พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 702 (เล่ม 61)

พระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาล
ทั้งปวง.
พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมนางใน
เสด็จเที่ยวไปยังสระโบกขรณีใด นี้คือสระโบกขรณี
ของพระองค์ ดาดาษไปด้วยบุปผชาตินานาชนิด
เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงวิหก.
พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยหมู่พระประยูรญาติ
เสด็จเที่ยวไปยังสระโบกขรณีใด นี้คือสระโบกขรณี
ของพระองค์ ดาดาษไปด้วยบุปผชาตินานาชนิด
เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงวิหก.
[๒๕๔๘] (มหาชนกล่าวว่า) พระเจ้าสุตโสมทรง
สละราชสมบัตินี้แล้ว เสด็จออกทรงผนวช ทรงผ้า-
กาสาวพัสตร์ เที่ยวไปพระองค์เดียว เหมือนช้างตัว
ประเสริฐ ฉะนั้น.
[๒๕๔๙] (พระมหาสัตว์ตรัสว่า) ท่านทั้งหลายอย่า
ระลึกถึงความยินดีการเล่น และการร่าเริงในกาล
ก่อนเลย กามทั้งหลายอย่าทำลายท่านทั้งหลายได้เลย
จริงอยู่ สุทัสนนคร น่ารื่นรมย์ยิ่งนัก ท่านทั้งหลาย
จงเจริญเมตตาจิต อันหาประมาณมิได้ ทั้งกลางวัน
และกลางคืนเถิด เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านทั้งหลายจะได้
ไปสู่เทพบุรี อันเป็นที่อยู่ของท่านผู้มีบุญกรรม.
จบจุลลสุตโสมชาดกที่ ๕

702
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 703 (เล่ม 61)

อรรถกถาจุลลสุตโสมชาดก
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ
เนกขัมมบารมี ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า อามนฺตยามิ นิคมํ
ดังนี้.
เรื่องปัจจุบันนิทาน เช่นเดียวกับในมหานารทกัสสปชาดก. (ส่วนอดีต
นิทานมีดังต่อไปนี้)
ก็ในอดีตกาล พระนครพาราณสีได้มีชื่อว่า " สุทัสน นคร " พระ-
ราชาทรงพระนามว่าพรหมทัต เสด็จประทับอยู่ในพระนครนั้น พระโพธิสัตว์
ทรงบังเกิดในพระครรภ์แห่งพระอัครมเหสีของท้าวเธอ ล่วงไปได้ ๑๐ เดือน
ก็ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา ก็พระพักตร์ของพระกุมารนั้น มีสิริ
ประหนึ่งดวงจันทร์ในวันเพ็ญ ด้วยเหตุนั้น พระชนกชนนีจึงทรงขนานพระ-
นามว่า " โสมกุมาร ". ราชกุมารนั้นพอรู้เดียงสาแล้ว เป็นผู้สนใจในสุตะ
มีการฟังเป็นปกติ ด้วยเหตุนั้น ชาวประชาจึงถวายพระนามว่า " สุตโสม "
ครั้นเจริญวัยแล้ว พระราชกุมาร เสด็จไปเรียนศิลปศาสตร์ในเมืองตักกศิลา
เสด็จกลับมา ก็ได้เศวตฉัตรของพระชนก เสวยราชสมบัติโดยธรรม ได้มี
พระอิสริยยศยิ่งใหญ่ พระองค์มีสนมกำนัลใน หมื่นหกพันนาง มีพระนาง-
จันทาเทวีเป็นประธาน. ในเวลาต่อมา ท้าวเธอก็เจริญด้วยพระโอรสธิดาจนไม่
ทรงยินดีด้วยฆราวาสวิสัย มีพระประสงค์ที่จะเสด็จไปสู่ป่า ทรงผนวช. วันหนึ่ง
จึงตรัสเรียกนายภูษามาลามาตรัสสั่งว่า แน่ะเจ้า เมื่อใด เจ้าเห็นผมที่เศียรของ
เราหงอกแล้ว เจ้าพึงบอกเราเมื่อนั้น. นายภูษามาลาก็รับพระราชดำรัสของ
ท้าวเธอ เวลาต่อมา ก็เห็นพระเกศาหงอกจึงกราบทูลให้ทรงทราบ เมื่อพระ

703
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 704 (เล่ม 61)

ราชาตรัสสั่งว่า เจ้าภูษามาลา ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงถอนผมนั้น มาวางไว้ในมือเรา
จึงเอาแหนบทองถอนพระเกศา มาวางไว้ในพระหัตถ์. พระมหาสัตว์ทอด-
พระเนตรดูพระเกศาหงอกนั้น ก็ตกพระทัยว่า สรีระของเราถูกชราครอบงำแล้ว
จึงทรงถือเส้นพระเกศาหงอกนั้นเสด็จลงจากปราสาท ประทับนั่งบนราชบัลลังก์
ที่แต่งตั้งไว้ ณ ที่เฝ้าของมหาชน แล้วตรัสสั่งให้เรียกอำมาตย์ประมาณแปดหมื่น
มีเสนาบดีเป็นประมุข พราหมณ์หกหมื่น มีปุโรหิตเป็นประธาน และชาวแว่น
แคว้นชาวนิคมเป็นต้นอื่น ๆ มาเฝ้าเป็นจำนวนมาก แล้วตรัสว่า เกศาหงอกเกิด
ที่เศียรของเราแล้ว เราเป็นคนแก่เฒ่า ท่านทั้งหลายจงรับรู้ความที่เราจะออก
บรรพชา ดังนี้แล้ว ตรัสคาถาที่ ๑ ความว่า
เราขอบอกชาวเมือง มิตร อำมาตย์ และข้า-
ราชบริพาร ผมที่เศียรของเรา เกิดหงอกแล้ว บัดนี้
เราพอใจบรรพชาเพศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อามนฺตยามิ ความว่า เราขอประกาศ
ให้ท่านทั้งหลายรับรู้. บทว่า โรจหํ ความว่า เราพอใจ ดูก่อนท่านผู้เจริญ
ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงรับรู้ว่า เรานั้นจะบรรพชา.
บรรดาชนทั้งหลายที่ได้ฟังพระราชาดำรัสเหล่านั้น อำมาตย์คนหนึ่ง
เป็นคนองอาจแกล้วกล้า กราบทูลคาถา ความว่า
อย่างไรหนอพระองค์จึงรับสั่งความไม่เจริญแก่
ข้าพระพุทธเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์
ทรงปักพระแสงศรที่อกของข้าพระพุทธเจ้า พระชายา
ของพระองค์มีถึง ๗๐๐นาง พระนางเหล่านั้นของ
พระองค์ จักเป็นอยู่อย่างไรหนอ.

704
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 705 (เล่ม 61)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภุํ ได้แก่ สิ่งอันไม่เป็นความเจริญ
บทว่า อุรสิ กปฺเปสิ ความว่า พระองค์ทรงยังพระศัสตราอันล้างแล้วด้วยดี
ให้ไหวใกล้ทรวงอกของข้าพระพุทธเจ้า. บทว่า สสฺตสตา นี้ อำมาตย์นั้น
กล่าวหมายถึง ขัตติยกัญญาผู้มีชาติเสมอกัน. บทว่า กถํ นุ เต ตา ภวิสฺสนฺติ
ความว่า พระราชชายาของพระองค์เหล่านั้น เมื่อพระองค์ทรงผนวชเสียแล้ว
จักเป็นอนาถา หาที่พึ่งมิได้ จักอยู่ได้อย่างไร การที่พระองค์ทรงทำนางเหล่านั้น
ให้ไม่มีที่พึ่ง แล้วทรงผนวชนี้ ไม่สมควรเลย พระเจ้าข้า.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสคาถาที่ ๓ ความว่า
นางเหล่านั้นยังสาว จักปรากฏเอง นางเหล่านั้น
จักไปพึ่งพิงพระราชาองค์อื่นก็ได้ ส่วนเราปรารถนา
สวรรค์ ด้วยเหตุดังนั้น เราจึงจักบรรพชา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺญายนฺติ ความว่า นารีเหล่านั้นจัก
ปรากฏด้วยกิจของตน ๆ เราเป็นอะไรของนางเหล่านี้ ทุกนางล้วนยังสาว
พระราชาอื่น ๆ ก็ยังมี นารีเหล่านี้ จักไปพึ่งพระราชาอื่น ๆ นั้นได้.
อำมาตย์เป็นต้น เมื่อไม่สามารถจะทูลทัดทานพระโพธิสัตว์ได้ จึงพา
กันไปยังสำนักของพระมารดาแห่งพระโพธิสัตว์ กราบทูลเนื้อความนั้นให้
ทรงทราบ. พระราชชนนี รีบเสด็จมาโดยด่วน ตรัสว่า ลูกรัก ข่าวว่า
เจ้าประสงค์จะบวชจริงหรือ ดังนี้แล้ว ได้ตรัสคาถา ๒ คาถา ความว่า
ดูก่อนพ่อสุตโสม แม่ผู้เป็นมารดาของเจ้า ชื่อว่า
ได้รับความยาก เพราะเมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่ เจ้าไม่ห่วงใย
จะบวชให้ได้.

705
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 706 (เล่ม 61)

ดูก่อนพ่อสุตโสม แม่คลอดเจ้าซึ่งเป็นผู้ที่แม่ได้
ด้วยความลำบาก เหตุไรเมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่ เจ้าไม่
ห่วงใย จะบวชให้จงได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุลฺลทฺธํ ความว่า เจ้าชื่อว่าเป็นผู้ที่
ได้มาโดยยาก เพราะเมื่อจะได้ก็ต้องผ่าความลำบาก จึงได้เจ้าผู้เป็นบุตรมา.
บทว่า ยํ เม ความว่า เมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่โดยประการต่าง ๆ เจ้ายังปรารถนา
จะบวชให้ได้ด้วยเหตุใด เหตุนั้นการได้บุตรเช่นกับเจ้า จึงชื่อว่าแม่ได้มาด้วย
ความยากลำบาก.
พระโพธิสัตว์มิได้ตรัสอะไรกับพระราชมารดา ซึ่งทรงปริเทวนาการ
อยู่อย่างนี้. พระราชชนนีทรงกันแสงร่ำไห้ ประทับยืนอยู่ส่วนข้างหนึ่งเสียเอง
ทีเดียว ลำดับนั้น ประชาชนจึงพากันไปกราบทูลแด่พระราชบิดาของพระโพธิ-
สัตว์. พระราชบิดาเสด็จมาแล้ว ตรัสคาถาอย่างเดียวกัน ความว่า
ดูก่อนพ่อสุตโสม ธรรมนั้นชื่ออะไร และการ
บวชชื่ออะไร เพราะว่า เจ้าจะละทิ้งเราสองคนผู้
แก่เฒ่าแล้ว ไม่ห่วงใย จะบวชอย่างเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ โน อมฺเห ความว่า เจ้าเป็นบุตร
ของมารดาบิดา ไยจึงไม่ปฏิบัติมารดาบิดาซึ่งแก่ชรา ในเวลาที่ควรปฏิบัติ
ทอดทิ้งมิได้อาลัยบวชเสีย เหมือนยังกะกลิ้งศิลาลงเหวฉะนั้น ด้วยเหตุนั้น
บิดาขอถามเจ้า ธรรมของเจ้านี้ชื่ออะไร ?
พระมหาสัตว์ทรงสดับดังนั้นแล้วก็นิ่งเสีย. ลำดับนั้น พระราชบิดา
จึงตรัสว่า สุตโสมลูกรัก ถ้าหากเจ้าไม่มีความสิเนหาอาลัยในมารดาบิดาแล้ว
บุตรธิดาของเจ้ายังเล็ก ๆ มีมาก ไม่อาจที่จะพลัดพรากจากเจ้าได้ ในเวลาเด็ก
เหล่านั้นเจริญวัยแล้ว เจ้าจึงค่อยบวชเถิด แล้วตรัสคาถาที่ ๗ ความว่า

706
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 707 (เล่ม 61)

แม้บุตรและธิดาทั้งหลายของเจ้าก็มีมาก ยังเล็ก
นัก ยังไม่เป็นหนุ่มสาว กำลังฉอเลาะน่ารักใคร่ เมื่อ
ไม่เห็นเจ้าน่าจะลำบากไปตาม ๆ กัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มญฺชู ความว่า พูดจาน่ารัก. บทว่า
นิคฺจฉนฺติ ความว่า พ่อสำคัญว่า จักพากันถึงความลำบาก คือกลับได้ทุกข์
ทั้งทางกายและทางใจ.
พระมหาสัตว์ทรงสดับพระดำรัสนั้นแล้ว ตรัสพระคาถา ความว่า
ความตั้งอยู่นานแล้วพลัดพรากจากกัน จากโอรส
ธิดาเหล่านี้ของหม่อมฉัน ซึ่งกำลังเป็นเด็ก ยังไม่เจริญวัย
ช่างฉอเลาะก็ดี จากทูลกระหม่อมทั้งสองพระองค์และ
สิ่งทั้งปวงไปก็ดี เป็นของเที่ยงแท้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺเพหิปิ ตุมฺเหหิ ความว่า ข้าแต่
พระทูลกระหม่อม ใช่ว่าข้าพระพุทธเจ้า จะจากโอรสธิดาเท่านั้นก็หามิได้ ที่แท้
แม้ทูลกระหม่อมทั้งสอง แม้สรรพสังขารอื่น ๆ ถึงดำรงอยู่ได้นานคือตั้งอยู่สิ้น
กาลนาน ก็เพียงที่จะพลัดพรากจากกัน คือความเป็นต่าง ๆ กัน เพราะในโลก
สันนิวาสแม้ทั้งสิ้น สังขารแม้อย่างหนึ่ง จะชื่อว่าเป็นของเที่ยงไม่มีเลย.
พระมหาสัตว์แสดงธรรมกถาแด่พระราชบิดาอย่างนี้ สมเด็จพระราช
บิดา ทรงสดับธรรมกถาของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ได้ทรงดุษณีภาพ ลำดับนั้น
อำมาตย์ทั้งหลาย จึงไปแจ้งแก่พระชายาที่รักทั้งเจ็ดร้อยของพระมหาสัตว์ พระ
ชายาเหล่านั้นจึงลงจากปราสาท ไปยังสำนักของพระมหาสัตว์เจ้า ต่างยึดข้อ
พระบาท ปริเทวนาการ กล่าวคาถา ความว่า

707
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 708 (เล่ม 61)

พระทัยของทูลกระหม่อม จะตัดขาดเชียวหรือ
หรือจะไม่ทรงพระกรุณาหม่อมฉันทั้งหลาย ไยเล่า
พระองค์จึงไม่ห่วงใยกระหม่อมฉันทั้งหลาย ผู้คร่ำ-
ครวญอยู่ จะเสด็จออกผนวชเสียให้ได้เทียวหรือเพคะ.
คาถานั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ ข้าแต่พระสุตโสมผู้พระสวามี พระหทัย
ในพวกกระหม่อมฉัน ของทูลกระหม่อมซึ่งกระทำพวกหม่อมฉันให้เป็นหม้าย
เสด็จไปบวช จะตัดขาดเชียวหรือหนอ เพราะไม่มีความสิเนหาแม้เพียงเล็กน้อย
หรือชื่อว่าความการุญ ของทูลกระหม่อมไม่มี เพราะไม่มีพระกรุณาจึงละทิ้ง
พวกหม่อมฉัน ซึ่งคร่ำครวญอยู่อย่างนี้ไปบรรพชา.
พระมหาสัตว์ ทรงสดับเสียงปริเทวนาการ ของเหล่าบาทบริจาริกา
เหล่านั้น ผู้กลิ้งเกลือกร่ำไรรำพันอยู่แทบบาทมูล แล้วตรัสคาถาลำดับ
ต่อไปว่า
ใจของเรามิได้ตัดขาด และเราก็มีความกรุณาใน
เธอทั้งหลาย แต่เราปรารถนาสวรรค์ เพราะฉะนั้น
เราจึงจักออกบวช.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สคฺคญฺจ ความว่า พระมหาสัตว์ทรง
ปลอบใจพระชายาเหล่านั้นว่า เราปรารถนาสวรรค์ อนึ่ง ขึ้นชื่อว่าบรรพชานี้
พุทธาทิบัณฑิต สรรเสริญแล้ว เพราะเหตุนั้น เราจึงจักบวช เธอทั้งหลาย
อย่าคิดเสียใจ.
ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลาย จึงกราบทูลพระมเหสีของพระโพธิสัตว์
ให้ทรงทราบ พระอัครมเหสีนั้นมีภาระหนัก ทรงครรภ์บริบูรณ์ เสด็จมา
ถวายบังคมพระมหาสัตว์ ประทับยืน ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง ได้ตรัสคาถา ๓ คาถา
ความว่า

708
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 709 (เล่ม 61)

ข้าแต่พระสุตโสมผู้ประเสริฐ หม่อมฉันผู้เป็น
อัครมเหสีของพระองค์ ได้พระองค์มาด้วยความลำบาก
เหตุไรเมื่อหม่อมฉันพร่ำเพ้ออยู่ พระองค์จึงมิได้ทรง
เยื่อใย จะทรงผนวชเสีย.
ข้าแต่พระสุตโสมผู้ประเสริฐ หม่อมฉันผู้เป็น
พระอัครมเหสีของพระองค์ ได้พระองค์มาด้วยความ
ลำบาก เหตุไร พระองค์จึงมิได้ทรงเยื่อใยสัตว์ผู้ถือ
ปฏิสนธิในครรภ์ของหม่อมฉัน จะทรงผนวชเสีย.
ครรภ์ของหม่อมฉันแก่แล้ว ขอพระองค์ทรง
รออยู่ จนกระทั่งหม่อมฉันประสูติ อย่าให้หม่อมฉัน
เป็นหม้ายอยู่แต่ผู้เดียว ต้องได้รับทุกข์ในภายหลังเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ เม ความว่า เพราะเหตุไร เมื่อ
หม่อมฉันพร่ำเพ้ออยู่ พระองค์มิได้ห่วงใยจะบวชเสีย ตำแหน่งอัครมเหสี
ที่หม่อมฉันได้จากสำนักของพระองค์นั้น หม่อมฉันได้มาด้วยยาก ในคาถา
ที่สองมีอธิบายว่า เพราะเหตุไรพระองค์จะทรงละหม่อมฉันผู้กำลังท้อง มิได้
ห่วงใย บวชเสีย ความเป็นอัครมเหสีของพระองค์ที่หม่อมฉันได้มานั้น หม่อม-
ฉันได้มาด้วยยาก. บทว่า ยาว นํ ความว่า ขอพระองค์จงทรงยับยั้งอยู่
จนกว่าหม่อมฉันจะประสูติก่อนเถิด.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสพระคาถา ความว่า
ครรภ์ของเธอแก่แล้ว ขอเชิญประสูติพระโอรส
ซึ่งมีผิวพรรณไม่ทรามเถิด ฉันจักละโอรส พร้อมทั้ง
เธอบวชให้จงได้.

709
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 710 (เล่ม 61)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุตฺตํ ความว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เรารู้ว่า
เธอครรภ์แก่ แต่เมื่อเธอประสูติจักประสูติพระโอรส หาใช่ธิดาไม่ ขอเธอจง
ประสูติโอรสด้วยความสวัสดีเถิด ส่วนเราจะละบุตรกับตัวเธอ บวชให้ได้ทีเดียว.
พระนางเทวี สดับพระราชดำรัสของพระราชสวามีแล้ว ไม่สามารถ
จะอดกลั้นความโศกไว้ได้ทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม คราวนี้นับแต่วันนี้ไป
ชื่อว่าสิริของหม่อมฉันคงไม่มีเลย แล้วเอาหัตถ์ทั้งสองกุมพระหทัย หลั่งพระ
อัสสุชลพลางปริเทวนาการด้วยพระสุรเสียงอันดัง ลำดับนั้น เมื่อพระมหาสัตว์
จะทรงปลอบโยนพระนาง จึงตรัสพระคาถา ความว่า
ดูก่อนพระน้องนางจันทา เธออย่าร้องไห้ไปเลย
ดูก่อนพระนางผู้มีดวงตาเสมอด้วยดอกอัญชัน เธออย่า
เศร้าโศกไปเลย จงขึ้นสู่ปราสาทอันประเสริฐเสียเถิด
เราไม่เยื่อใยจักไปบวช.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา ตฺวํ จนฺเท รุทิ ความว่า ดูก่อน
พระน้องนางจันทาเทวีผู้เจริญ เธออย่าร้องไห้เศร้าโศกไปเลย. บทว่า วนติมิร-
มตฺตกฺขิ แปลว่า ผู้มีพระเนตรเสมอด้วยดอกอัญชัน แต่ในพระบาลีท่านเขียน
ไว้ว่า " โกวิลารตมฺพกฺขิ " ความก็ว่า เนตรของพระนางจันทาเทวีนั้น
แดงเหมือนดอกหงอนไก่.
พระนางจันทาเทวี สดับพระราชดำรัสแล้ว ไม่สามารถที่จะดำรงอยู่
ได้ เสด็จขึ้นสู่ปราสาทประทับนั่ง กันแสงอยู่. ลำดับนั้น พระโอรสองค์ใหญ่
ของพระโพธิสัตว์ เห็นพระมารดาทรงกันแสง จึงดำริว่า เหตุไรหนอ พระ
มารดาของเราจึงประทับนั่ง ทรงกันแสงอยู่ เมื่อจะทูลถามพระมารดาจึงตรัส
พระคาถา ความว่า

710
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 711 (เล่ม 61)

ข้าแต่เสด็จแม่ ใครทำให้เสด็จแม่ทรงพิโรธ เหตุ
ไฉนเสด็จแม่ จึงทรงกันแสง และจ้องมองดูหม่อม
ฉันยิ่งนัก บรรดาพระประยูรญาติที่เห็นอยู่ หม่อมฉัน
จะฆ่าใครที่ควรรับสั่งให้ฆ่า ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกเปสิ ความว่า ข้าแต่เสด็จแม่ ใคร
คนไหน ทำให้เสด็จแม่ต้องขุ่นเคือง คือใครได้ทำสิ่งไม่เป็นที่รักแก่เสด็จแม่.
บทว่า อเปกฺขสิ จ มีอธิบายว่า เมื่อเสด็จแม่จ้องหม่อมฉัน ทำไมจึงต้อง
ทรงพระกันแสง. บทว่า กํ อวชฺฌํ ฆาเฏมิ ความว่า พระราชโอรส
ทูลถามว่า หม่อมฉันจะฆ่าใครที่ควรจะให้ฆ่า สำหรับพระญาติของเสด็จแม่
ที่เห็นกันอยู่นั่นแหละ โปรดตรัสบอกแก่หม่อมฉัน.
ลำดับนั้น พระนางเทวี ตรัสพระคาถา ความว่า
ลูกรัก ท่านผู้ใดทรงชนะในแผ่นดิน ท่านผู้นั้น
เจ้าไม่อาจจะฆ่าได้เลย พระบิดาของเจ้าได้ตรัสกะแม่
ว่า ฉันไม่มีความห่วงใย จักไปบวช.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิชิตาวี ความว่า ลูกรัก ท่านผู้ใดเป็น
ผู้ชนะในแผ่นดินนี้ ทำให้แม่ขุ่นเคือง คือยังความโกรธ และความเศร้าโศก
ให้เข้าไปในหทัยของแม่ ด้วยการกล่าวคำไม่เป็นที่รัก ท่านผู้นั้น ลูกไม่อาจ
จะฆ่าได้ เพราะเป็นพระบิดาของลูกเอง พระองค์ทรงตรัสกะแม่ว่า เราจัก
สละสิริราชสมบัติ และตัวเธอ เข้าสู่ป่าแล้วบรรพชา นี้คือเหตุแห่งการกันแสง
ของแม่.
เชษฐโอรส ทรงฟังพระเสาวนีย์ของพระมารดาแล้ว ทูลว่า ข้าแต่
เสด็จแม่ เสด็จแม่ตรัสคำนี้อย่างไรกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ตกเป็นคน
อนาถา หาที่พึ่งมิได้มิใช่หรือ ดังนี้แล้ว ทรงปริเทวนาการ ตรัสคาถา ความว่า

711