บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตา ความว่า สงบระงับ อีกนัยหนึ่ง
หมายถึงเป็นคนฉลาด เพรียบพร้อมด้วยความรู้. บทว่า สมา ความว่า
ปราศจากความไม่สม่ำเสมอทางกายเป็นต้น. บทว่า อเทสิ แปลว่า จะเคี้ยวกิน.
บทว่า ผเลยฺย ความว่า ศีรษะของเจ้าอันเราตีด้วยอินทวชิราวุธนี้ พึงแตก
แน่นอน. บทว่า มา ตฺวํ ทหิ ความว่า เจ้าอย่าทำให้นางต้องเดือดร้อน.
อสูรฟังดังนั้น จึงปล่อยพระนางสัมพุลา ท้าวสักกเทวราชทรงดำริว่า
อสูรนี้ พึงกระทำเช่นนี้อีกเป็นแน่ จึงจองจำอสูรนั้นไว้ด้วยตรวนทิพย์ แล้ว
ปล่อยไว้ในภูเขาลูกที่สาม เพื่อจะมิให้มันมาอีกต่อไป แล้วทรงโอวาทราชธิดา
ด้วยอัปปมาทธรรม แล้วเสด็จสู่ทิพยสถานของพระองค์. ฝ่ายพระนางสัมพุลา-
ราชธิดา ครั้นพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ได้กลับถึงอาศรมด้วยแสงจันทร์.
พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๘ คาถา
ความว่า
พระนางสัมพุลานั้น หลุดพ้นแล้วจากยักษ์กินคน
กลับมาสู่อาศรม ดุจแม่นกมีลูกอ่อนเป็นอันตราย
บินมายังรัง หรือดุจแม่โคนมมายังที่อยู่ อันว่างเปล่า
จากลูกน้อยฉะนั้น.
พระนางสัมพุลาราชบุตรีผู้มียศ เมื่อไม่เห็น
พระสวามีผู้เป็นที่พึ่งของตนในป่า ก็มีดวงพระเนตร
พร่าด้วยความร้อน ทรงร่ำไห้อยู่ ณ ที่นั้น.
เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้
สมณพราหมณ์และฤๅษีทั้งหลาย ผู้สมบูรณ์ด้วยจรณะ
ว่า ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่ง.