พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 652 (เล่ม 61)

ได้เป็นไปอย่างข้อที่ท้าวสักกเทวราชทรงปรารถนานั่นเอง. ลำดับนั้น นาง-
เทพกัญญา ผู้อันท้าวสักกเทวราชทรงส่งมานั้น รู้ว่าความปรารถนาของท้าว
สักกเทวราชสำเร็จแล้ว ก็เกิดปีติปราโมทย์ ด้วยการยังพรหมจรรย์ของ
พระดาบสนั้นให้พินาศ.
บทว่า มนสา อคมา ความว่า นางยืนกอดพระดาบสนั้นอยู่ ใจ
ได้ประวัติถึงพระอินทร์อย่างนี้ว่า โอ ! ท้าวสักกะควรส่งบัลลังก์มา. บทว่า
นนฺทเน ความว่า ท้าวสักกเทวราชผู้ประทับอยู่ ในดาวดึงส์พิภพ กล่าวคือ
ที่ชื่อว่า นันทนวัน เพราะสามารถให้เกิดความยินดี. บทว่า เทวกุญฺชโร
ได้แก่ เทวราชผู้ประเสริฐ.
บทว่า ปาหิณิ แปลว่า จงส่งไป. ปาฐะว่า ปหิณิ ดังนี้ก็มี. บทว่า
โสปวาทนํ ได้แก่ สุวรรณบัลลังก์พร้อมทั้งบริวาร.
บทว่า สอุรจฺฉทปญฺญาสํ ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม พร้อมด้วยผ้า
สำหรับปกปิดอก ๕๐ ผืน. บทว่า สหสฺสปฏิยตฺถตํ ได้แก่ เครื่องลาด คือ
ผ้าโกเชาว์อันเป็นทิพย์พันหนึ่ง. บทว่า ตเมนํ ตตฺถ ความว่า นางนั่งบน
ทิพบัลลังก์นั้น กอดพระอิสิสิงคดาบสแนบไว้ที่อก.
บทว่า ตีณิ วสฺสานิ ความว่า นางกอดพระอิสิสิงคดาบสให้นอน
แนบอก นั่งอุ้มอยู่บนบัลลังก์นั้น สิ้นเวลา ๓ ปี โดยการนับเวลาแห่งมนุษย์
ประดุจครู่เดียว. บทว่า วิมโท ความว่า พระดาบสนั้นสร่างเมา คือความ
เป็นผู้ปราศจากการสลบ. เพราะพระดาบสนอนสลบไสลอยู่ตลอดสามปี
ภายหลังกลับได้สมปฤดีตื่นขึ้น. เมื่อพระดาบสกำลังตื่นขึ้น นางอลัมพุสาเห็น
อาการกระดิกมือเป็นต้นแล้ว ทราบว่าพระดาบสกำลังจะตื่นขึ้น จึงบันดาลให้
บัลลังก์อันตรธานไป แม้ตนเองก็ได้อันตรธานไปยืนซ่อนอยู่.

652
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 653 (เล่ม 61)

บทว่า อทฺทสาสิ ความว่า พระดาบสนั้นตรวจตราดูอาศรมแล้ว
คิดว่า ใครกันหนอ ทำให้เราถึงสีลวิบัติ แล้วปริเทวนาการด้วยเสียงอันดัง
ได้มองเห็นแล้ว. บทว่า หริตรุกฺเข ความว่า ได้เห็นต้นไม้มีใบเขียวสด
ขึ้นล้อมโรงไฟ กล่าวคือกองกูณฑ์อยู่โดยรอบ. บทว่า นวปตฺตวนํ ความว่า
หมู่ไม้ดาดาษไปด้วยใบไม้อ่อน ๆ.
บทว่า รุทํ แปลว่า ปริเทวนาการอยู่. คาถาปริเทวนาการของพระ
ดาบสนั้นอย่างนี้ว่า เรามิได้บูชาไฟ มิได้บริกรรมมนต์. บทว่า ปหาปิตํ
ความว่า อะไรบันดาลให้การบูชาไฟต้องเสื่อมลง. ป อักษร เป็นเพียงอุปสรรค.
บทว่า ปาริจริยาย ความว่า พระดาบสปริเทวนาการว่า ก่อนแต่นี้
ใครหนอเล้าโลมจิตของเรา ด้วยการบำเรอด้วยกิเลส. ห อักษร ในบทว่า โย
เม เตชาหสํภูตํ นี้ เป็นเพียงนิบาต ความก็ว่า อิสิสิงคดาบสปริเทวนาการว่า
ผู้ใดยึดคือ ยังฌานคุณ อันเป็นเองโดยเดชแห่งสมณะของเราให้พินาศ ดุจ
ยังเรือในห้วงมหรรณพ อันเต็มไปด้วยรัตนะต่าง ๆ ให้พินาศฉะนั้น ผู้นั้นคือ
ใครกันเล่า ? อลัมพุสาเทพกัญญาได้ยินดังนั้น ก็คิดว่า ถ้าเราไม่บอก ดาบส
นี้จักสาบแช่งเรา เอาเถอะเราจักบอกให้ท่านทราบ จึงยืนปรากฏกายกล่าวคาถา
ความว่า
ดิฉันอันท้าวเทวราช ทรงใช้มาเพื่อบำเรอท่าน
จึงได้ครอบงำจิตของท่านด้วยจิตของดิฉัน ท่านไม่
รู้สึกตัว เพราะประมาท.
พระอิสิสิงคดาบสได้ฟังถ้อยคำของนางแล้ว ระลึกถึงโอวาทที่บิดาให้ไว้
ก็ปริเทวนาการว่า เพราะเรามิได้ทำตามคำบิดา จึงถึงความพินาศอย่าง
ใหญ่หลวง ดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถา ๔ คาถา ความว่า

653
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 654 (เล่ม 61)

เดิมที ท่านกัสสปะผู้บิดา ได้พร่ำสอนเราถึงสิ่ง
เหล่านี้ว่า ดูก่อนมาณพ สตรีอันเสมอด้วยนารีผลมีอยู่
เจ้าจงรู้จักสตรีเหล่านั้น.
บิดาเราเหมือนเอื้อเอ็นดูเรา พร่ำสอนคำนี้ว่า
มาณพเอ๋ย เจ้าจงรู้จักนารีผลผู้มีเขาที่อก เจ้าจงรู้จัก
สตรีเหล่านี้.
เรามิได้ทำตามคำสอนของบิดาผู้รู้นั้น วันนี้เรา
ซบเซาอยู่แต่ผู้เดียว ในป่าอันหามนุษย์มิได้.
เราจักทำอย่างที่เราเป็นผู้เช่นเดิมอีก หรือจักตาย
เสีย ประโยชน์อะไรด้วยชีวิตของเราที่น่าติเตียน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมานิ ได้แก่ ถ้อยคำเหล่านี้. บทว่า
กมลาสริสิตฺถโย ความว่า นารีผลทั้งหลายท่านเรียกว่า กมลา หญิงทั้งหลาย
ก็เช่นเดียวกับดอกแห่งนารีผลเหล่านั้น. บทว่า ตาโย พุชฺฌสิ ความว่า
คราวนั้นบิดาพร่ำสอนถ้อยคำเห็นปานนี้ กะเราว่า มาณพเอ๋ย เจ้าควรรู้จักหญิง
เหล่านั้น ครั้นรู้แล้วอย่าไปสู่แนวทางที่จะดู ควรหนีไปเสีย นัยว่า นารีผล
เหล่านั้น คือหญิงเหล่านี้.
บทว่า อุเร คณฺฑาโย ความว่า เจ้าจงรู้จักนารีผล ที่ประกอบไปแล้ว
ด้วยเขาสองข้างที่น่าอก. บทว่า ตาโย พุชฺฌเส ความว่า ดูก่อนมาณพ
เจ้าควรรู้ว่า หญิงเหล่านั้น ย่อมยังผู้ตกอยู่ในอำนาจตนให้พินาศ.
บทว่า นากํ ความว่า เรามิได้กระทำตามถ้อยคำของท่าน. บทว่า
ฌายามิ ความว่า เราจึงต้องซบเซา คือ ปริเทวนาการอยู่.

654
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 655 (เล่ม 61)

บทว่า ชิรตฺถุ ชีวิเตน เม ความว่า ชีวิตของเราน่าตำหนิ คือ
น่าติเตียน ประโยชน์อะไรด้วยการที่เราจะมีชีวิตอยู่. บทว่า ปุน วา ความว่า
เราจักเป็นเช่นเดิมอีก คือจักยังฌานที่เสื่อมแล้วให้เกิดขึ้น เป็นผู้ปราศจากราคะ
ด้วยประการใด จักกระทำด้วยประการนั้นหรือ หรือว่าเราจักตายเสีย.
ท่านอิสิสิงคดาบสนั้น ละกามราคะแล้ว ยังฌานให้เกิดได้อีก. ลำดับนั้น
นางอลัมพุสาเทพกัญญา เห็นเดชแห่งสมณะของพระดาบสนั้นด้วย และรู้ว่า
ท่านบำเพ็ญฌานให้เกิดได้แล้วด้วย ก็ตกใจกลัว จึงขอให้ท่านอดโทษตน.
พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา
๒ คาถา ความว่า
นางอลัมพุสาเทพกัญญา รู้จักเดช ความเพียร
และปัญญาอันมั่นคง ของพระอิสิงคดาบสนั้นแล้ว ก็
ซบศีรษะลงที่เท้าของพระอิสิสิงคดาบส กล่าวว่า
ข้าแต่ท่านมหาวีระ ขอท่านอย่าได้โกรธดิฉันเลย
ข้าแต่ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ขอท่านอย่าได้
โกรธดิฉันเลย ดิฉันได้บำเพ็ญประโยชน์อันใหญ่แล้ว
เพื่อเทวดาชั้นไตรทศผู้มียศ เพราะว่า เทพบุรีทั้งหมด
อันท่านได้ทำให้หวั่นไหวแล้ว ในคราวนั้น.
ลำดับนั้น พระอิสิสิงคดาบสตอบว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เราอดโทษ
ให้เธอ เธอจงไปตามสบายเถิด เมื่อจะปล่อยนางไป จึงกล่าวคาถา ความว่า
ดูก่อนนางผู้เจริญ ขอทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ท้าว
วาสวะจอมไตรทศและเธอ จงมีความสุขเถิด ดูก่อน
นางเทพกัญญา เชิญเธอไปตามสบายเถิด.

655
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 656 (เล่ม 61)

นางอลัมพุสาเทพกัญญา ไหว้พระดาบสแล้ว กลับไปสู่เทพบุรีพร้อม
ด้วยบัลลังก์ทองนั้นแหละ.
พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา
๓ คาถา ความว่า
นางอลัมพุสาเทพกัญญา ซบศีรษะลงแทบเท้า
แห่งอิสิสิงคดาบส และทำประทักษิณแล้ว ประคอง-
อัญชลีหลีกออกไปจากที่นั้น.
นางขึ้นสู่บัลลังก์ทอง พร้อมด้วยเครื่องบริวาร
เครื่องปิดทรวง ๕๐ ผืน และเครื่องลาด ๑,๐๐๐ ผืน
แล้วกลับไปในสำนักแห่งเทวดาทั้งหลาย.
ท้าวสักกะจอมเทพ ทรงปีติโสมนัส ปลาบปลื้ม
พระทัย ได้พระราชทานพรกะนางเทพกัญญานั้น ซึ่ง
กำลังมาอยู่ ราวกะว่าดวงประทีปอันรุ่งเรือง ราวกะ
สายฟ้าแลบ ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอกฺกมิว ความว่า ดุจประทีป. ด้วยบท
มีอาทิว่า ปติโต ดังนี้ ท่านแสดงถึงอาการที่ท้าวสักกเทวราชทรงยินดี. บทว่า
อททา วรํ ความว่า ท้าวสักกเทวราชทรงยินดี ได้ประทานพรให้แก่นาง
อลัมพุสาเทพกัญญา ผู้มาถวายบังคมแล้วยืนอยู่.
นางอลัมพุสาเทพกัญญา เมื่อจะรับพรในสำนักของท้าวสักกเทวราช
จึงกล่าวคาถาสุดท้าย ความว่า

656
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 657 (เล่ม 61)

ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง ถ้า
พระองค์จะทรงประทานพรแก่หม่อมฉันไซร้ ขออย่า
ให้หม่อมฉันต้องไปเล้าโลมพระฤาษีอีกเลย ข้าแต่
ท้าวสักกะหม่อนฉันขอพระข้อนี้.
คาถานั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ ข้าแต่ท้าวสักกเทวราช ถ้าพระองค์จะ
ทรงประทานพรแก่หม่อมฉันแล้ว หม่อมฉันขอพรข้อนี้ คือ อย่าให้หม่อมฉัน
ต้องไปเล้าโลมพระฤาษีอีก คือพระองค์อย่าทรงใช้หม่อมฉัน เพื่อประโยชน์
ข้อนี้.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้ มาแสดงแก่ภิกษุนั้นแล้ว ทรง
ประกาศอริยสัจจธรรม แล้วทรงประชุมชาดก. ในที่สุดแห่งอริยสัจจกถา
ภิกษุนั้น ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. (แล้วทรงประชุมชาดกว่า) นางอลัมพุสา
ในครั้งนั้น ได้มาเป็นนางปุราณทุติยิกา อิสิสิงคดาบส ได้มาเป็นภิกษุผู้
กระสัน ส่วนมหาฤาษีผู้บิดา ได้มาเป็นเราผู้ตถาคตฉะนี้แล.
จบอรรถกถาอลัมพุสาชาดก

657
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 658 (เล่ม 61)

๔. สังขปาลชาดก
ว่าด้วยสังขปาลนาคราชบำเพ็ญตบะ
[๒๔๙๕] (พระเจ้าพาราณสี ตรัสว่า) ท่านเป็นผู้มี
รูปร่างงดงาม มีดวงตาแจ่มใส ข้าพเจ้าสำคัญว่าท่าน
ผู้เจริญคงบวชจากสกุล ไฉนหนอ ท่านผู้มีปัญญาจึง
สละทรัพย์ และโภคสมบัติ ออกบวชเป็นบรรพชิต
เสียเล่า ?
[๒๔๙๖] (อาฬารดาบส ทูลว่า) ดูก่อนมหา-
บพิตรผู้เป็นจอมนรชน อาตมาภาพได้เห็นวิมานของ
พญาสังขปาลนาคราช ผู้มีอานุภาพมาก ด้วยตนเอง
ครั้นเห็นแล้ว จึงออกบวชโดยเชื่อมหาวิบากของบุญ
ทั้งหลาย.
[๒๔๙๗] (พระเจ้าพาราณสี ตรัสว่า) บรรพชิต
ทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวคำเท็จ เพราะความรัก เพราะ
ความกลัว เพราะความชัง ข้าพเจ้าถามท่านแล้ว ขอ-
ท่านได้โปรดบอกเนื้อความนั้น แก่ข้าพเจ้า เพราะ
ข้าพเจ้าได้ฟังแล้ว จักเกิดความเลื่อมใส.
[๒๔๙๘] (อาฬารดาบส ทูลว่า) ดูก่อนมหาบพิตร
ผู้เป็นอธิบดีในรัฐมณฑล อาตมาภาพเดินทางไปค้าขาย
ได้เห็นบุตรนายพรานช่วยกันหามนาคตัวมีร่างกายใหญ่-
โต เดินร่าเริงไปในหนทาง.

658
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 659 (เล่ม 61)

ดูก่อนพระจอมประชานิกร อาตมาภาพมาประ-
จวบเข้ากับลูกนายพรานเหล่านั้น ก็กลัวจนขนลุกขน
พอง ได้ถามเขาว่า ดูก่อนพ่อบุตรนายพราน ท่าน
ทั้งหลายจะนำงูซึ่งมีร่างกายน่ากลัวไปไหน ท่านทั้ง-
หลายจักทำอะไรกับงูนี้ ?
(พวกบุตรนายพรานกล่าวว่า) งูใหญ่มีกายอันเจริญ
พวกเรานำไปเพื่อจะกิน เนื้อของมันมีรสอร่อย มัน
และอ่อนนุ่ม ดูก่อนท่านผู้เป็นบุตรชาววิเทหรัฐ ท่าน
ยังมิได้เคยลิ้มรส.
เราทั้งหลายไปจากที่นี่ ถึงบ้านของตนแล้ว จะ
เอามีดสับกินเนื้อกันให้สำราญใจ เพราะว่าเราทั้งหลาย
เป็นศัตรูของพวกงู.
อาตมาภาพจึงพูดว่า
ถ้าท่านทั้งหลาย จะนำงูใหญ่มีกายอันเจริญนี้ไป
เพื่อกิน เราจะให้โค ๑๖ ตัว แก่ท่านทั้งหลาย ขอให้
ปล่อยงูนี้เสียจากเครื่องผูกเถิด.
พวกเขาตอบว่า
ความจริงงูตัวนี้เป็นอาหาร ที่ชอบใจของเรา
ทั้งหลายโดยแท้และเราทั้งหลายเคยกินงูมามาก ดูก่อน
นายอาฬาระผู้เป็นบุตรชาววิเทหรัฐ เราทั้งหลายจักทำ
ตามคำของท่าน ดูก่อนท่านผู้เป็นบุตรของชาววิเทหะ
แต่ว่าท่านจงเป็นมิตรของเราทั้งหลาย.

659
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 660 (เล่ม 61)

ชนเหล่านั้นแก้นาคราชออกจากเครื่องผูก นาค-
ราชได้พ้นจากเครื่องผูก ซึ่งเขาร้อยไว้ที่จมูกกับบ่วง
นั้น แล้วบ่ายหน้าตรงไปทิศปราจีน หลีกไปได้ครู่หนึ่ง
ครั้นบ่ายหน้าตรงไปทิศปราจีน ได้สักครู่หนึ่ง
มีดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา เหลียวมาดูอาตมาภาพ
อาตมาภาพได้ตามไปข้างหลังของนาคราชในคราวนั้น
ประคองอัญชลี ทั้ง ๑๐ นิ้ว เตือนว่า
ท่านจงรีบไปเสียโดยเร็ว ขอพวกศัตรูอย่าจับได้
อีกเลย เพราะว่าการสมาคมกับพวกพรานบ่อย ๆ เป็น
ทุกข์ ท่านจงไปสถานที่ๆพวกบุตรนายพรานจะไม่เห็น.
นาคราชนั้นได้ไปสู่ห้วงน้ำใส มีสีเขียวน่ารื่นรมย์
มีท่าราบเรียบ ปกคลุมไปด้วยไม้หว้า และย่างทราย
เป็นผู้ปลอดภัย มีปีติ เข้าไปยังนาคพิภพ.
ดูก่อนพระจอมประชานิกร นาคราชนั้น ครั้น
ข้าไปสู่นาคพิภพแล้ว ไม่ช้าก็มีบริวารทิพย์มาปรากฏ
แก่อาตมาภาพ บำรุงอาตมาภาพเหมือนบุตรบำรุงบิดา
ฉะนั้น พูดจารื่นหู จับใจว่า
ท่านอาฬาระ ท่านเป็นเหมือนมารดาบิดาของ
ข้าพเจ้า เป็นดังดวงใจเป็นผู้ให้ชีวิต เป็นสหาย
ข้าพเจ้าจึงกลับได้อิทธิฤทธิ์ของตน ข้าแต่ท่านอาฬาระ
ขอเชิญท่านไปเยี่ยมนาคพิภพของข้าพเจ้า ซึ่งมีภักษา-

660
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 661 (เล่ม 61)

หารมาก มีข้าวและน้ำมากมาย ดังเทพนครของท้าว
วาสวะฉะนั้น.
[๒๔๙๙] (พญานาคราช กล่าวว่า) นาคพิภพนั้น
สมบูรณ์ด้วยภูมิภาค ภาคพื้นไม่มีกรวด อ่อนนุ่ม
งดงาม มีหญ้าเตี้ย ๆ ไม่มีละอองธุลี นำมาซึ่งความ
เลื่อมใส ระงับความโศก ของผู้ที่เข้าไป.
ในนาคพิภพนั้น มีสระโบกขรณี อันไม่อากูล
เขียวชอุ่มดังแก้วไพฑูรย์ มีต้นมะม่วง น่ารื่นรมย์
ทั้ง ๔ ทิศ มีผลสุกกึ่งหนึ่ง ผลอ่อนถึงหนึ่ง เผล็ดผล
เป็นนิตย์.
[๒๕๐๐] (อาฬารดาบส กล่าวว่า) ดูก่อนมหา-
บพิตรผู้ประเสริฐกว่านรชน ในท่ามกลางสวน
เหล่านั้น มีนิเวศน์เลื่อมประภัสสร ล้วนแล้วไปด้วย
ทองคำ มีบานประตูแล้วไปด้วยเงิน งามรุ่งเรืองยิ่ง
ประหนึ่งสายฟ้ารุ่งเรืองอยู่ในกลางหาว ฉะนั้น.
ขอถวายพระพร ในท่ามกลางสวนเหล่านั้น
เรือนยอดและห้อง แล้วไปด้วยแก้วมณี แล้วไปด้วย
ทองคำ โอฬาร วิจิตร เป็นอเนกประการเนรมิตด้วยดี
ติดต่อกันเต็มไปด้วยนางนาคกัญญาทั้งหลาย ผู้ประดับ
แล้ว ล้วนทรงสายสร้อยทองคำ.
สังขปาลนาคราชนั้น มีผิวพรรณไม่ทราม ว่อง-
ไว ขึ้นสู่ปราสาท มีเสาประมาณพันต้น มีอานุภาพ
ชั่งไม่ได้ เป็นที่อยู่แห่งมเหสี ของสังปาลนาคราชนั้น.

661