พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 662 (เล่ม 61)

นารีหนึ่งว่องไว ไม่ต้องเตือน ยกอาสนะล้วน
ด้วยแก้วไพฑูรย์ มีค่ามาก งดงาม สมบูรณ์ด้วย
แก้วมีชาติดังแก้วมณี มาปูลาด.
ลำดับนั้น นาคราชจูงมืออาตมาภาพ ให้นั่งบน
อาสนะอันเป็นประธาน กล่าวว่า นี่อาสนะ เชิญท่าน
นั่งบนอาสนะนี้ เพราะว่าท่านเป็นที่เคารพคนหนึ่ง
ของข้าพเจ้า ในจำนวนท่านที่เคารพทั้งหลาย.
ดูก่อนพระจอมประชานิกร นารีอีกนางหนึ่งก็
ว่องไว ตักเอาน้ำมาล้างเท้าของอาตมาภาพ ดุจภรรยา
ล้างเท้าสามีที่รักฉะนั้น.
มีนารีอีกนางหนึ่งว่องไว ประคองภาชนะทองคำ
เต็มไปด้วยภัตตาหารน่าบริโภค มีสูปะหลายอย่าง
มีพยัญชนะต่าง ๆ นำมาให้อาตมา.
ขอถวายพระพร นารีเหล่านั้นรู้จักใจสามี พา
กันบำรุงอาตมาภาพ ผู้บริโภคแล้ว ด้วยดนตรีทั้งหลาย
นาคราชนั้น ก็เข้ามาหาอาตมาภาพพร้อม ด้วยกามคุณ
อันเป็นทิพย์ มิใช่น้อย ใหญ่ยิ่งกว่าการฟ้อนรำนั้น.
[๒๕๐๑] (พญานาคราช กล่าวว่า) ข้าแต่ท่านอา-
ฬาระ ภรรยาของข้าพเจ้าทั้ง ๓๐๐ นางนี้ ล้วนมีเอว
อ้อนแอ้น มีรัศมีรุ่งเรืองดังกลีบประทุม นางเหล่านี้
จักเป็นผู้บำรุงบำเรอท่าน ข้าพเจ้าขอยกนางเหล่านี้ให้
ท่าน ท่านจงให้นางเหล่านี้ บำเรอท่านเถิด.

662
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 663 (เล่ม 61)

[๒๕๐๒] (อาฬารดาบส กล่าวว่า) อาตมาภาพได้
เสวยรสอันเป็นทิพย์อยู่ปีหนึ่ง คราวนั้นอาตมาภาพ ได้
ไต่ถามถึงสมบัติอันยิ่งว่า ท่านพญานาคได้สมบัตินี้
ด้วยอุบายอย่างไร ได้วิมานอันประเสริฐอย่างไร ได้
โดยมีเหตุ หรือเกิดเพราะใครน้อมมาให้แก่ท่าน ท่าน
กระทำเอง หรือเทวดาให้ ดูก่อนพญานาคราช ข้าพ-
เจ้าขอถามเนื้อความนั้นกะท่าน ท่านได้วิมานอันประ
เสริฐอย่างไร ?
[๒๕๐๓] (สังขปาลนาคราช กล่าวว่า) ข้าพเจ้าได้
วิมานนี้ มิใช่โดยไม่มีเหตุ และมิใช่เกิดเพราะใครน้อม
มาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามิได้ทำเอง แม้เทวดาก็มิได้ให้
ข้าพเจ้าได้วิมานนี้ ด้วยบุญกรรมอันไม่เป็นบาปของ
ตน.
[๒๕๐๔] (อาฬารกุฎุมพี ถามว่า) พรตของท่าน
เป็นอย่างไร และพรหมจรรย์ของท่านเป็นไฉน นี้เป็น
วิบากแห่งกรรมอะไรที่ท่านประพฤติดีแล้ว ดูก่อนพญา
นาคราช ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้แก่ข้าพเจ้า ท่าน
ได้วิมานนี้มาอย่างไรหนอ ?
[๒๕๐๕] (สังขปาลนาคราช ตอบว่า) ข้าพเจ้าได้
เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ กว่าชนชาวมคธ มีนามว่า
" ทุยโยชนะ " มีอานุภาพมากได้เห็นชัดว่า ชีวิตเป็น

663
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 664 (เล่ม 61)

ของนิดหน่อยไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็น
ธรรมดา.
จึงเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส ได้ให้ข้าวและน้ำ เป็นทาน
อันไพบูลย์ โดยเคารพ วังของข้าพเจ้าในครั้งนั้น เป็น
ดุจบ่อน้ำ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ก็อิ่มหนำสำราญ
ในที่นั้น.
ข้าพเจ้าได้ให้ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้
ประทีป ยวดยาน ที่พัก ผ้านุ่งห่ม ที่นอน และข้าว
น้ำ เป็นทานโดยเคารพ ในที่นั้น.
นั่นเป็นพรต และพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า นี้เป็น
วิบากแห่งกรรมนั้น ที่ข้าพเจ้าประพฤติดีแล้ว ข้าพเจ้า
ได้วิมานอันมีภักษาหารเพียงพอ มีข้าวน้ำมากมาย
เพราะวัตร และพรหมจรรย์นั้นแล.
[๒๕๐๖] วิมานนี้บริบูรณ์ ด้วยการฟ้อนรำ ขับ
ร้องตั้งอยู่ช้านาน แต่เป็นของไม่เที่ยง อาตมาภาพ จึง
ถามว่า บุตรนายพรานทั้งหลาย ผู้มีอานุภาพน้อย ไม่
มีเดช ไยจึงเบียดเบียนท่านผู้มีอานุภาพมาก มีเดชได้
ดูก่อนท่านผู้มีเขี้ยวเป็นอาวุธ เพราะอาศัยอะไรหรือ
ท่านจึงถึงความเศร้าหมอง ในสำนักของบุตรนาย-
พรานทั้งหลาย ?
ความกลัวใหญ่ ตามถึงท่าน หรือว่า พิษของท่าน
ไม่แล่นไปยังรากเขี้ยว ดูก่อนท่านผู้มีเขี้ยวเป็นอาวุธ

664
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 665 (เล่ม 61)

เพราะอาศัยอะไรหรือ ท่านจึงถึงความเศร้าหมอง ใน
สำนักของบุตรนายพรานทั้งหลาย ?
[๒๕๐๗] มหันตภัยมิได้ตามถึงข้าพเจ้าเลย ชน
พวกนั้น ไม่อาจทำลายเดชของข้าพเจ้าได้ แต่ว่าธรรม
ของสัตบุรุษทั้งหลาย ท่านประกาศไว้ดีแล้ว ยากที่จะ
ล่วงได้ เหมือนเขตแดนแห่งสมุทร ฉะนั้น.
ข้าแต่ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้าเข้าจำอุโบสถ ในวัน
จาตุททสี ปัณณรสีเป็นนิตย์ ต่อมาพวกบุตรนายพราน
๑๖ คน เป็นคนหยาบช้า ถือเอาเชือกและบ่วงอัน
มั่นคงมา.
พรานทั้งหลาย ช่วยกันแทงจมูก เอาเชือกร้อย
แล้วหามข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าอดทนต่อทุกข์เช่นนั้น ไม่
ทำอุโบสถให้กำเริบ.
[๒๕๐๘] (อาฬารกุฎุมพีกล่าวว่า) บุตรนายพราน
เหล่านั้น ได้พบท่านผู้สมบูรณ์ด้วยกำลัง และผิวพรรณ
ที่ทางเดินคนเดียว ดูก่อนท่านนาคราช ท่านเป็นผู้
เจริญด้วยสิริ และปัญญา จะบำเพ็ญตบะเพื่อประโยชน์
อะไรอีกเล่า ?
[๒๕๐๙] (สังขปาลนาคราชตอบว่า) ข้าแต่ท่าน
อาฬาระ ข้าพเจ้าบำเพ็ญตบะ มิใช่เพราะเหตุแห่งบุตร
มิใช่เพราะเหตุแห่งทรัพย์ และมิใช่เพราะเหตุแห่งอายุ

665
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 666 (เล่ม 61)

เพราะข้าพเจ้าปรารถนากำเนิดมนุษย์ จึงบากบั่น
บำเพ็ญตบะ.
[๒๕๑๐] (อาตมาภาพถามว่า) ท่านเป็นผู้มีนัยน์ตา
แดง มีรัศมีรุ่งเรือง ประดับตกแต่งแล้ว ปลงผมและ
หนวด ชโลมทาด้วยจุรณจันทน์แดง ส่องสว่างไป
ทั่วทิศ ดุจคนธรรพราชา ฉะนั้น.
ท่านเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก
พรั่งพร้อมไปด้วยกามารมณ์ทั้งปวง ดูก่อนพญานาคราช
ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กะท่าน เหตุไรมนุษยโลก
จึงประเสริฐกว่านาคพิภพนี้ ?
[๒๕๑๑] (สังขปาลนาคราชตอบว่า) ข้าแต่ท่าน
อาฬาระ นอกจากมนุษยโลก ความบริสุทธิ์หรือความ
สำรวมย่อมไม่มี ถ้าข้าพเจ้าได้กำเนิดมนุษย์แล้ว จัก
กระทำที่สุดแห่งชาติและมรณะ.
[๒๕๑๒] (อาฬารกุฏุมพีกล่าวว่า) ข้าพเจ้าอยู่ใน
สำนักของท่านปีหนึ่งแล้ว เป็นผู้ที่ท่านบำรุงด้วยข้าว
ด้วยน้ำ ข้าพเจ้าขอลาท่าน ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมนาค
ข้าพเจ้าจากมนุษยโลกมาเสียนาน.
[๒๕๑๓] (สังขปาลนาคราชตอบว่า) ข้าแต่ท่าน
อาฬาระ บุตร ภรรยา และชนบริวาร ข้าพเจ้าพร่ำสอน
เป็นนิตย์ให้บำรุงท่าน ใครมิได้แช่งด่าท่านแลหรือ

666
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 667 (เล่ม 61)

เพราะว่าการที่ได้พบท่าน นับว่าเป็นที่พอใจของ
ข้าพเจ้า.
[๒๕๑๔] (อาฬารกุฏุมพีตอบว่า) ดูก่อนพญา-
นาคราช บุตรที่รักปฏิบัติบำรุงมารดาบิดาในเรือน
เป็นผู้ประเสริฐ แม้ด้วยประการใด ท่านบำรุงข้าพเจ้า
อยู่ในที่นี้ เป็นผู้ประเสริฐ แม้กว่าประการนั้น เพราะว่า
จิตของท่านเลื่อมใสข้าพเจ้า.
[๒๕๑๕] (สังขปาลนาคราชกล่าวว่า) แก้วมณีอัน
จะนำทรัพย์มาได้ตามประสงค์ ของข้าพเจ้ามีอยู่ ท่าน
จงถือเอามณีรัตน์อันโอฬารนั้นไป ยังที่อยู่ของตน ได้
ทรัพย์แล้วจงเก็บแก้วมณีนั้นไว้.
[๒๕๑๖] (อาฬาดาบสทูลว่า) ขอถวายพระพร
แม้กามคุณเป็นของมนุษย์ อาตมาภาพได้เห็นแล้ว
เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
อาตมาภาพเห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย จึงออกบวช
ด้วยศรัทธา.
ขอถวายพระพร ทั้งคนหนุ่มคนแก่ ย่อมมีสรีระ
ทำลายร่วงหล่นไป เปรียบเหมือนผลไม้ ฉะนั้น
อาตมาภาพเห็นคุณข้อนี้ว่า สามัญผลเป็นข้อปฏิบัติอัน
ไม่ผิด ประเสริฐจึงออกบวช.

667
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 668 (เล่ม 61)

[๒๕๑๗] (พระเจ้าพาราณสีตรัสว่า) ชนเหล่าใด
เป็นพหูสูต ค้นคิดเหตุผลได้มาก ชนเหล่านั้นเป็น
คนมีปัญญา บุคคลควรคบหาโดยแท้ทีเดียว ข้าแต่ท่าน
อาฬาระ ข้าพเจ้าได้ฟังคำของพญานาคราช และของ
ท่านแล้ว จักทำบุญมิใช่น้อย.
[๒๕๑๘] (อาฬารดาบสทูลว่า) ขอถวายพระพร
ชนทั้งหลายเป็นพหูสูต ค้นคิดเหตุผลได้มาก ชน
เหล่านั้นเป็นคนมีปัญญา บุคคลควรคบหาโดยแท้
ทีเดียว ดูก่อนราชันย์ เพราะทรงสดับเรื่องราวของ
พญานาคราช และของอาตมาภาพแล้ว ขอพระองค์
โปรดทรงบำเพ็ญกุศลให้มาก.
จบสังขปาลชาดกที่ ๔

668
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 669 (เล่ม 61)

อรรถกถาสังขปาลชาดก
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระ
ปรารภอุโบสถกรรม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อริยาวกาโสสิ
ดังนี้.
ความพิสดารว่า คราวนั้น พระบรมศาสดาทรงยังอุบาสกทั้งหลาย
ผู้รักษาอุโบสถให้ร่าเริงแล้วตรัสว่า โบราณบัณฑิตทั้งหลาย ละนาคสมบัติอัน
ใหญ่แล้ว เข้าจำอุโบสถเหมือนกัน อุบาสกเหล่านั้น ทูลอาราธนาแล้ว จึงทรง
นำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล พระเจ้าแผ่นดินมคธ เสวยราชสมบัติในพระนครราช-
คฤห์. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงบังเกิดในพระครรภ์ แห่งพระอัครมเหสีของ
พระราชานั้น. พระชนกชนนีทรงขนานพระนามว่า ทุยโยธนกุมาร เธอ
เจริญวัยแล้ว ไปเรียนสรรพศิลปศาสตร์ในเมืองตักกศิลา กลับมาแสดงศิลปะ
ถวายพระราชบิดา ต่อมาพระราชบิดาจึงอภิเษกพระกุมารไว้ในราชสมบัติ แล้ว
ผนวชเป็นพระฤาษีอยู่ในพระราชอุทยาน พระโพธิสัตว์ได้เสด็จไปยังสำนักของ
พระราชบิดาวันละ ๓ ครั้ง. ลาภสักการะใหญ่เกิดขึ้นแก่พระราชฤาษี. พระราช
ฤาษีไม่สามารถจะทำแม้เพียงกสิณบริกรรมได้ด้วยความกังวลนั้น จึงทรงดำริว่า
ลาภสักการะของเรามากมาย เราอยู่ที่นี่ไม่สามารถจะตัดรกชัฏนี้ได้ เราจักไม่
บอกลาพระโอรส ไปเสียในที่อื่น. พระราชฤาษีไม่บอกให้ใคร ๆ รู้ เสด็จ
ออกจากสวน ดำเนินล่วงมคธรัฐเข้าไปอาศัยจันทกบรรพต ทำบรรณศาลาอยู่
ณ ที่นั้น ในสถานที่พอไปมาได้ แต่แม่น้ำกัณณเวณณาอันไหลออกจากลำน้ำ
ชื่อสังขปาละ เขตมหิสกรัฐ กระทำกสิณบริกรรม ยังฌานและอภิญญาให้

669
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 670 (เล่ม 61)

บังเกิดแล้ว ดำรงชีพด้วยการเที่ยวขอเลี้ยงชีพ. นาคราชชื่อสังขปาละออกจาก
กัณณเวณณานทีพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก เข้าไปหาพระราชฤาษีนั้นเป็นครั้ง
คราวพระราชฤาษีก็แสดงธรรม แก่พญาสังขปาลนาคราชนั้น. ต่อมาพระราชโอ-
รสของพระราชฤาษีนั้น อยากจะทรงพบพระชนก แต่ไม่ทราบสถานที่เสด็จไป
จึงโปรดให้เที่ยวติดตาม ทรงทราบว่าประทับอยู่ในสถานที่ชื่อโน้น ก็เสด็จไป
ณ ที่นั้น พร้อมด้วยข้าราชบริพารมากมาย เพื่อทรงเยี่ยมเยียนพระราชฤาษี
รับสั่งให้ตั้งค่าย ณ ที่ส่วนหนึ่ง พร้อมด้วยอำมาตย์สองสามคน เสด็จมุ่งหน้า
ต่ออาศรมสถาน ขณะนั้น สังขปาลนาคราช กำลังนั่งฟังธรรมอยู่กับบริวาร
จำนวนมาก เหลือบเห็นพระราชาเสด็จมา จึงไหว้พระฤาษีลุกขึ้นจากอาสนะ
หลีกไป พระราชาถวายบังคมพระบิดาทรงทำปฏิสันถาร ประทับนั่งแล้ว
ทูลถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นั่นพระราชาที่ไหนเสด็จมายังสำนักของ
พระคุณท่าน ตรัสตอบว่า ลูกรัก นั่นคือพญาสังขปาลนาคราช ทรงเกิดความ
โลภในนาคพิภพ เพราะอาศัยสมบัติของพญานาคราชนั้น ประทับอยู่สองสามวัน
โปรดให้จัดภิกษาหารถวายพระราชบิดาเป็นประจำ แล้วเสด็จกลับยังพระนคร
ของพระองค์ทีเดียว โปรดให้สร้างโรงทานไว้ในทิศทั้ง ๔ ยังสกลชมพูทวีปให้
เอิกเกริก ทรงบริจาคทาน รักษาศีล ทำการรักษาอุโบสถกรรม ปรารถนา
นาคพิภพ ในที่สุดแห่งพระชนมายุ ก็ได้ไปบังเกิดเป็นพญาสังขปาลนาคราช
ในนาคพิภพ เมื่อล่วงผ่านเลยไป เธอเป็นผู้เดือดร้อนรำคาญในสมบัตินั้น
นับแต่นั้นมา ก็ปรารถนากำเนิดมนุษย์อยู่รักษาอุโบสถกรรม เมื่อพญาสังขปาล
นาคราชอยู่ในนาคพิภพคราวนั้น การอยู่รักษาอุโบสถ ไม่สำเร็จผล ย่อมถึง
ศีลพินาศ. จำเดิมแต่นั้น ท้าวเธอจึงออกจากนาคพิภพไปขดวงล้อมจอมปลวก
แห่งหนึ่ง ในระหว่างทางใหญ่ และทางเดินเฉพาะคน ๆ เดียว ไม่ห่างแม่น้ำ

670
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 671 (เล่ม 61)

กัณณเวณณานที อธิษฐานอุโบสถ เป็นผู้มีศีลอันสมาทานแล้ว สละตนใน
ทานมุขว่า ชนทั้งหลายผู้มีความต้องการด้วยหนังและเนื้อเป็นต้นของเรา จงนำ
หนังและเนื้อเป็นต้นไปเถิด แล้วนอนอยู่บนยอดจอมปลวก บำเพ็ญสมณธรรม
อยู่รักษาอุโบสถในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ แล้วไปสู่นาคพิภพในวันปาฏิบท.
วันหนึ่ง เมื่อพญานาคราช สมาทานศีลนอนอยู่อย่างนี้ มีชาวปัจจันต-
คาม ๑๖ คน คิดกันว่า พวกเราจักไปหาเนื้อมา มีอาวุธครบมือ เที่ยวไปในป่า
เมื่อไม่ได้อะไร ก็กลับออกมา พบพญานาคราชนั้นนอนอยู่บนจอมปลวก
คิดกันว่า วันนี้พวกเราไม่ได้แม้แต่ลูกเหี้ย พวกเราจักฆ่าพญานาคราชนี้
รับประทาน แล้วคิดต่อไปว่า นาคราชนี้ใหญ่โต เมื่อถูกจับ คงจะหนีไปเสีย
จักต้องเอาหลาวแทงที่ขนดทั้ง ๆ ที่ยังนอนทีเดียว ทำให้หมดกำลังแล้วคงจับ
เอาได้ ต่างถือหลาวเป็นต้นเข้าไปใกล้ร่างกายแม้ของพระโพธิสัตว์ขนาดเท่า
เรือโกลนลำใหญ่ลำหนึ่ง เช่นเดียวกับพวงมะลิอันบุคคลวงตั้งไว้ นาคราชนั้น
ประกอบด้วยนัยน์ตาคล้ายเมล็ดมะกล่ำ ศีรษะเช่นกับดอกชัยพฤกษ์และดอกมะลิ
ย่อมงามเกินที่เปรียบได้. ด้วยเสียงฝีเท้าของคนทั้ง ๑๖ คน พญานาคจึง
โผล่ศรีษะออกจากวงขนด ลืมดวงตาอันแดงมองเห็นคนเหล่านั้น มีมือถือหลาว
เดินมา จึงคิดว่า วันนี้มโนรถของเราจักถึงที่สุด เรามอบตนในทานมุขแล้ว
จึงนอนอธิษฐานความเพียร เราจักไม่ลืมตาดูคนเหล่านี้ เอาหอกทิ่มแทงสรีระ
ของเรา ทำ ให้เป็นช่องน้อยช่องใหญ่ ด้วยอำ นาจความโกรธ เพราะกลัวศีล
ของตนจะทำลายจึงอธิษฐานมั่นคง สอดศีรษะเข้าไปในวงขนดนอนอยู่อย่างเดิม.
ครั้นคนเหล่านั้นเข้ามาใกล้แล้ว จึงจับหางพญานาค กระชากให้ตกลงภาคพื้น
เอาหลาวอันคมแทงที่ขนดแปดแห่ง สอดหวายดำมีหนามเข้าไปตามช่องที่แทง
เอาคานสอดในที่ทั้งแปดแล้ว พากันเดินทางกลับหนทางใหญ่ พระมหาสัตว์

671