พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 622 (เล่ม 61)

ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะวิสัชนาปัญหาของท้าวสักกเทวราช
ได้กล่าวคาถา ๔ คาถา ความว่า
บุคคลใดในโลกนี้ เป็นผู้สำรวมด้วยกาย วาจา
และใจ ไม่ทำบาปกรรมอะไร ๆ ไม่พูดพล่อย ๆ
เพราะเหตุแห่งตน บัณฑิตเรียกบุคคลเช่นนั้นว่าเป็นผู้
มีศีล.
บุคคลใด คิดปัญหาอันลึกซึ้งได้ด้วยใจ ไม่ทำ
กรรมอันหยาบช้า อันหาประโยชน์มิได้ ไม่ปิดทางแห่ง
ประโยชน์ อันมาถึงตามกาล บัณฑิตเรียกบุคคลเช่นนั้น
ว่ามีปัญญา.
บุคคลใดแล เป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที มีปัญญา
มีกัลยาณมิตร และมีความภักดีมั่นคง ช่วยทำกิจของ
มิตรผู้ตกยาก โดยเต็มใจ บัณฑิตเรียกบุคคลเช่นนั้นว่า
สัตบุรุษ.
บุคคลใดประกอบด้วยคุณสมบัติทั้งปวงเหล่านี้
คือเป็นผู้มีศรัทธา อ่อนโยน แจกทานด้วยดี รู้ความ
ประสงค์ สิริย่อมไม่ละบุคคลเช่นนั้น ผู้สงเคราะห์
มีวาจาอ่อนหวาน สละสลวย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเยน เป็นต้น ท่านกล่าวไว้ด้วย
สามารถแห่งความสุจริต ทางไตรทวาร. บทว่า น อตฺตเหตุ นี้ เป็นหัวข้อ
แห่งเทศนาเท่านั้น. อธิบายว่า ไม่พูดเหลาะแหละ เพราะเหตุแห่งตน เพราะ
เหตุแห่งผู้อื่น เพราะเหตุแห่งทรัพย์ เพราะเหตุแห่งยศ เพราะเหตุแห่งลาภ

622
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 623 (เล่ม 61)

หรือเพราะเหตุมุ่งอามิส. ถึงเนื้อความนี้ จะสำเร็จด้วยบทนี้ว่า สำรวมด้วย
วาจาดังนี้ ก็จริง ถึงอย่างนั้น เพื่อแสดงเนื้อความให้หนัก ควรทราบว่าท่าน
กล่าวอย่างนี้อีกว่า ก็ความชั่วที่จะชื่อว่า คนผู้มักพูดเท็จไม่ทำไม่มี.
บทว่า คมฺภีรปญฺหํ ความว่า (บุคคลใดคิดค้น) ปัญหาอันลึกซึ้ง
ลี้ลับ กำบัง ทั้งโดยอรรถและบาลี เช่นเดียวกับปัญหาที่มา ในสัตตุภัสตชาดก
สัมภวชาดก และอุมมังคชาดก. บทว่า มนสา วิจินฺตยํ ความว่า บุคคล
ใด คิดค้นได้ด้วยใจ แทงตลอดเนื้อความ สามารถเพื่อจะกล่าวแก้ กระทำ
ให้ปรากฏดุจยังพระจันทร์ พระอาทิตย์ให้ตั้งขึ้นตั้งพันดวง. บทว่า นจฺจาหิตํ
ความว่า และบุคคลใดไม่กระทำกรรม อันไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลยิ่ง คือ
ล่วงเลยประโยชน์ หยาบช้า เผ็ดร้อน สาหัส อนึ่ง เพื่อจะยังเนื้อความนี้ให้
แจ่มแจ้ง ควรกล่าวภูริปัญหาว่า
บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่สร้างบาปกรรม เพราะ
เหตุแห่งความสุขของตน สัตบุรุษทั้งหลายแม้อันทุกข์
ถูกต้อง พลั้งพลาดลง ย่อมไม่ละธรรม เพราะความ
รักและความชัง.
บทว่า กาลคตํ ความว่า บุคคลใดเมื่อยังทานเป็นต้นเหล่านี้ให้ถึง
พร้อม ด้วยคิดว่า กาลนี้เป็นกาลควรให้ทาน เป็นกาลที่จะรักษาศีล เป็นกาล
เข้าจำอุโบสถ เป็นกาลตั้งมั่นในสรณะ เป็นการกระทำบรรพชา เป็นกาลบำ-
เพ็ญสมณธรรม เป็นวาระที่ควรบำเพ็ญวิปัสสนา ชื่อว่าย่อมไม่ริดรอน คือ
ไม่ยังทางแห่งประโยชน์ อันมาถึงโดยกาลให้เสื่อมไป. บทว่า ตถาวิธํ ความว่า
ดูก่อนท้าวสักกะ พระสัพพัญญูพุทธะก็ดี พระปัจเจกพุทธะก็ดี พระมหาสัตว์
ก็ดี เมื่อจะกล่าวถึงคนมีปัญญา ย่อมกล่าวถึงบุคคลเห็นปานนี้.

623
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 624 (เล่ม 61)

ในบทว่า โย เว นั้น มีอธิบายดังนี้ บุคคลใดรู้จักคุณ อันผู้อื่น
ทำแล้วแก่ตน ชื่อว่าเป็นผู้กตัญญู อนึ่ง ครั้นรู้อย่างนี้แล้ว ทำการตอบแทน
คุณของเขาที่ได้ทำคุณไว้แก่ตน ชื่อว่าเป็นผู้กตเวที. บทว่า ทุกฺขิตสฺส ความว่า
บุคคลใดยกความทุกข์แห่งสหายของตน ผู้ถึงทุกข์ขึ้นไว้ในตน ช่วยทำให้กิจ
อันเกิดขึ้นแก่สหายนั้น ด้วยมือของตนโดยเคารพ พระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อม
กล่าวบุคคลนั้น ผู้เห็นปานนี้ ว่าเป็นสัตบุรุษ อีกอย่างหนึ่ง ธรรมดาสัตบุรุษ
ทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้มีความกตัญญู กตเวที เพราะฉะนั้น ควรกล่าวถึงชาดก
เช่น สตปตชาดก จุลลหังสชาดก และมหาหังสชาดกเป็นต้น.
บทว่า เอเตหิ สพฺเพหิ ความว่า ดูก่อนท้าวสักกเทวราช บุคคล
ใดเข้าถึงด้วยคุณสมบัติ มีศีลเป็นต้น ดังที่กล่าวแล้วในหนหลัง เหล่านี้ทั้งหมด.
บทว่า สทฺโธ ความว่า ประกอบด้วยโอกัปปนสัทธา (ศรัทธา คือความ
เชื่อมั่น). บทว่า มุทุ ได้แก่ เป็นผู้มีปกติพูดจาน่ารัก. บทว่า สํวิภาคี
ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้จำแนกแจกทานด้วยดี เพราะความเป็นผู้ยินดียิ่ง ในการ
จำแนกศีล จำแนกทาน ชื่อว่า วทัญญู ผู้รู้ถ้อยคำ เพราะสามารถรู้ถ้อยคำของ
ยาจก แล้วจึงให้. บทว่า สงฺคาหกํ ความว่า ชื่อว่าผู้สงเคราะห์ เพราะ
สงเคราะห์ชนนั้น ๆ ด้วยสังคหวัตถุ ๔. ชื่อว่า มีวาจาสละสลวย เพราะ
กล่าวถ้อยคำไพเราะ. ชื่อว่า มีวาจาอ่อนหวาน เพราะมีถ้อยคำเกลี้ยงเกลา.
บทว่า ตถาวิธํ โน ความว่า สิริ กล่าวคือ ยศและลาภอันเลิศที่ได้แล้ว
ย่อมไม่ละบุคคลเช่นนั้น คือ สิริของบุคคลนั้น ย่อมไม่พินาศไป.
พระมหาสัตว์เจ้า วิสัชนาปัญหา ๔ ข้อ ดุจยังพระจันทร์อันเต็มดวง
ให้ตั้งขึ้นบนพื้นท้องฟ้าฉะนั้น ด้วยประการฉะนี้ ถัดจากนั้นไป เป็นปุจฉา
และวิสัชนาปัญหาที่เหลือ ท้าวสักกเทวราช ตรัสคาถา ความว่า

624
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 625 (เล่ม 61)

ข้าพเจ้าขออนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน ขอถาม
ปัญหาข้ออื่นกะท่าน ขอเชิญท่านกล่าวแก้ปัญหานั้น
ด้วย นักปราชญ์ย่อมกล่าวศีล สิริ ธรรมของสัตบุรุษ
และปัญญาว่า ข้อไหนประเสริฐกว่ากัน ?
พระมหาสัตว์ ทูลว่า
แท้จริง ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมกล่าวว่า
ปัญญานั่นแหละประเสริฐสุด ดุจพระจันทร์ประเสริฐ
กว่าดวงดาวทั้งหลายฉะนั้น ศีล สิริ และธรรมของ
สัตบุรุษ ย่อมเป็นไปตามบุคคลผู้มีปัญญา.
ท้าวสักกะตรัสถามว่า
ข้าพเจ้าขออนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน ขอ
ถามปัญหาข้ออื่นกะท่าน ขอเชิญท่านกล่าวปัญหานั้น
บุคคลในโลกนี้ทำอย่างไร ทำด้วยอุบายอย่างไร ประ-
พฤติอะไร เสพอะไร จึงจะได้ปัญญา ขอท่านได้โปรด
บอกปฏิปทา แห่งปัญญา ณ บัดนี้ว่า นรชนทำอย่างไร
จึงจะเป็นผู้มีปัญญา.
ท่านสรภังคศาสดา ทูลว่า
บุคคลควรคบหาท่านผู้รู้ทั้งหลาย ละเอียดลออ
เป็นพหูสูต ควรเป็นนักเรียน นักสอบถาม พึงตั้งใจ
ฟังคำสุภาษิตโดยเคารพ นรชนทำอย่างนี้ จึงจะเป็นผู้
มีปัญญา.
ผู้มีปัญญานั้น ย่อมพิจารณาเห็นกามคุณทั้งหลาย
โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ และ

625
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 626 (เล่ม 61)

โดยความเป็นโรค ผู้เห็นแจ้งอย่างนี้ ย่อมละความพอ
ใจในกามทั้งหลาย อันเป็นทุกข์ มีภัยใหญ่หลวงเสียได้.
ผู้นั้น ปราศจากราคะแล้ว กำจัดโทสะได้ พึง
เจริญเมตตาจิต อันหาประมาณมิได้ งดอาชญาในสัตว์
ทุกจำพวกแล้ว ไม่ถูกนินทา ย่อมเข้าถึงพรหมสถาน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลํ ได้แก่ อาจารศีล. บทว่า สิริ
ได้แก่ อิสริยยศ. บทว่า สตญฺจ ธมฺมํ ได้แก่ สัปปุริสธรรม. บทว่า
ปญฺญํ ความว่า ท้าวสักกะตรัสถามว่า ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมกล่าวถึงบรรดา
ธรรม ๔ ประการเหล่านี้ อย่างนี้ว่า อย่างไหนประเสริฐกว่ากัน ?
บทว่า ปญฺญา หิ ความว่า พระมหาสัตว์ทูลว่า ดูก่อนท้าวสักกะ
ในธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ ชื่อว่าปัญญานี้นั้น คนฉลาดทั้งหลายเช่นพระพุทธเจ้า
เป็นต้น กล่าวว่าประเสริฐสุด เหมือนดวงดาวแวดล้อมดวงจันทร์ ดวง
จันทร์นั่นแหละสูงสุดกว่าดวงดาวเหล่านั้น ฉันใด ธรรมแม้ทั้ง ๓ เหล่านี้คือ
ศีล สิริ และธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย ก็ฉันนั้น. บทว่า อนฺวายกา ปญฺญวโต
ภวนฺติ ความว่า ย่อมเป็นไปตามบุคคลผู้มีปัญญาเท่านั้น คือเป็นบริวารของ
ปัญญานั่นเอง.
คำว่า กถํกโร เป็นต้น เป็นไวพจน์ของกันและกันเท่านั้น. บทว่า
กถํกโร ความว่า ท้าวสักกะตรัสถามว่า บุคคลกระทำอยู่ซึ่งกรรมอะไร
ประพฤติอะไร เสพคือคบหา ซึ่งกรรมอะไร ย่อมได้ซึ่งปัญญาในโลกนี้ทีเดียว
ท่านโปรดบอกปฏิปทาแห่งปัญญาอย่างเดียว ข้าพเจ้าใคร่จะรู้ สัตว์ผู้ต้องตาย
เป็นสภาพ ทำอย่างไร จึงจะเป็นผู้ชื่อว่า มีปัญญา.
บทว่า วุฑฺเฒ ได้แก่ บัณฑิต ผู้ถึงซึ่งความเจริญด้วยความรู้. บทว่า
นิปุเณ ความว่า ผู้สามารถรู้เหตุการณ์อันสุขุม. บทว่า เอวํกโร ความว่า

626
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 627 (เล่ม 61)

ท่านสรภังคศาสดาตอบว่า บุคคลใด สมาคม คบหา นั่งใกล้ซึ่งบุคคลผู้มี
ประการดังกล่าวมาแล้วอย่างนี้ ย่อมเล่าเรียนบาลี สอบถามอรรถาธิบายเนือง ๆ
เงี่ยโสตลงสดับคำสุภาษิตโดยเคารพ ดุจบุคคลจารึกรอยลงบนแผ่นหิน หรือ
ดุจเอาตุ่มทองรองรับมันเหลวของราชสีห์ ฉะนั้น บุคคลผู้กระทำอย่างนี้ นี้
ย่อมเป็นผู้มีปัญญา พระมหาสัตว์กล่าวปฏิปทาแห่งปัญญาอย่างนี้ คล้ายกับ
ยังพระอาทิตย์ให้อุทัยขึ้น จากปราจีนโลกธาตุ เมื่อจะกล่าวคุณของปัญญานั้นใน
บัดนี้ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า บุคคลผู้มีปัญญานั้น ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามคุเณ ความว่า บุคคลผู้มีปัญญานั้น
ย่อมเห็น คือพิจารณาส่วนแห่งกามทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เพราะ
อรรถว่า มีแล้วเหมือนไม่มี โดยความเป็นทุกข์ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์
ทั้งในปัจจุบัน และสัมปรายิกภพ โดยความเป็นโรค เพราะความมีพร้อมแห่ง
โรค คือทุกข์ เก้าสิบแปดประการ อาศัยกามเกิดขึ้น. บทว่า โส เอวํวิปสฺสิ
ความว่า เมื่อบุคคลเล็งเห็นความไม่เที่ยงเป็นต้น ของกามทั้งหลาย โดยเหตุ
เหล่านี้ รู้ชัดว่า ที่สุดแห่งทุกข์อันอาศัยกามเกิดขึ้นไม่มี การละกามอย่างเดียว
เท่านั้นเป็นสุข แล้วย่อมละเสียได้ซึ่งความพอใจ ในกามอันเป็นทุกข์ เป็น
ภัยใหญ่.
บทว่า ส วีตราโค ความว่า ดูก่อนท้าวสักกะ บุคคลนั้นปราศจาก
ราคะอย่างนี้ กำจัดซึ่งโทษอันเกิดขึ้น ด้วยอำนาจอาฆาฏวัตถุ เก้าประการเป็น
สภาพแล้ว พึงเจริญเมตตาจิต ครั้นเจริญเมตตาจิต ชื่อว่าไม่มีประมาณเพราะ
มีสัตว์หาประมาณมิได้เป็นอารมณ์แล้ว เป็นผู้มีฌานไม่เสื่อม ใคร ๆ จะตำ
หนิไม่ได้ ย่อมบังเกิดในพรหมโลก.

627
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 628 (เล่ม 61)

เมื่อพระมหาสัตว์กล่าวโทษแห่งกามทั้งหลายอยู่อย่างนี้ พระราชาแม้
ทั้ง ๓ องค์เหล่านั้น พร้อมด้วยพลนิกาย ต่างละความกำหนัดยินดี ในเบญจ
กามคุณได้ด้วยตทังคปหาน. พระมหาสัตว์รู้ดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาด้วย
สามารถแห่งความร่าเริงของชนเหล่านั้นว่า
การเสด็จมาของมหาบพิตร ผู้มีพระนามว่า
อัฏฐกะ ภีมรถะ และกาลิงคราช ผู้มีพระเดชานุภาพ
ฟุ้งเฟื่องไป เป็นการมาอย่างมหิทธิฤทธิ์ ทุก ๆ พระ
องค์ทรงละกามราคะได้แล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหิทฺธิยํ ความว่า การมาอันมีมหิทธิ-
ฤทธิ์ คือกว้างขวางรุ่งเรืองใหญ่. บทว่า ตวมฏฺฐกา ความว่า ของพระองค์
ผู้มีพระนามว่าอัฏฐกะ. บทว่า ปหีโน ความว่า กามราคะ อันทุกพระองค์
ทรงละได้แล้ว ด้วยตทังคปหาน.
พระราชาทั้งหลาย ทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้ว เมื่อจะทรงชมเชย พระ
มหาสัตว์เจ้า จึงพากันตรัสคาถา ความว่า
ท่านเป็นผู้รู้จิตผู้อื่น ข้อนั้นก็เป็นอย่างนั้นแหละ
ข้าพเจ้าทุกคนละกามราคะได้แล้ว ขอท่านจงให้โอกาส
เพื่อความอนุเคราะห์ ตามที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะรู้ถึง
คติของท่านได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุคฺคหาย ความว่า พระราชาทั้งหลาย
พากันตรัสว่า ท่านโปรดกระทำโอกาสเพื่อประโยชน์ แก่การบรรพชาของ
พวกข้าพเจ้า อย่างที่พวกข้าพเจ้าบวชแล้วจะพึงตรัสรู้ คือบรรลุความสำเร็จ
ตามคติของท่าน ได้แก่พึงแทงตลอดได้ ซึ่งคุณอันท่านแทงตลอดแล้ว.

628
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 629 (เล่ม 61)

ลำดับนั้น เมื่อพระมหาสัตว์จะกระทำโอกาสแก่พระราชาเหล่านั้น จึง
กล่าวคาถาต่อไปความว่า
อาตมาให้โอกาสเพื่อความอนุเคราะห์ เพราะ
มหาบพิตรทั้งหลาย ละกามราคะได้อย่างนั้นแล้ว จง
ยังกายให้ซาบซ่าน ด้วยปีติอันไพบูลย์ ตามที่
มหาบพิตรทั้งหลายจะทรงทราบ ถึงคติของอาตมา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ผราถ กายํ ความว่า ยังกายให้ซาบซ่าน
ด้วยปีติอันเกิดแต่ฌานอันไพบูลย์.
พระราชาเหล่านั้น ทรงสดับเช่นนั้น เมื่อจะทรงยอมรับ จึงตรัสคาถา
ความว่า
ข้าแต่ท่านผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน ข้าพเจ้าทั้งหลาย
จักทำตามคำสั่งสอนที่ท่านกล่าวทุกอย่าง ข้าพเจ้า
ทั้งหลายจะยังกายให้ซาบซ่านด้วยปีติอันไพบูลย์ ตาม
ที่ข้าพเจ้าทั้งหลายจะรู้ถึงคติของท่าน.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงให้บรรพชาแก่พระราชาเหล่านั้นพร้อมทั้ง
พลนิกาย เมื่อจะส่งหมู่ฤาษีไป จึงกล่าวคาถา ความว่า
ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ฤาษีทั้งหลายผู้มีคุณ
ความดี ทำการบูชานี้ แก่กีสวัจฉดาบสแล้ว จงพากัน
ไปยังที่อยู่ของตน ๆ เถิด ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ยินดี
ในณาน มีจิตตั้งมั่นทุกเมื่อเถิด ความยินดีนี้ เป็น
คุณชาติประเสริฐสุดของบรรพชิต.

629
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 630 (เล่ม 61)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คจฺฉนฺตุ ความว่า พระมหาสัตว์กล่าวว่า
ท่านทั้งหลายจงไปยังสถานที่อยู่เป็นต้นของตน ๆ เถิด.
พระฤาษีทั้งหลายรับคำของพระมหาสัตว์แล้ว ต่างนมัสการลา ลอยขึ้น
สู่อากาศ กลับไปยังสถานที่อยู่ของตน ๆ. ฝ่ายท้าวสักกเทวราช เสด็จลุกขึ้น
จากอาสนะ ทำการชมเชยพระมหาสัตว์เจ้า ประคองอัญชลี นมัสการพระ-
มหาสัตว์ดุจนอบน้อมอยู่ซึ่งพระอาทิตย์ พร้อมด้วยเทพบริษัทเสด็จหลีกไป.
พระศาสดาทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้
ความว่า
ชนเหล่านั้น ได้ฟังคาถาอันประกอบด้วย
ประโยชน์อย่างยิ่ง ที่ฤาษีผู้เป็นบัณฑิตกล่าวดีแล้ว
เกิดปีติโสมนัส พากันอนุโมทนาอยู่ เทวดาทั้งหลาย
ผู้มียศ ต่างก็พากันกลับไปสู่เทพบุรี.
คาถาเหล่านี้ มีอรรถพยัญชนะดี อันฤาษีผู้เป็น
บัณฑิตกล่าวดีแล้ว คนใดคนหนึ่งฟังคาถาเหล่านี้ ให้
มีประโยชน์ พึงได้คุณพิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย
ครั้นแล้วพึงบรรลุถึงสถานที่ อันมัจจุราชมองไม่เห็น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรมฺตถสญฺหิตา ความว่า คาถาเหล่านี้
ชื่อว่าอาศัยซึ่งพระนิพพาน เพราะแสดงถึงความไม่เที่ยงเป็นต้น. พระบรมศาสดา
เมื่อทรงสรรเสริญคำสุภาษิต อันให้ซึ่งพระนิพพาน ของท่านสรภังคศาสดา
จึงตรัสคำเป็นต้นว่า อิมา (คาถาเหล่านี้) ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถวตี ความว่า คาถาเหล่านี้ ชื่อว่า
อาศัยประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะอรรถว่าให้ซึ่งพระนิพพาน. บทว่า สุพฺยญฺชนา

630
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 631 (เล่ม 61)

แปลว่า มีพยัญชนะบริสุทธิ์. บทว่า สุภาสิตา ความว่า อันฤาษีผู้เป็น
บัณฑิตกล่าวทำให้น่าฟังด้วยดี คือกล่าวไว้ดีแล้ว. บทว่า อฏฺฐิกตฺวา ความว่า
บุคคลใดเป็นผู้มีความต้องการ เพราะทำความเป็นประโยชน์แก่ตน พึงฟัง
โดยเคารพ. บทว่า ปุพฺพาปริยํ ความว่า ปฐมฌานเป็นคุณวิเศษเบื้องต้น
ทุติยฌานเป็นคุณวิเศษเบื้องปลาย จะพึงได้คุณวิเศษอันตั้งอยู่โดยความเป็น
เบื้องต้น เบื้องปลาย ด้วยสามารถแห่งสมาบัติ ๘ ด้วยสามารถแห่งมรรค ๔
อย่างนี้. บทว่า อทสฺสนํ ความว่า และจะพึงได้พระอรหัตผล อันเป็น
คุณวิเศษเบื้องปลาย แล้วบรรลุพระนิพพานในที่สุด. เพราะว่า บุคคลผู้
บรรลุพระนิพพานแล้ว ย่อมเป็นผู้ชื่อว่าไปสู่สถานที่ ซึ่งมฤตยูราชมองไม่เห็น.
พระบรมศาสดาครั้นทรงถือเอายอดแห่งเทศนา ด้วยอรหัตผลอย่างนี้
แล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในชาตินี้เท่านั้น แม้ในชาติก่อน
ฝนดอกไม้ก็ตกลงในสุสานที่เผาพระโมคคัลลานะ ดังนี้แล้ว ทรงประกาศอริยสัจ
เมื่อจะทรงประชุมชาดก จึงตรัสพระคาถา ความว่า
สาลิสสระดาบสในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระ-
สารีบุตร เมณฑิสสรดาบส ได้มาเป็นพระกัสสป
ปัพพตดาบสได้มาเป็นพระอนุรุทธะ เทวลดาบสได้มา
เป็นพระกัจจายนะ อนุสิสสดาบสได้มาเป็นพระอานนท์
กีสวัจฉดาบสได้มาเป็นพระโกลิตะ คือ พระโมค-
คัลลานะ นารทดาบสได้มาเป็นพระปุณณมันตานีบุตร
บริษัทที่เหลือ ได้มาเป็นพุทธบริษัท สรภังคดาบส
โพธิสัตว์ ได้มาเป็นเราตถาคต เธอทั้งหลายจงทรงจำ
ชาดกไว้อย่างนี้.
จบอรรถกถาสรภังคชาดก

631