พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 352 (เล่ม 61)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสเนว ความว่า อันเป็นของ ๆ ข้าพ-
เจ้านั่นเอง. บทว่า ปณสิ ความว่า พระองค์ตรัสเอาของ ๆ ข้าพเจ้า มา
แลกเปลี่ยนตัว. บทว่า สสฺสมาโน แปลว่า ถูกข้าพเจ้าเบียดเบียนอยู่. บทว่า
ตํ ขาทิยาน ความว่า กินเนื้อกวางนั้น. บทว่า ชิฆญฺญํ ความว่า ข้าพ-
เจ้าประสงค์จะเคี้ยวกิน. บทว่า ขาทิสฺสํ ความว่า เพราะข้าพเจ้าจักกินเนื้อ
กวางนั้น ในภายหลัง. บทว่า น วิลาปกาโล ความว่า ยักษ์ทูลว่า พระองค์
อย่าขอร้องเลย เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะขอร้อง.
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงระลึกถึงนันทพราหมณ์ได้ จึงตรัส
พระคาถาที่ ๔ ความว่า
ถ้าความรอดพ้นของเราไม่มีด้วยการแลกเปลี่ยน
ขอให้เราได้กลับไปยังพระนครเสียก่อน เราผัดพราหมณ์
ไว้ว่า จะให้ทรัพย์ เราจักรักษาคำสัตย์ ย้อนกลับมา
หาท่านอีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น จตฺถิ ความว่า ถ้าว่าการหลุดพ้น
ของเราจะไม่มี แม้ด้วยการแลกเปลี่ยนแล้วไซร้. บทว่า คนฺตฺวาน ความว่า
เมื่อเป็นอย่างนี้ วันนี้ท่านจงกินเนื้อกวางตัวนี้ ขอให้เราได้กลับไปยังพระนคร
ก่อน. บทว่า ปเคเยว แปลว่า ก่อนทีเดียว. อธิบายว่า ท่านจงรับปฏิญญา
เพื่อต้องการให้เรากลับมาทันเวลาบริโภคอาหารเช้าวันพรุ่งนี้เถิด. บทว่า ตํ
สงฺครํ ความว่า เพราะเราได้ทำความผัดเพี้ยนไว้แก่พราหมณ์ว่า จักให้
ทรัพย์แก่เขา ครั้นเราให้ทรัพย์แก่เขาแล้ว จักตามรักษาซึ่งสัจจะตามที่ข้าพเจ้า
กล่าวไว้นี้ กลับมาหาท่านอีก.

352
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 353 (เล่ม 61)

ยักษ์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๕ ความว่า
ดูก่อนพระราชา พระองค์ใกล้จะถึงสวรรคตอยู่
แล้ว ยังทรงเดือดร้อนถึงกรรมอะไรอยู่ ขอจงตรัส
บอกกรรมนั้น แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะอนุญาต
ให้กลับไปก่อนได้.
กรรม ในคาถานั้น ก็ได้แก่กรรมนั่นเอง. บทว่า อนุตปฺปตี ตํ
ความว่า ยังจะตามร้อนใจถึงกรณียกิจอะไร ? บทว่า ปตฺตํ แปลว่า เข้าถึง.
บทว่า อปิ สกฺกุเณมุ ความว่า เออก็ ถ้าข้าพระเจ้าได้ฟังเหตุแห่งความเศร้า
โศกของท่านแล้ว อาจจะอนุญาตให้ท่านมาตอนเช้าตรู่ได้.
พระราชาเมื่อจะตรัสบอกเหตุนั้น จึงตรัสพระคาถาที่ ๖ ความว่า
ความหวังในทรัพย์ เราได้ทำไว้แก่พราหมณ์
ความผัดเพี้ยนเป็นข้อผูกมัดตัว ยังพ้นไปไม่ได้ เพราะ
เราผัดไว้ว่า จะให้ทรัพย์แก่พราหมณ์ เราจักรักษา
คำสัตย์ กลับมาหาท่านอีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิโมกฺกํ น มุตฺตํ ความว่า ข้าพเจ้า
ตั้งความผัดเพี้ยนเป็นสัญญามัดตัว โดยปฏิญญาแก่พราหมณ์ว่า ฟังสตารห-
คาถา ๔ บาท แล้วจักให้ทรัพย์แก่เขา เพราะข้าพเจ้ายังมิได้ให้ทรัพย์แก่พราหมณ์
จึงหาพ้นไปได้ไม่.
ยักษ์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๗ ความว่า
ความหวังในทรัพย์พระองค์ได้ทำไว้แก่พราหมณ์
ความผัดเพี้ยนเป็นข้อผูกมัดตัว ยังพ้นไปไม่ได้ เพราะ

353
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 354 (เล่ม 61)

ได้ผัดเพี้ยนไว้แก่พราหมณ์ว่า จะพระราชทานทรัพย์
พระองค์จงรักษาคำสัตย์ไว้เสด็จกลับมาเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุนราวฏฺฏสฺสุ ความว่า จงเสด็จกลับ
มาอีก.
ก็แลครั้นยักษ์กล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ปล่อยพระราชาไป. พระราชาอัน
ยักษ์ปล่อยแล้ว จึงตรัสว่า ท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจักมาแต่เช้าตรู่ทีเดียว
แล้วทรงสังเกตเครื่องหมายตามทาง เสด็จเข้าไปหาพลนิกายของพระองค์
แวดล้อมด้วยพลนิกาย เสด็จเข้าสู่พระนคร ตรัสสั่งให้หานันทพราหมณ์มาเฝ้า
เชิญให้นั่งบนอาสนะอันมีค่ามาก ทรงสดับคาถาเสร็จแล้ว พระราชทานทรัพย์
๕ พัน เชิญพราหมณ์ให้ขึ้นยานพาหนะแล้วตรัสสั่งว่า ท่านจงนำทรัพย์นี้ไปยัง
เมืองตักกศิลาเถิด ทรงมอบคนให้แล้วก็ส่งพราหมณ์ไป ทรงพระประสงค์จะ
เสด็จกลับคืนไปหายักษ์ในวันรุ่งขึ้น จึงตรัสสั่งให้หาพระโอรสมาทรงสั่งสอน
พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถา
ความว่า
พระเจ้าชัยทิสทรงพ้นเงื้อมมือยักษ์แล้ว รีบเสด็จ
กลับไปยังพระราชมณเฑียรของพระองค์ เพราะได้
ทรงผัดเพี้ยนไว้แก่พราหมณ์ว่าจะพระราชทานทรัพย์ได้
ตรัสสั่งให้หาพระราชโอรสพระนามว่า อลีนสัตตุมา.
ตรัสว่า เจ้าจงอภิเษกปกครองรัฐสีมาในวันนี้
จงประพฤติธรรมในรัฐสีมาและในประชาชนทั้งหลาย
บุคคลไม่ประพฤติธรรม อย่าได้มีในแว่นแคว้นของ
เจ้า เราจะไปในสำนักแห่งยักษ์.

354
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 355 (เล่ม 61)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลีนสตฺตุํ ได้แก่ พระราชกุมารผู้มี
พระนามอย่างนี้. แต่ในพระบาลี ท่านเขียนไว้ว่า " อลีนสัตตะ ". บทว่า
อชฺเชว รชฺชํ ความว่า ลูกรัก พ่อจะมอบราชสมบัติให้แก่เจ้า เจ้าจงสนาน
มุรธาภิสิตในวันนี้แหละ. บทว่า ญนฺเต ได้แก่ ตฺยนฺเต แปลว่า ในสำนัก.
พระราชกุมารทรงสดับดังนั้น ตรัสคาถาที่ ๑๐ ความว่า
ขอเดชะ ข้าแต่พระราชบิดาผู้ทรงพระคุณอันประ
เสริฐ ข้าพระองค์ได้ทำความไม่พอพระทัยอะไรไว้ใน
ใต้ฝ่าพระบาท ข้าพระองค์ปรารถนาจะได้สดับความ
ที่พระองค์จะให้ขึ้นครองราชสมบัติในวันนี้ เพราะข้า
พระพุทธเจ้า ขาดพระราชบิดาเสียแล้ว หาปรารถนา
แม้ราชสมบัติไม่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุพฺพํ แปลว่า กระทำอยู่. บทว่า ยมชฺช
ความว่า พระราชบิดาให้ข้าพระพุทธเจ้าขึ้นครองราชสมบัติในวันนี้ เพราะ
กระทำการที่ไม่พอพระทัยอันใด. บทว่า อุทสฺสเย ความว่า พระราชบิดา
ทรงยกขึ้น คือ แต่งตั้งให้ข้าพระพุทธเจ้าดำรงอยู่ในราชสมบัติ เพราะการ
กระทำที่ไม่พอพระทัยอันใด พระองค์จงตรัสบอกการกระทำอันนั้น เพราะ
ข้าพระพุทธเจ้าขาดพระองค์เสียแล้ว ย่อมไม่ปรารถนาแม้ราชสมบัติ.
พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า
ลูกรัก พ่อไม่ได้เพ่งถึงความผิดทางกายกรรม
และวจีกรรมของเธอเลย แต่พ่อได้ทำความตกลงไว้
กับยักษ์ พ่อต้องรักษาคำสัตย์ จึงต้องกลับไปอีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปราธิโต ความว่า เราไม่คำนึงถึง
ความผิดทางไตรทวารนี้ของเจ้าเลย. บทว่า ตุริยํ แปลว่า อันเป็นของเจ้า.

355
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 356 (เล่ม 61)

มีคำอธิบายว่า ลูกรัก พ่อมิได้คำนึงถึงความผิดอันไม่เป็นที่โปรดปรานของพ่อ
อะไร ๆ ของเจ้าทั้งทางกายและทางวาจาเลย. บทว่า สทฺธิญฺจ กตฺวา ความว่า
แต่เพราะยักษ์ตนหนึ่ง จับพ่อไว้ คราวไปป่าล่าเนื้อ จักกินเป็นอาหาร เมื่อ
เป็นเช่นนั้น พ่อจึงให้สัตยสาบานไว้กับยักษ์นั้นว่า เมื่อเราได้ฟังธรรมกถาของ
พราหมณ์ กระทำสักการะแก่เขาแล้ว จักมาให้ทันเวลาอาหารเช้า พรุ่งนี้
จึงกลับมาได้ เพราะเหตุนั้น เพื่อจะตามรักษาความสัตย์ไว้ พ่อจักต้องไปใน
ที่นั้นอีก เจ้าจงเสวยราชสมบัติเถิด.
อลีนสัตตุราชกุมาร ทรงฟังพระราชดำรัสของพระราชบิดาแล้ว ตรัส
คาถา ความว่า
ข้าพระพุทธเจ้าจักไปแทน ขอพระราชบิดาจง
ประทับอยู่ ณ ที่นี้ เมื่อทางที่จะรอดชีวิตจากสำนักแห่ง
ยักษ์ ไม่มี ข้าแต่สมเด็จพระราชบิดา ถ้าพระองค์มี
พระประสงค์จะเสด็จให้ได้ ข้าพระพุทธเจ้าก็จักตาม
เสด็จด้วย เราทั้งสองจะไม่ยอมอยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิเธว ความว่า ขอพระองค์จงประทับ
อยู่ ณ ที่นี้เถิด. บทว่า ตโต ความว่า ขึ้นชื่อว่าความรอดชีวิตจากสำนัก
ของยักษ์นั้น ไม่มีทางเลย. บทว่า อุโภ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เป็น
อันว่าจักไม่ต้องอยู่กันทั้งสองคน.
พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสพระคาถา ความว่า
ลูกรัก นั้นเป็นธรรมของสัตบุรุษ โดยแท้จริง
แต่เมื่อไรยักษ์ข่มขี่ทำลายเผาเธอกินเสียที่โคนไม้ นั่น
เป็นความด่างพล้อยของพ่อ ข้อนี้แหละ เป็นทุกข์ยิ่ง
กว่าความตายของพ่อเสียอีก.

356
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 357 (เล่ม 61)

พระคาถานั้นมีอธิบายว่า นั้นเป็นธรรม คือ ธาตุแท้ของสัตบุรุษ
คือบัณฑิตทั้งหลาย โดยแน่แท้ เจ้าพูดคำที่ถูกต้องแล้ว ก็แต่ว่าจะเป็นความ
ทุกข์ยิ่งกว่าความตายของพ่อเอง ข้อนั้นจะเป็นความด่างพร้อยผูกพันพ่อ.
บทว่า ภิทารุกฺขมูเล ความว่า เมื่อยักษ์ข่มขี่ทำลายเผาเจ้ากินโดย
พลการ ที่โคนต้นไม้อันกล้าแข็ง.
พระราชกุมารทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถา ความว่า
ข้าพระพุทธเจ้า ขอเอาชีวิตของข้าพระพุทธเจ้า
แลกพระชนมชีพของพระราชบิดาไว้ พระราชบิดา
อย่าเสด็จไปในสำนักของยักษ์เลย ข้าพระพุทธเจ้าจะ
ขอเอาชีวิตของข้าพระพุทธเจ้า แลกพระชนมชีพของ
พระราชบิดานี้แหละไว้ เพราะฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้า
ขอยอมตายแทนพระราชบิดา พระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิมิสฺสํ ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าจัก
แลกชีวิตของตน กับพระชนมชีพของพระราชบิดาในคราวนี้แหละ. บทว่า
ตสฺมา ความว่า เพราะข้าพระพุทธเจ้าจักแลกพระชนมชีพ ของพระราชบิดา
ไว้ ฉะนั้น จึงเลือกเอาความตาย เพื่อต้องการให้พระราชบิดามีพระชนมชีพ
อยู่ ข้าพระพุทธเจ้าสรรเสริญความตายอย่างเดียวเท่านั้น จึงเลือกคือปรารถนา
ความตาย.
พระเจ้าชัยทิส ได้ทรงสดับดังนั้น ก็ทรงทราบกำลังของพระโอรส
จึงตรัสสั่งว่า ดีละลูกรัก เจ้าจงไปเถิด. อลีนสัตตุราชกุมาร ถวายบังคมลา
พระราชมารดาและพระราชบิดาแล้วก็เสด็จออกจากพระนคร.
เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถากึ่ง
คาถา ความว่า

357
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 358 (เล่ม 61)

ลำดับนั้นแล พระราชโอรสผู้ทรงพระปรีชา
ถวายบังคมพระยุคบาท พระชนกชนนีแล้วเสด็จไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาเท ความว่า ถวายบังคมพระยุคลบาท
พระชนกชนนีเสด็จไปแล้ว.
ลำดับนั้น พระชนกชนนีก็ดี พระภคินีก็ดี พระชายาก็ดี ของพระราช
กุมารนั้น พร้อมด้วยหมู่อำมาตย์ และบริวารชนก็เสด็จออกไปด้วย. ครั้น
พระราชกุมารนั้นออกจากพระนครแล้ว ก็ทูลถามหนทางกะพระราชบิดากำหนด
ไว้ด้วยดีแล้ว ถวายบังคมพระชนกชนนี ประทานโอวาทแก่ชนที่เหลือ แล้ว
มิได้สะด้งตกพระทัยกลัว เสด็จขึ้นสู่ทางดำเนินไปสู่ที่อยู่ของยักษ์ ประหนึ่งว่า
ไกรสรสีหราชฉะนั้น. พระมารดาทอดพระเนตรเห็นพระกุมารกำลังทรงดำเนิน
ไป ไม่สามารถจะดำรงพระองค์อยู่ได้ ก็ล้มลง ณ พื้นปฐพี. พระราชบิดา
ก็ทรงประคองพระพาหา คร่ำครวญด้วยเสียงอันดัง.
เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงทรงตรัสพระคาถา
กึ่งคาถา ความว่า
พระชนนีของพระราชกุมารนั้น ทรงมีทุกข์
โทมนัสล้มลงเหนือพื้นปฐพี พระชนกนาถเล่า ก็ทรง
ประคองสองพระพาหา คร่ำครวญด้วยเสียงอันดัง.
ครั้นตรัสกึ่งพระคาถาดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงประกาศสัจจกิริยา อัน
พระราชบิดาของพระกุมารนั้นทรงประกอบ และอันพระราชมารดาพระภคินี
และพระชายาทรงกระทำแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาต่อไปอีก ๔ คาถา ความว่า
พระราชบิดา ทรงทราบชัดว่า พระโอรสกำลัง
มุ่งหน้าเสด็จไป ทรงเบือนพระพักตร์ประคองอัญชลี

358
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 359 (เล่ม 61)

กราบไหว้เทวดาทั้งหลาย คือ พระโสมราชา พระ-
วรุณราช พระปชาบดี พระจันทร์และพระอาทิตย์
ขอเทพยเจ้าเหล่านี้ ช่วยคุ้มครองโอรสของเรา จาก
อำนาจแห่งยักษ์ อลีนสัตตุลูกรัก ขอยักษ์นั้นจงอนุญาต
ให้เจ้ากลับมาโดยสวัสดี.
มารดาของรามบุรุษ ผู้ไปสู่แคว้นของพระเจ้า
ทัณฑกิราช ได้คุ้มครองทำความสวัสดี แก่รามะผู้เป็น
บุตรอย่างใด แม่ขอทำความสวัสดีอย่างนั้นแก่เจ้า
ด้วยคำสัตย์นั้น ขอทวยเทพจงช่วยคุ้มครอง ขอให้เจ้า
ได้รับอนุญาต กลับมาโดยสวัสดีเถิด ลูกรัก.
น้องนึกไม่ออกเลย ถึงความคิดประทุษร้าย ใน
อลีนสัตตุผู้พระเชษฐา ทั้งในที่แจ้งหรือที่ลับ ด้วย
ความสัตย์นี้ ขอเทพยเจ้าโปรดระลึกถึงพระเชษฐาที่
เคารพ ขอพระเชษฐาจงได้รับอนุญาตให้กลับมาโดย
สวัสดี.
ข้าแต่พระสวามี พระองค์ไม่เคยประพฤตินอกใจ
หม่อมฉันเลย ฉะนั้น จงเป็นที่รักของหม่อมฉันด้วย
ใจจริง ด้วยความสัตย์นี้ ขอเทพยเจ้าโปรดระลึกถึง
พระสวามีที่เคารพ ข้าแต่พระสวามี ขอพระองค์ จง
ได้รับอนุญาตให้กลับมาโดยสวัสดี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรมฺมุโข ความว่า พระราชบิดา
ทรงทราบชัดว่า พระโอรสของเรานี้ กำลังมุ่งหน้าเสด็จไป. บทว่า ปญฺชลีโก

359
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 360 (เล่ม 61)

ความว่า ทรงเบือนพระพักตร์ประดิษฐานอัญชลีเหนือเศียรเกล้า ในกาลนั้น
ทรงไหว้วิงวอน นอบน้อมเทพยเจ้าทั้งหลาย. บทว่า โปริสาทกมฺหา ความว่า
ขอเทพเจ้าจงช่วยคุ้มครองโอรสของเราจากอำนาจแห่งยักษ์ ดูก่อนอลีนสัตตุลูก
รัก ยักษ์นั้นจงอนุญาตให้เจ้ากลับมาโดยความสวัสดี.
บทว่า รามสฺสกา ความว่า มารดาของรามบุรุษได้กระทำความ
คุ้มครอง. เล่ากันมาว่า มีบุรุษคนหนึ่งเป็นชาวเมืองพาราณสี ชื่อรามะ เป็นผู้
เลี้ยงดูมารดา ปฏิบัติมารดาบิดา คราวหนึ่งไปค้าขายถึงเมืองกุมภวดี ใน
แว่นแคว้นของพระเจ้าทัณฑกิราช เมื่อแคว้นทั้งสิ้นต้องพินาศลง ด้วยฝน
เก้าประการ เขาได้ระลึกถึงคุณของมารดาบิดา. ครั้งนั้น ด้วยผลแห่งมาตาปิตุ-
ปัฏฐานธรรม เทพยเจ้าทั้งหลายได้นำเขามามอบให้แก่มารดาด้วยความสวัสดี.
พระชนนีของอลีนสัตตุราชกุมาร ทรงนำเหตุการณ์นั้นมาตรัสอย่างนี้ ก็โดยที่
ได้ยินได้ฟังมา.
บทว่า โสตฺถานํ ได้แก่ ความสวัสดี. ถึงเทพยเจ้าทั้งหลาย จะ
กระทำความสวัสดีได้ก็จริง แต่ท่านกล่าวว่า มารดาได้กระทำแล้ว เพราะเกิด
แล้วโดยอาศัยมาตาปิตุอุปัฏฐานธรรม. บทว่า ตนฺเต อหํ ความว่า (มารดา
ของรามบุรุษทำความสวัสดี แก่รามะผู้บุตรฉันใด) แม้แม่ก็ทำความสวัสดีนั้น
แก่เจ้าเหมือนกัน คือ เพราะอาศัยแม่ ขอความสวัสดีจงมีแก่ลูกของแม่ฉันนั้น
เหมือนกัน. อีกนัยหนึ่ง บทว่า กโรมิ แปลว่า จะไป. บทว่า เอเตน
สจฺจน ความว่า ถ้าว่ารามบุรุษนั้นเป็นผู้อันเทพยเจ้า นำมาแล้วโดยความ
สวัสดี เป็นความจริงไซร้ ด้วยอำ นาจคำสัตย์นั้น ขอเทพยเจ้าทั้งหลายจงระลึก
ถึงเจ้า เพื่อชนกชนนี คือขอเทพยเจ้าจงนำเจ้ามาแสดงแก่แม่ เหมือนรามบุรุษ
ฉะนั้น.

360
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 361 (เล่ม 61)

บทว่า อนุญฺญาโต ความว่า ลูกรัก อันยักษ์อนุญาตว่าไปได้ คือ พระชนนี
ตรัสว่า ดูก่อนลูกรัก ขอเจ้าจงกลับมาโดยสวัสดี ด้วยเทวานุภาพเถิด.
บทว่า ชาตุมลีนสตฺเต ความว่า พระกนิษฐภคินีของอลีนสัตตุราช
กุมารนั้น ได้ตั้งสัตยาธิษฐานอย่างนี้ว่า น้องระลึกไม่ได้ ซึ่งความคิดประทุษร้าย
ทั้งต่อหน้าหรือลับหลัง ในอลีนสัตตุผู้พระเชษฐา โดยส่วนเดียวเป็นแน่แท้.
บทว่า ยสฺมา จ เม อนธิมโนสิ สามิ ความว่า พระอัครมเหสีของ
อลีนสัตตุราชกุมารนั้น ได้ตั้งสัตยาธิษฐานอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระอลีนสัตตุผู้
พระสวามี พระองค์มิได้ประพฤตินอกใจหม่อมฉันเลย คือพระองค์มิได้ข่มขี่
ล่วงเกินหม่อมฉัน ถึงกับเอาพระทัยใฝ่ปรารถนาหญิงอื่นเลย. บทว่า น จาปิ
เม มนสา อปฺปิโยสิ ความว่า พระองค์จะไม่เป็นที่รัก ด้วยใจจริงของ
หม่อมฉันก็หามิได้ เราทั้งสองอยู่ร่วมกันมาด้วยความรักใคร่ทีเดียว.
พระราชกุมาร เสด็จดำเนินไปสู่ทางที่อยู่ของยักษ์ ตามคำแนะนำที่
พระราชบิดาตรัสบอก. ฝ่ายยักษ์คิดว่า ธรรมดากษัตริย์มีมายามาก ใครจะรู้ว่า
จักเกิดอะไรขึ้น จึงขึ้นต้นไม้นั่งแลดูทางที่พระเจ้าชัยทิสจะเสด็จมา เหลือบเห็น
พระกุมารกำลังดำเนินมา คิดว่า ชะรอยพระโอรสจักให้พระราชบิดากลับแล้ว
ตัวมาแทน ภัยคงไม่มีแก่เรา จึงลงจากต้นไม้นั่งผินหลังให้. พระราชกุมาร
เสด็จมาถึงแล้ว เข้าไปยืนอยู่ตรงหน้ายักษ์.
ลำดับนั้น ยักษ์กล่าวคาถา ความว่า
ท่านผู้มีร่างกายอันสูงใหญ่ มีหน้าอันงดงามมา
จากไหน ท่านไม่รู้หรือว่า เราอยู่ในป่านี้ ชะรอยจะ
ไม่รู้ว่า เราเป็นคนดุร้าย กินเนื้อมนุษย์กระมังจึงได้มา
ที่ไม่รู้ความสวัสดีของตนดอกจึงได้มาในที่นี้.

361