พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 682 (เล่ม 61)

บทว่า วิวิธํ วิยญฺชนํ ได้แก่ กับข้าวมีอย่างต่าง ๆ. บทว่า ภตฺต
มนญฺญรูปํ ได้แก่ ภัตตาหารอันน่าบริโภค สังขปาลดาบสเรียกพระราชาว่า
" ภารตะ ".
บทว่า ภุตฺตภตฺตํ แปลว่า บริโภคเสร็จแล้ว. บทว่า อุปฏฺฐหุํ
ความว่า นารีทั้งหลาย ทำการฟ้อนรำ บำรุงอาตมาภาพผู้บริโภคเสร็จแล้ว
ด้วยดนตรีร้อยเศษ. บทว่า ภตฺตุ มโน วิทิตฺวา ความว่า นารีทั้งหลาย
ต่างรู้จิตใจแห่งภัสดาตน. บทว่า ตตุตฺตรึ ความว่า ยิ่งกว่าการฟ้อนรำนั้น.
บทว่า มํ นิปติ ความว่า นาคราชนั้น เข้ามาหาอาตมาภาพ. บทว่า มหนฺตํ
ทิพฺเพหิ ความว่า ด้วยกามอันเป็นทิพย์ มโหฬาร. บทว่า กาเมหิ ความว่า
ด้วยกามอันเป็นทิพย์เหล่านั้น มิใช่น้อย คือมิใช่นิดหน่อย.
ก็แลครั้นนาคราชนั้น เข้ามาหาอย่างนี้แล้วกล่าวคาถา ความว่า
ข้าแต่ท่านอาฬาระ ภรรยาของข้าพเจ้าทั้ง ๓๐๐
นี้ ล้วนมีเอวอ้อนแอ้น มีรัศมีรุ่งเรือง ดังกลีบปทุม
นางเหล่านี้ จักเป็นผู้บำรุงบำเรอท่าน ข้าพเจ้าขอยก
นางเหล่านี้ให้ท่าน ท่านจงให้นางเหล่านี้บำเรอท่าน
เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพตฺตมชฺฌา ความว่า ภรรยาของ
ข้าพเจ้าทั้งหมด มีรูปร่างอ้อนแอ้น อธิบายว่า เอวกลม ขนาดวัดได้ด้วยฝ่า
มือ แต่บาลีในอรรถกถาว่า " สุมชฺณา ". บทว่า ปทุมุตฺราภา ได้แก่
มีผิวผุดผาดดังสีแห่งดอกปทุม. อธิบายว่า มีฉวีวรรณดั่งกลีบปทุม. บทว่า
ปริจารยสฺสุ ความว่า นาคราชนั้นกล่าวว่า ท่านจงทำนางเหล่านั้น ให้
เป็นบาทบริจาริกาของตน แล้วมอบมหาสมบัติ พร้อมด้วยสตรี ๓๐๐ นาง
แก่อาตมาภาพ.

682
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 683 (เล่ม 61)

อาฬารดาบสนั้น ทูลต่อไปว่า
อาตมาภาพ ได้เสวยรสอันเป็นทิพย์อยู่ปีหนึ่ง
คราวนั้นอาตมาภาพ ได้ไต่ถามถึงสมบัติอันยิ่งว่า ท่าน
พญานาคได้สมบัตินี้ ด้วยอุบายอย่างไร ได้วิมานอัน
ประเสริฐอย่างไร ได้โดยไม่มีเหตุ หรือเกิดเพราะใคร
น้อมมาให้แก่ท่าน ท่านกระทำเอง หรือว่าเทวดาให้
ดูก่อนพญานาคราช ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนั้นกะ
ท่าน ท่านได้วิมานอันประเสริฐอย่างไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิพฺพรสานุภุตฺวา ความว่า อาตมาภาพ
เสวยรสแห่งกามคุณอันเป็นทิพย์แล้ว. บทว่า ตทาสฺสุหํ ตัดบทเป็น ตทา
อสฺสุ อหํ. บทว่า นาคสฺสิทํ ความว่า ข้าพเจ้าได้ถามนาคราชนั้น ดังนี้
ว่า สมบัติอันเกิดแล้วนี้ ของท่านสังขปาลนาคราช ผู้มีพักตร์อันเจริญ ท่าน
ทำกรรมชื่ออะไรจึงได้ ท่านได้ครอบครองวิมานอันประเสริฐนี้อย่างไรกัน ?
บทว่า อธิจฺจ ลทฺธํ ความว่า ท่านได้โดยหาเหตุมิได้. บทว่า
ปริณามชนฺเต ความว่า หรือชื่อว่าเกิดแล้ว โดยการน้อมมา เพราะเป็น
ของที่ใคร ๆ น้อมมาเพื่อประโยชน์แก่ท่าน. บทว่า สยํ กตํ ความว่า สั่ง
ให้เรียกช่างมา แล้วมอบรัตนะให้กระทำ.
ลำดับต่อไป เป็นคาถากล่าวโต้ตอบระหว่างชนทั้งสอง พึงทราบดัง
ต่อไปนี้.
สังขปาลนาคราช ตอบว่า
ข้าพเจ้าได้วิมานนี้ มิใช่โดยไม่มีเหตุ และมิใช่
เกิดเพราะใคร น้อมมาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามิได้ทำเอง

683
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 684 (เล่ม 61)

แม้เทวดาก็มิได้ให้ ข้าพเจ้าได้วิมานนี้ ด้วยบุญกรรม
อันไม่เป็นบาปของตน.
อาตมาภาพ ถามว่า
พรตของท่านเป็นอย่างไร และพรหมจรรย์ของ
ท่านเป็นไฉน นี้เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร ที่ท่าน
ประพฤติดีแล้ว ดูก่อนพญานาคราช ขอท่านจงบอก
เนื้อความนี้ แก่ข้าพเจ้า ท่านได้วิมานนี้มาอย่างไร
หนอ ?
พญานาคราช ตอบว่า
ข้าพเจ้าได้เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ กว่าชนชาว
มคธ มีนามว่า ทุยโยธนะ มีอานุภาพมาก ได้เห็น
ชัดว่า ชีวิตเป็นของนิดหน่อยไม่เที่ยง มีความแปร
ปรวนไปเป็นธรรมดา.
จึงเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส ได้ให้ข้าวและน้ำเป็นทาน
อันไพบูลย์โดยเคารพ วังของข้าพเจ้าในครั้งนั้น เป็น
ดุจบ่อน้ำ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ก็อิ่มหนำสำราญ
ในที่นั้น.
ข้าพเจ้าได้ให้ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้
ประทีป ยวดยาน ที่พัก ผ้านุ่งห่ม ที่นอน และข้าว
น้ำ เป็นทานโดยเคารพ ในที่นั้น.
นั่นเป็นพรต และเป็นพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า
นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนั้น ที่ข้าพเจ้าประพฤติดีแล้ว

684
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 685 (เล่ม 61)

ข้าพเจ้าได้วิมานอันมีภักษาหารเพียงพอ มีข้าวน้ำมาก
มาย เพราะวัตร และพรหมจรรย์นั้นแล.
วิมานนี้บริบูรณ์ ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ตั้งอยู่
ช้านาน แต่เป็นของไม่เที่ยง อาตมาภาพจึงถามว่า
บุตรนายพรานทั้งหลาย ผู้มีอานุภาพน้อย ไม่มีเดช
ไยจึงเบียดเบียนท่านผู้มีอานุภาพมาก มีเดชได้ ดู
ก่อนท่านผู้มีเขี้ยวเป็นอาวุธ เพราะอาศัยอะไรหรือ
ท่านจึงถึงความเศร้าหมอง ในสำนักของบุตรนาย
พรานทั้งหลาย.
ความกลัวใหญ่ ตามถึงท่าน หรือว่าพิษของท่าน
ไม่แล่นไปยังรากเขี้ยว ดูก่อนท่านผู้มีเขี้ยวเป็นอาวุธ
เพราะอาศัยอะไรหรือ ท่านจึงถึงความเศร้า ในสำนัก
ของบุตรนายพรานทั้งหลาย.
สังขปาลนาคราช ตอบว่า
มหันตภัย มิได้ตามถึงข้าพเจ้าเลย ชนพวกนั้น
ไม่อาจทำลายเดชของข้าพเจ้าได้ แต่ว่าธรรมของสัต-
บุรุษทั้งหลาย ท่านประกาศไว้ดีแล้ว ยากที่จะล่วงได้
เหมือนเขตแดนแห่งสมุทร ฉะนั้น.
ข้าแต่ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้าเข้าจำอุโบสถ ในวัน
จาตุททสี ปัณณรสีเป็นนิตย์ ต่อมาพวกบุตรนายพราน
๑๖ คน เป็นคนหยาบช้า ถือเอาเชือกและบ่วงอันมั่น
คงมา.

685
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 686 (เล่ม 61)

พรานทั้งหลาย ช่วยกันแทงจมูก เอาเชือกร้อย
แล้วหามข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าอดทนต่อทุกข์เช่นนั้น ไม่
ทำอุโบสถให้กำเริบ.
อาตมาภาพ ถามว่า
บุตรนายพรานเหล่านั้น ได้พบท่านผู้สมบูรณ์
ด้วยกำลัง และผิวพรรณ ที่ทางเดินคนเดียว ดูก่อน
ท่านนาคราช ท่านเป็นผู้เจริญด้วยสิริและปัญญา จะ
บำเพ็ญตบะเพื่อประโยชน์อะไรอีกเล่า ?
สังขปาลนาคราช ตอบว่า
ข้าแต่ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้าบำเพ็ญตบะ มิใช่
เพราะเหตุแห่งทรัพย์ และมิใช่เพราะเหตุแห่งอายุ
เพราะข้าพเจ้า ปรารถนากำเนิดมนุษย์ จึงบากบั่น
บำเพ็ญตบะ.
อาตมาภาพ ถามว่า
ท่านเป็นผู้มีนัยน์ตาแดง มีรัศมีรุ่งเรือง ประดับ
ตกแต่งแล้ว ปลงผมและหนวด ชโลมทาด้วยจุรณ-
จันทน์แดง ส่องสว่างไปทั่วทิศ ดุจคนธรรพราชา
ฉะนั้น.
ท่านเป็นผู้ถึงแล้ว ซึ่งเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก
พร้อมพรั่งไปด้วยกามารมย์ทั้งปวง ดูก่อนพญานาค-
ราช ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กะท่าน เหตุไรมนุษย-
โลก จึงประเสริฐกว่านาคพิภพนี้.

686
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 687 (เล่ม 61)

สังขปาลนาคราช ตอบว่า
ข้าแต่ท่านอาฬาระ นอกจากมนุษยโลก ความ
บริสุทธิ์ หรือความสำรวมย่อมไม่มี ถ้าข้าพเจ้าได้กำ-
เนิดมนุษย์แล้ว จักกระทำที่สุดแห่งชาติและมรณะ.
อาตมาภาพ กล่าวว่า
ข้าพเจ้าอยู่ในสำนักของท่านปีหนึ่งแล้ว เป็นผู้ที่
ท่านบำ รุงด้วยข้าวด้วยน้ำ ข้าพเจ้าขอลาท่าน ดูก่อน
ท่านผู้เป็นจอมนาถะ ข้าพเจ้าจากมนุษยโลกมาเสียนาน.
สังขปาลนาคราช ตอบว่า
ข้าแต่ท่านอาฬาระ บุตร ภรรยาและชนบริวาร
ข้าพเจ้าพร่ำสอนเป็นนิตย์ให้บำรุงท่าน ใครมิได้แช่ง
ด่าท่านแลหรือ เพราะว่าการที่ได้พบท่าน นับว่าเป็น
ที่พอใจของข้าพเจ้า.
อาตมาภาพ ตอบว่า
ดูก่อนพญานาคราช บุตรที่รักปฏิบัติบำรุงมารดา
บิดาในเรือน เป็นผู้ประเสริฐแม้ด้วยประการใด ท่าน
บำรุงข้าพเจ้าอยู่ในที่นี้ เป็นผู้ประเสริฐ แม้กว่าประการ
นั้น เพราะว่าจิตของท่านเลื่อมใสข้าพเจ้า.
สังขปาลนาคราช กล่าวว่า
แก้วมณี อันจะนำทรัพย์มาได้ตามประสงค์ของ
ข้าพเจ้ามีอยู่ ท่านจงถือเอามณีรัตน์อันโอฬารนั้นไป
ยังที่อยู่ของตน ได้ทรัพย์แล้วจงเก็บแก้วมณีนั้นไว้.

687
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 688 (เล่ม 61)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กินฺเต วตํ ความว่า อาตมาภาพถามว่า
อะไรเป็นวัตรสมาทานของท่าน. บทว่า พฺรหฺมจริยํ ความว่า อะไรเป็น
จรรยาอันประเสริฐของท่าน ?
บทว่า โอปานภูตํ ความว่า (นาคราชตอบว่า) คราวนั้นเรือนของ
ข้าพเจ้า เป็นเหมือนสระโบกขรณี ที่ขุดไว้ในหนทางใหญ่ ๔ แพร่ง มีสมบัติ
อันสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม พึงบริโภคได้ ตามสบาย.
บทว่า น จ สสฺสตายํ ความว่า นาคราชนั้นกล่าวแก่อาตมาภาพว่า
ความจริง วิมานนี้ แม้จะเป็นของตั้งอยู่ได้นาน ก็มิใช่เป็นของเที่ยง. อาฬาร-
ดาบส กล่าวหมายถึงบุตรพรานไพรว่า ผู้มีอานุภาพน้อย. บทว่า หนฺติ
ความว่า (อาฬาร กุฎุมพี ถามว่า) เพราะเหตุไร บุตรพรานไพรจึงเอาหลาว
แทง เบียดเบียนได้ในที่ทั้งแปดแห่ง. บทว่า กึ ปฏิจฺจ ความว่า ท่าน
ย่อมมาสู่เงื้อมมือ คือเข้าถึงอำนาจของเหล่าวณิพกในครั้งนั้น เพราะมุ่งหมาย
อะไร ? บทว่า วนิพฺพกานํ ความว่า บุตรพรานไพรทั้งหลาย ท่านเรียกว่า
วณิพกในที่นี้.
บทว่า เตโช นุ เต อนฺวคตํ ทนฺตมูลํ ความว่า เดชของท่าน
เป็นอย่างไรหรือ เพราะเห็นพวกบุตรพรานในคราวนั้น ภัยใหญ่ไปตามท่านหรือ
ว่าพิษอันมีเขี้ยวเป็นมูลไม่ไปตามท่าน. บทว่า กิเลสํ ได้แก่ ทุกข์. บทว่า
วณิพฺพกานํ ความว่า เพราะอาศัยอะไร ท่านจึงถึงทุกข์ในสำนักของบุตรพราน
ทั้งหลาย คือ เพราะอาศัยพวกบุตรนายพราน.
บทว่า เตโช น สกฺกา มม เตภิ หนฺตุํ ความว่า นาคราช
ตอบว่า เดชคือพิษของเราไม่สามารถที่เบียดเบียนโดยเดชของผู้อื่น คือชน
เหล่านั้นได้. บทว่า สตํ ได้แก่ สัตบุรุษทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น.

688
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 689 (เล่ม 61)

บทว่า ธมฺมานิ ได้แก่ ธรรม กล่าวคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ขันติ ความเอ็นดู
และเมตตาภาวนา. บทว่า สุกิตฺติตานิ ความว่า ท่านพรรณนาไว้ดีแล้ว
คือกล่าวไว้ดีแล้ว. บทว่า กึ ความว่า ท่านทำอย่างไร ?
บทว่า สมุทฺทเวลาว ทุรจฺจยานิ ความว่า สังขปาลนาคราชกล่าวว่า
สัตบุรุษเหล่านั้น พรรณนาไว้ว่า บุคคลล่วงได้ยากแม้เพื่อชีวิต ดุจฝั่งมหาสมุทร
อันล่วงได้ยากฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้ประกอบด้วยขันติ และ
เมตตา เพราะกลัวศีลจะขาด เมื่อข้าพเจ้าขุ่นเคือง ก็มิได้ให้เพื่อจะล่วงละเมิด
ที่สุดขอบเขตของศีล. ก็ด้วยธรรมเทศนาของสังขปาลนาคราชนี้ ย่อมได้บารมี
ครบ ๑๐ ทัศ คือ
๑. ความที่มหาสัตว์สละสรีระในคราวนั้นจัดเป็นทานบารมี.
๒. ความที่ศีลมิได้ทำลาย ด้วยเดชคือพิษเห็นปานนั้น จัดเป็น
สีลบารมี.
๓. การออกจากนาคพิภพ บำเพ็ญสมณธรรม จัดเป็นเนกขัมมบารมี.
๔. การจัดแจงว่า ควรทำสิ่งนี้ ๆ จัดเป็นปัญญาบารมี.
๕. ความเพียรด้วยสามารถแห่งความอดกลั้น จัดเป็นวิริยบารมี.
๖. ความอดทน ด้วยสามารถแห่งความอดกลั้น จัดเป็นขันติบารมี.
๗. การสมาทานความสัตย์ จัดเป็นสัจจบารมี.
๘. การอธิษฐานในใจว่า เราจักไม่ทำลายศีลของเรา จัดเป็นอธิฏ-
ฐานบารมี.
๙. ความเป็นผู้มีความเอ็นดู จัดเป็นเมตตาบารมี.
๑๐. ความเป็นผู้วางตนเป็นกลางในเวทนา จัดเป็นอุเบกขาบารมี.

689
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 690 (เล่ม 61)

บทว่า อลาคมุํ ความว่า ดูก่อนท่านอาฬาระ วันหนึ่ง บุตรพรานไพร
๑๖ คน เห็นข้าพเจ้านอนอยู่บนยอดจอมปลวก พากันถือเชือกแข็ง บ่วงอัน
เหนียว และหลาว มายังสำนักของข้าพเจ้า.
บทว่า เภตฺวาน ความว่า เขาเหล่านั้นแทงสรีระของข้าพเจ้า ในที่
ทั้งแปด แล้วสอดหวายหนามเข้าไป. บทว่า นาสํ อติกสฺส รชฺชุํ ความว่า
เดินไปได้หน่อยหนึ่ง เห็นศีรษะของข้าพเจ้าห้อยลง จึงได้ให้นอน ณ หนทาง
ใหญ่ แล้วแทงจมูกของข้าพเจ้าอีก ร้อยเชือกเกลียวคล้องที่ปลายคาง ควบคุม
รอบข้าง นำข้าพเจ้าไป.
บทว่า อทฺทสํสุ ความว่า อาตมาภาพพูดว่า ดูก่อนสหายสังขปาละ
บุตรนายพรานเหล่านั้น เห็นท่านสมบูรณ์ด้วยกำลังและผิวพรรณ ในทางเท้า
ที่ไปมาได้คนเดียว แต่ท่านเจริญงอกงามด้วยสิริคืออิสริยยศและความงามเลิศ
และเจริญด้วยปัญญา ท่านเป็นผู้ (รุ่งโรจน์) เห็นปานนี้ บำเพ็ญตบะเพื่ออะไร
ท่านปรารถนาอะไร จึงเข้าจำอุโบสถ คือรักษาศีล. ปาฐะว่า อทฺทสาสึ
แปลว่า ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า ข้าพเจ้าได้เห็นท่านในหนทาง
ใหญ่ ที่ไปมาได้คนเดียว.
บทว่า อภิปตฺถยมาโน แปลว่า ปรารถนาอยู่. บทว่า ตสฺมา
ความว่า นาคราชตอบว่าข้าพเจ้าปรารถนากำเนิดมนุษย์ เพราะฉะนั้นจึงบากบั่น
กระทำตบกรรมด้วยความเพียร.
บทว่า สุโรสิโต ความว่า ท่านเป็นผู้ไล้ทาแล้วด้วยดี. บทว่า อิโต
ความว่า มนุษยโลกจะมีอะไรยิ่งไปกว่านาคพิภพนี้.
บทว่า สุทฺธิ ได้แก่ วิสุทธิ กล่าวคือ มรรคผล และพระนิพพาน.
บทว่า สํยโม ได้แก่ ศีล. พญานาคราชนั้น หมายเอาความบังเกิดขึ้นแห่ง
พระพุทธเจ้า และปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงกล่าวคำนี้.

690
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 691 (เล่ม 61)

บทว่า กาหามิ ความว่า พญานาคราชกล่าวต่อไปว่า เมื่อข้าพเจ้า
กระทำความไม่มีแห่งปฏิสนธิของตน จักกระทำที่สุด แห่งชาติ ชรา และ
มรณะได้. ดูก่อนมหาราชเจ้า สังขปาลนาคราชนั้น ชมเชยมนุษยโลกอย่างนี้.
บทว่า สํวจฺฉโร เม ความว่า ขอถวายพระพร เมื่อนาคราชนั้น
สรรเสริญมนุษยโลกอยู่อย่างนี้ อาตมาภาพทำความเยื่อใยในบรรพชา จึงกล่าว
คำนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปฏฺฐิโตสฺมิ ความว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้
อันท่านปรนปรือต้อนรับแล้วด้วยข้าวน้ำและกามคุณอันเป็นทิพย์. บทว่า ปเลมิ
ความว่า ยังระลึกถึงอยู่. (แต่) จะต้องจากไป. บทว่า จิรปฺปวุฏโฐสฺมิ
ความว่า ข้าพเจ้าจากมนุษยโลกมานานแล้ว.
บทว่า นาภิสํสิตฺถ ความว่า พญานาคราชถามว่า ในบุตรเป็นต้น
ของข้าพเจ้า ใคร ๆ มิได้ด่า มิได้บริภาษท่านมิใช่หรือ. ปาฐะว่า นาภิสชฺเชถ
แปลว่า มิได้สาปแช่งดังนี้ก็มี อธิบายว่า มิได้ให้ขุ่นเคือง. บทว่า ปฏิวิหิโต
แปลว่า บำรุงแล้ว.
บทว่า มณิ มมํ ความว่า พญานาคราชกล่าวว่า ท่านสหายอาฬาระ
ถ้าท่านจะไปให้ได้ เมื่อเป็นอย่างนี้ แก้วมณีสีแดง นำทรัพย์มาให้ ให้ซึ่ง
สมบัติที่น่าใคร่ทั้งปวง ของข้าพเจ้ามีอยู่ ท่านอาฬาระท่านจงถือเอามณีรัตนะนั้น
ไปยังเรือนของท่าน ท่านได้ทรัพย์ตามปรารถนา ด้วยอานุภาพแห่งมณีรัตนะ
นี้แล้ว จงเก็บมณีรัตนะนี้เสียในเรือนนั้น และเมื่อจะเก็บ อย่าเก็บไว้ในที่อื่น
ควรเก็บไว้ในตุ่มน้ำของตน ครั้นนาคราชกล่าวดังนี้แล้ว ก็น้อมมณีรัตนะมาให้
อาตมาภาพ.
ครั้นอาฬารดาบสกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวต่อไปว่า ขอถวายพระพร
มหาบพิตร ครั้งนั้นอาตมาภาพได้กล่าวคำนี้ กะพญานาคราชว่า แน่ะสหาย

691