พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 532 (เล่ม 61)

อนึ่ง เวลากลางคืนก็ถูกโจรปล้น กลางวันก็ถูก
กดขี่รีดภาษีอันไม่เป็นธรรม ในแคว้นของพระราชา
โกง มีคนอาธรรม์มากมาย.
แม่โคเปรี้ยว ดุร้าย เมื่อก่อนพวกเรามิได้รีดนม
มัน มาวันนี้ เราถูกพวกราชบุรุษผู้ต้องการน้ำนม
รีดนาทาเล้น จึงต้องรีดนมมันอยู่เดี๋ยวนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จณฺฑา แปลว่า หยาบคาย. บทว่า
อกตฺถนา แปลว่า มีปกติวิ่งหนี. บทว่า ขีรกาเมหิ ความว่า พวกเรา
ถูกเจ้าหน้าที่ของพระราชาอาธรรม์ ใช้ให้หานมสดมามาก ๆ เบียดเบียน จำ
ต้องรีด ถ้าหากพระเจ้าพรหมทัตนั้น ครองราชสมบัติโดยธรรม ภัยเห็นปาน
นี้คงไม่มาถึงพวกเรา.
พระราชาและพระราชปุโรหิต คิดว่า เจ้านี่พูดถูก จึงออกจากบ้าน
นั้น ขึ้นสู่หนทางใหญ่ มุ่งหน้าต่อพระนครกลับไปในบ้านแห่งหนึ่ง พวกนาย
อากรฆ่าลูกโคอ่อนตัวหนึ่ง เพื่อต้องการทำฝักดาบ จึงยึดเอาหนังไป แม่โค
นมที่ลูกถูกฆ่า เพราะความเศร้าถึงลูก ไม่กินหญ้า ไม่ดื่มน้ำ เที่ยวร่ำร้องหา
ลูกอยู่ เด็ก ๆ ชาวบ้านเห็นดังนั้น เมื่อจะพากันด่าพระราชา จึงกล่าวคาถา
ความว่า
ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช จงพลัดพรากจากโอรส
วิ่งคร่ำครวญเหมือนแม่โคกำพร้า พลัดพรากจากลูก
วิ่งคร่ำครวญอยู่ ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริธาวติ ความว่า วิ่งร่ำร้องอยู่.
ลำดับนั้น ปุโรหิตกล่าวคาถานอกนี้ ความว่า

532
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 533 (เล่ม 61)

ในการที่แม่โค ของคนเลี้ยงโค เที่ยววิ่งไปมา
หรือร่ำร้องอยู่นี้ เป็นความผิดอะไร ของพระเจ้า
พรหมทัตเล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺภเมยฺย รเวยฺย วา ความว่า
(สัตว์เลี้ยง) ก็ต้องวิ่งไปมาได้ หรือร่ำร้องได้ อธิบายว่า พ่อเอย ธรรมดา
สัตว์เลี้ยง เมื่อเจ้าของพิทักษ์รักษาอยู่ มันก็วิ่งได้ ไม่กินหญ้าได้ ในข้อนี้
จะเป็นความผิดอะไรของพระราชาเล่า.
ลำดับนั้น เด็กชาวบ้าน ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
ดูก่อนมหาพราหมณ์ ความผิดของพระเจ้าพรหม
ทัต มีแน่ เพราะชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัตมิได้
พิทักษ์รักษา ถูกเจ้าหน้าที่กดขี่ ด้วยภาษีอันไม่ชอบ
ธรรม.
กลางคืนก็ถูกโจรปล้น กลางวันถูกเจ้าหน้าที่กด
ขี่ ด้วยภาษาอันไม่ชอบธรรม ในแคว้นของพระราชา
โกง มีคนอาธรรม์มากนาย ลูกโคของพวกเรายังดื่ม
นมอยู่ ก็ต้องถูกฆ่าตาย เพราะต้องการฝักดาบอย่าง
ไรล่ะ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหาพฺรเหฺม ได้แก่ มหาพราหมณ์.
บทว่า ราชิโน ได้แก่ ของพระราชา. บทว่า กถํ โน ความว่า อย่าง
ไรเล่า คือ เพราะเหตุชื่อไร ? บทว่า ขีรปา หญฺญเต ปชา ความว่า
เด็กทั้งหลายด่าพระราชาว่า ลูกโคที่ยังดื่มนมอยู่ ถูกพวกเจ้าหน้าที่เหล่านั้นฆ่า
ด้วยอำนาจของพระราชาลามก แม่โคนมนั้นร่ำร้องหาลูกอยู่เดี๋ยวนี้ ขอพระ
ราชานั้น จงปริเทวนาการ เหมือนแม่โคนมเถิด.

533
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 534 (เล่ม 61)

พระราชา และราชปุโรหิต พูดว่า ดีละ พวกเจ้าพูดได้เหตุผล แล้ว
หลีกไปเสีย ต่อมาในระหว่างทาง ฝูงกากำลังเอาจะงอยปากจิกกินกบทั้งหลายอยู่
ณ สระแห้งแห่งหนึ่ง เมื่อพระราชา และราชปุโรหิตมาถึงที่นั้น พระโพธิสัตว์
จึงบันดาลให้กบทั้งหลาย แช่งด่าพระราชาด้วยอานุภาพของตน (เป็นคาถา)
ความว่า
ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช พร้อมด้วยพระราช
โอรส จงถูกประหารในสนามรบ ให้ฝูงการุมจิกกิน
เหมือนเราผู้เกิดในป่า ถูกฝูงกาชาวบ้านจิกกินในวันนี้
ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คามเกหิ ได้แก่ กาที่อยู่ในบ้าน.
ราชปุโรหิตได้ยินดังนั้น เมื่อจะสนทนากับพวกกบ จึงกล่าวคาถา
ความว่า
เฮ้ย ! กบ พระราชาทั้งหลายในมนุษยโลก จะ
ทรงจัดการพิทักษ์รักษาสัตว์ทั่วไปไม่ได้อยู่เอง พระ
ราชามิได้เป็นอธรรมจารีบุคคล ด้วยเหตุที่ฝูงกากินสัตว์
เป็นเช่นพวกเจ้า เท่านั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชีวํ ได้แก่สัตว์ที่ยังมีชีวิต. บทว่า อเทยฺยุํ
แปลว่า พึงเคี้ยวกิน. บทว่า ธงฺกา ได้แก่ กาทั้งหลาย. อธิบายว่า กา
ทั้งหลายพึงเคี้ยวกินสัตว์มีชีวิต ด้วยเหตุเพียงใด ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระ
ราชาจะชื่อว่าไม่เป็นผู้ประพฤติธรรมหาได้ไม่ พระราชาจักสามารถเข้าไปยังป่า
เที่ยวรักษาเจ้าได้อย่างไร ?

534
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 535 (เล่ม 61)

กบได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
ท่านเป็นพรหมจารี ชาติอาธรรม์หนอ จึงกล่าว
ยกย่องกษัตริย์อยู่ได้ เมื่อประชากรเป็นอันมากถูกปล้น
อยู่ ท่านยังบูชาพระราชาผู้น่าตำหนิอย่างยิ่ง.
ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าแว่นแคว้นนี้ พึงมีพระราชาดี
ก็จะมั่งคั่ง เบิกบาน ผ่องใส ฝูงกาก็จะได้กินก้อนข้าว
ที่ดี ๆ เป็นพลี ไม่ต้องกินสัตว์เป็นเช่นพวกเรา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหฺมจารี ความว่า เมื่อกบจะติเตียน
ปุโรหิต จึงกล่าวว่า ท่านเป็นพรหมจารี ชาติอาธรรม์หนอ. บทว่า ขตฺติยสฺส
ได้แก่ พระราชาลามกเห็นปานนี้. บทว่า วิลุมฺปมานาย ความว่า เมื่อ
ประชาชนถูกรีดนาทาเล้นอยู่ อนึ่ง ปาฐะ พระบาลี ก็อย่างเดียวกันนี้แหละ.
บทว่า ปุถุปฺปชาย ความว่า เมื่อประชาชนทั่วไปถูกเจ้าหน้าที่ ทำให้พินาศ
อยู่. บทว่า ปูเชสิ ได้แก่ ยกย่องสรรเสริญ. บทว่า สุรชฺชกํ ความว่า
ถ้าแว่นแคว้นนี้ อันพระราชาผู้ไม่ลุอำนาจฉันทาคติเป็นต้น ไม่ยังทศพิธราช
ธรรมให้กำเริบรักษาอยู่ เป็นแว่นแคว้นมีจอมราชดี. บทว่า ผีตํ ความว่า
มีข้าวกล้าสมบูรณ์ ในเมื่อฝนหลั่งกระแสธารอยู่โดยชอบ. บทว่า มาทิสํ
ความว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ กาทั้งหลายคงไม่กินสัตว์ อย่างเราเลยทีเดียว. การ
ด่าในฐานะ แม้ทั้ง ๖ อย่างนี้ มีได้ด้วยอานุภาพของพระโพธิสัตว์นั่นเอง.
พระราชากับราชปุโรหิต สดับคำนั้นแล้ว ดำริว่า ชนทั้งปวงที่สุด
จนกระทั่งกบ ซึ่งเป็นสัตว์เดียรัจฉานอยู่ในป่า พากันด่าเราผู้เดียว แล้วเสด็จ
จากที่นั้นไปสู่พระนคร เสวยราชย์โดยธรรม ตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์
สร้างบุญกุศลมีทานเป็นต้น.

535
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 536 (เล่ม 61)

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้ มาแสดงแก่พระเจ้าโกศลแล้ว
ตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมดาพระราชาควรละการลุอำนาจอคติ เสวย
ราชสมบัติโดยธรรม แล้วทรงประชุมชาดกว่า ภัณฑุติณฑุกเทวดา ในครั้งนั้น
ได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาภัณฑุติณฑุกชาดก
จบอรรถกถาติงสตินิบาต
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. กิงฉันทชาดก ๒. กุมภชาดก ๓. ชยทิสชาดก ๔. ฉัททันต-
ชาดก ๕. สัมภวชาดก ๖. มหากปิชาดก ๗. ทกรักขสชาดก ๘. ปัณ-
ฑรกชาดก ๙. สัมพุลาชาดก ๑๐. ภัณฑุติณฑุกชาดก และอรรถกถา.

536
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 537 (เล่ม 61)

จัตตาฬีสนิบาตชาดก
๑. เตสกุณชาดก
ว่าด้วยนกตอบปัญหาพระราชา
[๒๔๓๘] (พระราชาตรัสว่า) เราขอถามเจ้าเวส-
สันดร นกเอ๋ย ขอความเจริญจงมีแก่เจ้า กิจอะไรที่
บุคคลผู้ประสงค์เสวยราชสมบัติกระทำแล้ว เป็นกิจ
ประเสริฐ.
[๒๔๓๙] (นกเวสสันดรทูลว่า) นานนักหนอ
พระเจ้ากังสราช พระราชบิดาของเรา ผู้ทรงสงเคราะห์
ชาวเมืองพาราณสี เป็นผู้ประมาท ได้ตรัสถามเราผู้
บุตร ซึ่งหาความประมาทมิได้.
[๒๔๔๐] ข้าแต่บรมกษัตริย์ ธรรมดาพระราชา
ควรห้ามมุสาวาท ความโกรธ และความร่าเริงก่อนที
เดียว แต่นั้น พึงตรัสสั่งให้กระทำกิจทั้งหลาย คำที่ข้า
พระพุทธเจ้ากล่าวมานั้น นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า
เป็นกิจของพระราชา.
ข้าแต่พระบิดา เมื่อก่อนพระองค์ทรงรักใคร่
และเกลียดชังแล้ว พึงทรงทำกรรมใด กรรมนั้นที่
พระองค์ทรงทำแล้ว พึงยังพระองค์ให้เดือดร้อนโดย

537
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 538 (เล่ม 61)

ไม่ต้องสงสัย แต่นั้นพระองค์ไม่ควรทรงกระทำกรรม
นั้นอีก.
ข้าแต่พระองค์ ผู้ทรงบำรุงรัฐ เมื่อกษัตริย์ประ-
มาทแล้ว โภคสมบัติทุกอย่างในแว่นแคว้นย่อมพินาศ
ข้อนั้นนักปราชญ์ กล่าวว่า เป็นความทุกข์ของพระ-
ราชา.
ข้าแต่พระบิดา เทพธิดาชื่อสิริ และชื่อลักขี
ถูกสุจิปริวารเศรษฐีถาม ได้ตอบว่า ข้าพเจ้าย่อมยินดี
ในบุรุษผู้มีความขยันหมั่นเพียร ไม่มีความริษยา.
ข้าแต่มหาราชเจ้า กาลกรรณี ผู้ทำลายจักร ย่อม
ยินดีในบุรุษผู้ริษยา ผู้มีใจชั่ว ผู้ประทุษร้ายการงาน.
ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์จงทรงเป็นผู้มีพระ-
ทัยดีต่อคนทั้งปวง จงทรงพิทักษ์รักษาคนทั้งปวง
จงทรงบรรเทาเสียซึ่งคนไม่มีราศี จงมีคนที่มีราศี
เป็นที่พำนักเถิด.
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งชนชาวกาสี บุรุษ
ผู้มีราศี สมบูรณ์ด้วยความเพียร มีอัธยาศัยใหญ่ ย่อม
ตัดโคนและยอดของศัตรูทั้งหลายได้.
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ของประชาชน ความ
จริง แม้ท้าวสักกะก็ไม่ทรงประมาทในความหมั่นเพียร
ท้าวเธอทรงกระทำความเพียร ในกัลยาณธรรม ตั้ง
พระทัยมั่น ในความขยันหมั่นเพียร.

538
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 539 (เล่ม 61)

คนธรรพ์ พรหม เทวดา เป็นผู้เป็นอยู่ อาศัย
พระราชาเช่นนั้น เมื่อพระราชาทรงอุตสาหะ ไม่ทรง
ประมาท เทวดาทั้งหลายย่อมคุ้มครองป้องกัน.
ข้าแต่พระบิดา พระองค์จงทรงเป็นผู้ไม่ประมาท
ไม่ทรงพระพิโรธ แล้วตรัสสั่งให้ทำกิจทั้งหลาย จงทรง
พยายามในกิจทั้งหลาย เพราะคนเกียจคร้าน ย่อมไม่
พบความสุข.
ข้อความที่ข้าพระองค์ กล่าวแก้แล้ว ในปัญหา
ของพระองค์นั้น ข้อนี้เป็นอนุสาสนี สามารถยังผู้เป็น
มิตรให้ถึงความสุข และยังคนผู้เป็นศัตรูให้ถึงความ
ทุกข์ได้.
[๒๔๔๑] (พระราชาตรัสว่า) ดูก่อนนางนกกุณฑ-
ลินี ตัวเป็นเผ่าพันธุ์ของนก มีบรรดาศักดิ์ เจ้าสามารถ
ละหรือ เจ้าจะเข้าใจได้หรือ กิจอะไรเล่า ที่ผู้มุ่งจะ
ครอบครองสมบัติกระทำแล้ว เป็นกิจประเสริฐ.
[๒๔๔๒] (นกกุณฑลินีทูลว่า) ข้าแต่เสด็จพ่อ
ประโยชน์ตั้งมั่นอยู่ในเหตุ ๒ ประการเท่านั้น คือ
ความได้ลาภที่ยังไม่ได้ ๑ การตามรักษาลาภที่ได้
แล้ว ๑.
ข้าแต่เสด็จพ่อ พระองค์จงทรงทราบอำมาตย์ทั้ง
หลาย ผู้เป็นนักปราชญ์ฉลาดในประโยชน์ ไม่แพร่ง
พรายความลับ ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่ทำให้เสื่อมเสีย.

539
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 540 (เล่ม 61)

ข้าแต่เสด็จพ่อ ก็อำมาตย์คนใดพึงรักษาพระราช
ทรัพย์ของพระองค์ ให้มีคงที่อยู่ได้ ดุจนายสารถียึด
รถไว้ พระองค์ควรทรงใช้อำมาตย์ผู้นั้น ให้กระทำ
กิจทั้งหลาย ของพระองค์.
พระราชา พึงโปรดสงเคราะห์ชนฝ่ายในด้วยดี
ตรวจตราพระราชทรัพย์ด้วยพระองค์เอง ไม่ควรจัด
การทรัพย์และการกู้หนี้ โดยทรงไว้วางพระทัยในคน
อื่น.
พระราชาควรทราบรายได้ รายจ่ายด้วยพระองค์
เอง ควรทรงทราบกิจที่ทำแล้ว และยังไม่ได้ทำด้วย
พระองค์เอง ควรข่มคนที่ควรข่ม ควรยกย่องคนที่
ควรยกย่อง.
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมพลรถ พระองค์จงทรง
พร่ำสอนเหตุผล แก่ชาวชนบทเอง เจ้าหน้าที่ผู้เก็บ
ภาษีอากร ผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม อย่ายังพระราช
ทรัพย์ และรัฐสีมา ของพระองค์ให้พินาศ.
อนึ่ง พระองค์อย่าทรงทำเอง หรืออย่าทรงใช้ให้
คนอื่นทำกิจทั้งหลายโดยฉับพลัน เพราะว่าการงาน
ที่ทำลงไปโดยฉับพลัน ไม่ดีเลย คนเขลาย่อมเดือด
ร้อนในภายหลัง.
พระองค์อย่าทรงล่วงเลยกุศล อย่าทรงปล่อย
พระทัยให้เกรี้ยวกราดนัก เพราะว่า สกุลที่มั่นคงเป็น
อันมาก ได้ถึงความไม่เป็นสกุล เพราะความโกรธ.

540
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 541 (เล่ม 61)

ข้าแต่เสด็จพ่อ พระองค์อย่าทรงนึกว่า เราเป็น
ใหญ่แล้ว ยังมหาชนให้หยั่งลงเพื่อความฉิบหาย กำไร
คือความทุกข์ อย่าได้มีแก่สตรีและบุรุษของพระองค์
เลย.
โภคสมบัติทั้งปวง ของพระราชาผู้ปราศจาก
ความหวาดเสียว แส่หากามารมณ์ย่อมพินาศหมด ข้อ
นั้นนักปราชญ์ทั้งหลาย กล่าวว่าเป็นความทุกข์ ของ
พระราชา.
ข้อความที่หม่อมฉันกราบทูล ในปัญหาของ
พระองค์นั้น เป็นวัตรบท นี่แหละเป็นอนุสาสนี ข้าแต่
พระมหาราชา บัดนี้ พระองค์โปรดทรงบำเพ็ญบุญ
อย่าเป็นนักเลง อย่าทรงราชทรัพย์ให้พินาศ จงทรง
ศีล เพราะว่าคนทุศีล ย่อมตกต่ำ.
[๒๔๔๓] (พระราชาตรัสว่า) พ่อชัมพุกะ พ่อได้
ถามปัญหากะเจ้าโกสิยโคตร และเจ้ากุณฑลินี มาเช่น
เดียวกันแล้ว ชัมพุละลูกรัก คราวนี้ เจ้าจงบอกกำลัง
อันสูงสุดกว่ากำลังทั้งหลาย บ้างเถิด.
[๒๔๔๔] (นกชัมพุกะทูลว่า) กำลังในบุรุษผู้มี
อัธยาศัยใหญ่ในโลกนี้ มี ๕ ประการ ในกำลัง ๕
ประการนั้น กำลังแขนบัณฑิตกล่าวว่า เป็นกำลังต่ำ
ทราม ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเจริญพระชนม์ กำลังโภค
ทรัพย์บัณฑิตกล่าวว่า เป็นกำลังที่สอง.
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเจริญพระชนม์ กำลังอำ-
มาตย์ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นกำลังที่สาม กำลังคือการ

541