิญท่านนั่งบนอาสนะนี้ เชิญบริโภคเหง้ามันและ
ผลไม้แต่ที่นี้เถิด.

2
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 3 (เล่ม 62)

[๙] ที่ระหว่างขาอ่อนทั้งสองของท่านนี้เป็น
อะไร มีสัณฐานเรียบร้อย ปรากฏดุจสีดำ เราถาม
ท่านแล้ว ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้า อวัยวะ
ส่วนยาวของท่านเข้าไปอยู่ในฝักหรือหนอ.
[๑๐] ข้าพเจ้านี้เที่ยวแสวงหามูลผลาหารในป่า
ได้พบหมีมีรูปร่างน่ากลัวยิ่งนัก มันวิ่งไล่ข้าพเจ้ามา
โดยเร็ว มาทันเข้าแล้วทำให้ข้าพเจ้าล้มลงแล้วมันกัด
อวัยวะส่วนยาวของข้าพเจ้า แผลนั้นก็เหวอะหวะ และ
เกิดคันขึ้น ข้าพเจ้าไม่ได้ความสบายตลอดกาลทั้งปวง
ท่านคงสามารถกำจัดความคันนี้ได้ ข้าพเจ้าวิงวอนแล้ว
ขอท่านได้โปรดกระทำประโยชน์ให้แก่ข้าพเจ้าผู้เป็น
พราหมณ์เถิด.
[๑๑] แผลของท่านลึก มีสีแดง ไม่เน่าเปื่อย
มีกลิ่นเหม็น และเป็นแผลใหญ่ เราจะประกอบกระ-
สายยาหน่อยหนึ่งให้ท่าน ดามที่ท่านจะพึงมีความสุข
อย่างยิ่ง.
[๑๒] ดูก่อนท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ การ
ประกอบมนต์ก็ดี การประกอบกระสายยาก็ดี โอสถ
ก็ดี ย่อมแก้ไม่ได้ ขอท่านจงเอาองคชาตอันอ่อนนุ่ม
ของท่านเสียดสีกำจัดความคัน ตามที่ข้าพเจ้าจะพึงมี
ความสุขอย่างยิ่งเถิด.

3
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 4 (เล่ม 62)

[๑๓] อาศรมของท่านอยู่ทางทิศไหนแต่ที่นี้หนอ
ท่านย่อมรื่นรมย์อยู่ในป่าแลหรือ มูลผลาหารของท่าน
มีเพียงพอแลหรือ สัตว์ร้ายไม่เบียดเบียนท่านแลหรือ.
[๑๔] แม่น้ำชื่อ เขมา ย่อมปรากฏแต่ป่าหิมพานต์
ในทิศเหนือตรงไปแต่ที่นี้ อาศรมอันน่ารื่นรมย์ของ
ข้าพเจ้าอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำนั้น ท่านควรไปดูอาศรมของ
ข้าพเจ้าบ้าง ต้นมะม่วง ต้นรัง ต้นหมากเม่า ต้นหว้า
ต้นราชพฤกษ์ ต้นแคฝอย มีดอกบานสะพรั่ง ท่าน
ควรไปดูอาศรมของข้าพเจ้าซึ่งมีกินนรขับร้องอยู่โดย
รอบ ต้นตาลมูลมัน ผลไม้ที่อาศรมของเรานั้น มีผล
ประกอบด้วยสีและกลิ่น ท่านควรไปดูอาศรมของ
ข้าพเจ้า อันประกอบด้วยภูมิภาคสวยงานนั้นบ้าง
ผลไม้เหง้าไม้ ที่อาศรมของข้าพเจ้ามีมาก ประกอบ
ด้วยสี กลิ่น และรส พวกพรานย่อมมาสู่ประเทศนั้น
อย่าได้มาลักมูลผลาหารไปจากอาศรมของข้าพเจ้านั้น
เลย.
[๑๕] บิดาของเราไปแสวงหามูลผลาหาร จะ
กลับมาในเย็นวันนี้ เราทั้งสองจะไปสู่อาศรมนั้นได้
ต่อเมื่อบิดากลับมาจากการแสวงหามูลผลาหาร.
[๑๖] พราหมณ์ ฤาษี และราชฤาษี ผู้มีรูปสวย
เหล่าอื่นเป็นอันมาก ย่อมอยู่ใกล้ทางโดยลำดับ ท่าน
พึงถามถึงอาศรมของข้าพเจ้ากะท่านพวกนั้นเถิด ท่าน
พวกนั้นจะพาท่านไปในสำนักของข้าพเจ้า.

4
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 5 (เล่ม 62)

[๑๗] ฟืนเจ้าก็ไม่หัก น้ำเจ้าก็ไม่ตัก แม้ไฟเจ้า
ก็ไม่ติด เจ้าอ่อนใจซบเซาอยู่ทำไมหนอ ดูก่อนเจ้าผู้
ประพฤติพรหมจรรย์ เมื่อก่อนฟืนเจ้าก็หัก ไฟเจ้าก็
ติด แม้ไฟสำหรับผิงเจ้าก็จัดไว้ ตั่งเจ้าก็ตั้ง น้ำเจ้าก็
ตักไว้ไห้เรา วันอื่น ๆ เจ้าเป็นผู้ประเสริฐดีอยู่ วันนี้
เจ้าไม่หักฟืน ไม่ตักน้ำ ไม่ติดไฟ ไม่จัดเครื่องบริโภค
ไว้ ไม่ทักทายเรา ของอะไรของเจ้าหายไปหรือ หรือ
ว่าเจ้ามีทุกข์ในใจอะไร.
[๑๘] ชฎิลผู้ประพฤติพรหมจรรย์มาในอาศรมนี้
มีรูปร่างน่าดูน่าชม เอวเล็กเอวบาง ไม่สูงนัก ไม่ต่ำ
นัก รัศมีสวยงาม มีศีรษะปกคลุมด้วยผมอันดำเป็นเงา
งาม ไม่มีหนวด บวชไม่นาน มีเครื่องประดับเป็น
รูปเชิงบาตรอยู่ที่คอ มีปุ่มสองปุ่มงามเปล่งปลั่งดัง
ก้อนทองคำ เกิดดีแล้วที่อก หน้าของชฎิลนั้นน่าดูยิ่ง
นัก มีกรรเจียกจอนห้อยอยู่ที่หูทั้งสองข้าง กรรเจียก
เหล่านั้นย่อมแวววาว เมื่อชฎิลนั้นเดินไปมา สายพัน
ชฎาก็งามแพรวพราว เครื่องประดับเหล่าอื่นอีกสี่
อย่างของชฎิลนั้น มีสีเขียว เหลือง แดง และขาว
เมื่อชฎิลนั้นเดินไปมา เครื่องประดับเหล่านั้นย่อมดัง
กริ่งกร่างเหมือนฝูงนกติริฏิร้องในเวลาฝนตก ฉะนั้น
ชฎิลนั้นไม่ได้คาดเครื่องรัดเอวที่ทำด้วยหญ้าปล้อง ไม่
ได้นุ่งผ้าที่ทำด้วยเปลือกไม้ เหมือนของพวกเรา ผ้า

5
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 6 (เล่ม 62)

เหล่านั้นพันอยู่ที่ระหว่างแข้งงามโชติช่วง ปลิวสะบัด
ดังสายฟ้าแลบอยู่ในอากาศ ข้าแต่ท่านพ่อ ชฎิลนั้น
มีผลไม่ไม่สุก ไม่มีขั้วติดอยู่ที่สะเอวภายใต้นาภี ไม่
กระทบกัน กระดกเล่นอยู่เป็นนิตย์ อนึ่ง ชฎิลนั้นมี
ชฎาน่าดูยิ่งนัก มีปลายงอนมากกว่าร้อย มีกลิ่นหอม
มีศีรษะอันแบ่งด้วยดีเป็นสองส่วน โอ ขอให้ชฎาของ
เราจงเป็นเช่นนั้นเถิดหนอ และในคราวใด ชฎิลนั้น
ขยายชฎาอันประกอบด้วยสี และกลิ่น ในคราวนั้น
อาศรมก็หอมฟุ้งไปเหมือนดอกอุบลเขียวที่ถูกลมรำเพย
พัด ฉะนั้น ผิวพรรณของชฎิลนั้นน่าดูยิ่งนัก ไม่เป็น
เช่นกับผิวพรรณที่กายของข้าพเจ้า ผิวกายของชฎิล
นั้นถูกลมรำเพยพัดแล้ว ย่อมหอมฟุ้งไป ดุจป่าไม้
อันมีดอกบานในปลายฤดูร้อน ฉะนั้น ชฎิลนั้นตีผลไม้
อันวิจิตรงามน่าดูลงบนพื้นดิน และผลไม่ที่ขว้างไป
แล้วย่อมกลับมาสู่มือของเขาอีก ข้าแต่ท่านพ่อ ผลไม้
นั้นชื่อผลอะไรหนอ อนึ่ง ฟันของชฎิลนั้นน่าดูยิ่งนัก
ขาวสะอาดเรียบเสมอกันดังสังข์อันขัดดีแล้ว เมื่อชฎิล
เปิดปากอยู่ย่อมยังใจให้ผ่องใส ชฎิลนั้น ไม่ได้เคี้ยวผัก
ด้วยฟันเหล่านั้นเป็นแน่ คำพูดของเขาไม่หยาบคาย
ไม่เคลื่อนคลาด ไพเราะ อ่อนหวาน ตรง ไม่ฟุ้งซ่าน
ไม่คลอนแคลน เสียงของเขาเป็นเครื่องฟูใจจับใจดัง
เสียงนกการเวก นำใจของข้าพเจ้าให้กำหนัดยิ่งนัก

6
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๔ ภาค ๑ - หน้าที่ 7 (เล่ม 62)

เสียงของเขาหยดย้อย เป็นถ้อยคำไม่สะบัดสะบิ้ง ไม่
ประกอบด้วยเสียงพึมพำ ข้าพเจ้าปรารถนาจะได้เห็น
เขาอีก เพราะชฎิลนั้นเป็นมิตรของข้าพเจ้ามาก่อน
แผลที่ต่อสนิทดีเกลี้ยงเกลาในที่ทั้งปวงใหญ่ เกิดดีแล้ว
คล้ายกับกลีบบัว ชฎิลนั้นให้ข้าพเจ้าคร่อมตรงแผลนั้น
แหวกขาเอาแข้งบีบไว้ รัศมีซ่านออกจากกายของชฎิล
นั้น ย่อมเปล่งปลั่งสว่างไสวรุ่งเรือง ดังสายฟ้าอัน
แลบแปลบปลาบอยู่ในอากาศ ฉะนั้น อนึ่ง แขนทั้ง
สองของชฎิลนั้นอ่อนนุ่น มีขนเหมือนขนดอกอัญชัน
แม้มือทั้งสองของชฏิลนั้นก็ประกอบด้วยนิ้วมืออันเรียว
วิจิตรงดงาม ชฎิลนั้นมีอวัยวะไม่ระคาย มีขนไม่ยาว
เล็บยาว ปลายเป็นสีแดง ชฎิลนั้นมีรูปงาม กอดรัด
ข้าพเจ้าด้วยแขนทั้งสองอันอ่อนนุ่ม บำเรอให้รื่นรมย์
ข้าแต่ท่านพ่อ มือทั้งสองของชฏิลนั้นอ่อนนุ่มคล้าย
สำลี งามเปล่งปลั่ง พื้นฝ่ามือเกลี้ยงเกลาเหมือนแว่น
ทอง ชฎิลนั้นกอดรัดข้าพเจ้าด้วยมือทั้งสองนั้นแล้ว
ไปจากที่นี้ ย่อมทำให้ข้าพเจ้าเร่าร้อนด้วยสัมผัสนั้น
ชฎิลนั้นมิได้นำหาบมา มิได้หักฟืนเอง มิได้ฟันต้นไม้
ด้วยขวาน แม้มือทั้งสองของชฎิลนั้นก็ไม่มีความกระ-
ด้าง หมีได้กัดชฎิลนั้นเป็นแผล เธอจึงกล่าวกะข้าพเจ้า
ว่า ขอท่านช่วยทำให้ข้าพเจ้ามีความสุขเถิด ข้าพเจ้า
จึงช่วยทำให้เธอมีความสุข และความสุขก็เกิดมีแก่

7