พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 552 (เล่ม 61)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฐเมเนว วิตถํ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ
ธรรมดาพระราชา ควรห้ามมุสาวาทเสียแต่ตอนต้น. อธิบายว่า แว่นแคว้น
ของพระราชาผู้ตรัสมุสา ย่อมไม่มีโอชา. สิ่งสักว่า รัตนะเจ็ด ย่อมเข้าไป
ภายใต้สถานที่กระทำโอชาในแผ่นดิน. แต่นั้น ในอาหาร ในน้ำมัน น้ำผึ้ง
น้ำอ้อยเป็นต้น หรือในโอสถทั้งหลาย ย่อมหาโอชามิได้. ประชาชนบริโภค
อาหารขาดโอชา ย่อมเกิดเจ็บป่วยไข้มาก. รายได้ทั้งทางบกทางน้ำ ย่อมไม่
เกิดขึ้นในแว่นแคว้น เมื่อรายได้ไม่เกิด พระราชาก็ต้องถึงความยากลำบาก.
พระองค์ย่อมไม่ทรงสามารถสงเคราะห์เสวกามาตย์ได้. เหล่าเสวกามาตย์ มิได้
รับสงเคราะห์ ต่างก็จะไม่มองดูพระราชา ด้วยจิตเคารพยำเกรง. ข้าแต่เสด็จพ่อ
ขึ้นชื่อว่ามุสาวาทนี้ ขาดโอชาอย่างนี้. ฉะนั้น จึงไม่ควรกล่าวมุสาวาทนั้น
แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต. แต่ควรกำหนดถือเอาสุภาษิตข้อที่ว่า ความสัตย์ดีกว่า
รสทั้งหลาย ดังนี้เท่านั้น. อนึ่ง ขึ้นชื่อว่า มุสาวาทเป็นเครื่องกำจัดคุณความดี
มีความวิบัติเป็นที่สุด กระทำให้มีอเวจีเป็นเบื้องหน้าในวารจิตที่สอง. อนึ่ง
ในเนื้อความนี้ ควรแสดงเจติยชาดก มีอาทิว่า ธรรมแลอันบุคคลกำจัดแล้ว
ย่อมกำจัดเขา ดังนี้.
บทว่า โกธํ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ธรรมดาพระราชาควรห้าม
แม้ความโกรธอันมีความขัดเคืองเป็นลักษณะก่อนเหมือนกัน. ข้าแต่เสด็จพ่อ
เพราะว่า ความโกรธของคนเหล่าอื่น ย่อมไม่ถึงจุดเดือดรวดเร็ว แต่ของ
พระราชาย่อมถึง. ธรรมดาพระราชาทั้งหลาย มีวาจาเป็นอาวุธ กริ้วแล้ว
ย่อมยังคนอื่นให้พินาศได้ แม้ด้วยอาการเพียงทรงชำเลืองดู เพราะฉะนั้น
พระราชาอย่ามีความโกรธเกินกว่าคนอื่น ๆ ควรเพรียบพร้อมด้วยขันติคุณ
เมตตาคุณ และความเอื้อเอ็นดู แลดูพสกนิกรเหมือนโอรสที่รักของตน. ข้าแต่

552
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 553 (เล่ม 61)

เสด็จพ่อ ก็พระราชผู้ยิ่งด้วยความโกรธเป็นเจ้าเรือน ย่อมไม่สามารถรักษา
พระเกียรติยศที่เกิดขึ้นได้ อนึ่ง เพื่อแสดงเนื้อความนี้ ควรแสดงขันติวาทีชาดก
แลจุลลธัมมปาลชาดก. แท้จริง ในจุลลธัมมปาลชาดก พระเจ้ามหาปตาปนราช
ตรัสสั่งให้ปลงพระชนม์พระราชโอรส เมื่อพระเทวีมีพระหทัยแตกสิ้นพระชนมชีพ
เพราะเศร้าโศกถึงพระโอรสแล้ว แม้พระองค์เองก็เศร้าโศกถึงพระเทวี มี
พระหทัยแตกสวรรคตไปเหมือนกัน. ครั้งนั้น อำมาตย์ทั้งหลายต้องถวาย
พระเพลิง ณ พระเมรุมาศแห่งเดียวกัน ถึง ๓ พระศพ. เพราะฉะนั้น พระ-
ราชาควรเว้นมุสาวาทเป็นอันดับแรก อันดับที่สองควรเว้นความโกรธ.
บทว่า หาสํ ได้แก่ ความรื่นเริง. อนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน.
อธิบายว่า พระราชาควรหักห้ามความเป็นคนขี้เล่น ในราชกิจต่าง ๆ ด้วย
ความมีพระหฤทัยฮึกเหิม คือห้ามความสนุกสนานเสีย. ข้าแต่พระราชบิดา
ธรรมดาพระราชาไม่ควรจะเป็นคนขี้เล่น ไม่ควรจะเชื่อถือผู้อื่น ต้องจัดการ
ราชกิจทุกอย่าง โดยประจักษ์แจ้งแก่พระองค์เองเท่านั้น เพราะพระราชามี
พระหฤทัยฮึกเหิมแล้ว เมื่อทรงกระทำราชกิจจะไม่พินิจพิจารณา ย่อมยัง
พระอิสริยยศที่ได้แล้วให้พินาศ. อนึ่ง เนื้อความในอธิการนี้ ควรแสดงความ
ที่พระเจ้าทัณฑกีราชในสรภังคชาดก ทรงเชื่อถ้อยคำของปุโรหิต แล้วผิดใน
ท่านกีสวัจฉดาบส ขาดสูญพร้อมด้วยรัฐมณฑลบังเกิดในกุกกุลนรก ควร
แสดงความที่พระเจ้าเมชฌราช ในมาตังคชาดก ทรงเชื่อถ้อยคำของพวก
พราหมณ์ ผิดในท่านมาตังคดาบส แล้วขาดสูญไปพร้อมกับรัฐมณฑล บังเกิด
ในนรก และควรแสดงความที่ตระกูลวาสุเทพ เชื่อถือถ้อยคำของราชทารก
พี่น้องสิบคนผู้หลงงมงาย แล้วผิดในท่านกัณหทีปายนดาบส ถึงความพินาศ
ฉิบหายไปในฆฏปัณฑิตชาดก.

553
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 554 (เล่ม 61)

บทว่า ตโต กิจฺจานิ กาเรยฺย ความว่า ข้าแต่พระราชบิดา
พระราชาเว้นมุสาวาทเป็นอันดับแรก ความโกรธเป็นอันดับที่สอง ความ
สนุกสนานไม่เป็นธรรม เป็นอันดับที่สามแล้ว ต่อแต่นั้น จึงควรตรัสสั่งให้
กระทำราชกิจที่ควรทำต่อชาวแว่นแคว้น ในภายหลัง. บทว่า ตํ วตํ อาหุ
ขตฺติย ความว่า ข้าแต่พระขัตติยมหาราช คำใดที่ข้าพเจ้าทูลแล้ว โปราณก
บัณฑิตกล่าวคำนั้นว่า เป็นวัตรสมาทานของพระราชา. บทว่า น ตํ กยิรา
ความว่า ข้าแต่พระราชบิดา กรรมใดอันเป็นเครื่องทำความร้อนใจในภายหลัง
ด้วยสามารถแห่งกิเลสมีราคะเป็นต้น ซึ่งเป็นของที่พระองค์ทรงกระทำไว้แล้ว
ต่อกรรมที่ทำไว้ก่อนนั้นมา พระองค์ไม่ควรทำ คืออย่าทรงทำกรรมเช่นนั้นอีก.
บทว่า วุจฺจเต ความว่า นั้นท่านกล่าวว่า เป็นความทุกข์ของพระราชา.
โปราณกบัณฑิตทั้งหลายกล่าวไว้อย่างนี้.
บทว่า สิรี จ ความว่า นกเวสสันดรนำเหตุการณ์ที่เป็นไปในเมือง
พาราณสีเมื่อก่อน มากล่าวแสดงเช่นนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อพฺรวุํ
ความว่า สิริเทพยเจ้าถูกสุจิปริวารเศรษฐีถาม บอกแล้ว. บทว่า อุฏฺฐาเน
วิริเย ความว่า สิริเทพยเจ้ากล่าวว่า คนใดตั้งมั่นอยู่ในความหมั่นขยัน และ
ให้ความเพียร ทั้งเห็นสมบัติของผู้อื่นแล้วไม่ริษยา ข้าพเจ้ารื่นรมย์ในคนผู้นั้น.
นกเวสสันดรกล่าวถึงสิริเทพยเจ้าก่อนอย่างนี้. บทว่า อุสฺสุยฺยเก ความว่า
ข้าแต่พระราชบิดา *ส่วนอลักขีเทพยเจ้าถูกถามแล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้ายินดีในคน
ที่ริษยาสมบัติของคนอื่น.
บทว่า ทูหทเย ได้แก่ คนมีจิตทราม. บทว่า กมฺมทูสเก ได้แก่
คนที่ประทุษร้ายกัลยาณกรรม. อลักขีเทพยเจ้ากล่าวว่า คนใดประทุษร้าย
ไม่รักใคร่เกลียดชัง ไม่ทำกัลยาณกรรม ข้าพเจ้ายินดีในคน ๆ นั้น. ข้าแต่
* บาลีเป็น ลักขี

554
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 555 (เล่ม 61)

มหาราชเจ้า กาลกรรณีผู้หักเสียซึ่งกุศลจักร มีการอยู่ในประเทศอันสมควร
เป็นต้น ย่อมยินดีอย่างนี้. บทว่า สุหทโย ความว่า ขอพระองค์จงมี
พระทัยงาม คือมีพระทัยคิดประโยชน์เกื้อกูล บทว่า นูท แปลว่า จงถอดถอน.
บทว่า นิเวสนํ ความว่า แต่จงเอาบุญญาธิการเป็นที่อยู่ที่พำนักเถิด.
บทว่า สลกฺขี ธิติสมฺปนฺโน ความว่า ข้าแต่มหาราชจอมชาวกาสี
บุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญาและความเพียรนั้น. บทว่า มหคฺคโต ความว่า
นกเวสสันดรกล่าวว่า บุรุษผู้มีอัธยาศัยใหญ่ เมื่อจับโจรผู้เป็นปัจจัยแห่งโจร
ชื่อว่า จับโจรที่เป็นรากเหง้าของอมิตร ย่อมตัดยอดของปวงอมิตรได้.
บทว่า สกฺโก ได้แก่ พระอินทร์. นกเวสสันดรเรียกพระราชาว่า
ภูตปติ ผู้เป็นเจ้าแห่งพสกนิกร. บทว่า อุฏฺฐาเน ได้แก่ ผู้มีความขยัน
หมั่นเพียร. บทว่า นปฺปมชฺชติ ความว่า กระทำ กิจทั้งปวง.
บทว่า ส กลฺยาเณ ความว่า ท้าวเทวราชนั้น เอาพระทัยใส่ใน
ความหมั่นขยัน และความพากเพียร ไม่กระทำบาปกรรม ทำความเพียรใน
กัลยาณกรรม คือบุญกรรมอย่างเดียวไม่ประมาท ใส่ใจในความหมั่นขยัน.
อนึ่ง เพื่อแสดงภาวะแห่งการกระทำความเพียรของท้าวสักกะนั้น ควรแสดง
เรื่องเป็นต้นว่า ความที่ท้าวสักกะนั้นมาสู่กปิฏฐาราม พร้อมกับเทวดาใน
เทวโลกทั้งสอง แล้วถามปัญหาสดับธรรมในสรภังคชาดก และความที่คำ-
สั่งสอนเสื่อมถอย อันท้าวสักกะยังมหาชนให้ยินดีแล้ว บันดาลให้เป็นไปด้วย
อานุภาพของตน ในมหากัณหชาดก.
บทว่า คนฺธพฺพา ความว่า ได้ยินว่า เทวดาผู้มีกำเนิด ๔ เกิด
ภายใต้ท้าวจาตุมมหาราช ชื่อว่า คนธรรพ์. บทว่า ปิตโร ได้แก่ ท้าว-
มหาพรหม. บทว่า เทวา ได้แก่ เทวดาชั้นฉกามาพจร ด้วยสามารถแห่ง

555
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 556 (เล่ม 61)

อุปัตติเทพ. บทว่า ตาทิโน ความว่า ท่านเหล่านั้นต่างมีชีพ มีชีวิตสม่ำเสมอ
หล่อเลี้ยงชีวิตไว้ เพื่อพระราชาผู้ทรงยินดีในกุศลอย่างนั้น เพราะพระราชา
เช่นนั้น เมื่อทรงกระทำบุญทานเป็นต้น ย่อมทรงอุทิศส่วนบุญแก่เทวดา
ทั้งหลาย เทวดาเหล่านั้น รับอนุโมทนาส่วนบุญนั้นแล้ว ย่อมเจริญด้วย
ทิพยยศ. บทว่า อนุติฏฺฐนฺติ ความว่า เมื่อพระราชาเช่นนั้นทรงทำความเพียร
ถึงความไม่ประมาทอยู่ เทวดาทังหลายย่อมพากันพิทักษ์รักษา ตามไปจัดแจง
อารักขา อันชอบธรรม.
บทว่า โส ได้แก่ โส ตฺวํ แปลว่า ท่านนั้น. บทว่า วายมสฺสุ จ
ความว่า เมื่อพระองค์จะทรงการทำรัฐกิจนั้น โปรดกระทำความเพียรในรัฐกิจ
นั้น ๆ ด้วยอำนาจการเทียบเคียง การหยั่งดู การกระทำอันประจักษ์เถิด.
บทว่า ตตฺเถว เต วตฺตปทา ความว่า ข้าแต่พระราชบิดา
พระองค์ตรัสถามปัญหาใด กะข้าพระพุทธเจ้าว่า ควรจะทำกิจอะไรดี ใน
ปัญหาของพระองค์นั่นเอง ข้าพระพุทธเจ้าได้ทูลคำเป็นต้นว่า ควรห้าม
มุสาวาทก่อนดังนี้แล้ว ข้อความเหล่านั้น เป็นวัตรบท เป็นวัตรโกฏฐาส
พระองค์โปรดทรงประพฤติในวัตรบทนั้น อย่างข้อความที่ข้าพระองค์ทูลแล้ว.
บทว่า เอสา ความว่า ข้อความที่ข้าพระองค์ทูลแล้ว นี้แหละเป็นอนุสาสนี
สำหรับพระองค์. บทว่า อลํ ความว่า เพราะว่าเมื่อพระราชาประพฤติอยู่
อย่างนี้ย่อมองอาจ สามารถเพื่อยังมวลมิตรให้มีความสุข และก่อทุกข์แก่มวล
อมิตรได้.
เมื่อนกเวสสันดร ท้วงถึงความประมาทของพระราชา ด้วยคาถาบท
หนึ่ง แล้วกล่าวธรรมด้วยคาถาสิบเจ็ดคาถาอย่างนี้ มหาชนบังเกิดความคิด
เป็นอัศจรรย์ขึ้นว่า นกเวสสันดรแก้ปัญหาด้วยลีลาแห่งพระพุทธเจ้า ดังนี้แล้ว

556
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 557 (เล่ม 61)

ยังสาธุการร้อยหนึ่งให้เป็นไป พระราชาทรงโสมนัส ตรัสเรียกเหล่าอำมาตย์
มาตรัสสั่งว่า ดูก่อนอำมาตย์ผู้เจริญทั้งหลาย เพราะเจ้าเวสสันดร บุตรของเรา
กล่าวแก้ปัญหากิจเสร็จแล้วอย่างนี้ เราควรจะจัดการอย่างไร ?
พวกอำมาตย์ทูลว่า ควรจัดการโดยมอบตำแหน่งผู้บัญชาการมหาเสนา
ให้ พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เราจะให้ตำแหน่งผู้บัญชาการมหาเสนา
แก่เจ้าเวสสันดรนั้น แล้วทรงสถาปนาเจ้าเวสสันดร ไว้ในฐานันดรศักดิ์ นับ
แต่นั้นมา นกเวสสันดรนั้น ก็ดำรงอยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการมหาเสนา สนอง
ราชกิจพระราชบิดา ด้วยประการฉะนี้.
จบเวสสันดรปัญหา
ล่วงไปอีกสอง - สามวัน พระราชาส่งทูตไป ยังสำนักของเจ้านก
กุณฑลินี โดยทำนองเดิมนั่นเอง แล้วเสด็จไป ณ ที่นั้นในวันที่เจ็ด เสด็จ
กลับมาประทับ ณ ท่ามกลางมณฑปนั้น ตรัสสั่งให้นำเจ้านกกุณฑลินีมา เมื่อ
จะตรัสถามราชธรรม กะนางนกตัวจับอยู่บนตั่งทอง จึงตรัสคาถา ความว่า
ดูก่อนนางนกกุณฑลินี ตัวเป็นเผ่าพันธุ์ของนก
มีบรรดาศักดิ์ เจ้าสามารถละหรือ เจ้าจะเข้าใจได้หรือ
กิจอะไรเล่าที่ผู้มุ่งจะครอบครองสมบัติ กระทำแล้ว
เป็นกิจประเสริฐ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกฺขิ ความว่า พระราชาตรัสถามว่า
เจ้าจักสามารถแก้ปัญหาที่พ่อถามได้หรือ ? พระราชาทรงทักทาย โดยชื่อที่มา
โดยเพศของนางนกนั้นว่า แน่ะนางกุณฑลินี ได้ยินว่า ที่หลังหูทั้งสองของนาง
นกนั้น มีรอยสองแห่งสัณฐานคล้ายต่างหู ด้วยเหตุนั้น พระราชาจึงโปรด

557
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 558 (เล่ม 61)

ให้ตั้งชื่อว่า " กุณฑลินี ". บทว่า มญฺญสิ ความว่า พระราชาตรัสถามว่า
เจ้าจักแก้เนื้อความแห่งปัญหาที่พ่อถามได้หรือ ? พระราชาทรงทักทายนางนก
นั้นอย่างนี้ว่า " แน่ะเจ้าตัวมีเผ่าพันธุ์แห่งนกมีบรรดาศักดิ์ " ดังนี้ เพราะเป็น
น้องสาวของผู้บัญชาการมหาเสนา ผู้มีบรรดาศักดิ์.
เหตุไร พระราชาจึงไม่ตรัสถามนกเวสสันดรอย่างนี้ ตรัสถามแต่เจ้า
กุณฑลินี นี้แต่ตัวเดียว ? เพราะนางนกนี้ เป็น อิตถีเพศ. พระราชาทรงพระ
ดำริว่า ธรรมดาสตรีมีปัญญานิดหน่อย ถ้านางนกนี้สามารถก็จักถาม ถ้าไม่
สามารถก็จักไม่ถาม ดังนี้ จึงได้ตรัสถามอย่างนี้ ด้วยจะทดลองดู แล้วตรัส
ถามปัญหาเช่นนั้นเหมือนกัน.
เมื่อพระราชาตรัสถามราชธรรมอย่างนี้แล้ว นางนกกุณฑลินี
จึงทูลว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ชะรอยพระบิดาจะทดลองหม่อมฉัน ด้วยเข้าพระทัย
ว่า ขึ้นชื่อว่า สตรีแล้วจะแก้อย่างไรได้ หม่อมฉันจักกล่าวราชธรรมทั้งสิ้น
แด่พระบิดา รวมไว้ในสองบททีเดียว ดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถา ความว่า
ข้าแต่เสด็จพ่อ ประโยชน์ตั้งมั่นอยู่ในเหตุ ๒
ประการเท่านั้น คือความได้ลาภที่ยังไม่ได้ ๑ การ
ตามรักษาลาภที่ได้แล้ว ๑.
ข้าแต่เสด็จพ่อ พระองค์จงทรงทราบ อำมาตย์
ทั้งหลายผู้เป็นนักปราชญ์ ฉลาดในประโยชน์ ไม่
แพร่งพรายความลับ ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่ทำให้
เสื่อมเสีย.
ข้าแต่เสด็จพ่อ ก็อำมาตย์คนใด พึงรักษาพระ
ราชทรัพย์ของพระองค์ ให้มีคงที่อยู่ได้ ดุจนายสารถี
ยึดรถไว้ พระองค์ควรทรงใช้อำมาตย์ผู้นั้น ให้กระทำ
กิจทั้งหลายของพระองค์.

558
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 559 (เล่ม 61)

พระราชาพึงโปรดสงเคราะห์ชนฝ่ายใน ด้วยดี
ตรวจตราพระราชทรัพย์ด้วยพระองค์เอง ไม่ควรจัด
การทรัพย์และการกู้หนี้ โดยทรงไว้วางพระทัย ใน
คนอื่น.
พระราชาควรทราบรายได้-รายจ่าย ด้วยพระ-
องค์เอง ควรทรงทราบกิจที่ทำแล้ว และยังไม่ได้ทำ
ด้วยพระองค์เอง ควรข่มคนที่ควรข่ม ควรยกย่องคน
ที่ควรยกย่อง.
ข้าแต่พระองค์ ผู้จอมพลรถ พระองค์จงทรง
พร่ำสอนเหตุผลแก่ชาวชนบทเอง เจ้าหน้าที่ผู้เก็บภาษี
อากร ผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม อย่ายังพระราชทรัพย์
และรัฐสีมาของพระองค์ให้พินาศ.
อนึ่ง พระองค์อย่าทรงทำเอง หรืออย่าทรงใช้
คนอื่นให้ทำกิจทั้งหลายโดยฉับพลัน เพราะว่าการงาน
ที่ทำลงไปโดยฉับพลัน ไม่ดีเลย คนเขลาย่อมเดือด
ร้อนในภายหลัง.
พระองค์อย่าทรงล่วงเลยกุศล อย่าทรงปล่อย
พระทัยให้เกรี้ยวกราดนัก เพราะว่า สกุล ที่มั่นคงเป็น
อันมาก ได้ถึงความไม่เป็นสกุล เพราะความโกรธ.
ข้าแต่เสด็จพ่อ พระองค์อย่าทรงนึกว่าเราเป็น
ใหญ่ แล้วยังมหาชนให้หยั่งลงเพื่อความฉิบหาย กำไร
คือความทุกข์ อย่าได้มีแก่สตรีและบุรุษของพระองค์
เลย.

559
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 560 (เล่ม 61)

โภคสมบัติทั้งปวงของพระราชา ผู้ปราศจาก
ความหวาดเสียว แส่หากามารมณ์ ย่อมพินาศหมด
ข้อนั้นนักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นความทุกข์ของ
พระราชา.
ข้อความที่หม่อมฉันกราบทูล ในปัญหาของ
พระองค์นั้น เป็นวัตรบท นี่แหละเป็นอนุสาสนี ข้าแต่
พระมหาราชา บัดนี้ พระองค์โปรดทรงบำเพ็ญบุญ
อย่าเป็นนักเลง อย่าทรงราชทรัพย์ให้พินาศ จงทรง
ศีล เพราะว่าคนทุศีลย่อมตกต่ำ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปทกานิ เป็นบทระบุเหตุ. บทว่า ยตฺถ
ความว่า หิตสุขอันเป็นผลเกิดแล้วทั้งหมด ตั้งมั่นอยู่ในบททั้งสองเหล่าใด.
บทว่า อลทฺธสฺส ความว่า ความได้ลาภที่ยังไม่ได้แล้วในก่อน ๑ การตาม
รักษาลาภที่ได้แล้ว ๑. อธิบายว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ขึ้นชื่อว่าการยังลาภที่ยังไม่
เกิดให้เกิดขึ้น ก็เป็นภาระ ส่วนการตามรักษาลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นภาระ
เหมือนกัน เพราะว่า คนบางคน แม้ยังยศให้เกิดขึ้นแล้ว มัวเมาในยศ เกิด
ความประมาท ทำความชั่ว มีปาณาติบาตเป็นต้น เป็นมหาโจร เที่ยวปล้น
แว่นแคว้นอยู่ ถ้าพระราชาตรัสสั่งให้จับมาได้ ต้องลงพระอาชญาให้ถึงมหา
พินาศ.
อีกอย่างหนึ่ง คนบางคน มัวเมาในกามคุณ มีรูปที่เกิดแล้ว
เป็นต้น ผลาญทรัพย์สินโดยไม่แยบคาย เมื่อสิ้นเนื้อประดาตัว ก็ต้องเป็น
คนกำพร้า นุ่งผ้าเปลือกไม้ ถือกระเบื้องเที่ยวขอทาน หรืออีกนัยหนึ่ง
บรรพชิต ยังลาภสักการะให้เกิดด้วยอำนาจคันถธุระเป็นต้น แล้วมัวเมาเวียน

560
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 561 (เล่ม 61)

มาเพื่อหินเพศ บางรูปแม้เจริญปฐมฌานเป็นต้นให้เกิดแล้ว ติดอยู่ในอารมณ์
เช่นนั้น เพราะความเป็นผู้มีสติฟั่นเฟือน ย่อมเสื่อมจากฌานการรักษายศ
หรือรักษาตามได้ฌานเป็นต้น ซึ่งเกิดขึ้นแล้วเป็นของยากอย่างยิ่ง อนึ่ง เพื่อ
จะแสดงความข้อนั้น ควรแสดงเรื่องของพระเทวทัต และควรแสดงเรื่องมุทุ
ลักขณชาดก โลมกัสสปชาดก หาริตชาดก และสังกัปปชาดก.
ส่วนคนบางคน ยังลาภสักการะให้เกิดขึ้นแล้ว ตั้งอยู่ในความไม่
ประมาท กระทำกรรมอันงาม ยศของบุคคลนั้นย่อมเจริญ เหมือนพระจันทร์
ในศุกลปักษ์ ฉะนั้น ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เพราะฉะนั้น พระองค์อย่าประ-
มาท ดำรงอยู่ในปโยคสมบัติ ดำรงราชย์โดยธรรม ตามรักษาพระเกียรติยศ
ของพระองค์ที่บังเกิดขึ้นแล้วเถิด.
บทว่า ชานาหิ ความว่า เพื่อกระทำการงานมีหน้าที่ขุนคลังเป็นต้น
พระองค์จงทรงใคร่ครวญ. บทว่า อนกฺขากิตเว ความว่า โปรดตรวจดู
หมู่อำมาตย์ ที่ไม่ใช่คนเล่นเบี้ย ไม่ใช่คนโกง คือไม่ใช่นักเลงการพนัน และ
ไม่เป็นคนหลอกลวง. บทว่า อโสณฺเฑ ความว่า เป็นคนเว้นจากความเป็น
นักเลงเหล้า และนักเลงทางของหอมและระเบียบ. บทว่า อวินาสเก ความว่า
มิใช่ผู้ที่จะยังธนสาร และธัญญาหารเป็นต้น อันเป็นราชทรัพย์ให้ฉิบหาย.
บทว่า โย ได้แก่ อำมาตย์คนใด. บทว่า ยญฺเจว ความว่า
อำมาตย์ใดพึงรักษาราชทรัพย์ อันมีอยู่ในพระราชวังของพระองค์ได้. บทว่า
สูโตว ความว่า ดุจสารถีขับรถ อธิบายว่า นายสารถี เมื่อยึดม้าไว้เพื่อห้าม
ทางที่ไม่เรียบ พึงยึดรถไว้ฉันใด อำมาตย์ใดเป็นฉันนั้น สามารถเพื่อจะ
รักษาพระองค์ พร้อมด้วยโภคสมบัติได้ อำมาตย์นั้นชื่อว่าเป็นอำมาตย์ของพระ-
องค์ พระองค์ควรยึดอำมาตย์เช่นนั้นไว้ ตรัสสั่งให้กระทำราชกิจ เช่นหน้าที่
ขุนคลังเป็นต้น.

561