พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 572 (เล่ม 61)

บทว่า อนุฏฺฐหติ ความว่า ย่อมกระทำซึ่งกิจนั้น ๆ ในกาลนั้น ๆ. บทว่า
ตสฺส ความว่า ผลแห่งกรรมของบุคคลนั้นย่อมสำเร็จ คือย่อมเผล็ดผล.
บทว่า อนายตนสีลสฺส ความว่า กรรมคือความเป็นผู้ทุศีล มิใช่
บ่อเกิดแห่งลาภยศและความสุข ท่านเรียกว่ากรรมมิใช่บ่อเกิด เมื่อบุคคลผู้มี
ปกติอย่างนั้น คือบุคคลผู้ประกอบด้วยกรรม คือความเป็นผู้ทุศีลนั้น คบหา
อยู่ซึ่งบุคคลผู้ทุศีล ซึ่งเป็นผู้มิใช่บ่อเกิดอย่างเดียว ในกาลเป็นที่กระทำกุศล
กรรม. บทว่า นิพฺพินฺทิยการิสฺส ความว่า ผู้เบื่อหน่าย เอือมระอาใจ
กระทำการ. อธิบายว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ประโยชน์แห่งการงานของบุคคลเห็น
ปานนี้ ย่อมไม่เผล็ดผล คือไม่สำเร็จโดยชอบ ได้แก่ไม่นำไปสู่ฉกามาพจร
สวรรค์ อันเป็นยอดแห่งสกุลทั้งสาม.
บทว่า อชฺฌตฺตญฺจ ความว่า เมื่อบุคคลประกอบซึ่งนิยกัชฌตธรรม
ของตน ด้วยสามารถแห่งความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. บทว่า ตถายตน-
เสวิโน ความว่า คบหาบุคคลผู้มีปกติเช่นนั้นอย่างเดียว. บทว่า วิปจฺจติ
ความว่า ประโยชน์ของเขาย่อมสำเร็จโดยชอบ คือย่อมให้ซึ่งยศอันยิ่งใหญ่.
บทว่า โยคปฺปโยคสงฺขาตํ ได้แก่ ปัญญาอันเป็นส่วนแห่งการ
ประกอบ ในเหตุการณ์อันสมควรประกอบ ในเพราะความเพียร. บทว่า
สมฺภุตสฺส ความว่า จงเสพการตามรักษาทรัพย์ ที่ทำการรวบรวมไว้. บทว่า
ตานิ ตฺวํ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ขอพระองค์จงเสพการตามรักษาทรัพย์
ที่ทำการรวบรวมไว้ โปรดเสพคำสอนสองข้อข้างต้นนี้ และเหตุผลทั้งหมด
ดังที่ข้าพระพุทธเจ้าได้ทูลแล้ว จงกระทำโอวาทที่ทูลมาแล้วไว้ในพระหฤทัย
แล้วทรงรักษาพระราชทรัพย์ ในพระคลังของพระองค์เถิด. บทว่า มา
อกฺมฺมาย รนฺธยิ ความว่า พระองค์อย่าทรงทำลาย โดยทางอันไม่สมควร

572
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 573 (เล่ม 61)

ไม่มีเหตุผล คืออย่าเผาผลาญพระราชทรัพย์นั้น ได้แก่ อย่าทรงยังพระราช
ทรัพย์นั้นให้พินาศ. เพราะเหตุไร ? บทว่า อกมฺมุนา ความว่า เพราะ
กระทำกรรมอันไม่สมควร บุคคลผู้มีปัญญาทราม ผลาญทรัพย์ของตนพินาศ
แล้ว ภายหลังตกทุกข์ได้ยาก. บทว่า นฬาคารํว สีทติ ความว่า เรือนไม้อ้อ
อันเก่าคร่ำคร่า ตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมล้มทลายไปตั้งแต่โคน ฉันใด คนมี
ปัญญาทราม ผลาญทรัพย์ให้พินาศโดยไม่มีเหตุผล ย่อมบังเกิดในอบายฉันนั้น.
พระโพธิสัตว์ พรรณนากำลัง ๕ อย่าง โดยฐานะมีประมาณเท่านี้
อย่างนี้แล้ว ยกกำลังคือปัญญาขึ้นกล่าว เหมือนบุคคลนำมณฑลแห่งพระจันทร์
ไป เมื่อจะถวายโอวาทแก่พระราชา ด้วยคาถาทั้ง ๑๐ ในบัดนี้ จึงกล่าวคาถา
ความว่า
ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ
ธรรม ในพระราชมารดา พระราชบิดา ครั้นทรง
ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์.
ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ
ธรรม ในพระราชโอรสและพระอัครมเหสี ครั้นทรง
ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์.
ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ
ธรรม ในมิตรและอำมาตย์ ครั้นทรงประพฤติธรรม
ในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์.
ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติ
ธรรม ในพาหนะและพลนิกาย ครั้นทรงประพฤติ
ธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์.

573
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 574 (เล่ม 61)

ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ
ธรรม ในชาวบ้านและชาวนิคม ครั้นทรงประพฤติ
ธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์.
ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ
ธรรม ในสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย ครั้นทรง
ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์.
ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ
ธรรม ในเนื้อและนก ครั้นทรงประพฤติธรรมใน
โลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์.
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประ-
พฤติธรรม เพราะธรรมที่บุคคลประพฤติแล้ว ย่อม
นำความสุขมาให้ ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมใน
โลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์.
ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ
ธรรม เพราะว่า พระอินทร์ ทวยเทพพร้อมทั้งพรหม
ถึงทิพยสถานได้ด้วยธรรมอันตนประพฤติดีแล้ว ข้าแต่
บรมกษัตริย์ ขอพระองค์อย่าทรงประมาทธรรมเลย.
ในคาถาทั้ง ๑๐ นั้น พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑ ก่อน. บทว่า อิธ
ธมฺมํ ความว่า ขอพระองค์จงทรงประพฤติมาตาปิตุอุปัฏฐานธรรม. พระ
มหาสัตว์กล่าวว่า พระองค์โปรดเสด็จลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ แล้วจัดแจงน้ำบ้วนปาก
และไม้สีฟันเป็นต้น กระทำการบริหารสรีรกิจทุกอย่าง ยังมาตาปิตุอุปัฏฐาน
ธรรมให้เต็มบริบูรณ์.

574
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 575 (เล่ม 61)

บทว่า ปุตฺตทาเรสุ ความว่า บิดาห้ามบุตรธิดาจากความชั่วก่อน
ให้ตั้งอยู่ในกรรมอันงาม ให้เล่าเรียนศิลปวิทยา ในเวลาเจริญวัย จัดการทำ
อาวาหมงคล และวิวาหมงคล ด้วยตระกูลและวัยอันคู่ควรกัน มอบทรัพย์ให้
ในสมัย ชื่อว่าประพฤติธรรมในบุตรธิดา. สามียกย่องนับถือภรรยา ไม่ประพฤติ
นอกใจ มอบความเป็นใหญ่ให้ ให้เครื่องประดับ ชื่อว่าประพฤติธรรมใน
ภรรยา.
บทว่า มิตฺตามจฺเจสุ ความว่า พระราชาสงเคราะห์มิตรและอำมาตย์
ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ไม่แกล้งกล่าวให้คลาดจากความจริง ชื่อว่าประพฤติธรรม
ในมิตรและอำมาตย์เหล่านั้น.
บทว่า พาหเนสุ พเลสุ จ ความว่า พระราชาพระราชทานสิ่งที่
ควรพระราชทาน แก่พาหนะเช่นช้างม้าเป็นต้น และแก่พลนิกาย ทำการเชิดชู
ไม่ใช้ช้างม้าเป็นต้น ในการงาน ในเวลาแก่ ชื่อว่าประพฤติธรรมในพาหนะ
และพลนิกายเหล่านั้น.
บทว่า คาเมสุ นิคเมสุ จ ความว่า พระราชาเมื่อไม่เบียดเบียน
บีบคั้นชาวบ้านและชาวนิคม ด้วยอาชญาและส่วยสาอากร ชื่อว่าประพฤติธรรม
ในชาวบ้านและชาวนิคมเหล่านั้น.
บทว่า รฏฺเฐสุ ชนปเทสุ จ ความว่า พระราชาเบียดเบียนชาว
แว่นแคว้น และชาวชนบทให้ลำบาก โดยใช่เหตุ ไม่เข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเกื้อกูล
ชื่อว่าประพฤติอธรรมในแว่นแคว้นและชนบทนั้น ถ้าไม่เบียดเบียนบีบคั้น
แผ่ (เมตตา) ไปด้วยจิตเกื้อกูล ชื่อว่าประพฤติธรรมในแว่นแคว้นและชนบท
นั้น.
บทว่า สมเณ พฺราหฺมเณสุ จ ความว่า พระราชาเมื่อพระราชทาน
จตุปัจจัยแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ชื่อว่าประพฤติธรรมในสมณะและพราหมณ์.

575
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 576 (เล่ม 61)

บทว่า มิคปกฺเขสุ จ ความว่า พระราชาเมื่อพระราชทานอภัยแก่
สัตว์สี่เท้าและนกทั้งปวง ชื่อว่าประพฤติธรรมในมฤคชาติและหมู่ปักษีเหล่านั้น.
บทว่า ธมฺโม สุจิณฺโณ ความว่า ธรรมที่ประพฤติสม่ำเสมอ
อันพระราชาประพฤติแล้ว คือ นิสัมมจริยธรรมอันพระราชาทรงประพฤติแล้ว.
บทว่า สุขาวโห ความว่า ย่อมนำมาซึ่งความสุขในกุลสมบัติ ๓ และฉกามา-
พจรสวรรค์.
บทว่า สุจิณฺเณน ความว่า เพราะกายสุจริตเป็นต้น ที่พระองค์ทรง
ประพฤติแล้วในโลกนี้ อันพระองค์ทรงประพฤติดีแล้ว. บทว่า ทิวํ ปตฺตา
ความว่า พระอินทร์ เทพยดาพร้อมทั้งพรหม ไปสู่ทิพยสถาน กล่าวคือ เทวโลก
และพรหมโลก ได้แก่เกิดเป็นผู้ได้ทิพยสมบัติ ในทิพยสถานนั้น. บทว่า
มา ธมฺมํ ราช ปมาโท ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เพราะฉะนั้น
พระองค์แม้ถึงจะต้องสละพระชนมชีพ ก็อย่าทรงประมาทซึ่งธรรม.
พระมหาสัตว์กล่าวคาถา แสดงธรรมจรรยาสิบอย่างดังนี้แล้ว เมื่อจะ
โอวาทให้ยิ่งขึ้นไป จึงกล่าวคาถาสุดท้ายความว่า
ข้อความที่ข้าพระองค์กราบทูลแล้วในปัญหาของ
พระองค์นั้น เป็นวัตรบท ข้อนี้แลเป็นอนุสาสนี ขอ
พระองค์จงทรงคบหาสมาคม กับผู้มีปัญญา จงเป็นผู้
มีกัลยาณธรรม พระองค์ทรงทราบความข้อนั้นด้วย
พระองค์เองแล้ว จงทรงปฏิบัติให้ครบถ้วนเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺเถว เต วตฺตปทา นี้ พึงประกอบ
โดยนัยก่อนนั้นเทอญ. บทว่า สปฺปญฺญเสวิ กลฺยาณี สมตฺตํ สาม ตํ วิทู
ความว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์โปรดคบหาบุคคลที่มีปัญญาเป็นนิตยกาล

576
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 577 (เล่ม 61)

จงประกอบด้วยคุณอันงาม ทรงรู้แจ้งเองเต็มที่บริบูรณ์ คือทรงทราบชัด โดย
ประจักษ์ด้วยพระองค์เองแล้ว โปรดปฏิบัติโอวาทตามที่ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูล
แล้ว ตามที่ทูลพร่ำสอนเถิด.
พระมหาสัตว์แสดงธรรมด้วยพุทธลีลาอย่างนี้ ประหนึ่งเทพยเจ้าผู้วิเศษ
ยังอากาศคงคาให้ตกลงมาฉะนั้น มหาชน ได้กระทำมหาสักการะ แล้วให้สาธุการ
นับเป็นพัน. พระราชา ทรงดีพระทัย ตรัสเรียกอำมาตย์มาดำรัสถามว่า ดูก่อน
อำมาตย์ผู้เจริญทังหลาย เจ้าชัมพุกบัณฑิตผู้มีจะงอยปากเสมอด้วยผลชมพู่อ่อน
ซึ่งเป็นบุตรของเรา ผู้กล่าวอยู่อย่างนี้ เราควรทำการตอบแทนด้วยสิ่งใด ?
อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ขอเดชะ ควรทำการตอบแทนด้วยตำแหน่งเสนาบดี
พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เราจักพระราชทานตำแหน่งเสนาบดี
แก่เจ้าชัมพุกะนั้น แล้วทรงแต่งตั้งนกชัมพุกโพธิสัตว์ไว้ในฐานันดรศักดิ์ นับแต่
นั้นมา นกชัมพุกโพธิสัตว์ ดำรงอยู่ในตำแหน่งเสนาบดี ได้ทำการสนอง
ราชกิจของพระราชบิดา. สักการะมากมายได้มีแก่นกทั้งสาม แม้นกทั้งสาม
ก็พากันอนุศาสน์พร่ำสอนอรรถและธรรมถวายแด่พระราชา พระราชาทรงตั้ง
อยู่ในโอวาทของมหาสัตว์ ทรงบำเพ็ญบุญกุศลมีทานเป็นต้น แล้วเป็นผู้มี
สวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. อำมาตย์ทั้งหลายพากันจัดการถวายพระเพลิง
พระบรมศพของพระราชา แล้วแจ้งแก่นกทั้งสามกล่าวว่า ข้าแต่ท่านชัมพุกะ
พระราชาได้ทรงทำราชพินัยกรรมให้ยกเศวตฉัตรแก่ท่าน. พระมหาสัตว์ตอบว่า
เราไม่ต้องการด้วยราชสมบัติ ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาท ปกครองเถิด
แล้วยังมหาชนให้ตั้งมั่นอยู่ในศีล แนะนำว่าพวกท่านพึงยังการวินิจฉัยธรรมให้
เป็นไปอย่างนี้ แล้วให้จารึกหลักการวินิจฉัยข้อธรรมลงในสุพรรณบัฏ แล้ว
กลับเข้าสู่ป่า โอวาทของมหาสัตว์นั้นเป็นไปชั่วสี่หมื่นปี.

577
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 578 (เล่ม 61)

พระศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้ ด้วยสามารถแห่งโอวาทแต่
พระราชา แล้วทรงประชุมชาดกว่าพระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์
นางนกกุณฑลินี ได้มาเป็นนางอุบลวรรณา นกเวสสันดร ได้มาเป็น
พระสารีบุตร ราชอำมาตย์ได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนนกชัมพุกะ ได้มาเป็น
เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาเตสกุณชาดก
๒. สรภังคชาดก
ว่าด้วยสรภังคดาบสเฉลยปัญหา
[๒๔๔๖] (อนุสิสสดาบส ถามว่า) ท่านทั้งหลาย
ผู้ประดับแล้ว สอดใส่กุณฑล นุ่งห่มผ้างดงาม เหน็บ
พระขรรค์มีด้ามประดับด้วยแก้วไพฑูรย์ และแก้ว
มุกดา เป็นจอมพลรถยืนอยู่ เป็นใครกันหนอ ชน
ทั้งหลายในมนุษยโลก จะรู้จักท่านทั้งหลายอย่างไร ?
[๒๔๔๗] (พระเจ้าอัฏฐกราช ตรัสว่า) ข้าพเจ้าเป็น
กษัตริย์ชื่ออัฏฐกะ ท่านผู้นี้คือพระเจ้าภีมรถะ ส่วน-
ท่านผู้นี้คือพระเจ้ากาลิงคราช มีพระเดชฟุ้งเฟื่อง
ข้าพเจ้าทั้งหลายมาในที่นี้ เพื่อเยี่ยมท่านฤๅษีทั้งหลาย
ผู้สำรวมด้วยดี และเพื่อจะขอถามปัญหา.

578
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 579 (เล่ม 61)

[๒๔๔๘] (อนุสิสสดาบส กล่าวว่า) ท่านเหาะลอย
อยู่ในอากาศเวหา ดังพระจันทร์ลอยเด่นอยู่ท่ามกลาง
ท้องฟ้า ในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ ฉะนั้น ดูก่อนเทพยเจ้า
อาตมภาพขอถามท่านผู้มีอานุภาพมาก ชนทั้งหลายใน
มนุษยโลก จะรู้จักท่านได้อย่างไร ?
[๒๔๔๙] (ท้าวสักกเทวราช ตรัสว่า) ในเทวโลก
เขาเรียกข้าพเจ้าว่า สุชัมบดี ในมนุษยโลก เขาเรียก
ข้าพเจ้าว่า ท้าวมฆวา ข้าพเจ้านั้น คือท้าวเทวราช
วันนี้มาถึงที่นี่ เพื่อขอเยี่ยมท่านฤๅษีทั้งหลาย ผู้สำรวม
แล้วด้วยดี.
[๒๔๕๐] พระฤๅษีทั้งหลายของข้าพเจ้า ผู้มีฤทธิ์
มาก เข้าถึงซึ่งอิทธิคุณ มาประชุมพร้อมกันแล้วปรากฏ
ในที่ไกล ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส ขอไหว้พระคุณเจ้า
ทั้งหลาย ผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์ ในชีวโลกนี้.
[๒๔๕๑] (อนุสิสสดาบส ทูลว่า) กลิ่นแห่งฤๅษี
ทั้งหลาย ผู้บวชมานาน ย่อมออกจากกายฟุ้งไปตาม
ลมได้ ดูก่อนท้าวสหัสสเนตร เชิญมหาบพิตร ถอยไป
เสียจากที่นี่ ดูก่อนท้าวเทวราช กลิ่นของฤๅษีทั้งหลาย
ไม่สะอาด.
[๒๔๕๒] (ท้าวสักกเทวราช ตรัสว่า) กลิ่นแห่ง
ฤๅษีทั้งหลายผู้บวชมานาน จงออกจากกายฟุ้งไปตาม
ลมเถิด ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย

579
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 580 (เล่ม 61)

ย่อมมุ่งหวังกลิ่นนั้น ดังพวงบุปผชาติอันวิจิตรมีกลิ่น-
หอม เพราะว่าเทวดาทั้งหลาย มิได้มีความสำคัญใน
กลิ่นนี้ ว่าเป็นปฏิกูล.
[๒๔๕๓] (อนุสิสสดาบส กล่าวว่า) ท้าวมฆวาฬ
สุชัมบดี เทวราช องค์ปุรินททะ ผู้เป็นใหญ่แห่งภูต
มีพระยศ เป็นจอมแห่งทวยเทพ ทรงย่ำยีหมู่อสูร
ทรงรอคอยโอกาส เพื่อตรัสถามปัญหา.
บรรดาหมู่ฤๅษีผู้เป็นบัณฑิตเหล่านี้ ณ ที่นี้ ใคร
เล่าหนอถูกถามแล้ว จักพยากรณ์ปัญหาอันสุขุม ของ
พระราขาทั้ง ๓ พระองค์ ผู้เป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์
และของท้าววาสวะ ผู้เป็นจอมแห่งทวยเทพได้.
[๒๔๕๔] (หมู่ฤาษี กล่าวว่า) ท่านสรภังคฤๅษี
ผู้เรืองตบะนี้ เว้นจากเมถุนธรรม ตั้งแต่เกิดมา เป็น
บุตรของปุโรหิตาจารย์ ได้รับฝึกฝนมาเป็นอย่างดี
ท่านจะพยากรณ์ปัญหา ของพระราชาเหล่านั้นได้.
[๒๔๕๕] (อนุสิสสดาบส กล่าวว่า) ข้าแต่ท่าน
โกณฑัญญะ ขอท่านได้โปรดพยากรณ์ปัญหา ฤๅษีทั้ง
หลายผู้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ พากันขอร้องท่าน ข้า-
แต่ท่านโกณฑัญญะ ภาระนี้ย่อมมาถึงท่านผู้เจริญด้วย
ปัญญา ข้อนี้เป็นธรรมดาในหมู่มนุษย์.
[๒๔๕๖] (สรภังคดาบส ทูลว่า) มหาบพิตรผู้
เจริญทั้งหลาย อาตมาภาพให้โอกาสแล้ว เชิญตรัส

580
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 581 (เล่ม 61)

ถามปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามพระหฤทัยปรารถนา
เถิด ก็อาตมาภาพรู้โลกนี้ และโลกหน้า ด้วยตนเอง
แล้วจักพยากรณ์ปัญหานั้น ๆ แก่มหาบพิตรทั้งหลาย.
[๒๔๕๗] ลำดับนั้น ท้าวมฆวาฬสักกเทวราช
ปุรินททะ ทรงเห็นประโยชน์ ได้ตรัสถามปัญหาอัน
เป็นปฐม ดังที่พระทัยปรารถนาว่า
บุคคลฆ่าซึ่งอะไรสิ จึงจะไม่เศร้าโศกในกาล
ไหนๆ ฤๅษีทั้งหลายย่อมสรรเสริญการละอะไร บุคคล
พึงอดทนคำหยาบ ที่ใคร ๆ ในโลกนี้กล่าวแล้ว ข้า
แต่ท่านโกณฑัญญะ ขอท่านได้โปรดบอกความข้อนี้
แก่โยมเถิด.
[๒๔๕๘] (สรภังคดาบส ทูลว่า) บุคคลฆ่าความ
โกรธได้แล้ว จึงจะไม่เศร้าโศกในกาลไหน ๆ ฤๅษี
ทั้งหลายย่อมสรรเสริญการละความลบหลู่ บุคคลควร
อดทนคำหยาบ ที่ชนทั้งปวงกล่าว สัตบุรุษทั้งหลาย
กล่าวความอดทนนี้ว่า สูงสุด.
[๒๔๕๙] (ท้าวสักกเทวราช ตรัสว่า) บุคคลอาจจะ
อดทนถ้อยคำของคนทั้งสองจำพวกได้ คือคนที่เสมอ
กัน ๑ คนที่ประเสริฐกว่าตน ๑ จะอดทนถ้อยคำของ
คนเลวกว่า ได้อย่างไรหนอ ข้าแต่ท่านโกณฑัญญะ
ขอท่านได้โปรดบอกความข้อนี้แก่โยมเถิด.

581