พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 672 (เล่ม 61)

นับแต่ถูกแทงด้วยหลาว ก็มิได้ลืมตาดูคนเหล่านั้น ด้วยอำนาจความโกรธ
แม้ในที่แห่งเดียว เมื่อถูกเขาเอาคานทั้งแปดหามไป ศีรษะก็ห้อยลงกระทบพื้น
ลำดับนั้น คนเหล่านั้น พูดกันว่า ศีรษะของพญานาคห้อยลง จึงให้นอนใน
ทางใหญ่ เอาหลาวเล็กแทงที่ช่องจมูก แล้วเอาเชือกร้อย แล้วยกศีรษะพาดที่
ปลายคาน ช่วยกันยกขึ้น เดินทางต่อไปอีก.
ขณะนั้น กุฏุมพีชื่ออาฬาระ ชาวเมืองมิถิลา เขตวิเทหรัฐ นั่งบน
ยานอันสบาย พาเกวียน ๕๐๐ เล่ม เดินทางผ่านไป เห็นลูกบ้านชาวปัจจันต-
คามกำลังหามพระโพธิสัตว์เดินไปอย่างนั้น จึงให้มาสกทองคนละซองมือ กับ
โคพาหนะ ๑๖ ตัว แก่คนทั้ง ๑๖ คน และให้ผ้านุ่ง ผ้าห่ม แก่คนเหล่านั้น
ทุกคน ทั้งให้ผ้าผ่อน และเครื่องประดับ แม้แก่ภรรยาของคนเหล่านั้น ขอร้อง
ให้ปล่อยพญานาคไป. พญานาคไปยังนาคพิภพ มิได้มัวโอ้เอ้อยู่ในนาคพิภพ
เลย ออกไปหาอาฬารกุฎุมพีพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก กล่าวคุณของนาค-
พิภพแล้ว เชิญกุฎุมพีนั้นไปยังนาคพิภพ ประทานยศใหญ่พร้อมด้วยนางนาค
กัญญาสามร้อยแก่กุฎุมพีนั้น ให้อิ่มหนำสำราญด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ อาฬาร
กุฏุมพีอยู่บริโภคกามอันเป็นทิพย์ ในนาคพิภพสิ้นเวลาประมาณหนึ่งปีแล้วบอก
พญานาคว่า สหาย เราปรารถนาจะบวช รับเอาบริขารบรรพชิตแล้วไปจาก
นาคพิภพ บวชอยู่ในหิมวันตประเทศสิ้นกาลนาน ต่อมาจึงเที่ยวจาริกไปจนถึง
เมืองพาราณสี พักอยู่ในพระราชอุทยาน รุ่งขึ้นเข้าไปยังพระนครเพื่อภิกษาจาร
ได้ไปสู่ประตูพระราชวัง ครั้งนั้นพระเจ้าพาราณสี ทอดพระเนตรเห็นอาฬาร
ดาบสนั้นแล้ว ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถ จึงรับสั่งให้นิมนต์มา ให้นั่งเหนือ
ปัญญัตตาอาสน์ ให้ฉันโภชนะมีรสเลิศต่างๆ แล้วประทับนั่งบนอาสนะตำแหน่ง
หนึ่ง ทรงนมัสการ เมื่อจะทรงปราศัยกับดาบสนั้น ตรัสคาถาที่ ๑
ความว่า

672
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 673 (เล่ม 61)

ท่านเป็นผู้มีรูปร่างงดงาม มีดวงตาแจ่มใส
ข้าพเจ้าสำคัญว่า ท่านผู้เจริญคงบวชจากสกุล ไฉนหนอ
ท่านผู้มีปัญญาจึงสละทรัพย์ และโภคสมบัติออกบวช
เป็นบรรพชิตเสียเล่า ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อริยาวกาโสสิ ความว่า พระเจ้า
พาราณสีตรัสถามว่า ท่านเป็นผู้มีโอกาส คือสรีระงามหาโทษมิได้ ได้แก่
เป็นผู้มีรูปงามยิ่ง. บทว่า ปสนฺนเปตฺโต ความว่า มีดวงเนตรประกอบด้วย
ประสาททั้ง ๕. บทว่า กุลมฺหา ความว่า ข้าพเจ้าสำคัญว่า ท่านคงเป็น
ผู้บวชจากตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์ หรือตระกูลเศรษฐี. บทว่า
กถํ นุ ความว่า เพราะเหตุไรหรือท่านผู้เป็นบัณฑิต ทำอะไรเป็นอารมณ์
จึงได้สละทรัพย์และโภคสมบัติออกจากเรือนบวชเสีย. บทว่า สปญฺโญ ได้แก่
บุรุษผู้เป็นบัณฑิต.
ถัดจากนั้นไป ควรทราบความเกี่ยวโยงแห่งคาถา ด้วยสามารถแห่ง
คำโต้ตอบ ระหว่างดาบส และพระราชาดังต่อไปนี้
อาฬารดาบส ทูลว่า
ดูก่อนมหาบพิตรผู้เป็นจอมนรชน อาตมาภาพ
ได้เห็นวิมานของพญาสังขปาลนาคราช ผู้มีอานุภาพ
มากด้วยตนเอง ครั้นเห็นแล้ว จึงออกบวชโดยเชื่อ
มหาวิบากของบุญทั้งหลาย.
พระราชาตรัสว่า
บรรพชิตทั้งหลายย่อมไม่กล่าวคำเท็จ เพราะ
ความรัก เพราะความกลัว เพราะความชัง ข้าพเจ้า

673
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 674 (เล่ม 61)

ถามท่านแล้ว ขอท่านได้โปรดบอกเนื้อความนั้นแก่
ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าได้ฟังแล้ว จักเกิดความเลื่อมใส.
อาฬารดาบส ทูลว่า
ดูก่อนมหาบพิตร ผู้เป็นอธิบดีในรัฐมณฑล
อาตมาภาพเดินทางไปค้าขาย ได้เห็นบุตรนายพราน
ช่วยกันหามนาคผู้มีร่างกายใหญ่โต เดินร่าเริงไปใน
หนทาง.
ดูก่อนพระจอมประชานิกร อาตมาภาพมาประ-
จวบเข้ากับลูกนายพรานเหล่านั้น ก็กลัวจนขนลุกขน
พอง ได้ถามเขาว่า ดูก่อนพ่อบุตรนายพราน ท่านทั้ง
หลายจะนำงูซึ่งมีร่างกายน่ากลัวไปไหน ท่านทั้งหลาย
จักทำอะไรกับงูนี้.
เขาพากันตอบว่า
งูใหญ่มีกายอันเจริญ พวกเรานำไปเพื่อจะกิน
เนื้อของมันมีรสอร่อยมัน และอ่อนนุ่ม ดูก่อนท่านผู้
เป็นบุตรชาววิเทหรัฐ ท่านยังมิได้เคยลิ้มรส.
เราทั้งหลายไปจากที่นี่ ถึงบ้านของตนแล้ว จะ
เอามีดสับกินเนื้อกันให้สำราญใจ เพราะว่าเราทั้งหลาย
เป็นศัตรูของพวกงู.
อาตมาภาพจึงพูดว่า
ถ้าท่านทั้งหลาย จะนำงูใหญ่มีกายอันเจริญนี้ไป
เพื่อกิน เราจะให้โค ๑๖ ตัว แก่ท่านทั้งหลาย ขอให้
ปล่อยงูนี้เสียจากเครื่องผูกเถิด.

674
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 675 (เล่ม 61)

พวกเขาตอบว่า
ความจริง งูตัวนี้เป็นอาหารที่ชอบใจของเรา
ทั้งหลายโดยแท้และเราทั้งหลายเคยกินงูมามาก ดูก่อน
นายอาฬาระผู้เป็นบุตรชาววิเทหรัฐ เราทั้งหลายจักทำ
ตามคำของท่าน ดูก่อนท่านผู้เป็นบุตรของชาววิเทหะ
แต่ว่าท่านจงเป็นมิตรของเราทั้งหลาย.
ชนเหล่านั้นแก้นาคราชออกจากเครื่องผูก นาค-
ราชได้พ้นจากเครื่องผูกซึ่งเขาร้อยไว้ที่จมูกกับบ่วงนั้น
แล้วบ่ายหน้าตรงไปทิศปราจีน หลีกไปได้ครู่หนึ่ง.
ครั้นบ่ายหน้าตรงไปทิศปราจีน ได้สักครู่หนึ่ง
มีดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา เหลียวมาดูอาตมาภาพ
อาตมาภาพได้ตามไปข้างหลังของนาคราชในคราวนั้น
ประคองอัญชลีทั้ง ๑๐ นิ้ว เตือนว่า
ท่านจงรีบไปเสียโดยเร็ว ขอพวกศัตรูอย่าจับได้
อีกเลย เพราะว่าการสมาคมกับพวกพรานบ่อย ๆ เป็น
ทุกข์ ท่านจงไปสถานที่ ๆ พวกบุตรนายพรานจะไม่
เห็น.
นาคราชนั้นได้ไปสู่ห้วงน้ำใส มีสีเขียว น่ารื่น-
รมย์ มีท่าราบเรียบปกคลุมไปด้วยไม้หว้าและย่างทราย
เป็นผู้ปลอดภัย มีปีติ เข้าไปยังนาคพิภพ.
ดูก่อนพระจอมประชานิกร นาคราชนั้นครั้น
เข้าไปสู่นาคพิภพแล้ว ไม่ช้าก็มีบริวารทิพย์มาปรากฏ

675
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 676 (เล่ม 61)

แก่อาตมาภาพ บำรุงอาตมาภาพเหมือนบุตรบำรุงบิดา
ฉะนั้น พูดจารื่นหู จับใจว่า
ท่านอาฬาระ ท่านเป็นเหมือนมารดาบิดาของ
ข้าพเจ้า เป็นดังดวงใจ เป็นผู้ให้ชีวิต เป็นสหาย
ข้าพเจ้าจึงกลับได้อิทธิฤทธิ์ของตน ข้าแต่ท่านอาฬาระ
ขอเชิญท่านไปเยี่ยมนาคพิภพของข้าพเจ้า ซึ่งมีภักษา
หารมาก มีข้าวและน้ำมากมาย ดังเทพนครของท้าว-
วาสวะ ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิมานํ ความว่า อาตมาภาพเห็นวิมาน
กาญจนมณี เพรียบพร้อมด้วยนาฏกิตถีสมบัติร้อยเศษของพญาสังขปาลนาคราช.
บทว่า ปุญฺญานํ ความว่า ครั้นเห็นมหาวิบากแห่งบุญที่นาคราชนั้นมา
ข้าพเจ้าจึงออกบวชด้วยศรัทธาอันเป็นไป เพราะเชื่อกรรม เชื่อผลแห่งกรรม
และเชื่อปรโลก.
บทว่า น กามกามา ความว่า ราชาตรัสว่า บรรพชิตทั้งหลาย
ย่อมไม่พูดเท็จ เพราะวัตถุกามบ้าง เพราะกลัวบ้าง เพราะโทสะบ้าง. บทว่า
ชายิหีติ ความว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ความเลื่อมใส โสมนัส จักเกิดแก่
ข้าพเจ้าบ้าง เพราะได้ฟังถ้อยคำของท่าน.
บทว่า วาณิชฺชํ ความว่า ดาบสทูลว่า เมื่ออาตมาภาพเดินทางไป
ด้วยคิดว่าจักทำการค้าขาย. บทว่า ปเถ อทฺทสาสิมฺหิ ความว่า อาตมา
นั่งไปบทยานน้อยข้างหน้าเกวียน ๕๐๐ เล่ม ได้เห็นมนุษย์ชาวชนบทในหนทาง
ใหญ่. บทว่า ปวฑฺฒกายํ ความว่า ผู้มีร่างกายอ้วนพี. บทว่า อาทาย
ความว่า หาบไปด้วยคานแปดอัน.

676
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 677 (เล่ม 61)

บทว่า อวจสฺมิ แปลว่า ได้กล่าวแล้ว. บทว่า ภีมกาโย แปลว่า
ผู้มีร่างกายอันน่ากลัว. อาฬารกุฏุมพี ร้องเรียกบุตรนายพราน ด้วยถ้อยคำที่
น่ารักว่า " พ่อบุตรพรานไพร ". พวกบุตรนายพราน พากันกล่าวตอบอาฬาร-
กุฏุมพีว่า " แน่ะเจ้าลูกชาววิเทหะ " ดังนี้ เพราะความที่อาฬารกุฎุมพีอยู่ในวิเทหรัฐ.
บทว่า วิโกฏยิตฺวา ได้แก่ สับ (หรือตัด). บทว่า มยญฺหิ โว
สตฺตโว ความว่า ก็พวกเราเป็นศัตรูของนาคทั้งหลาย. บทว่า โภชนตฺถํ
ความว่า เพื่อจะบริโภค. บทว่า มิตฺตญฺจ โน โหหิ ความว่า ขอท่านจง
เป็นมิตรของพวกเรา รู้คุณที่พวกเรากระทำแล้ว. บทว่า ตทสฺสุ เต ความว่า
ดูก่อนมหาราชเจ้า ครั้นบุตรนายพรานเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว อาตมาภาพ
ได้ให้โคมีกำลัง ๑๖ ตัว เครื่องนุ่งห่ม ทรัพย์คนละร้อย ๆ ทองคำหนึ่งมาสก
แก่บุตรนายพรานเหล่านั้น และผ้ากับเครื่องประดับแก่ภรรยาทั้งหลาย ของ
บุตรนายพรานเหล่านั้น.
ลำดับนั้น บุตรนายพรานเหล่านั้นให้พญาสังขปาลนาคราชนอนลงบน
ภาคพื้น เพราะความกักขฬะของตน พากันเอาเถาหวายดำซึ่งพราวไปด้วย
หนามเกี่ยว เริ่มฉุดลากปลายหางมา ที่นั้นอาตมาภาพเห็นนาคราชลำบาก เมื่อ
จะไม่ให้ลำบาก จึงเอาดาบตัดเถาวัลย์เหล่านั้นค่อย ๆ นำออกมิให้ลำบาก โดย
ทำนองที่เด็ก ๆ คลายเกลียวจากผ้าโพกที่มุมในเวลานั้น บุตรนายพรานเหล่านั้น
สอดเครื่องผูกผ่านช่องจมูก แล้วร้อยเข้าในบ่วง เพราะฉะนั้น จึงพากันแก้
พญานาคจากเครื่องผูกนั้น. ดาบสหมายความว่า นำเชือกนั้นออกจากจมูก
ของนาคราชนั้น พร้อมกับบ่วง. บุตรนายพรานเหล่านั้น ครั้นปล่อยนาคราช
อย่างนี้แล้ว เดินไปได้หน่อยหนึ่ง ก็พากันแอบเสียด้วยคิดว่า นาคนี้ทุรพลภาพ
ในเวลามันตายแล้ว เราจักหามเอาไป.

677
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 678 (เล่ม 61)

บทว่า ปุณฺเณหิ ความว่า ฝ่ายนาคราชนั้น บ่ายหน้าสู่ทิศปราจีน
ไปได้หน่อยหนึ่ง มีดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา มองดูอาตมาภาพ. บทว่า ตทสฺ-
สาหํ ตัดบทออกเป็น ตทา อสฺส อหํ ความว่า ครั้งนั้นอาตมาภาพ
ตามหลังนาคราชไป.
บทว่า คจฺเฉว ความว่า อาฬารดาบสกล่าวว่า อาตมาได้กล่าวอย่างนี้
กะพญานาคราชนั้น. บทว่า รหทํ ความว่า นาคราชนั้นได้ไปสู่ห้วงน้ำ
กัณณเวณณานที. บทว่า สมฺโมนตํ ความว่า อันโน้มน้อมไปด้วยต้นชมพู่
และต้นอโศก ที่ฝั่งทั้งสอง. บทว่า นิตฺติณฺณภโย ปตีโต ความว่า ได้ยินว่า
นาคราชนั้นกำลังดูห้วงน้ำอยู่ ได้แสดงความเคารพแต่อาฬารกุฏุมพี โผขึ้นมา
จนกระทั่งถึงหาง. สถานที่ซึ่งพญานาคนั้นดำไปๆในน้ำนั่นเอง เป็นที่ปลอดภัย
เพราะเหตุนั้น นาคราชนั้นจึงเป็นผู้ปลอดภัย พ้นภัย ได้ความร่าเริงยินดีเข้าไป.
บทว่า ปวิสฺส ความว่า ครั้นเข้าไปแล้ว. บทว่า ทิพฺเพน เม
ความว่า มิได้ถึงความประมาทในนาคพิภพ เมื่ออาตมาภาพยังไม่เลยฝั่ง
กัณณเวณณานทีไป พญานาคราชได้มาปรากฏข้างหน้าอาตมาภาพ พร้อมด้วย
ทิพยบริวาร. บทว่า อุปฏฺฐหิ แปลว่า เข้ามาใกล้.
บทว่า อพฺภนฺตโร ความว่า ท่านเป็นเช่นกับเนื้อหัวใจ. ท่านมี
อุปการคุณแก่ข้าพเจ้าเป็นอันมาก ข้าพเจ้าจักทำสักการะแก่ท่าน. บทว่า ปสฺส
เม นิเวสนานิ ความว่า เชิญท่านไปชมนาคพิภพของข้าพเจ้า. บทว่า
มสกฺกสารํ วิย ความว่า ขุนเขาสิเนรุบรรพต ท่านเรียกว่า มสักกสาระ
เพราะมีแก่นเป็นแท่งทึบ โดยหาความยุบถอน ย่อหย่อนมิได้ นาคราชหมาย
เอาดาวดึงส์พิภพ อันตนสร้างไว้ในนาคพิภพนั่นเอง จึงกล่าวข้อนี้.
ดูก่อนมหาราช นาคราชนั้นครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เมื่อจะพรรณนา
นาคพิภพของตนให้ยิ่งขึ้นไป จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า

678
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 679 (เล่ม 61)

นาคพิภพนั้น สมบูรณ์ด้วยภูมิภาค ภาคพื้นไม่มี
กรวด อ่อนนุ่ม งดงาม มีหญ้าเตี้ย ๆ ไม่มีละอองธุลี
นำมาซึ่งความเลื่อมใส ระงับความโศกของผู้ที่เข้าไป.
ในนาคพิภพนั้น มีสระโบกขรณีอันไม่อากูล
เขียวชอุ่มดังแก้วไพฑูรย์ มีต้นมะม่วง น่ารื่นรมย์ทั้ง
๔ ทิศ มีผลสุกกึ่งหนึ่ง ผลอ่อนกึ่งหนึ่ง เผล็ดผล
เป็นนิตย์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสกฺขรา ความว่า ภูมิภาคในนาคพิภพ
นั้น ปราศจากหินและกรวด ภูมิภาคนั้นอ่อนนุ่ม งดงาม ล้วนแล้วไปด้วย
ทองเงินและแก้วมณี เกลื่อนกล่นไปด้วยทรายคือรัตนะเจ็ด. บทว่า นีจติณา
ความว่า ประกอบไปด้วยหญ้าอันต่ำ มีสีเช่นกับหลังแมลงค่อมทอง. บทว่า
อปฺปรชา ความว่า ปราศจากฝุ่นละออง. บทว่า ยตฺถ ชหนฺติ โสกํ
ความว่า เป็นภูมิภาคที่เข้าไปแล้วหายเศร้าโศก.
บทว่า อนาวกุลา ความว่า ไม่อากูล คือไม่มีตอ. อีกนัยหนึ่ง
หมายความว่า ข้างบนตั้งเรียบเสมอ ปราศจากความขรุขระ. บทว่า เวฬุริยู-
ปนีลา ความว่า เขียวขจีด้วยแก้วไพฑูรย์. อธิบายว่า ในนาคพิภพนั้นมี
สระโบกขรณี ล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ สมบูรณ์ด้วยน้ำ มีสีเขียว ดาดาษ
ไปด้วยดอกบัว และอุบลหลากสี. บทว่า จตุทฺทิสํ ได้แก่ ในทิศทั้งสี่แห่ง
สระโบกขรณี. บทว่า ปกฺกา จ ความว่า ในสวนอัมพวันนั้น มีต้นมะม่วง
ที่มีผลสุกแล้วบ้าง สุกครึ่งผลบ้าง มีผลอ่อนบ้าง บานสะพรั่งอยู่ทีเดียว. บทว่า
นิจฺโจตุกา ความว่า ประกอบไปด้วยดอกและผล อันเหมาะสมแก่ฤดูแม้ทั้ง ๖.
อาฬารดาบส ทูลพระเจ้าพาราณสีต่อไปว่า

679
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 680 (เล่ม 61)

ดูก่อนมหาบพิตรผู้ประเสริฐกว่านรชน ใน
ท่ามกลางสวนเหล่านั้น มีนิเวศน์เลื่อมประภัสสร
ล้วนแล้วไปด้วยทองคำ มีบานประตูแล้วไปด้วยเงิน
งามรุ่งเรืองยิ่ง ประหนึ่งสายฟ้ารุ่งเรืองอยู่ในกลางหาว
ฉะนั้น.
ขอถวายพระพร ในท่ามกลางสวนเหล่านั้น
เรือนยอดและห้อง แล้วไปด้วยแก้วมณี แล้วไปด้วย
ทองคำโอฬารวิจิตร เป็นอเนกประการ เนรมิตด้วยดี
ติดต่อกันเต็มไปด้วยนางนาคกัญญาทั้งหลาย ผู้ประดับ
แล้ว ล้วนทรงสายสร้อยทองคำ.
สังขปาลนาคราชนั้น มีผิวพรรณไม่ทราม
ว่องไว ขึ้นสู่ปราสาท มีเสาประมาณพันต้น มีอานุภาพ
ชั่งไม่ได้เป็นที่อยู่ของมเหสีแห่งสังขปาลนาคราชนั้น.
นารีนางหนึ่งว่องไว ไม่ต้องเตือน ยกอาสนะ
ล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ มีค่ามาก งดงาม สมบูรณ์
ด้วยแก้ว มีชาติดังแก้วมณีมาปูลาด.
ลำดับนั้น นาคราชจูงมืออาตมาภาพให้นั่งบน
อาสนะอันเป็นประธาน กล่าวว่า นี่อาสนะ เชิญท่าน
นั่งบนอาสนะนี้ เพราะว่าท่านเป็นที่เคารพคนหนึ่ง
ของข้าพเจ้า ในจำนวนท่านที่เคารพทั้งหลาย.
ดูก่อนพระจอมประชานิกร นารีอีกนางหนึ่งก็
ว่องไว ตักเอาน้ำมาล้างเท้าของอาตมาภาพ ดุจภรรยา
ล้างเท้าสามีที่รัก ฉะนั้น.

680
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 681 (เล่ม 61)

มีนารีอีกนางหนึ่งว่องไว ประคองภาชนะทองคำ
เต็มไปด้วยภัตตาหารน่าบริโภค มีสูปะหลายอย่าง มี
พยัญชนะต่าง ๆ นำมาให้อาตมาภาพ.
ขอถวายพระพร นารีเหล่านั้นรู้จักใจสามี พากัน
บำรุงอาตมาภาพผู้บริโภคแล้ว ด้วยดนตรีทั้งหลาย
นาคราชนั้นก็เข้ามาหาอาตมาภาพ พร้อมด้วยกามคุณ
อันเป็นทิพย์มิใช่น้อย ใหญ่ยิ่งกว่าการฟ้อนรำนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิเวสนํ ได้แก่ ปราสาท. บทว่า
ภสฺสรสนฺนิกาสํ แปลว่า ดูเลื่อมประภัสสร. บทว่า รชตคฺคฬํ ความว่า
มีบานประตูหน้าต่างเป็นเงิน.
บทว่า มณิยา ความว่า เรือนยอด และห้องในสงบนั้นเห็นปานนี้.
บทว่า ปริปูรา แปลว่า สมบูรณ์.
บทว่า โส สงฺขปาโล ความว่า ดูก่อนมหาราช เมื่อนาคราชนั้น
สรรเสริญนาคพิภพนั้นอยู่อย่างนี้ อาตมาภาพใคร่จะดูนาคพิภพนั้น ลำดับนั้น
สังขปาลนาคราชจึงนำอาตมาภาพไปในที่นั้น จับมือรีบด่วนขึ้นสู่ปราสาท มี
เสาพันหนึ่ง ล้วนด้วยเสาแก้วไพฑูรย์ นำไปยังสถานที่ซึ่งมเหสีของเธออยู่.
บทว่า เอกา จ ความว่า เมื่ออาตมาขึ้นสู่ปราสาทแล้ว สตรีนางหนึ่ง
นำอาสนะแก้วไพฑูรย์อันงามเข้าถึงชาติแก้วมณีแม้อื่นๆ มาปูลาด โดยนาคราช
นั้น ไม่ได้สั่งเลย. บทว่า อพฺภิหาสิ ความว่า แปลว่า นำมา อธิบายว่า
ปูลาดแล้ว.
บทว่า ปมุขอาสนสฺมึ แปลว่า บนอาสนะอันเป็นประมุข. อธิบายว่า
เชื้อเชิญให้นั่งบนอาสนะอันสูงสุด. บทว่า ครูนํ ความว่า นาคราชนั้นกล่าว
เชิญให้นั่งอย่างนี้ว่า ท่านเป็นเหมือนมารดาบิดาของเราคนใดคนหนึ่ง.

681