พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 452 (เล่ม 61)

ความว่า ด้วยกำลังแห่งก้อนหินที่ข้าพระพุทธเจ้าทุ่มไปแล้ว. บทว่า อุทปฺปตฺโต
แปลว่า ผลุดลุกขึ้นแล้ว. บทว่า มายฺโย ความว่า ก้อนหินที่บุรุษผู้มัก
ประทุษร้ายมิตร ทุ่มลง ตัดหนังใหญ่ ขาดห้อยลงเลือดไหล. พระมหาสัตว์
เสวยทุกขเวทนาคิดว่า ในที่นี้ไม่มีคนอื่นเลย ภัยนี้ต้องเกิดขึ้น เพราะอาศัย
ชายคนนี้ จึงหวาดกลัวต่อมรณภัย เอามือจับหนังที่ขาดห้อยอยู่ไว้ กระโดดขึ้น
กิ่งไม้ เมื่อจะเจรจากับชายลามกนั้น จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า มายฺโย มํ ท่าน
อย่าได้ทำข้าพเจ้าเลย ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มายฺโย มํ ภทฺทนฺเต ความว่า
พญาวานรห้ามพราหมณ์นั้นว่า ท่านผู้เจริญ ท่านอย่าได้ทำข้าพเจ้าเลย. บทว่า
ตวญฺจ นาม ความว่า ท่านอันข้าพเจ้าช่วยให้ขึ้นมาจากเหวอย่างนี้แล้ว
กระทำกรรมร้ายกาจในข้าพเจ้าเห็นปานนี้น่าอนาถ ท่านทำกรรมที่ไม่สมควรเลย.
บทว่า อโห วต ความว่า พญาวานรเมื่อจะตำหนิพราหมณ์นั้น จึงกล่าว
อย่างนี้. บทว่า ตาว ทุกฺกรการกา ความว่า แน่ะบุรุษอาธรรม์ผู้กระทำ
กรรมยากที่บุคคลจะกระทำลงได้ เพราะผิดในเรา. บทว่า ปรโลกาว ความว่า
ท่านเป็นดุจอันข้าพเจ้านำมาจากปรโลก. บทว่า ทุพฺเภยฺยํ (ยังเข้าใจตัว
ข้าพเจ้าว่า) ควรประทุษร้าย คือควรฆ่าเสีย.
บทว่า เวทนํ กฏุกํ ความว่า แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ท่านเป็นผู้ไม่มีธรรม
ข้าพเจ้าต้องประสบทุกขเวทนาเช่นใด เวทนาอันเผ็ดร้อนเช่นนี้อย่าถูกต้อง
ท่านเลย บาปกรรมนั้นอย่าฆ่าท่าน ดังขุยไผ่ฆ่าไม้ไผ่เลย. ขอเดชะพระ-
มหาราชเจ้า พญาวานรเอ็นดูข้าพระพุทธเจ้าอย่างบุตรสุดที่รักด้วยประการฉะนี้.
ทีนั้น ข้าพระพุทธเจ้ากล่าวกะพญาวานรว่า ข้าแต่เจ้า ท่านอย่ากระทำสิ่งที่
ข้าพเจ้ากระทำเลย ท่านอย่าให้ข้าพเจ้าผู้เป็นอสัตบุรุษ ต้องฉิบหายเสียในป่า

452
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 453 (เล่ม 61)

เห็นปานนี้เลย ข้าพเจ้าหลงทิศไม่รู้หนทาง โปรดอย่ายังกุศลกรรมที่ตนทำแล้ว
ให้พินาศเสีย โปรดให้ชีวิตเป็นทานแก่ข้าพเจ้า ช่วยนำข้าพเจ้าออกจากป่า
ไปดำรงอยู่ในถิ่นฐานแดนมนุษย์เถิด. เมื่อข้าพระพุทธเจ้ากล่าวอย่างนี้แล้ว
พญาวานรนั้น เมื่อจะเจรจาปราศรัยกับข้าพเจ้า จึงกล่าวคาถามีคำว่า ตยิ เม
นตฺถิ วิสาโส ความคุ้นเคยในท่านไม่มีสำหรับเราดังนี้เป็นต้น. บทว่า
ตตฺถ ตยิ ความว่า นับแต่วันนี้ไป เรากับท่านไม่มีความคุ้นเคยกัน. บทว่า
เอหิ ความว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ เราจะไม่เดินทางไปกับท่าน แต่ท่านจงมาเถิด
ท่านจงเดินไปพอเห็นร่างไม่ห่างจากหลังเรา เราจักเดินไปทางปลายยอดไม้
เท่านั้น. บทว่า มุตฺโตสิ ความว่า ขอเดชะมหาราชเจ้า ลำดับนั้น พญาวานร
ได้นำข้าพเจ้าออกจากป่าแล้วกล่าวว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ ท่านพ้นจากเงื้อมมือ
สัตว์ร้ายแล้ว.
บทว่า มานุสึ ปทํ ความว่า พญาวานรกล่าวว่า ท่านถึง คือ มาถึง
ถิ่นอันเป็นอุปจารของมนุษย์แล้ว นี่ทาง ท่านจงไปตามทางนั้นเถิด. บทว่า
คิริจโร ได้แก่ วานรมีปกติเที่ยวไปตามซอกเขา. บทว่า ปกฺขนฺลย แปลว่า
ล้างแล้ว. บทว่า เตนาภิสตฺโตสฺมิ ความว่า ขอเดชะพระมหาราชเจ้า
ข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้อันพญาวานรนั้นสงเคราะห์แล้ว เมื่อบาปกรรมนั้นสุกงอม
แล้ว สำคัญว่า อันพญาวานรอนุเคราะห์แล้ว จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า อทฺทิโต
ความว่า ถูกความกระวนกระวายเบียดเบียนแล้ว. บทว่า อุปาคมึ ความว่า
ข้าพระพุทธเจ้าเข้าไปยังห้วงน้ำแห่งหนึ่ง. บทว่า สมปชฺชถ ความว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดปรากฏแก่ข้าพระพุทธเจ้า เป็นเห็นปานนี้. บทว่า ยาวนฺโต
ความว่า มีประมาณเท่าใด.
บทว่า คณฺฑุ ชาเยถ ความว่า ฝีก็ผุดขึ้น (มีประมาณเท่านั้น).
ได้ยินว่า มนุษย์เปรตนั้น เมื่อไม่สามารถจะทนความหิวกระหายได้ จึงยก

453
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 454 (เล่ม 61)

กระพุ่มมือวักน้ำดื่มเข้าไปหน่อยหนึ่ง แล้วรดน้ำที่เหลือลงที่ศีรษะ ทันใดนั้น
เอง ฝีขนาดเท่ามะตูมสุก ก็ผุดขึ้นตามจำนวนหยาดน้ำ เพราะเหตุนั้น เขาจึง
กล่าวอย่างนั้น. บทว่า ปภินฺนา ความว่า ฝีเหล่านั้นก็แตกในวันนั้นเอง
น้ำหนองน้ำเลือดก็ไหลออกมา มีกลิ่นเหม็นดุจซากศพ. บทว่า เยน ความว่า
(ข้าพระพุทธเจ้าจะเดินไป) ทางใด ๆ . บทว่า โอกิตฺตา ความว่า ฟุ้งไป
ด้วยกลิ่นเหม็น คือมีกลิ่นเหม็นตลบอยู่รอบตัว. บทว่า มาสฺสุ โอเรน
อาคมา ความว่า พวกมนุษย์ทั้งหลาย ต่างถือท่อนไม้ห้ามกันข้าพระพุทธเจ้าว่า
เจ้าสัตว์สกปรก ออกไปให้ห่าง อย่าเข้าใกล้ข้า คืออย่าเข้ามาใกล้พวกเรา.
บทว่า สตฺตวสฺสานิ ทานิ เม ความว่า พราหมณ์กราบทูลว่า ขอเดชะ
พระมหาราชเจ้า นับแต่วันนั้นมาจนถึงบัดนี้ เป็นเวลาเจ็ดปี ข้าพระพุทธเจ้า
ต้องเสวยกรรมของตน ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ครั้นมนุษย์เปรตนั้น
พรรณนากรรม คือ การประทุษร้ายมิตรของตนให้พินาศอย่างนี้แล้ว ทูลว่า
ขอเดชะพระมหาราชเจ้า ใคร ๆ เห็นข้าพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่างแล้ว ไม่
ควรทำกรรมเห็นปานนี้ แล้วกล่าวคาถามีอาทิว่า ตํ โว ดังนี้. บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า ตํ เท่ากับ ตสฺมา แปลว่า เพราะเหตุนั้น. อธิบายว่า
เพราะเหตุกรรมเห็นปานนี้ มีทุกข์เป็นวิบากอย่างนี้.
พระบรมศาสดาตรัสอภิสัมพุทธคาถานี้ไว้ ความว่า
ในโลกนี้ ผู้ประทุษร้ายมิตร ย่อมเป็นโรคเรื้อน
เกลื้อนกลาก เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงนรก.
อธิบายว่า ภิกษุทั้งหลาย บุคคลใดประทุษร้ายเบียดเบียนมิตรในโลก
นี้ บุคคลนั้น ย่อมมีสภาพเห็นปานนี้.

454
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 455 (เล่ม 61)

เมื่อบุรุษนั้น กำลังกราบทูลพระราชาอยู่ แผ่นดินก็แยกช่องให้.
เขาก็จุติไปบังเกิดในอเวจีมหานรก ในขณะนั้นเอง. พระราชาก็เสด็จออกจาก
พระราชอุทยาน เสด็จสู่พระนคร.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำอดีตนิทานนี้มาแสดงจบแล้ว ตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระเทวทัต
ก็กลิ้งศิลา ประทุษร้ายเราเหมือนกันแล้วทรงประชุมชาดกว่า บุรุษผู้ประทุษ
ร้ายมิตรในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเทวทัต พญาวานร ได้มาเป็นเราผู้
ตถาคต ฉะนี้แล.
จบอรรถกถามหาปิกชาดก
๗. ทกรักขสชาดก
ว่าด้วยผีเสื้อน้ำ
[๒๓๗๒] ถ้าผีเสื้อน้ำแสวงหาเครื่องเซ่น ด้วย
มนุษย์ พึงจับเรือของพระนางสลากเทวี พระราชชนนี
พระนางนันทาเทวี อัครมเหสี พระติขิณกุมารราช
อนุชา ธนุเสขกุมารผู้สหาย เกวัฏพราหมณ์ปุโรหิต
มโหสถบัณฑิต และพระองค์รวมเป็น ๗ ผู้แล่นเรือ
ไปในทะเล พระองค์จะพระราชทานใครอย่างไร ให้
ตามลำดับ แก่ผีเสื้อน้ำ พระเจ้าข้า.
[๒๓๗๓] ข้าพเจ้าจะให้พระราชมารดาก่อนให้
พระมเหสี ให้กนิษฐภาดา ต่อแต่นั้นไปก็จะให้สหาย

455
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 456 (เล่ม 61)

ให้พราหมณ์ ปุโรหิต เป็นลำดับที่ ๕ ให้ตนเป็นที่ ๖
มโหสถไม่ให้เลย.
[๒๓๗๔] ก็พระราชชนนีของพระองค์ เป็นผู้
บำรุงเลี้ยง ทรงอนุเคราะห์ตลอดราตรีนาน เมื่อฉัพภิ
พราหมณ์ ประทุษร้ายในพระองค์ พระราชมารดาเป็น
ผู้ฉลาด ทรงเห็นประโยชน์ ทำรูปเปรียบอื่น ปลด
เปลื้องพระองค์จากการถูกปลงพระชนม์ พระองค์จะ
พระราชทานพระชนนีผู้มีน้ำพระทัยคงที่ ประทาน
พระชนมชีพ ให้ทรงพระเจริญ ณ ระหว่างพระทรวง
ทรงพระครรภ์นั้น แก่ผีเสื้อน้ำด้วยโทษอะไร.
[๒๓๗๕] พระราชมารดา ทรงเป็นเหมือนหญิง
สาว ทรงเครื่องประดับ ซึ่งในสมควรจะประดับ ตรัส
สรวลเสเฮฮา กะพวกรักษาประตู และพวกฝึกหัดม้า
จนเกินเวลาอันควร อนึ่ง พระราชมารดา ย่อมสั่งทูต
ทั้งหลายถึงอริราชศัตรูเอง ข้าพเจ้าจะให้พระราช
มารดาแก่ผีเสื้อน้ำ ด้วยโทษอันนั้น.
[๒๓๗๖] พระนางนันทาเทวี ผู้ประเสริฐกว่า
หมู่สนมนารี มีพระเสาวนีย์น่ารักยิ่งนัก ทรงประพฤติ
ตาม ทรงมีศีลาจารวัตร ดุจเงา มีปกติไปตาม ไม่
ทรงพิโรธง่าย ๆ ทรงมีบุญบารมี เฉลียวฉลาด ทรง
เห็นประโยชน์ พระองค์จะพระราชทานพระราชเทวี
แก่ผีเสื้อน้ำด้วยโทษอะไร.

456
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 457 (เล่ม 61)

[๒๓๗๗] พระนางนันทานั้นรู้ว่า ข้าพเจ้าถึง
พร้อมด้วยความยินดี ในการเล่นอันกระทำความพินาศ
ก็ขอทรัพย์ ที่ข้าพเจ้าให้แก่บุตรธิดาของตนและชายา
อื่น ๆ ข้าพเจ้ามีความกำหนัดมากก็ให้ทรัพย์ทั้งประ-
ณีตและทรามเป็นอันมาก ครั้นสละสิ่งที่สละได้ยาก
แล้ว ภายหลังก็เศร้าโศกเสียใจ ข้าพเจ้าจะให้นาง
อุพพรีแก่ผีเสื้อน้ำ ด้วยโทษนั้น.
[๒๓๗๘] พระกนิษฐภาดา ทรงบำรุงชาวชนบท
ทั้งหลาย ให้เจริญรุ่งเรือง เชิญพระองค์ผู้ประทับอยู่
ณ ประเทศอื่นมาสู่พระนครนี้ ทรงอันเคราะห์พระองค์
ครอบงำพระราชาทั้งหลาย เอาทรัพย์เป็นอันมาก มา
แต่ราชสมบัติอื่น เป็นผู้ประเสริฐกว่านายขมังธนู ทั้ง
หลาย ทรงกล้าหาญกว่าผู้มีความคิดหลักแหลมทั้ง
หลาย พระองค์จะพระราชทานพระกนิษฐภาดา แก่
ผีเสื้อน้ำ ด้วยโทษอะไร.
[๒๓๗๙] กนิษฐภาดาของข้าพเจ้าดูหมิ่นข้าพเจ้า
ว่า ชาวชนบททั้งหลายเจริญก็เพราะเขา ข้าพเจ้ากลับ
มาได้ก็เพราะเขา อนุเคราะห์ข้าพเจ้า ครอบงำพระ
ราชาทั้งหลาย นำทรัพย์เป็นอันมากมาแต่ราชสมบัติอื่น
เป็นเลิศกว่านายขมังธนูทั้งหลาย กล้าหาญกว่าผู้มี
ความคิดหลักแหลมทั้งหลาย สำคัญข้าพเจ้านี้เป็นพระ
ราชาเด็ก ๆ ได้ความสุขก็เพราะเขา อนึ่ง เมื่อก่อนเขามา

457
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 458 (เล่ม 61)

บำรุงข้าพเจ้าแต่เช้า แต่บัดนี้เขาไม่มาอย่างก่อน ข้าพ-
เจ้าจะให้กนิษฐภาดาแก่ผีเสื้อน้ำ ด้วยโทษนั้น.
[๒๓๘๐] พระองค์ประสูติวันเดียวกันกับธนุเสข-
กุมาร ทั้งสองพระองค์ เป็นชาวปัญจาลนคร เกิดใน
กรุงปัญจาละ เป็นสหายมีวัยเสมอกัน ธนุเสขกุมาร
เป็นผู้ติดตามพระองค์ โดยเสด็จจาริกไปยังชนบทร่วม
สุขร่วมทุกข์กับพระองค์ ขวนขวายจัดแจง ในกิจทุก
อย่างของพระองค์ทั้งกลางวันกลางคืน พระองค์จะพระ
ราชทานพระสหายแก่ผีเสื้อน้ำ ด้วยโทษอะไร.
[๒๓๘๑] ข้าแต่ผู้เป็นเจ้า ธนุเสขกุมารนี้ เป็น
ผู้หัวเราะต่อกระซิกกับข้าพเจ้า ด้วยความประพฤติมา
แต่ก่อน แม้วันนี้ เขาก็ยังซิกซี้เฮฮาเกินเวลา ด้วยกิริยา
นั้นอีก ข้าแต่ผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าจะปรึกษาหารือกัน
ในที่ลับกับพระนางเทวีบ้าง ข้าพเจ้าไม่ทันเรียกหาก็
เข้ามา มิให้ข้าพเจ้ารู้ตัวก่อน ถึงจะได้รับอนุญาตให้
เข้าเฝ้าได้ไม่จำกัดเวลาและโอกาสก็ตาม ข้าพเจ้าจะ
ให้สหายผู้ไม่มีความละอายแก่ใจ หาความเอื้อเฟื้อไม่
ได้ แก่ผีเสื้อน้ำด้วยโทษนั้น.
[๒๓๘๒] เกวัฏปุโรหิต เป็นผู้ฉลาดในนิมิต
ทุกอย่าง รู้เสียงร้องทุกชนิด รู้จบไตรเพท เป็นผู้ฉลาด
ในจันทรุปราคาเป็นต้นที่จะเกิดขึ้น รู้ทำนายความฝัน
รู้การถอยทัพ หรือการรุกเข้าไปต่อสู้ เป็นผู้สามารถ

458
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 459 (เล่ม 61)

รู้โทษหรือคุณในภูมิภาคและอากาศ เป็นผู้รอบรู้ใน
โคจรแห่งนักษัตร พระองค์จะพระราชทานเกวัฏ
พราหมณ์ แก่ผีเสื้อน้ำด้วยโทษอะไร.
[๒๓๘๓] ข้าแต่ผู้เป็นเจ้า อาจารย์เกวัฏลืมตา
ทั้งสอง เพ่งดูข้าพเจ้าแม้ในบริษัท เพราะเหตุนั้น
ข้าพเจ้าจึงให้อาจารย์เกวัฏผู้ร้ายกาจ ดุจมีคิ้วอันเลิก
ขึ้น แก่ผีเสื้อน้ำด้วยโทษนั้น.
[๒๓๘๔] พระองค์เป็นผู้อันอำมาตย์แวดล้อม
ทรงครอบครองพสุนธรมหิดล มีสมุทรเป็นขอบเขต
ดุจกุณฑลแห่งสาคร พระองค์มีมหารัฐซึ่งมีสมุทร ๔
เป็นขอบเขต ทรงชนะสงความเสร็จแล้ว พระกำลัง
มากเป็นเอกราชในปฐพี มีพระอิสริยยศ ถึงความ
ไพบูลย์ พระสนมนารีจากชนบทต่างๆ ๑๖,๐๐๐นาง
สวมใส่กุณฑลแก้วมณี งามดังเทพกัญญา ดูก่อน-
ขัตติยราช นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตอันสมบูรณ์
ด้วยองค์ทั้งปวง อันสำเร็จด้วยสิ่งที่น่าใคร่ทุกอย่าง
อันยืนนานอย่างนี้ ของชนทั้งหลายผู้ถึงความสุข ว่า
เป็นที่รัก เมื่อเป็นเช่นนี้ พระองค์ตามรักษามโหสถ
บัณฑิตยอมทรงสละพระชนมชีพ ซึ่งแสนยากจะพึง
สละได้ ด้วยเหตุหรือว่ากรณีอะไร.
[๒๓๘๕] ข้าแต่ผู้เป็นเจ้า จำเดิมแต่มโหสถมา
อยู่กับข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าไม่เห็นมโหสถผู้มีปัญญา
ทำชั่ว แม้แต่สักเล็กน้อยเลย ถ้าแม้ความตายจะพึงมี

459
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 460 (เล่ม 61)

แก่ข้าพเจ้าเสียก่อนในเวลาหนึ่ง มโหสถก็จะพึงยัง
เหล่าโอรส และนัดดาทั้งหลายของข้าพเจ้าให้เป็นสุข
ได้ เพราะมโหสถย่อมมองเห็นประโยชน์ทั้งปวง ทั้ง
อนาคต ปัจจุบัน และอดีตโดยไม่ผิด ด้วยเหตุนั้น
ข้าพเจ้าจึงจะไม่ให้มโหสถผู้มีการงานอันหาความผิด
ได้ แก่ผีเสื้อน้ำ.
[๒๓๘๖] ท่านทั้งหลายชาวปัญจาลนคร จงฟัง
ราชภาษิตของพระเจ้าจุฬนีพรหมทัตนี้ พระองค์ทรง
ตามรักษามโหสถบัณฑิต ถึงกับสู้สละพระชนมชีพ
ซึ่งแสนยากที่จะสละได้ คือพระเจ้าปัญจาลราชทรง
สละชีวิตแห่งชนทั้ง ๖ คือ พระราชชนนี พระอัคร-
มเหสี พระกนิษฐภาดา พระสหาย และพราหมณ์
กับทั้งพระองค์เอง แก่ผีเสื้อน้ำ ปัญญา มีประโยชน์
อย่างใหญ่หลวง ละเอียดลออ มีปกติคิด ยังประโยชน์
ให้สำเร็จ เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลในปัจจุบัน
และเพื่อความสุขในสัมปรายภพ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบทกรักขสชาดกที่ ๗

460
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 461 (เล่ม 61)

อรรถกถาทกรักขสชาดก
ทกรักขสชาดก มีคำเริ่มต้นว่า สเจ โว วุยฺหมานํ ดังนี้ทั้งหมดนั้น
จักมีแจ้งในมหาอุมมังคชาดก.
จบอรรถกถาทกรักขสชาดก
๘. ปัณฑรกชาดก
ไม่ควรบอกความลับแก่คนอื่น
[๒๓๘๗] ภัยเกิดจากตนเอง ย่อมตามถึงบุคคล
ผู้ไร้ปัญญา พูดพล่อย ๆ ไม่ปิดบังความรู้ ขาดความ
ระมัดระวัง ขาดความพินิจพิจารณา เหมือนครุฑตาม
ถึงเราผู้ปัณฑรกนาคราชฉะนั้น.
นรชนใด ยินดีบอกมนต์ลึกลับ ที่ตนควรจะรักษา
แก่คนชั่ว เพราะความหลง ภัยย่อมตามถึงนรชนนั้น
ผู้มีมนต์อันแพร่งพรายแล้วโดยพลัน เหมือนครุฑตาม
ถึงเรา ผู้ปัณฑรกนาคราชฉะนั้น.
มิตรเทียมไม่ควรจะให้รู้เหตุสำคัญ อันลึกลับ ถึง
มิตรแท้แต่เป็นคนโง่ หรือมีปัญญาแต่ประพฤติสิ่งที่
ไม่เป็นประโยชน์ ก็ไม่ควรจะให้รู้ความลับเหมือนกัน.

461