พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 602 (เล่ม 61)

ในเวลาต่อมา ปลายพระราชอาณาเขตของพระเจ้าทัณฑกีราชนั้นเกิด
จลาจล. ท้าวเธอแวดล้อมไปด้วยองคเสนา เสด็จออกเพื่อยุทธนาการ ลำดับนั้น
ปุโรหิตผู้หลงงมงาย ทูลถามพระราชาว่า ขอเดชะ พระมหาราชเจ้า พระองค์
ทรงปรารถนาชัยชนะ หรือว่าความปราชัย เมื่อพระราชาตรัสตอบว่า ปรารถนา
ชัยชนะ จึงกราบทูลว่า ถ้าเช่นนั้น คนกาลกรรณีอยู่ในพระราชอุทยาน
พระองค์จงโปรดให้ลอยกลีโทษที่สรีระของคนกาลกรรณีนั้นแล้วเสด็จไปเถิด.
พระราชาเชื่อถ้อยคำของปุโรหิต ตรัสว่า ผู้ใดเมื่อจะไปกับเรา จงพากันไป
ลอยกลีโทษที่สรีระของคนกาลกรรณีเสียในพระราชอุทยาน แล้วเสด็จเข้าไปยัง
พระราชอุทยาน ทรงเคี้ยวไม้สีฟัน แล้วพระองค์เองทรงบ้วนเขฬะ และโยน
ไม้สีฟันลงในระหว่างชฎา ของท่านกีสวัจฉดาบสนั้นก่อนใคร ๆ ทั้งหมด
แล้วทรงสรงสนานเกล้า แม้พลนิกายของพระองค์ ก็ได้กระทำอย่างนั้น เมื่อ
พระราชาเสด็จหลีกไปแล้ว เสนาบดีมาพบพระดาบสแล้ว เก็บไม้สีฟันเป็นต้น
ทิ้ง ให้สรงสนานเป็นอย่างดี แล้วเรียนถามว่า ท่านขอรับ อะไรจักมีแก่พระราชา.
กีสวัจฉดาบสตอบว่า ขอเจริญพร ความคิดประทุษร้าย ไม่มีในใจอาตมา
แต่เทพยดาฟ้าดินพิโรธ นับแต่นี้ไปเจ็ดวัน จักกระทำแว่นแคว้นทั้งสิ้นให้ป่นปี้
ท่านจงหนีไปอยู่ที่อื่นโดยเร็วเถิด. เสนาบดีนั้นสะดุ้งตกใจกลัว จึงไปกราบทูล
พระราชาให้ทรงทราบ. พระเจ้าทัณฑกีราช ทรงฟังถ้อยคำเสนาบดีแล้ว ก็มิได้
ทรงเชื่อถือ เสนาบดีนั้นจึงกลับไปยังเรือนของตน พาบุตรภรรยาหนีไปสู่แคว้น
อื่น ท่านสรภังคดาบสผู้ศาสดาจารย์ รู้เหตุนั้น แล้วส่งดาบสหนุ่มไปสองรูป
ให้เอามัญจสีวิกาหามท่านกีสวัจฉดาบสมาทางอากาศ. พระราชาทรงรบจับโจร
ได้แล้วเสด็จกลับไปยังพระนครทีเดียว. เมื่อพระราชาเสด็จมาแล้ว เทพยเจ้า
ทั้งหลายจึงบันดาลฝนให้ตกลงมาก่อน เมื่อศพทุกชนิดถูกห้วงน้ำฝนพัดไปอยู่
ฝนทรายล้วนก็ตกลง ฝนดอกไม้ทิพย์ตกลงบนยอดฝนทราย ฝนมาสกตกลง

602
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 603 (เล่ม 61)

บนยอดฝนดอกไม้ ฝนกหาปณะตกลงบนยอดฝนมาสก ฝนทิพพาภรณ์ตกลง
บนยอดกหาปณะ. มนุษย์ทั้งหลายถึงความโสมนัส เริ่มเก็บเงินทองและเครื่อง
อาภรณ์ ลำดับนั้น ฝนอาวุธอันโชติช่วงมีประการต่าง ๆ ตกลงเหนือสรีระของ
มนุษย์เหล่านั้น. มนุษย์ทั้งหลาย ขาดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่. ลำดับนั้น
ถ่านเพลิงปราศจากเปลวใหญ่โต ก็ตกลงเบื้องบนของมนุษย์เหล่านั้น ยอด-
บรรพตที่ลุกโพลงใหญ่โตตกลงเบื้องบนของมนุษย์เหล่านั้น ฝนทรายละเอียด
อันยังที่ประมาณ ๖๐ โยชน์ให้เต็ม ตกลงเบื้องบนของมนุษย์เหล่านั้น สถานที่
๖๐ โยชน์ มิได้เป็นรัฐมณฑลด้วยอาการอย่างนี้. ความที่แว่นแคว้นนั้นพินาศ
ไปอย่างนี้ ได้แพร่สะพัดไปในชมพูทวีปทั้งสิ้น.
ครั้งนั้น พระราชา ๓ พระองค์ คือ พระเจ้ากาลิงคะ ๑ พระเจ้า
อัฏฐกะ ๑ พระเจ้าภีมรถ ๑ ซึ่งเป็นใหญ่ในแคว้นติดต่อกันกับแคว้นนั้น
ทรงคิดกันว่า ได้ยินว่า ในปางก่อน พระเจ้ากลาพุกาสิราช ในพระนครพาราณสี
ประพฤติผิดในท่านขันติวาทีดาบส แล้วถูกแผ่นดินสูบ พระเจ้านาลิกีรราช
ให้สุนัขเคี้ยวกินพระดาบส และพระเจ้าอัชชุนะ ผู้ทรงกำลังแขนถึงพัน
ประพฤติผิดในท่านอังคีรสดาบส แล้วถูกแผ่นดินสูบเหมือนกัน ได้ยินว่า คราวนี้
พระเจ้าทัณฑกีราช ผิดในท่านกีสวัจฉดาบส แล้วถึงความพินาศพร้อมด้วย
แว่นแคว้น พวกเรายังไม่รู้สถานที่เกิดของพระราชาทั้งสี่เหล่านี้ เว้นท่าน
สรภังคศาสดาเสียแล้ว คนอื่นชื่อว่าสามารถ เพื่อจะบอกเรื่องนั้นแก่เราไม่มี
พวกเราจักเข้าไปถามปัญหาเหล่านั้น กษัตริย์ทั้ง ๓ พระองค์เหล่านั้นพร้อม
ด้วยข้าราชบริพารเป็นอันมาก ต่างก็เสด็จออกเพื่อจะถามปัญหา แต่พระราชา
ทั้งสามนั้น มิได้ทรงทราบว่า แม้พระราชาองค์โน้น ก็เสด็จออกแล้ว ต่างทรง
สำคัญว่า เราไปเพียงผู้เดียวเท่านั้น สมาคมแห่งกษัตริย์เหล่านั้น ได้มีไม่ไกล

603
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 604 (เล่ม 61)

จากแม่น้ำโคธาวรี พระราชาเหล่านั้น เสด็จลงจากรถแต่ละคันแล้ว เสด็จขึ้น
รถคันเดียวกันไป ทั้งสามพระองค์ถึงยังฝั่งแม่น้ำโคธาวรี ขณะนั้นท้าวสักก-
เทวราชประทับนั่งเหนือพระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ทรงคิดปัญหา ๗
ข้อ แล้วทรงรำพึงว่า เว้นท่านสรภังคศาสดาเสียแล้ว คนอื่นในมนุษยโลก
พร้อมทั้งเทวโลก ที่ชื่อว่าสามารถเพื่อจะแก้ปัญหานี้ไม่มี เราจักถามปัญหา
เหล่านี้กะท่านสรภังคศาสดานั้น พระราชาทั้ง ๓ องค์แม้เหล่านั้น มาถึงฝั่ง
แม่น้ำโคธาวรี ก็เพื่อจะถามปัญหากะท่านสรภังคศาสดา เราเองจักเป็นผู้ถาม
แม้ปัญหาของพระราชาเหล่านั้น อันเหล่าเทวดาในเทวโลกทั้งสองแวดล้อมแล้ว
เสด็จลงจากเทวโลก ในวันนั้นเอง ท่านกีสวัจฉดาบส ก็ได้ทำกาลกิริยาลง พระ
ฤๅษีทั้งหลายพันเศษ ในที่ทั้งสี่ ก็มาในที่นั้นเหมือนกัน เพื่อทำการปลงศพ
ของท่านกีสวัจฉดาบสนั้น แล้วให้ทำมณฑปไว้ และหมู่ฤๅษีพันเศษในที่ทั้ง ๕
ช่วยกันทำจิตกาธารด้วยไม้จันทน์ เพื่อตั้งสรีระของท่านกีสวัจฉดาบส แล้ว
ช่วยกันเผาสรีระศพ ฝนดอกโกสุมทิพย์ ตกลงในสถานที่ประมาณกึ่งโยชน์รอบ
สุสาน พระมหาสัตว์ให้จัดการเก็บสรีรธาตุ ของท่านกีสวัจฉดาบสแล้วเข้าไปสู่
อาศรม แวดล้อมไปด้วยหมู่ฤๅษีเหล่านั้นนั่งอยู่ ในกาลเมื่อพระราชาเหล่านั้น
มาถึงฝั่งนที เสียงแห่งกองทัพใหญ่ เสียงพาหนะ และเสียงดนตรีได้มีแล้ว
พระมหาสัตว์ได้สดับเสียงนั้น จึงเรียกอนุสิสสดาบสมาสั่งว่า พ่อคุณ เธอช่วย
ไปดูก่อนเถิด นั่นเป็นเสียงอะไร ? ท่านอนุสิสสดาบส จึงถือหม้อตักน้ำไป
ในที่นั้น พบพระราชาทั้ง ๓ องค์ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ โดยเป็นคำถามความว่า
ท่านทั้งหลายผู้ประดับแล้ว สอดใส่กุณฑล นุ่ง
ห่มผ้างดงาม เหน็บพระขรรค์มีด้ามประดับด้วยแก้ว
ไพฑูรย์ และแก้วมุกดา เป็นจอมพลรถยืนอยู่ เป็น
ใครกันหนอ ชนทั้งหลายในมนุษยโลก จะรู้จักท่าน
ทั้งหลายอย่างไร ?

604
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 605 (เล่ม 61)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวฬุริยมุตฺตา กรุขคฺคพนฺธา ความว่า
ประกอบไปด้วยพระขรรค์แก้ว มีด้ามประดับด้วยแก้วไพฑูรย์ และพู่พวงแก้ว
มุกดา. บทว่า ติฏฺฐถ ความว่า ท่านทั้งหลายยืนอยู่ในรถคันเดียวกัน. บทว่า
เก นุ ความว่า พวกท่านคือใคร คนในมนุษยโลก รู้จักพวกท่านได้อย่างไร ?
กษัตริย์ทั้งสาม สดับคำของพระดาบสแล้ว เสด็จลงจากรถถวายนมัส-
การแล้ว ประทับยืนอยู่. ในกษัตริย์ทั้ง ๓ นั้น พระเจ้าอัฏฐกราช เมื่อจะ
ทรงสนทนากับท่านอนุสิสสดาบส จึงตรัสคาถาที่ ๒ ความว่า
ข้าพเจ้าเป็นกษัตริย์ ชื่ออัฏฐกะ ท่านผู้นี้ คือ
พระเจ้าภีมรถะ ส่วนท่านผู้นี้คือ พระเจ้ากาลิงคราช
มีพระเดชฟุ้งเฟื่อง ข้าพเจ้าทั้งหลายมาในที่นี้ เพื่อเยี่ยม
ท่านฤๅษีทั้งหลายผู้สำรวมด้วยดี และเพื่อจะขอถาม
ปัญหา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุคฺคโต ความว่า เป็นผู้ปรากฏขจรไป
ดุจพระจันทร์และพระอาทิตย์. บทว่า สุสญฺญตานํ อิสีนํ ความว่า (พระ-
เจ้าอัฏฐกราชตรัสว่า) ท่านขอรับ พวกข้าพเจ้า จะมาเพื่อเล่นกีฬาในป่าก็หา
มิได้ ที่แท้พวกข้าพเจ้ามาในที่นี้ ก็เพื่อจะเยี่ยมท่านฤๅษีผู้มีศีล สำรวมดีแล้ว
ด้วยกายเป็นต้น. บทว่า ปุจฺฉิตาเยนมฺห ปญฺเห ความว่า เป็นผู้มาแล้ว
เพื่อเรียนถามปัญหากะท่านสรภังคศาสดา บัณฑิตควรทราบว่า ย อักษร ทำ
การเชื่อมกับพยัญชนะ.
ลำดับนั้น ดาบส จึงทูลพระราชาเหล่านั้นว่า ขอถวายพระพร พระ
มหาราชเจ้า ดีแล้ว พระองค์ท่านทั้งหลายเป็นผู้เสด็จมาในสถานที่ ซึ่งควรมา
โดยแท้ ถ้าเช่นนั้น ขอเชิญสรงสนานแล้วเสด็จไปยังอาศร ทรงไหว้หมู่ฤๅษี

605
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 606 (เล่ม 61)

แล้วตรัสถามปัญหากะท่านศาสดาเถิด ครั้นทำปฏิสัณฐานกับพระราชาเหล่านั้น
แล้ว จึงยกหม้อน้ำขึ้น เช็ดหยาดน้ำพลางแลดูอากาศ เห็นท้าวสักกเทวราช
แวดล้อมด้วยหมู่เทพยเจ้า เสด็จเหนือคอช้างเอราวัณตัวประเสริฐ กำลังเสด็จมา
เมื่อจะสนทนากับท้าวสักกเทวราชนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า
ท่านเหาะลอยอยู่ในอากาศเวหา ดังพระจันทร์
ลอยเด่นอยู่ ท่ามกลางท้องฟ้าในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำฉะนั้น
ดูก่อนเทพยเจ้า อาตมาภาพขอถามท่านผู้มีอานุภาพ
มาก ชนทั้งหลายในมนุษยโลก จะรู้จักท่านได้อย่างไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวหาสยํ ความว่า ท่านเหาะขึ้นไปลอย
อยู่ในกลางหาว คือบนอากาศ. บทว่า ปถทฺธุโน ความว่า เหมือนพระ
จันทร์ อันไปสู่คลองอันไกล คือตั้งอยู่ในท่ามกลางอัมพร อันเป็นแดนไกล
ฉะนั้น.
ท้าวสักกเทวราชทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๔ ความว่า
ในเทวโลกเขาเรียกข้าพเจ้าว่า สุชัมบดี ในมนุษย-
โลกเขาเรียกข้าพเจ้าว่า ท่านมฆวา ข้าพเจ้านั้น คือ ท้าว
เทวราช วันนี้มาถึงที่นี่ เพื่อขอเยี่ยมท่านฤๅษีทั้งหลาย
ผู้สำรวมแล้ว ด้วยดี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ส เทวราชา ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า
ข้าพเจ้านั้น คือท้าวสักกเทวราช. บทว่า อิทมชฺช ปตฺโต ความว่า มาสู่
สถานที่นี้ ในบัดนี้. บทว่า ทสฺสนาย ความว่า เพื่อจะเยี่ยมเยียนกราบ
นมัสการ และเพื่อถามปัญหากะท่านสรภังคศาสดาด้วย.

606
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 607 (เล่ม 61)

ลำดับนั้น ท่านอนุลิสสดาบส จึงทูลท้าวสักกเทวราชว่า ดีละพระ
มหาราชเจ้า พระองค์โปรดเสด็จมาภายหลัง ดังนี้แล้ว ถือหม้อน้ำเข้าไปสู่
อาศรม เก็บหม้อน้ำไว้แล้ว กราบเรียนความที่พระราชา ๓ พระองค์ กับ
ท้าวสักกเทวราช เสด็จมาเพื่อจะตรัสถามปัญหา แก่พระมหาสัตว์เจ้า พระ
มหาสัตว์นั้นแวดล้อมด้วยหมู่ฤๅษี นั่งอยู่ ณ โรงอันกว้างใหญ่ พระราชาทั้ง
๓ พระองค์เสด็จมาไหว้หมู่พระฤๅษี แล้วต่างประทับนั่ง ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง
ฝ่ายท้าวสักกเทวราชก็เสด็จลงมา แล้วเข้าไปหาหมู่ฤๅษี ประทับยืนประคอง
อัญชลี เมื่อทรงสรรเสริญหมู่ฤๅษี จึงถวายนมัสการ พลางตรัสคาถาที่ ๕
ความว่า
พระฤๅษีทั้งหลายของข้าพเจ้า ผู้มีฤทธิ์มาก เข้า
ถึงซึ่งอิทธิคุณ มาประชุมพร้อมกันแล้ว ปรากฏในที่
ไกล ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส ขอไหว้พระคุณเจ้าทั้งหลาย
ผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์ ในชีวโลกนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทูเร สุตา โน ความว่า เมื่อท้าวสักก
เทวราช จะทรงแสดงความนับถือ จึงตรัสอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่าน
ทั้งหลาย อันพวกข้าพเจ้าผู้สถิตอยู่ ณ เทวโลกแดนไกล ได้ยินได้ฟังแล้ว
มีคำอธิบายว่า พระฤๅษีทั้งหลายของพวกเรา ซึ่งมาประชุมกัน ณ ที่นี้ เหล่านี้
พวกข้าพเจ้าได้ยินแล้วในที่ไกล คือปรากฏระบือไปจนถึงพรหมโลก. บทว่า
มหิทฺธิกา ได้แก่ มีอานุภาพมาก. บทว่า อิทฺธิคุณูปปนฺนา ความว่า
ประกอบไปด้วยอิทธิคุณ ๕ อย่าง. บทว่า อยิเร แปลว่า ในพระคุณเจ้า.
บทว่า เย ความว่า ข้าพเจ้าขอไหว้พวกท่านซึ่งเป็นผู้ประเสริฐสุด ในหมู่
มนุษย์ ในชีวโลกนี้.

607
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 608 (เล่ม 61)

ท้าวสักกเทวราช ตรัสสรรเสริญหมู่ฤๅษีอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงหลีก
เสียซึ่งโทษแห่งการนั่ง ๖ อย่าง จึงประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น
ท่านอนุสิสสดาบส เห็นท้าวสักกเทวราช ประทับนั่ง ณ ที่ใต้ลมแห่งหมู่ฤๅษี
จึงกล่าวคาถาที่ ๖ ความว่า
กลิ่นแห่งฤๅษีทั้งหลาย ผู้บวชมานาน ย่อมออก
จากกายฟุ้งไปตามลมได้ ดูก่อนท้าวสหัสสเนตร เชิญ
มหาบพิตรถอยไปเสียจากที่นี่ ดูก่อนท้าวเทวราช
กลิ่นของฤๅษีไม่สะอาด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิรทกฺขิตานํ ความว่า ของผู้บวชสิ้น
กาลนาน. บทว่า ปฏิกฺกมฺม ความว่า ขอพระองค์โปรดเสด็จหลีกไป คือ
โปรดถอยไปเสีย. บทว่า สหสฺสเนตฺต นี้ เป็นอาลปนะ. แท้จริง ท้าวสักกะ
ก็องค์เดียวนั่นเอง (แต่) ทรงเห็นเนื้อความที่อำมาตย์พันคนคิดกันแล้ว ฉะนั้น
จึงเรียกว่า ท้าวสหัสสเนตร. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ท้าวสหัสสเนตร เพราะ
เป็นผู้สามารถก้าวล่วงอุปจารแห่งการเห็น ของเหล่าเทวดาผู้มีเนตรพันดวง.
บทว่า อสุจิ ความว่า ชื่อว่า มีกลิ่นเหม็น เพราะอบอยู่ด้วยเหงื่อไคล และ
มลทินเป็นต้น อนึ่ง ท่านทั้งหลายเป็นผู้ใคร่ความสะอาด ด้วยเหตุนั้น กลิ่นนี้
ย่อมจะเบียดเบียนท่านทั้งหลาย.
ท้าวสักกเทวราช ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาต่อไป ความว่า
กลิ่นแห่งฤๅษีทั้งหลายผู้บวชมานาน จงออก
จากกายฟุ้งไปตามลมเถิด ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ
ข้าพเจ้าทั้งหลายย่อมมุ่งหวังกลิ่นนั้น ดังพวงบุปผชาติ
อันวิจิตรมีกลิ่นหอม เพราะว่าเทวดาทั้งหลาย มิได้มี
ความสำคัญในกลิ่นนี้ ว่าเป็นปฏิกูล.

608
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 609 (เล่ม 61)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คจฺฉตุ ความว่า กลิ่นของพระฤๅษี
ทั้งหลาย จงเป็นไปตามสะดวกเถิด. อธิบายว่า จงกระทบช่องจมูกของพวก
ข้าพเจ้าเถิด. บทว่า ปฏิกงฺขาม ความว่า พวกข้าพเจ้าต้องการคือปรารถนา.
บทว่า เอตฺถ ความว่า เทวดาทั้งหลายมิได้มีความสำคัญในกลิ่นนี้ว่าน่าเกลียด
เพราะพวกเทวดาทั้งหลายพากันรังเกียจคนทุศีลจำพวกเดียว หารังเกียจคนมี
ศีลไม่.
ก็แลครั้นท้าวเทวราชกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงตรัสว่า ข้าแต่ท่านอนุสิสส
ดาบสผู้เจริญ ข้าพเจ้ามาด้วยอุตสาหะใหญ่ เพื่อจะถามปัญหา ท่านโปรดทำ
โอกาสแก่ข้าพเจ้าด้วย. ท่านอนุสิสสดาบส ได้ฟังพระดำรัสของท้าวสักกะแล้ว
จึงลุกขึ้นจากอาสนะ. เพื่อจะยังหมู่ฤๅษีให้ทำโอกาส จึงกล่าวคาถาสองคาถา
ความว่า
ท้าวมฆวาฬ สุชัมบดีเทวราช องค์ปุรินททะ
ผู้เป็นใหญ่แห่งภูต มีพระยศ เป็นจอมแห่งทวยเทพ
ทรงย่ำยีหมู่อสูร ทรงรอคอยโอกาส เพื่อตรัสถามปัญหา.
บรรดาฤๅษีผู้เป็นบัณฑิตเหล่านี้ ณ ที่นี้ ใคร
เล่าหนอถูกถามแล้วจักพยากรณ์ปัญหาอันสุขุม ของ
พระราชาทั้ง ๓ พระองค์ ผู้เป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์ และ
ของท้าววาสวะ ผู้เป็นจอมแห่งทวยเทพได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุรินฺทโท เป็นต้น เป็นคุณนามของ
ท้าวสักกะนั่นเอง. แท้จริง เพราะท้าวสักกะนั้นให้ทานในก่อน จึงชื่อปุรินททะ
เพราะเป็นใหญ่ในหมู่ภูตนิกาย จึงชื่อ ภูตบดี เพราะถึงพร้อมด้วยบริวารจึง
ชื่อว่า มียศ เพราะเป็นอิสระยิ่ง จึงชื่อเทวานมินทะ เพราะทรงกระทำวัตรบท

609
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 610 (เล่ม 61)

เจ็ดประการด้วยดี จึงชื่อสักกะ ชื่อมฆวะ ด้วยสามารถนามในชาติก่อน เพราะ
เป็นพระสวามีของนางสุชาดา อสุรกัญญา จึงชื่อสุชัมบดี เพราะยังใจของ
ทวยเทพให้ยินดี จึงชื่อเทวราช. บทว่า โกเนว ตัดบทออกเป็น โก นุ เอว
แปลว่า ก็ใครเล่าหนอ ? บทว่า นิปุเณ ได้แก่ ปัญหาอันละเอียดสุขุม.
บทว่า รญฺญํ ได้แก่ ของพระราชาทั้งหลาย. อธิบายว่า อนุสิสสดาบสกล่าวว่า
บรรดาท่านฤๅษีผู้เป็นบัณฑิตเหล่านี้ ใครจักยึดพระทัยของพระราชาทั้งสี่องค์
เหล่านี้ แล้วกล่าวแก้ปัญหาอันละเอียดสุขุมได้ ท่านทั้งหลายจงทราบถึงผู้ที่
สามารถเพื่อจะกล่าวแก้ปัญหาของพระราชาเหล่านั้นเถิด.
หมู่ฤๅษีได้ยินดังนั้น จึงกล่าวว่า ดูก่อนท่านอนุสิสสะ ผู้นิรทุกข์
ท่านยืนพูดอยู่บนแผ่นดิน เหมือนไม่เห็นแผ่นดิน เว้นท่านสรภังคศาสดาเสีย
แล้ว คนอื่นใครเล่าจักเป็นผู้สามารถ เพื่อจะแก้ปัญหาของพระราชาเหล่านั้น
ได้ ดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถา ความว่า
ท่านสรภังคฤๅษีผู้เรืองตบะนี้ เว้นจากเมถุน-
ธรรมตั้งแต่เกิดมา เป็นบุตรของปุโรหิตาจารย์ ได้รับ
ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ท่านจักพยากรณ์ปัญหาของ
พระราชาเหล่านั้นได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สรภงฺโค ความว่า พระฤๅษียิงลูกธนู
แล้ว แสดงศิลปะ เช่น สรปาการศิลปะเป็นต้นในอากาศ แล้วทำให้แยกหัก
ไป ดุจยังลูกศรเหล่านั้นให้ตกไป โดยธนูลูกเดียวอีก ฉะนั้น จึงชื่อว่า สรภังคะ.
บทว่า เมถุนสฺมา ความว่า เว้นจากเมถุนธรรม. ได้ยินว่า ท่านยังมิได้เคย
เสพเมถุนธรรม มาบวชแล้ว. บทว่า อาจริยปุตฺโต ความว่า ท่านเป็นบุตร
ของปุโรหิต ผู้เป็นอาจารย์ของพระราชา.

610
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 611 (เล่ม 61)

ครั้นหมู่ฤๅษีกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงบอกอนุสิสสดาบสว่า ดูก่อนท่าน
ผู้นิรทุกข์ ท่านนั่นแหละจงไหว้ท่านศาสดา ขอให้ให้โอกาสเพื่อจะแก้ปัญหา
อันท้าวสักกเทวราชถาม ตามถ้อยคำของหมู่ฤๅษี. ท่านอนุสิสสดาบสรับคำแล้ว
ไหว้ท่านศาสดาเมื่อจะขอโอกาส จึงกล่าวคาถาลำดับต่อไปว่า
ข้าแต่ท่านโกณฑัญญะ ขอท่านได้โปรดพยากรณ์
ปัญหา ฤๅษีทั้งหลายผู้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ พากัน
ขอร้องท่าน ข้าแต่ท่านโกณฑัญญะ ภาระนี้ย่อมมาถึง
ท่านผู้เจริญด้วยปัญญา ข้อนี้เป็นธรรมดาในหมู่มนุษย์.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้น ดังต่อไปนี้ อนุสิสสดาบสเรียกท่าน
สรภังคดาบส ว่า โกณฑัญญะ โดยโคตร. บทว่า ธมฺโม ได้แก่ สภาวธรรม.
บทว่า ยํ วุฑฺฒํ ความว่า อนุสิสสดาบสกล่าวว่า ชื่อว่า ภาระคือการวิสัชนา
ปัญหานี้ ย่อมมาถึงบุรุษผู้มีปัญญาอันเจริญ นั่นเป็นสภาวธรรมในหมู่มนุษย์
เพราะฉะนั้น ท่านโปรดแก้ปัญหาของท้าวเทวราชทำให้ปรากฏ เหมือนยัง
ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ให้ตั้งขึ้นพันดวงฉะนั้น.
ลำดับนั้น เมื่อพระมหาบุรุษจะกระทำโอกาส จึงกล่าวคาถาเป็นลำดับ
ต่อไป ความว่า
มหาบพิตรผู้เจริญทั้งหลาย อาตมาภาพให้โอกาส
แล้ว เชิญตรัสถามปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง ตาม
พระหฤทัยปรารถนาเถิด ก็อาตมาภาพรู้โลกนี้และโลก
หน้าด้วยตนเองแล้ว จักพยากรณ์ปัญหานั้น ๆ แก่
มหาบพิตรทั้งหลาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ กิญฺจิ ความว่า ท่านสรภังคดาบส
ปวารณาซึ่งสัพพัญญูปวารณาว่า ท่านมหาบพิตรผู้เจริญทั้งหลาย เชิญตรัสถาม

611