พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 362 (เล่ม 61)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก โสตฺถิมาชานมิธาวเชยฺย ความว่า
ดูก่อนกุมาร บุรุษไรเล่ารู้ความสวัสดีของตน เดินไปจะกล้ามาในที่นี้ ชะรอย
ท่านจะไม่รู้จึงได้มา.
พระราชกุมารทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถา ความว่า
เรารู้ว่าท่านเป็นคนหยาบช้า กินมนุษย์ แต่หารู้ว่า
ท่านอยู่ในป่านี้ไม่ เราคือโอรสของพระเจ้าชัยทิส
วันนี้ท่านจงกินเราแทนพระชนก เพื่อปลดเปลื้องให้
พระองค์พ้นไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปโมกฺขา ความว่า เพราะเหตุที่จะ
ปลดเปลื้องภาระเสีย เราจึงยอมมอบชีวิตแทนพระราชบิดามาในที่นี้ เพราะ
ฉะนั้น ท่านจงปล่อยพระชนกเราเถิด เชิญกินเราแทนพระองค์.
ลำดับนั้น ยักษ์กล่าวคาถา ความว่า
เรารู้ว่าท่านเป็นโอรสของพระเจ้าชัยทิส ดูพระ-
พักตร์และผิวพรรณ ของท่านทั้งสองคล้ายคลึงกัน
การที่บุคคลยอมตายแทน เพื่อเปลื้องบิดาให้พ้นไปนี้
เป็นกรรมที่ทำได้ยากทีเดียว แต่ท่านก็ทำได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาทิโส โว ความ ว่า พระพักตร์และ
ผิวพรรณของท่านทั้งสองคล้าย ๆ กัน คือเหมือนกันแท้. บทว่า กตํ ตเวทํ
ความว่า กรรมของท่านทั้งนี้ เป็นกรรมที่ทำได้โดยยากแท้.
ลำดับนั้น พระราชกุมารตรัสคาถา ความว่า
มิใช่ของทำยากเลยในเรื่องนี้ เราไม่เห็นสำคัญ
อะไร ผู้ใดยอมตายแทนเพื่อเปลื้องบิดา หรือเพราะ

362
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 363 (เล่ม 61)

เหตุแห่งมารดา ผู้นั้นไปสู่ปรโลกแล้ว ย่อมเป็นผู้
เพรียบพร้อมด้วยสุข และอารมณ์อันงามเลิศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิญฺจิมเหตฺถ มญฺเญ ความว่า ใน
ข้อนี้ เราไม่เห็นสำคัญอะไรเลย. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า บุคคลใดปรารถนา
จะตาย เพื่อปลดเปลื้องบิดา หรือเพราะเหตุแห่งมารดา. บทว่า ปรโลกคมฺยา
ความว่า เขาไปสู่ปรโลกแล้ว. บทว่า สุเขน สคฺเคน ความว่า ย่อมเป็น
ผู้ประกอบด้วยสุขอันบังเกิดในสวรรค์. บทว่า มตฺตุมิจฺเฉ ความว่า เพราะ
ฉะนั้น ในการสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่มารดาบิดานี้ เราไม่สำคัญว่าเป็นสิ่ง
ที่ทำได้ยากอะไรเลย.
ยักษ์ฟังดังนั้นแล้วจึงถามว่า พ่อกุมาร ธรรมดาว่าสัตว์บุคคลที่จะไม่
กลัวตายไม่มีเลย เหตุไฉนท่านจึงไม่กลัวเล่า ? เมื่อพระราชกุมารจะบอก
ความแก่ยักษ์ ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
เราระลึกไม่ได้เลยว่า เราจะกระทำความชั่วเพื่อ
ตนเอง ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ เพราะว่าเราเป็นผู้มี
ชาติและมรณะ อันกำหนดไว้แล้วว่า ในโลกนี้ของเรา
ฉันใด โลกหน้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน.
เชิญท่านกินเนื้อเราในวันนี้ เสียบัดนี้เถิด เชิญ
ท่านทำกิจเถิด สรีระนี้เราสละแล้ว เราจะทำเป็น
พลัดตกมาจากยอดไม้ ท่านชอบใจเนื้อส่วนใด ๆ
ก็เชิญท่านกินเนื้อส่วนนั้น ๆ ของเราเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเร น ชาตุ ความว่า เราระลึกไม่ได้
เลย แม้เพียงส่วนเดียว. บทว่า สงฺขาตชาตี มรโณหมสฺมิ ความว่า

363
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 364 (เล่ม 61)

เรารู้ว่าสัตว์ที่เกิดมาแล้ว มีความเกิดและความตาย อันญาณกำหนดไว้แล้ว
ด้วยดี ที่จะชื่อว่ามีความไม่ตายเป็นธรรมดาไม่มี. บทว่า ยเถว เม อิธ
ความว่า ข้อนี้ญาณของเรากำหนดไว้แล้วเป็นอย่างดีทีเดียวว่า โลกนี้ของเรา
ฉันใด โลกหน้าก็ฉันนั้น โลกหน้าฉันใด แม้โลกนี้ก็ฉันนั้น ชื่อว่าการพ้น
จากความตายไม่มี. บทว่า กรสฺสุ กิจฺจานิ ความว่า ท่านจงทำกิจที่ควรทำ
ด้วยสรีระนี้ สรีระนี้เราสละแก่ท่านแล้ว. บทว่า ฉาทมาโน มยฺหํ ตฺวเม
เทสิ มํสํ ความว่า เมื่อเราตกจากยอดไม้ตายแล้ว เมื่อท่านจะกิน ชอบใจ
ปรารถนาเนื้อส่วนใดจากสรีระของเรา ก็ควรบริโภคเนื้อส่วนนั้น.
ยักษ์ฟังถ้อยคำของพระกุมารแล้ว ตกใจกลัว คิดว่า เราไม่อาจที่จะ
กินเนื้อพระกุมารนี้ได้ จักต้องหาอุบายไล่ให้เธอหนีไปเสีย จึงกล่าวคาถานี้
ความว่า
ดูก่อนพระราชโอรส เรื่องนี้ท่านเต็มใจจริง จึง
สละชีวิตเพื่อปลดเปลื้องพระชนกได้ เพราะเหตุนั้น
แหละ ท่านจงรีบไปหักไม้มาก่อไฟเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชเลหิ ความว่า ท่านจงเข้าไปสู่ป่า หา
ฟืนไม้แก่น มาก่อไฟขึ้น ทำให้เป็นถ่าน ที่ปราศจากควัน เราจักปิ้งเนื้อของ
ท่านในถ่านเพลิงนั้นกิน.
อลีนสัตตุราชกุมาร ได้กระทำตามที่ยักษ์บอกทุกประการ เสร็จแล้ว
ไปยังสำนักของยักษ์ พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเหตุนั้น จึงตรัสพระ
คาถานอกนี้ ความว่า
ลำดับนั้นแล พระราชโอรสผู้มีปัญญา ได้นำ
เอาฟืนมาก่อไฟกองใหญ่ขึ้นแล้ว แจ้งให้ยักษ์ทราบว่า
บัดนี้ได้ก่อไฟเสร็จแล้ว.

364
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 365 (เล่ม 61)

ยักษ์มองดูพระราชกุมาร ซึ่งก่อไฟเสร็จแล้วเดินมาหา เกิดขนพอง
สยองเกล้าว่า บุรุษนี้เป็นดุจราชสีห์ ไม่กลัวความตายเลย ตลอดกาลมีประมาณ
เท่านี้ เราไม่เคยพบเห็นคนที่ไม่กลัวตายอย่างนี้เลย จึงนั่งชำเลืองดูพระกุมาร
บ่อย ๆ พระราชกุมารเห็นกิริยาของยักษ์แล้ว จึงตรัสคาถา ความว่า
เมื่อครู่นี้ ท่านทำการขู่เข็ญว่า จะกินเราในวันนี้
ทำไมจึงหวาดระแวงเกรงเรา มองดูอยู่บ่อย ๆ เราได้
ทำตามคำของท่านเสร็จแล้ว เมื่อพอใจจะกินก็เชิญ
กินได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุหุํ แปลว่า บ่อย ๆ . บทว่า ตถา
ตถา ตุยฺหมหํ ความว่า ท่านพอใจปรารถนาจะบริโภคเคี้ยวกินเราโดยวิธีใด
เราการทำตามคำของท่านโดยวิธีนั้นแล้ว คราวนี้จักให้เราทำอย่างไร เพราะ
ฉะนั้น เชิญท่านกินเราเสียวันนี้เถิด.
ยักษ์ฟังคำของพระกุมารแล้ว กล่าวคาถา ความว่า
ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม มีวาจาสัตย์ รู้ความประสงค์
ของผู้ขอเช่นท่าน ใครจะนำมากินเป็นภักษาหารได้
ผู้ใดกินผู้มีวาจาสัตย์เช่นท่าน ศีรษะของผู้นั้น จะพึง
แตกออกเป็นเจ็ดเสี่ยง.
พระราชกุมารได้สดับดังนั้น จึงพูดว่า ถ้าท่านไม่ประสงค์จะกินเรา
เหตุไรจึงบอกให้เราหักฟืนมาก่อไฟ เมื่อยักษ์บอกว่า เพื่อต้องการลองดูว่า
ท่านจะหนีหรือไม่ จึงตรัสว่า ท่านจักเข้าใจเราในบัดนี้ได้อย่างไร ครั้งเรา
บังเกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน ยังไม่ยอมให้ท้าวสักกเทวราชดูหมิ่นตน
ได้ จึงตรัสคาถา ความว่า

365
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 366 (เล่ม 61)

แท้จริง สสบัณฑิตนั้น สำคัญท้าวสักกเทวราชนี้
ว่าเป็นพราหมณ์ จึงได้ให้อยู่ เพื่อให้สรีระของตน
เป็นทาน ด้วยเหตุนั้นแล จันทิมเทพบุตร จึงมีรูปกระ-
ต่ายปรากฏ สมประสงค์ของโลกอยู่จนทุกวันนี้.
คาถานั้น มีอธิบายว่า สสบัณฑิตนั้น สำคัญสักกพราหมณ์ แม้
นี้ว่า ผู้นี้เป็นพราหมณ์ จึงพูดว่า วันนี้เชิญท่านเคี้ยวกินสรีระของเราในที่นี้
แห่งเดียวเถิด แล้วให้อาศัย คือให้อยู่พักเพื่อให้สรีระของตนเป็นทานอย่างนี้
และแล้วได้ให้สรีระเพื่อเป็นอาหารแก่สักกพราหมณ์นั้น ท้าวสักกเทวราช
จึงบีบเอารสอันเกิดแต่บรรพต มาเขียนเป็นภาพกระต่ายไว้ในมณฑลพระจันทร์
นับแต่นั้นมา เพราะภาพกระต่ายนั้นเอง จันทิมเทพบุตรนั้น ชาวโลกจึงรู้กัน
ทั่วว่า กระต่าย กระต่าย ดังนี้ จันทิมเทพบุตรมีรูปกระต่ายปรากฏ แจ่ม
กระจ่างอย่างนี้ สมประสงค์ คือยังความพอใจของโลกให้เจริญ รุ่งโรจน์อยู่
จนทุกวันนี้ และเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์ อยู่ตลอดกัป.
ยักษ์ได้ฟังดังนั้น เมื่อจะปล่อยพระราชกุมาร จึงกล่าวคาถา ความว่า
พระจันทร์ พระอาทิตย์ พ้นจากปากแห่งราหู
แล้ว ย่อมไพโรจน์ในวันเพ็ญฉันใด ดูก่อนท่านผู้มี
อานุภาพมาก ท่านก็ฉันนั้นหลุดพ้นจากเรา ผู้กินเนื้อ
มนุษย์เป็นอาหารแล้ว ยังพระชนกชนนีให้ปลื้มพระ-
ทัย จงรุ่งโรจน์ในกบิลรัฐ อนึ่ง พระประยูรญาติของ
ท่านจงยินดีกันทั่วหน้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภาณุมา ได้แก่พระอาทิตย์ ท่านอธิบาย
ว่า พระจันทร์หรือพระอาทิตย์ พ้นจากปากราหูแล้วย่อมสว่างไสว ในดิถี

366
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 367 (เล่ม 61)

๑๕ ค่ำฉันใด ดูก่อนท่านผู้มีอานุภาพมาก แม้ท่านพ้นไปจากสำนักของเรา
แล้ว ก็รุ่งโรจน์ในกบิลรัฐฉันนั้นเถิด. บทว่า นนฺทตุ ความว่า ขอพระ
ประยูรญาติทั้งหลาย จงทรงยินดี ร่าเริง.
ยักษ์กล่าวว่า ดูก่อนท่านมหาวีรเจ้า เชิญท่านไปเถิด แล้วส่งเสด็จ
พระมหาสัตว์เจ้า ฝ่ายพระมหาสัตว์เจ้า ครั้นทรงทำให้ยักษ์สิ้นพยศแล้วให้ศีล
๕ กำหนดดูว่า ผู้นี้จะมิใช่ยักษ์กระมัง จึงทรงพระดำริว่า ธรรมดายักษ์ย่อม
มีนัยน์ตาแดงและไม่กระพริบ เขาก็ไม่ปรากฏ เป็นผู้ดุร้าย อาจหาญ ผู้นี้
ชะรอยจะมิใช่ยักษ์ คงเป็นมนุษย์แน่ เขาเล่ากันว่า พระเชษฐาแห่งพระราช
บิดาของเรา ถูกนางยักษิณีจับไปถึงสามองค์ ในจำนวนนั้น นางยักษิณีกินเสีย
สององค์ แต่ประคบประหงมเลี้ยงดูด้วยรักใคร่เหมือนบุตรองค์เดียว ชะรอยจะ
เป็นองค์นี้แน่ เราจักนำไปทูลชี้แจง แก่พระราชบิดาของเรา ให้ท่านผู้นี้ครอง
ราชสมบัติแล้ว จึงตรัสชักชวนว่า มาเถิด ท่านผู้เจริญ ท่านไม่ใช่ยักษ์ ท่านเป็น
พระเชษฐาแห่งพระราชบิดาของเรา เชิญท่านมาไปกับเรา แล้วให้ยกเศวตฉัตร
เสวยราชสมบัติ สืบสันตติวงศ์เถิด เมื่อยักษ์ค้านว่า เราไม่ใช่มนุษย์ จึงตรัสว่า
ท่านไม่เชื่อเรา แต่มีผู้ที่ท่านพอจะเชื่อถืออยู่บ้างหรือ ? เมื่อยักษ์ตอบว่ามีอยู่
คือพระดาบสผู้มีจักษุเป็นทิพย์ ณ ที่โน้น จึงทรงพายักษ์นั้นไปสำนักพระดาบส
นั้น พระดาบสเห็นคนทั้งสองแล้ว ทักขึ้นว่า ท่านทั้งสองคือลุงกับหลาน เที่ยวทำ
อะไรอยู่ในป่า แล้วชี้แจงความที่ชนเหล่านั้นเป็นญาติกันให้ทราบ ยักษ์เชื่อ
ถ้อยคำของพระดาบส จึงกล่าวว่า พ่อหลานชาย เจ้าจงกลับไปเถิด ลุงเกิดมา
ชาติเดียวเป็นถึงสองอย่าง ลุงไม่ต้องการราชสมบัติดอก ลุงจักบวช แล้วบวช
เป็นฤาษีอยู่ในสำนักของพระดาบส. ลำดับนั้น พระอลีนสัตตุราชกุมารถวาย
บังคมลาพระเจ้าลุงแล้ว ได้เสด็จกลับไปยังพระนคร.

367
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 368 (เล่ม 61)

พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถา
ความว่า
ลำดับนั้นแล พระราชโอรสอลีนสัตตุ ผู้มีพระ-
ปัญญา ทรงประคองอัญชลีไหว้ยักษ์โปริสาท ได้รับ
อนุญาตแล้ว มีความสุขสวัสดี หาโรคมิได้เสด็จกลับ
มายังกบิลรัฐ.
พระบรมศาสดา ครั้นตรัสพระคาถานี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงกรณียกิจ
อันชาวพระนคร และชาวนิคมเป็นต้นกระทำ จึงตรัสโอกาสคาถาความว่า
ชาวนิคม ชาวชนบท ถ้วนหน้าทั้งพลช้าง พลรถ
และพลเดินเท้า ต่างพากันมาถวายบังคมพระราช
โอรสนั้น พร้อมกับกราบทูลขึ้นว่า ข้าพระองค์ทั้ง
หลาย ถวายบังคมพระองค์ พระองค์ทรงกระทำกิจ
ซึ่งยากที่จะกระทำได้.
พระเจ้าชัยทิส ทรงสดับข่าวว่า พระราชกุมารกลับมาได้ทรงจัดการ
สมโภชต้อนรับ. พระราชกุมารแวดล้อมด้วยมหาชน ไปถวายบังคมพระราช
บิดา. ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามว่า ลูกรัก เจ้าพ้นมาจากยักษ์เช่นนั้นได้
อย่างไร. พระราชกุมารทูลว่า ขอเดชะ พระราชบิดาเจ้า ผู้นี้มิใช่ยักษ์ แต่เป็น
พระเชษฐาธิราชของพระราชบิดา ผู้นี้เป็นพระปิตุลาของข้าพระพุทธเจ้า แล้ว
กราบทูลเรื่องราวทั้งปวงให้ทรงทราบ แล้วทูลว่า ควรที่พระราชบิดาจะเสด็จ
เยี่ยมพระปิตุลาของข้าพระพุทธเจ้าบ้าง. ทันใดนั้น พระเจ้าชัยทิส จึงตรัสสั่ง
ให้พนักงานเภรีตีกลองประกาศให้ทราบทั่วกัน แล้วเสด็จไปยังสำนักแห่งดาบส
ทั้งหลาย ด้วยราชบริพารเป็นอันมาก. พระมหาดาบสจึงทรงเล่าเรื่องนางยักษิณี

368
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 369 (เล่ม 61)

นำพระองค์ไปเลี้ยงดูไว้ไม่กินเสีย เรื่องที่พระองค์มิใช่ยักษ์ และเรื่องที่พระองค์
เป็นพระประยูรญาติของราชสกุลเหล่านั้น แด่พระเจ้าชัยทิสหมดทุกอย่างโดย
พิสดาร พระเจ้าชัยทิสทรงเชื้อเชิญว่า ข้าแต่พระเชษฐาธิราชเจ้า ขอเชิญ
พระองค์ เสด็จเสวยราชสมบัติเถิด พระมหาดาบส ถวายพระพรห้ามว่า อย่า
เลย มหาราชเจ้า พระเจ้าชัยทิส ตรัสเชิญชวนว่า ถ้ากระนั้น ขอเชิญพระ
เชษฐาธิราชเจ้าไปอยู่ในพระอุทยานเถิด กระหม่อมฉันจักบำรุงด้วยปัจจัย ๔
พระมหาดาบสถวายพระพรว่า อาตมาภาพจะยังไม่ไปก่อน มหาบพิตร พระ
เจ้าชัยทิส ตรัสสั่งให้ขุดคลองใหญ่ เหยียดยาวไประหว่างภูเขาลูกหนึ่ง ไม่ห่าง
จากอาศรมบท ของเหล่าพระดาบส แล้วให้หักล้างถางพงทำไร่นา โปรดให้
มหาชนพันตระกูลอพยพมาตั้งครอบครัว เป็นตำบลใหญ่ ตั้งไว้เป็นภิกขาจาร
ของพระดาบสทั้งหลาย บ้านตำบลนั้น ปรากฏชื่อว่า " จุลลกัมมาสทัมมนิคม "
ส่วนประเทศที่พระมหาสัตว์เจ้า สุตตโสมบัณฑิต ทรมานพระยาโปริสาท
พึงทราบว่า ชื่อมหากัมมาสทัมมนิคม.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงจบแล้ว ทรง
ประกาศอริยสัจจธรรม ในเวลาจบอริยสัจจกถา พระเถระผู้เลี้ยงดูมารดา ได้
ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระราชมารดาบิดา ได้มา
เป็นตระกูลแห่งพระมหาราชเจ้า พระดาบสได้มาเป็นพระสารีบุตร ยักษ์
ได้มาเป็นพระองคุลิมาล พระกนิษฐภคินี ได้มาเป็น นางอุบลวรรณาเถรี
พระอัครมเหสี ได้มาเป็นราหุลมารดา ส่วนอลีนสัตตุราชกุมาร ได้มาเป็น
เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาชัย ทิสชาดก

369
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 370 (เล่ม 61)

๔. ฉัททันตชาดก
ว่าด้วยพญาช้างฉันทันต์
[๒๓๒๗] ดูก่อนพระน้องนาง ผู้มีพระสรีระ
อร่ามงามดังทอง มีผิวพรรณผ่องเหลืองเรืองรอง พระ-
เนตรทั้งสองแจ่มใส เหตุไรหนอ พระน้องจึงดูเศร้าโศก
ซูบไป ดุจดอกไม้ที่ถูกขยี้ ฉะนั้น
[๒๓๒๘] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า หม่อมฉันแพ้
พระครรภ์ โดยการแพ้พระครรภ์เป็นเหตุให้หม่อมฉัน
ฝันเห็นสิ่งที่หาไม่ได้ง่าย.
[๒๓๒๙] กามสมบัติของมนุษย์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง
ในโลกนี้ และในสวนนันทนวัน กามสมบัติทั้งหมดนั้น
เป็นของเราทั้งสิ้น เราหาให้เธอได้ทั้งนั้น.
[๒๓๓๐] ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ นายพราน
ป่าเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในแว่นแคว้นของพระองค์ จง
มาประชุมพร้อมกัน หม่อมฉันจะแจ้งเหตุ ที่แพ้พระ
ครรภ์ของหม่อมฉัน ให้นายพรานป่าเหล่านั้นทราบ.
[๒๓๓๑] ดูก่อนเทวี นายพรานป่าเหล่านี้ ล้วน-
แต่มีฝีมือ เป็นคนแกล้วกล้า ชำนาญป่า รู้จักชนิดของ
เนื้อ ยอมสละชีวิตเพื่อประโยชน์ของเราได้.
[๒๓๓๒] ท่านทั้งหลายผู้เป็นเชื้อแถวของนาย-
พราน ที่มาพร้อมกันอยู่ ณ ที่นี้ จงฟังเรา เราฝันเห็น

370
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 371 (เล่ม 61)

ช้างเผือกผ่อง งามีรัศมี ๖ ประการ ฉันต้องการงาช้าง
คู่นั้น เมื่อไม่ได้ ชีวิตก็เห็นจะหาไม่.
[๒๓๓๓] บิดา หรือปู่ทวด ของข้าพระองค์
ทั้งหลาย ก็ยังไม่เคยเห็น ทั้งยังไม่เคยได้ยินว่า พญา-
ช้างที่มีงามีรัศมี ๖ ประการ พระนางเจ้าทรงนิมิตเห็น
พญาช้างมีลักษณะเช่นไร ขอได้ตรัสบอกพญาช้างที่มี
ลักษณะเช่นนั้น แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า.
[๒๓๓๔] ทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔ เบื้องบน ๑
เบื้องล่าง ๑ ทิศทั้ง ๑๐ นี้ พระองค์ทรงนิมิตเห็น
พญาช้าง ซึ่งมีงามีรัศมี ๖ ประการ อยู่ทิศไหน
พระเจ้าข้า ?
[๒๓๓๕] จากที่นี้ตรงไปทิศอุดร ข้ามภูเขาสูง-
ใหญ่ ๗ ลูก เขาลูกสูงที่สุด ชื่อสุวรรณปัสสคิรี มี
พรรณไม้ผลิดอกออกบานสะพรั่ง มีฝูงกินนรเที่ยว
สัญจรไปมาไม่ขาด.
ท่านจงขึ้นไปบนภูเขาอันเป็นที่อยู่แห่งหมู่กินนร
แล้วมองลงมาตามเชิงเขา ทันใดนั้น จะได้เห็นต้นไทร
ใหญ่ สีเสมอเหมือนสีเมฆ มีย่านไทร๘,๐๐๐ห้อยย้อย.
ใต้ต้นไทรนั้น พญาเศวตกุญชรซึ่งมีงารัศมี ๖
ประการอยู่อาศัย ยากที่ใครอื่นจะข่มขี่จับได้ ช้าง
ประมาณ ๘,๐๐๐ มีงาเท่างอนไถ วิ่งไล่เร็วปานลมพัด
พากันแวดล้อมรักษาพญาเศวตกุญชรนั้นอยู่.

371