พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 492 (เล่ม 61)

เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้
ราชสีห์ เสือโคร่ง และหมู่มฤคเหล่าอื่น ในป่าว่า
ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลายว่าเป็นที่พึง.
เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้
เทพยเจ้า อันเนาสถิตอยู่ที่กอหญ้าลดาชาติ และที่
เนาอยู่ ณ ภูเขาราวไพร ตลอดถึงดวงดาวในอากาศว่า
ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลาย เป็นที่พึ่ง.
เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้
เทพยเจ้า ผู้มีวรรณะเสมอดอกราชพฤกษ์ ผู้ยังดวงดาว
ให้รุ่งเรือง งามในราตรีว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง.
เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้
เทพยเจ้า อันเนาสถิตอยู่ ณ แม่น้ำคงคา ชื่อภาคีรถี
อันเป็นที่รับรองแม่น้ำอื่นว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง.
เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้
เทพยเจ้าผู้เนาสถิตอยู่ ณ ขุนเขาหิมวันต์ อันล้วนแล้ว
ไปด้วยหินว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง.
[๒๔๑๑] ดูก่อนพระราชบุตรีผู้มียศ เธอมาเสีย
จนค่ำทีเดียวหนอ วันนี้เธอมากับใครเล่า ใครหนอ
เป็นที่รักของเธอยิ่งกว่าเรา.
[๒๔๑๒] หม่อมฉันถูกศัตรูมันจับไว้ ได้กล่าว
คำนี้ว่า ถึงยักษ์จะกินเราเสีย เราก็ไม่มีความทุกข์
ทุกข์อยู่แต่ว่า พระหฤทัยของทูลกระหม่อมของเราจะ
เคลือบแคลงเป็นอย่างอื่นไป.

492
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 493 (เล่ม 61)

[๒๔๑๓] ความสัตย์ยากที่จะหาได้ ในหญิงโจร
ผู้มีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย ความเป็นไปของหญิงทั้งหลาย
รู้ได้ยาก เหมือนความเป็นไปแห่งปลาในน้ำฉะนั้น.
[๒๔๑๔] ขอความสัตย์ที่หม่อมฉันมิได้เคยรัก
บุรุษอื่น ยิ่งกว่าทูลกระหม่อม เป็นความจริง ด้วย
อำนาจสัจจวาจานี้ ขอพยาธิของทูลกระหม่อมจงระงับ
ดับหาย.
[๒๔๑๕] แน่ะนางผู้เจริญ กุญชรสูงใหญ่ มี
มากมายถึง ๗๐๐ มีพลโยธาถืออาวุธขี่ประจำคอยพิทักษ์
รักษาอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน และพลโยธาที่ถือธนู
ก็มีถึง ๑,๖๐๐ พิทักษ์รักษาอยู่ เธอเห็นศัตรูชนิดไหน.
[๒๔๑๖] ข้าแต่พระราชบิดา เมื่อก่อนพระลูก
เจ้า ทรงประพฤติแก่หม่อมฉันอย่างไร เดี๋ยวนี้หาเป็น
อย่างนั้นไม่ เพราะได้ทรงเห็นสนมนารีผู้ประดับตก-
แต่ง มีผิวพรรณดุจเกสรบัว รุ่นกำดัด เสียงไพเราะ
ดังเสียงหงส์.
ข้าแต่พระราชบิดา สนมนารีเหล่านั้น ทรงเครื่อง
ประดับล้วนทองคำ มีเรือนร่างเฉิดโฉม ประดับด้วย
เครื่องอลังการ นานาชนิด เพริศพริ้งดังสาวสวรรค์
เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าโสตถิเสน ล้วนมีทรวด-
ทรงหาที่ติมิได้ เป็นขัตติยกัญญาพากันปรนปรือพระ-
โอรสราชเจ้านั้นอยู่.

493
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 494 (เล่ม 61)

ข้าแต่พระราชบิดา ถ้าหากพระโอรสราชเจ้า
ทรงยกย่องหม่อมฉัน ดังที่หม่อมฉัน เคยเที่ยวแสวงหา
ผลาผลในป่า มาเลี้ยงดูพระราชสวามีในกาลก่อนอีก
และจะไม่ทรงดูหมิ่นหม่อมฉันไซร้ จะประเสริฐกว่า
ราชสมบัติในพระนครพาราณสีนี้.
หญิงใดอยู่ในเรือน อันมีข้าวน้ำไพบูลย์ ตกแต่ง
ไว้เรียบร้อย มีเครื่องอาภรณ์อันวิจิตรประดับประดา
แม้จะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกอย่าง แต่ไม่เป็น
ที่รักของสามี คอยแต่ประหัตประหาร ความตายของ
หญิงนั้นประเสริฐกว่า การอยู่ครองเรือน.
ถ้าแม้หญิงใด เป็นหญิงเข็ญใจไร้เครื่องประดับ
มีเสื่อรำแพนเป็นที่นอน แต่เป็นที่รักของสามี หญิงนั้น
ประเสริฐเสียกว่า หญิงผู้เพรียบพร้อมด้วยคุณสมบัติ
ทุกอย่าง แต่ไม่เป็นที่รักของสามี.
[๒๔๑๗] ภรรยาผู้เกื้อกูลต่อสามี เป็นหญิงหา
ได้แสนยาก สามีผู้เกื้อกูลต่อภรรยา ก็หาได้แสนยาก
ดูก่อนเจ้าผู้จอมชน มเหสีของเจ้า เป็นผู้เกื้อกูลเจ้าด้วย
มีศีลด้วย เพราะฉะนั้น เจ้าจงประพฤติธรรม ต่อนาง
สัมพุลา.
[๒๔๑๘] ดูก่อนน้องนางสัมพุลาผู้เจริญ ถ้าเจ้า
ได้โภคสมบัติอันไพบูลย์แล้ว แต่ถูกความหึงหวง
ครอบงำ จนจะถึงซึ่งมรณะไซร้ พี่และนางราชกัญญา
เหล่านี้ทั้งหมดจะทำตามถ้อยคำของเจ้า.
จบสัมพุลาชาดกที่ ๙

494
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 495 (เล่ม 61)

อรรถกถาสัมพุลาชาดก
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระ
ปรารภพระนางมัลลิการาชเทวี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
กา เวธมานา ดังนี้.
เรื่อง (ปัจจุบัน) ข้าพเจ้าพรรณนาไว้แล้วอย่างพิสดารในกุมมาส-
ปิณฑิกชาดก ก็พระนางมัลลิกานั้น ด้วยอานุภาพแห่งการถวายขนมกุมมาส
แด่พระตถาคตเจ้า ๓ ก้อน ได้ถึงความเป็นพระอัครมเหสี ของพระเจ้าปเสน-
ทิโกศล ในวันนั้นทีเดียว ถึงพร้อมด้วยกัลยาณธรรม ๕ ประการ มีตื่นก่อน
เป็นต้น ถึงพร้อมด้วยญาณความรู้ เป็นอุปัฏฐายิกาแห่งพระพุทธเจ้า เคารพ
ต่อพระสวามี ดังเทพยดา นั้นได้ปรากฏไปทั่วพระนคร อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุ
ทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย ข่าวว่า พระนางมัลลิกาเทวี
เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวัตร ทรงเคารพต่อพระสวามี ดุจเทพยดา พระศาสดา
เสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่อง
อะไร เมื่อภิภษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระนางมัลลิกานี้ ก็ทรงเคารพ
พระสวามี ดุจเทพยดาเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล โอรสของพระเจ้าพรหมทัตในพระนครพาราณสี ทรง
พระนามว่า โสตถิเสนกุมาร พระราชาทรงสถาปนาพระราชโอรส ผู้เจริญวัย
แล้วนั้นไว้ในตำแหน่งอุปราช. พระอัครมเหสี ของโสตถิเสนกุมารนั้น พระ
นามว่าสัมพุลา มีพระรูปโฉมงดงาม เพรียบพร้อมไปด้วยสรีระอินทรีย์เปล่ง
ปลั่ง ปรากฏเหมือนเปลวประทีปโพลงอยู่ ในที่สงัดลม ในเวลาต่อมา โรคเรื้อน

495
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 496 (เล่ม 61)

เกิดขึ้นในสรีระของโสตถิเสนกุมาร พวกแพทย์ ไม่สามารถจะเยียวยารักษาได้
เมื่อโรคเรื้อนแตกออก พระราชกุมาร ก็เป็นผู้อันประชาชนพึงรังเกียจถึงความ
เดือดร้อน ดำริว่า ราชสมบัติจะมีประโยชน์อะไรแก่เรา เราจักไปตายอย่าง
อนาถาในป่า แล้วกราบทูลพระราชบิดาให้ทรงทราบ ละทิ้งตำหนักฝ่ายใน
เสด็จออกไปแล้ว พระนางสัมพุลาอัครมเหสี แม้อันพระราชกุมารให้กลับ
ด้วยอุบายเป็นอันมาก ก็ไม่ยอมกลับถ่ายเดียว ทูลว่า หม่อมฉันจักไปปฏิบัติ
ฝ่าพระบาทผู้พระสวามีในป่า แล้วตามเสด็จไปด้วย พระราชกุมารเข้าไปยังป่า
แล้ว สร้างบรรณศาลาขึ้น อยู่อาศัยในประเทศอันสมบูรณ์ ด้วยมูลผลาผล
ร่มเงา น้ำทำอันหาได้ง่าย ราชธิดาผู้ชายา ก็ทรงปฏิบัติบำรุงพระราชกุมาร.
พระนางปรนนิบัติอย่างไร ? คือ พระนาง ตื่นแต่เช้า แล้วกวาดอาศรมบท
ตักน้ำใช้ น้ำฉัน เข้าไปตั้งไว้ น้อมไม้สีพระทนต์ และน้ำบ้วนพระโอษฐ์
เข้าไปถวาย ครั้นบ้วนพระโอษฐ์แล้ว ก็บดยาทาแผลของพระสวามี แล้ว
ให้เสวยผลาผลมีรสหวานอร่อย เมื่อพระสวามี บ้วนพระโอษฐ์ ล้างพระหัตถ์
แล้ว ทูลว่า ข้าแต่พระสวามี ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ขอเสด็จที่โปรด
อย่ามีความประมาท ถวายบังคมแล้ว ถือกระเช้า เสียม และขอสอย เข้าป่า แสวง
หาผลาผล นำผลไม้มาเก็บไว้ที่ข้างหนึ่ง แล้วเอาหม้อตักน้ำมาสรงสนาน
โสตถิเสนราชกุมาร ผู้พระสวามี ด้วยเครื่องสนานอันเป็นผงและเป็นก้อนต่างๆ
แล้วน้อมผลาผล อันมีรสอร่อยเข้าไปถวายอีก ครั้นเสวยเสร็จแล้ว พระนางก็
น้อมน้ำดื่มที่อบไว้เข้าถวาย พระองค์เองก็บริโภคผลาผล แล้วจัดแจงไม้เรียบเป็น
พระบรรจถรณ์ เตรียมไว้ เมื่อพระสวามีบรรทมบนไม้เรียบนั้นแล้ว ก็ทรงล้าง
พระบาท ทำการนวดฟั้นคั้นพระสรีรกาย แล้วเข้าไปนอนข้างที่พระบรรทม
พระนางสัมพุลา ปรนนิบัติพระสวามี โดยอุบายนี้แล.

496
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 497 (เล่ม 61)

วันหนึ่ง พระนางกำลังเก็บผลไม้อยู่ในป่า เหลือบเห็นลำธารแห่งหนึ่ง
จึงยกกระเช้าลงจากศีรษะวางไว้ที่ฝั่งลำธาร คิดว่าเราจักอาบน้ำ แล้วลงไปอาบ
ขัดสรีรกายด้วยขมิ้น จนพระวรกายสะอาดดีแล้ว ขึ้นมา ยืนนุ่งห่มผ้าอันทอด้วย
เปลือกไม้ อยู่ที่ริมลำธาร ขณะนั้น รัศมีแห่งพระสรีรกายของพระนาง เป็น
เหตุให้ป่ามีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน.
ขณะนั้น อสูรตนหนึ่ง เที่ยวแสวงหาอาหารอยู่ เห็นพระนาง
สัมพุลาเข้า ก็มีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
ดูก่อนแม่นาง ผู้มีขาอันอวบอัด เธอเป็นใคร
มายืนสั่นอยู่ผู้เดียวที่ลำธาร ดูก่อนแม่นาง ผู้มีลำตัว
อันน่าเล้าโลมด้วยมือ เราขอถาม เธอจงบอกชื่อและ
เผ่าพันธุ์แก่เรา.
ดูก่อนแม่นาง ผู้มีเอวอันกลมกลึง ท่านเป็นใคร
หรือว่าเป็นลูกเมียของใคร เป็นผู้มีร่างอันสะคราญ ทำ
ป่าเป็นที่อยู่อาศัยแห่งสีหะและเสือโคร่ง ให้น่ารื่นรมย์
สว่างไสวอยู่ ดูก่อนนางผู้เจริญ เราคืออสูรตนหนึ่ง
ขอไหว้ท่าน ขอความนอบน้อมจงมีแก่ท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กา เวธมานา ความว่า เพราะเธอ
อาบน้ำในลำธารหนาว จึงยืนสั่นอยู่. บทว่า สญฺจิตูรุ แปลว่า แน่ะ
นางผู้มีช่วงขาอันอวบอัด. บทว่า ปาณิปเมยฺยมชฺเฌ แปลว่า ดูก่อนแม่
นางผู้มีเรือนร่าง อันน่าเล้าโลม ด้วยมือ. บทว่า กา วา ตฺวํ ความว่า
เธอเป็นใคร หรือว่า เป็นลูกเมียของใคร. บทว่า อภิวาเทมิ แปลว่า เรา
ขอไหว้เธอ. บทว่า ทานวาหํ ความว่า อสูรนั้นได้กล่าวว่า เราคืออสูรตน
หนึ่ง ขอความนอบน้อมนี้จงมีแก่เธอ เราขอประคองอัญชลีแก่เธอ.

497
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 498 (เล่ม 61)

พระนางสัมพุลา ได้ฟังคำของอสูรนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถา ๓ คาถา
ความว่า
คนทั้งหลาย รู้จักโอรสของพระเจ้ากาสีมีนามว่า
โสตถิเสนกุมาร เราชื่อสัมพุลา เป็นชายาของโสตถิ-
เสนกุมารนั้น ดูก่อนอสูร ท่านจงรู้อย่างนี้ ดูก่อนท่าน
ผู้เจริญ เราชื่อสัมพุลา ขอไหว้ท่าน ขอความนอบ
น้อมจงมีแก่ท่าน.
ดูก่อนท่านผู้เจริญ พระโอรสของพระเจ้าวิเทห-
ราช เดือดร้อนอยู่ในป่า เรามาพยาบาลพระองค์ผู้ถูก
โรคเบียดเบียนอยู่ตัวต่อตัว.
อนึ่ง เรามาเที่ยวแสวงหารวงผึ้ง และเนื้อมฤค
เราหาอาหารอย่างใดไป พระสวามีของเรา ก็ได้เสวย
อาหารอย่างนั้น วันนี้เมื่อไม่ได้อาหาร เธอคงจะหิว
โหยเป็นแน่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวเทหปุตฺโต ได้แก่ พระกุมาร ผู้
เวเทหราชปิโยรส. บทว่า โรคสมฺมตฺตํ ได้แก่ ผู้อันโรคเบียดเบียนแล้ว. บทว่า
อุปฏฺฐหิ ความว่า เราต้องพยาบาล คือ ปรนนิบัติท้าวเธอ. ปาฐะว่า
อุปฏฺฐิตา ดังนี้ก็มี. บทว่า วนมุญฺฉาย ความว่า เราเที่ยวค้นเสาะแสวง
หาของป่า. บทว่า มธุมํสํ ความว่า (เราเที่ยวแสวงหา) ผลไม้รวงผึ้งที่ไม่
มีตัว และเนื้อมฤค อันเป็นส่วนเหลือเดนจากราชสีห์ และพยัคฆมฤค
เคี้ยวกิน. บทว่า ตํภกฺโข ความว่า เรานำอาหารสิ่งใดไป พระสวามีของ
เราก็ได้อาหารสิ่งนั้นเสวย. บทว่า ตสฺส นูนชฺช ความว่า เมื่อพระสวามี

498
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 499 (เล่ม 61)

ของเราไม่ได้เสวยอาหารในวันนี้ พระสรีระ คงจะเหี่ยวแห้งดังดอกปทุมที่
เขาตากแดดไว้ฉะนั้น. บทว่า นาธติ แปลว่า ซูบซีด คือ เหี่ยวแห้งไป.
ต่อจากนั้นไป เป็นคาถากล่าวโต้ตอบระหว่างอสูร และพระนางสัมพุลา
ดังต่อไปนี้
(อสูรกล่าวว่า) ดูก่อนนางสัมพุลา เธอจะทำ
อะไรได้กับราชบุตร ผู้เดือดร้อนอมโรคอยู่ในป่า เรา
จะเป็นภัสดาของเธอ.
(นางสัมพุลา ตอบว่า) ดูก่อนอสูรผู้เจริญ รูป
ร่างของเราผู้อาดูรด้วยความโศก เป็นอัตภาพยากไร้
จะงดงามอะไร ขอท่านจงแสวงหาหญิงอื่นที่มีรูปร่าง
งามกว่าเราเถิด.
(อสูรกล่าวว่า) มาเถิดเธอ เชิญขึ้นมายังภูเขานี้
เธอจงเป็นใหญ่กว่าภรรยา ๔๐๐ คนของเรา จะสำเร็จ
ความประสงค์ทุกอย่าง.
ดูก่อนน้องนาง ผู้มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดังดวง
ดาว เจ้าจะได้สั่งใดสิ่งหนึ่งแน่นอน สิ่งของทั้งหมด
ของเราหาได้ง่าย เชิญเจ้ามาอภิรมย์กับเราในวันนี้เถิด.
ดูก่อนน้องนางสัมพุลา หากเจ้าไม่ยอมเป็นมเหสี
ของเรา ชะรอยเจ้าจักต้องเป็นภักษาหารของเรา ใน
เวลาเช้าวันพรุ่งเป็นแน่นอน.
(พระศาสดาตรัสว่า) ครั้นอสูรผู้มีชฎา ๗ ชั้น หยาบ
ช้า เขี้ยวออกนอกปากกินคนเป็นอาหาร ได้จับแขน
นางสัมพุลา ผู้มองไม่เห็นที่พึ่งในป่า.

499
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 500 (เล่ม 61)

นางสัมพุลา ถูกปีศาจผู้หยาบช้า มุ่งอามิสครอบ
งำแล้ว ต้องตกอยู่ในอำนาจของศัตรู เศร้าโศกถึงพระ
สวามีเท่านั้น รำพันว่า
ถึงยักษ์จะเคี้ยวกินเราเสีย เราก็ไม่มีความทุกข์
ทุกข์อยู่แต่ว่า พระหฤทัยของทูลกระหม่อม ของเรา
จักเคลือบแคลงเป็นอย่างอื่นไป.
เทพยเจ้าทั้งหลาย คงจะไม่มีอยู่แน่นอน ท้าว
โลกบาลก็คงไม่มีในโลกนิเป็นแน่ เมื่อยักษ์ผู้ไม่สำรวม
ทำด้วยอาการหยาบช้า จะหาผู้ช่วยห้ามป้องกันไม่มี
เลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริจิณฺเณน ความว่า เจ้าจักทำอะไร
ได้ กับราชบุตรผู้อมโรคอยู่นั้น. บทว่า โสกฏฺฏาย แปลว่า ผู้อาดูรด้วย
ความโศก. ปาฐะว่า โสกฏฺฐาย ดังนี้ก็มี ความก็ว่า ตั้งอยู่แล้วในความ
เศร้าโศก. บทว่า ทุรตฺตาย ความว่า เป็นอัตภาพถึงแล้วซึ่งความยากไร้
กำพร้า. บทว่า เอหิมํ ความว่า อสูรปลอบโยนว่า เจ้าอย่าคิดว่า ตนมี
รูปร่างเลวทรามเลย จงไปยังทิพยวิมานของเราบนยอดเขานี้ จงขึ้นสู่ภูเขานี้เถิด.
บทว่า จตูสตา ความว่า แม้ในวิมานนั้น พี่มีภรรยาอื่นถึง ๔๐๐
คน. บทว่า สพฺพนฺตํ ความว่า อสูรนั้นกล่าวว่า เจ้าปรารถนาเครื่องอุปโภค
บริโภค ผ้าผ่อนและเครื่องอาภรณ์เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งนั้นทั้งหมด
สำหรับพี่มีมากมายล้นเหลือ หาได้ง่ายแท้ ฉะนั้น เจ้าอย่าคิดเสียใจว่าตนเป็น
กำพร้า มาเถิด มาร่วมอภิรมย์ยินดีกับพี่. บทว่า มเหเสยฺยํ ความว่า แน่ะ
นางสัมพุลาผู้เจริญ หากเจ้าไม่ยอมเป็นมเหสีของเราไซร้ เจ้าก็จงเตรียมตัว

500
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 501 (เล่ม 61)

เพื่อเป็นอาหารเช้าของเรา ด้วยเหตุนั้น เราจักนำเจ้าไปสู่วิมานโดยพลการ
เมื่อเจ้าไม่สงเคราะห์เราในข้อนั้น พรุ่งนี้เจ้าจักเป็นอาหารของเราแต่เช้าตรู่
ทีเดียว. บทว่า ตญฺจ ความว่า อสูรนั้นประกอบด้วยชฎาเจ็ดชั้น ทารุณ
เขี้ยวงอกออกนอกปาก ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ได้จับแขนนางสัมพุลา ผู้มอง
ไม่เห็นอะไรเป็นที่พึ่งของตนได้ในป่านั้น. บทว่า อธิปนฺนา แปลว่า
ครอบงำแล้ว. บทว่า อามิสจกฺขุนา ได้แก่ เหลาะแหละโดยถูกกิเลสครอบงำ.
บทว่า ปติเมว ความว่า มิได้คิดถึงตน เศร้าโศกถึงแต่พระสวามีเท่านั้น.
บทว่า มโน เหสฺสติ ความว่า ครั้นพระองค์ทรงทราบว่า เรามัวล่าช้าอยู่
พระทัยของทูลกระหม่อมจักทรงเคลือบแคลงไปต่าง ๆ. บทว่า น สนฺติ เทวา
ความว่า นางสัมพุลาถูกอสูรจับที่แขน เมื่อจะทำการยกย่องเทวดา จึงกล่าว
คำนี้. บทว่า โลกปาลา ความว่า นางสัมพุลากล่าวปริเทวนาการว่า บรรดา
เทพยเจ้าผู้มีศีลเห็นปานนี้ ท้าวโลกบาลผู้อารักขา เห็นจะไม่มีในโลกนี้เป็น
มั่นคง.
ลำดับนั้น ด้วยเดชอำนาจของพระนาง พิภพของท้าวสักกะหวั่นไหว
บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์แสดงอาการร้อนรุ่ม. ท้าวสักกเทวราชจึงทรงแลดู
ทรงทราบเหตุการณ์นั้นแล้ว ทรงถือวชิราวุธเสด็จมาโดยด่วน ประทับยืนบน
ศีรษะของอสูรยักษ์ ตรัสพระคาถานอกนี้ ความว่า
หญิงนี้มียศ ประเสริฐกว่าหญิงทั้งหลาย สงบ-
เสงี่ยม เรียบร้อย มีเดชฟุ้งเฟื่องดุจไฟ แน่ะรากษส
ถ้าเจ้าจะกินนางนี้ ศีรษะของเจ้าจะแตกออกเจ็ดเสี่ยง
เจ้าอย่าทำให้นางเดือดร้อน จงปล่อยไปเสีย เพราะ
นางเป็นหญิงปฏิบัติสามี.

501