พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 342 (เล่ม 61)

เพราะได้ทรงผัดเพี้ยนไว้แก่พราหมณ์ว่า จะพระราช-
ทานทรัพย์ ได้ตรัสให้หาพระราชโอรส พระนามว่า
อลีนสัตตุมา.
ตรัสว่า เจ้าจงอภิเษก ปกครองรัฐสีมาในวันนี้
จงประพฤติธรรมในรัฐสีมาและในประชาชนทั้งหลาย
บุคคลไม่ประพฤติธรรม อย่าได้มีในแว่นแคว้นของ
เจ้า เราจะไปสำนักแห่งยักษ์.
[๒๓๐๔] ขอเดชะ ข้าแต่พระราชบิดาผู้ทรงพระ-
คุณอันประเสริฐ ข้าพระองค์ได้ทำความไม่พอพระทัย
อะไรไว้ในใต้ฝ่าพระบาท ข้าพระองค์ปรารถนาจะได้
สดับความที่พระองค์จะให้ขึ้นครองราชสมบัติในวันนี้
เพราะข้าพระพุทธเจ้าขาดพระราชบิดาเสียแล้ว หา
ปรารถนาแม้ราชสมบัติไม่.
[๒๓๐๕] ลูกรัก พ่อไม่ได้นึกถึงความผิด ทาง
กายกรรมและวจีกรรมของเธอเลย แต่พ่อได้ทำความ
ตกลงไว้กับยักษ์ พ่อต้องรักษาคำสัตย์จึงต้องกลับ
ไปอีก.
[๒๓๐๖] ข้าพระพุทธเจ้าจักไปแทน ขอพระราช
บิดาจงประทับอยู่ ณ ที่นี้ เมื่อทางที่จะรอดชีวิตจาก
สำนักแห่งยักษ์ไม่มี ข้าแต่สมเด็จพระราชบิดา ถ้า
พระองค์มีพระประสงค์จะเสด็จให้ได้ ข้าพระพุทธเจ้า
จักตามเสด็จด้วย เราทั้งสองจะไม่ยอมอยู่.

342
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 343 (เล่ม 61)

[๒๓๐๗] ลูกรัก นั่นเป็นธรรมของสัตบุรุษ โดย
แท้จริง แต่เมื่อไร ยักษ์ข่มขี่ทำลาย เผาเธอกินเสียที่
โคนไม้ นั่นเป็นความด่างพร้อยของพ่อ ข้อนี้แหละ
เป็นทุกข์ยิ่งกว่าความตายของพ่อเสียอีก.
[๒๓๐๘] ข้าพระพุทธเจ้า ขอเอาชีวิตของข้า-
พระพุทธเจ้า แลกพระชนมชีพของพระราชบิดาไว้
พระราชบิดาอย่าเสด็จไปในสำนักของยักษ์เลย ข้า
พระพุทธเจ้าจะขอเอาชีวิตของข้าพระพุทธเจ้า แลก
พระชนมชีพของพระราชบิดานี้แหละไว้ เพราะฉะนั้น
ข้าพระพุทธเจ้า ขอยอมตายแทนพระราชบิดา
พระเจ้าข้า.
[๒๓๐๙] ลำดับนั้นแล พระราชโอรสผู้ทรง
พระปรีชา ถวายบังคมพระยุคลบาท พระชนกชนนี
แล้วเสด็จไป พระชนนีของพระราชกุมารนั้น ทรง
มีทุกข์โทมนัสล้มลงเหนือปฐพี พระชนกนาถเล่า
ทรงประคองสองพระพาหา คร่ำครวญด้วยเสียงอัน
ดัง.
[๒๓๑๐] พระราชบิดา ทรงทราบชัดว่า พระ-
โอรสกำลังมุ่งหน้าเสด็จไป ทรงเบือนพระพักตร์
ประคองอัญชลีกราบไหว้เทวดาทั้งหลาย คือพระโสม
ราชา พระวรุณราช พระปชาบดี พระจันทร์และ
พระอาทิตย์ ขอเทพเจ้าเหล่านี้ ช่วยคุ้มครองโอรส

343
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 344 (เล่ม 61)

ของเรา จากอำนาจแห่งยักษ์ อลีนสัตตุลูกรักขอยักษ์
นั้นจงอนุญาต ให้เจ้ากลับมาโดยสวัสดี.
[๒๓๑๑] มารดาของรามบุรุษ ผู้ไปสู่แคว้นของ
พระเจ้าทัณฑกิราช ได้คุ้มครองทำความสวัสดี แก่
รามะผู้เป็นบุตรอย่างใด แม่ขอทำความสวัสดีอย่างนั้น
แก่เจ้า ด้วยคำสัตย์นั้น ขอทวยเทพจงช่วยคุ้มครอง
ให้เจ้าได้รับอนุญาต กลับมาโดยสวัสดีเถิด ลูกรัก.
[๒๓๑๒] น้องนึกไม่ออกเลย ถึงความคิด
ประทุษร้ายในอลีนสัตตุตผู้พระเชษฐา ทั้งในที่แจ้งหรือ
ที่ลับ ด้วยความสัตย์นี้ ขอเทพยเจ้าโปรดระลึกถึง
พระเชษฐาที่เคารพ ขอพระเชษฐาจงได้รับอนุญาต
ให้กลับมาโดยสวัสดี.
[๒๓๑๓] ข้าแต่พระสวามี พระองค์ไม่เคย
ประพฤตินอกใจหม่อมฉันเลย ฉะนั้น จึงเป็นที่รักของ
หม่อมฉันด้วยใจจริง ด้วยความสัตย์นี้ ขอเทพยเจ้า
โปรดระลึกถึงพระสวามีที่เคารพ ข้าแต่พระสวามี
ขอพระองค์จงได้รับอนุญาต ให้กลับมาโดยสวัสดี.
[๒๓๑๔] ท่านผู้มีร่างกายอันสูงใหญ่ มีใบหน้า
อันงดงาม มาจากไหน ท่านไม่รู้หรือว่า เราอยู่ในป่านี้
ชะรอยจะไม่รู้ว่า เราเป็นคนดุร้าย กินเนื้อมนุษย์กระมัง
จึงได้มา ผู้ที่ไม่รู้ความสวัสดีของตนดอก จึงได้มาใน
ที่นี้.

344
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 345 (เล่ม 61)

[๒๓๑๕] เรารู้ว่าท่านเป็นคนหยาบช้า กินมนุษย์
แต่หารู้ว่าท่านอยู่ในป่านี้ไม่ เราคือโอรสของพระเจ้า
ชัยทิส วันนี้ท่านจงกินเราแทนพระชนก เพื่อปลด
เปลื้องให้พระองค์พ้นไป.
[๒๓๑๖] เรารู้ว่าท่านเป็นโอรสของพระเจ้าชัยทิส
ดูพระพักตร์และผิวพรรณ ของท่านทั้งสองคล้ายคลึง
กัน การที่บุคคลยอมตายแทน เพื่อปลดเปลื้องบิดา
ให้พ้นไปนี้ เป็นกรรมที่ทำได้ยากทีเดียว แต่ท่านก็
ทำได้.
[๒๓๑๗] มิใช่ของที่ทำได้ยากเลยในเรื่องนี้ เรา
ไม่เห็นสำคัญอะไร ผู้ใดยอมตายแทน เพื่อเปลื้องบิดา
หรือเพราะเหตุแห่งมารดา ผู้นั้นไปสู่ปรโลกแล้ว ย่อม
เป็นผู้เพรียบพร้อมด้วยสุข และอารมณ์อันงามเลิศ.
[๒๓๑๘] เราระลึกไม่ได้เลยว่า เราจะกระทำ
ความชั่วเพื่อตัวเอง ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ เพราะเรา
เป็นผู้มีชาติและมรณะ อันกำหนดไว้แล้วว่า ในโลกนี้
ของเราฉันใด โลกหน้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน.
เชิญท่านกินเนื้อเราในวันนี้ เสียบัดนี้เถิด เชิญ
ท่านทำกิจเถิด สรีระนี้เราสละแล้ว เราจะทำเป็น
พลัดตกมาจากยอดไม้ ท่านชอบใจเนื้อส่วนใด ๆ ก็
เชิญท่านกินเนื้อส่วนนั้น ๆ ของเราเถิด.

345
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 346 (เล่ม 61)

[๒๓๑๙] ดูก่อนพระราชโอรส เรื่องนี้ท่าน
เต็มใจจริง จึงสละชีวิตเพื่อปลดเปลื้องพระชนกได้
เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านจงรีบไปหักไม้มาก่อไฟเถิด.
[๒๓๒๐] ลำดับนั้นแล พระราชโอรสผู้มีปัญญา
ได้นำเอาฟืนมาก่อไฟกองใหญ่ขึ้นแล้ว แจ้งให้ยักษ์
ทราบว่า บัดนี้ ได้ก่อไฟเสร็จแล้ว.
[๒๓๒๑] เมื่อครู่นี้ ท่านทำการขู่เข็ญว่า จะกิน
เรา ในวันนี้ทำไมจึงหวาดระแวงเรา มองดูอยู่
บ่อย ๆ เราได้ทำตามคำของท่านเสร็จแล้ว เมื่อพอใจ
จะกิน ก็เชิญกินเถิด.
[๒๓๒๒] ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม มีวาจาสัตย์ รู้ความ
ประสงค์ของผู้ขอเช่นท่าน ใครจะนำมากินเป็นภักษา-
หารได้ ผู้ใดกินผู้มีวาจาสัตย์เช่นท่าน ศีรษะของผู้นั้น
จะพึงแตกเป็นเจ็ดเสี่ยง.
[๒๓๒๓] แต่จริงสสบัณฑิตนั้น สำคัญท้าว
สักกเทวราชนี้ ว่าเป็นพราหมณ์จึงได้ให้อยู่ เพื่อให้
สรีระของตนเป็นทาน ด้วยเหตุนั้นแล จันทิมเทพบุตร
จึงมีรูปกระต่ายปรากฏ สมประสงค์ของโลกอยู่จนทุก
วันนี้.
[๒๓๒๔] พระจันทร์พระอาทิตย์ พ้นจากปาก
แห่งราหูแล้ว ย่อมไพโรจน์ในวันเพ็ญฉันใด ดูก่อน

346
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 347 (เล่ม 61)

ท่านผู้มีอานุภาพมาก ท่านก็ฉันนั้น หลุดพ้นจากเรา
ผู้กินเนื้อมนุษย์เป็นอาหารแล้ว ยังพระชนกชนนีให้
ปลื้มพระทัย จงรุ่งโรจน์ในกบิลรัฐ อนึ่ง พระประยูร-
ญาติ ของท่านจงยินดีกันทั่วหน้า.
[๒๓๒๕] ลำดับนั้นแล พระราชโอรสอลีนสัตตุ
มีพระปัญญา ทรงประคองอัญชลีไหว้ยักษ์โปริสาท
ได้รับอนุญาตแล้ว มีความสุขสวัสดี หาโรคมิได้
เสด็จกลับมายังกบิลรัฐ.
[๒๓๒๖] ชาวนิคม ชาวชนบทถ้วนหน้า ทั้ง
พลช้าง พลรถ และพลเดินเท้า ต่างพากันมาถวาย
บังคมพระราชโอรสนั้น พร้อมกับกราบทูลขึ้นว่า
ข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอถวายบังคมพระองค์ พระองค์
ทรงกระทำกิจซึ่งยากที่จะกระทำได้.
จบชัยทิสชาดกที่ ๓

347
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 348 (เล่ม 61)

อรรถกถาชัยทิสชาดก
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ
ภิกษุผู้เลี้ยงมารดารูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า จิรสฺสํ วต
เม ดังนี้.
ก็ในครั้งนั้น พระศาสดาตรัสว่า โปราณกบัณฑิตทั้งหลาย ละเศวต
ฉัตร อันประดับด้วยกาญจนมาลา แล้วเลี้ยงดูมารดาบิดา ดังนี้ อันภิกษุนั้น
ทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล มีพระราชาทรงพระนามว่า อุตตรปัญจาลราช เสวยราช
สมบัติอยู่ในกปิลรัฐ พระอัครมเหสีของท้าวเธอทรงตั้งพระครรภ์ แล้วประสูติ
พระราชโอรส ในภพก่อน หญิงคนหนึ่งร่วมสามีกับพระนาง โกรธเคืองกัน
แล้ว ตั้งความปรารถนาว่า ขอให้เราสามารถเคี้ยวกินบุตรของท่านที่คลอด
แล้ว ดังนี้ แล้วได้มาเกิดเป็นนางยักษิณี คราวนั้น นางยักษิณีนั้นได้โอกาส
ทั้ง ๆ ที่พระนางเทวีทอดพระเนตรเห็นอยู่ คว้าเอาพระกุมารผู้มีวรรณะ ดุจ
ชิ้นเนื้อสดไปเคี้ยวกิน เสียงกร้วม ๆ แล้วหลบหลีกไป แม้ในวาระที่ ๒ ก็ได้
ทำอย่างนั้น แต่ในวาระที่ ๓ ในเวลาที่พระนางเทวีเสด็จเข้าไปสู่เรือนประสูติ
แล้ว พวกราชบุรุษพากันแวดล้อมตำหนัก จัดการถวายอารักขามั่นคง ใน
วันที่พระเทวีประสูติ นางยักษิณี ก็มาจับเอาทารกไปอีก พระนางเทวีจึงส่ง
พระสุรเสียงร้องขึ้นว่า นางยักษ์ ๆ ราชบุรุษทั้งหลายมีอาวุธครบมือ พากัน
วิ่งติดตามนางยักษิณี ตามสัญญาที่พระนางบอกให้ นางยักษิณีไม่ได้โอกาสเพื่อ
จะเคี้ยวกิน หนีไปจากที่นั้น เข้าไปยังท่อน้ำ ส่วนทารก อ้าปากดูดนมนาง
ยักษิณี โดยเข้าใจว่าเป็นมารดา นางยักษิณีก็เกิดความรักเหมือนบุตรของตน

348
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 349 (เล่ม 61)

หนีออกจากท่อน้ำได้แล้ว ไปยังสุสานสถาน ทำการประคบประหงมทารกนั้น
อยู่ในถ้ำศิลา ต่อมาเมื่อทารกนั้นเจริญเติบโตขึ้นโดยลำดับ นางยักษิณีก็นำ
เนื้อมนุษย์มาให้กินเป็นอาหาร ทั้งสองก็กินเนื้อมนุษย์อยู่ในที่นั้น ทารกไม่รู้
ตัวว่าเป็นมนุษย์ สำคัญว่าเป็นบุตรนางยักษิณี แต่ก็ไม่อาจที่จะจำแลงกายหาย
ตัวได้ ต่อมานางยักษิณีจึงให้รากไม้อย่างหนึ่ง แก่พระราชกุมาร เพื่อต้องการ
ให้หายตัวได้ ด้วยอานุภาพแห่งรากไม้ พระราชกุมารหายตัวได้ ก็เที่ยวไปกิน
เนื้อมนุษย์ นางยักษิณีไปปรนนิบัติท้าวเวสสวัณมหาราช เลยทำกาลกิริยา
เสีย ณ ที่นั้นเอง ฝ่ายพระนางเทวีประสูติพระโอรสองค์หนึ่ง ในวาระที่ ๔
พระราชโอรสจึงปลอดภัย เพราะพ้นจากนางยักษิณี พระชนกชนนีและพระ
ประยูรญาติ ได้ขนานพระนาม ให้พระโอรสนั้นว่า ชัยทิสกุมาร เพราะเกิด
มาชนะนางยักษิณีผู้เป็นปัจจามิตร พระชัยทิสกุมารทรงเจริญวัยแล้ว ได้ทรง
ศึกษาศิลปวิทยาสำเร็จ แล้วให้ยกเศวตฉัตร ครองราชสมบัติสืบสันติวงศ์.
คราวนั้น พระโพธิสัตว์ บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของ
พระเจ้าชัยทิสนั้น พระชนกชนนีและพระประยูรญาติ ขนานพระนามว่า "อลีน
สัตตุกุมาร" พออลีนสัตตุกุมารเจริญวัยแล้ว ทรงเล่าเรียนศิลปศาสตร์ จน
สำเร็จ ได้เป็นอุปราช ในเวลาต่อมา กุมารผู้เป็นบุตรนางยักษิณีทำรากไม้หาย
เพราะความประมาท ไม่สามารถเพื่อจะหายตัวได้ จึงมีรูปร่างปรากฏเคี้ยวกิน
เนื้อมนุษย์อยู่ที่สุสาน คนทั้งหลายเห็นเข้าก็พากันสะดุ้งตกใจกลัว แล้วเข้ามา
ร้องทุกข์พระราชาว่า ขอเดชะ พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ มียักษ์
ตนหนึ่ง ปรากฏตนเคี้ยวกินเนื้อมนุษย์อยู่ที่สุสาน มันคงเข้ามาพระนครโดย
ลำดับ ๆ จักฆ่ามนุษย์เคี้ยวกินเป็นอาหาร ควรตรัสสั่งให้จับเสีย พระเจ้าข้า
พระราชาทรงรับทราบแล้ว มีพระราชโองการสั่งพลนิกายว่า ท่านทั้งหลายจง

349
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 350 (เล่ม 61)

จับยักษ์ตนนั้น พลนิกายเหล่านั้น ไปยืนรายล้อมสุสานประเทศ กุมารบุตรนาง
ยักษิณีมีรูปร่างเปล่าเปลือย น่าสะพรึงกลัว หวาดต่อมรณภัย ร้องขึ้นด้วยเสียง
อันดัง วิ่งผ่าฝูงคนไป ผู้คนทั้งหลาย หวาดหวั่นต่อมรณภัย ร้องบอกกันว่า
ยักษ์ ๆ ดังนี้ แตกกลุ่มออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายกุมารบุตรนางยักษิณี หนีจาก
ที่นั้นได้แล้วก็เข้าไปสู่ป่า ไม่กลับมายังถิ่นมนุษย์อีก ได้ไปอาศัยดงใกล้ทาง
ใหญ่แห่งหนึ่ง คอยจับผู้คนที่เดินทางผ่านมาได้ทีละคน แล้วเข้าไปสู่ป่าฆ่า
เคี้ยวกิน พำนักอาศัยอยู่ที่โคนต้นไม้นิโครธต้นหนึ่ง.
ลำดับนั้น พราหมณ์พ่อค้าเกวียนคนหนึ่ง จ้างคนรักษาดงเป็นราคา
หนึ่งพัน เพื่อพาข้ามดง พร้อมด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม มนุษย์ยักษ์ เห็น
แล้วจึงส่งเสียงดังลั่น วิ่งมา ผู้คนทั้งหลายต่างตกใจกลัว พากันนอนราบหมด
มนุษย์ยักษ์จับพราหมณ์พ่อค้าได้แล้ว หนีไป ถูกตอไม้ตำเอาที่เท้า และเมื่อ
พวกมนุษย์รักษาดงวิ่งติดตามมา จึงทิ้งพราหมณ์วิ่งหนี เมื่อมนุษย์ยักษ์นั้น
นอนอยู่ในที่นั้น๗วัน พระเจ้าชัยทิสเสด็จออกจากพระนครล่าเนื้อ พราหมณ์ผู้
เลี้ยงดูมารดาคนหนึ่งชื่อนันทะ เป็นชาวเมืองตักกศิลา ได้เรียนสตารหคาถา
๔ บาท มาเฝ้าพระเจ้าชัยทิส ซึ่งกำลังจะเสด็จออกจากพระนคร พระเจ้าชัย
ทิส ตรัสสั่งว่า เรากลับมาแล้วจักฟัง พระราชทานบ้านพักแก่พราหมณ์นั้น
แล้วเสด็จไปล่าเนื้อ ตรัสสั่งว่า เนื้อหนีไปทางด้านผู้ใด ผู้นั้นจักต้องมีโทษ.
ลำดับนั้น กวางตัวหนึ่ง ลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีผ่านหน้าพระราชาไป อำ-
มาตย์ทั้งหลาย ต่างพากันหัวเราะ พระราชาทรงถือพระขรรค์ ติดตามกวางไป
สิ้นระยะทาง ๓ โยชน์จึงตามทัน แล้วเอาพระขรรค์ฟันกวางนั้นขาดออกเป็น
สองท่อนทรงใส่หาบ ๆ เสด็จมาถึงสถานที่มนุษย์ยักษ์นอนอยู่ ประทับนั่งพัก
หน่อยหนึ่ง ที่ลานหญ้าแพรก แล้วเตรียมจะเสด็จต่อไป ลำดับนั้น มนุษย์ยักษ์
ลุกขึ้น กล่าวว่า หยุดนะ ! ท่านจะไปไหน ท่านตกเป็นอาหารของเราแล้ว
ยึดพระหัตถ์ไว้ กล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า

350
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ - หน้าที่ 351 (เล่ม 61)

เป็นเวลานานนักหนา นับแต่เวลาที่เราอดอาหาร
มาครบ ๗ วัน อาหารมากมาย พึ่งเกิดขึ้นแก่เราวัน
นี้ ท่านเป็นใคร มาจากไหน เชิญท่านบอก ชาติ
สกุล ตามที่รู้กันมาเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภกฺโข มหา ความว่า อาหารเป็นอัน
มาก. บทว่า สตฺตมิภตฺตกาเล ความว่า นับแต่วันปาฏิบทมา ถึงการที่
เราอดอาหารครบ ๗ วัน. บทว่า กุโตสิ ความว่า ท่านมาจากไหน ?
พระราชาทอดพระเนตรเห็นยักษ์ แล้วตกใจกลัว ถึงกับอุรประเทศ
แข็งทื่อดังเสา ไม่ทรงสามารถจะวิ่งหนีไปได้ จึงตั้งพระสติ ตรัสพระคาถาที่
๒ ความว่า
เราเป็นพระเจ้าปัญจาลราช มีนามว่าชัยทิส ถ้า
ท่านได้ยินชื่อก็คงรู้จัก เราออกมาล่าเนื้อ เที่ยวมาตาม
ข้างภูเขาและป่า ท่านจงกินเนื้อกวางนี้เถิด วันนี้จง
ปล่อยเราไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิควํ ปวิฏฺโฐ ความว่า ออกจาก
แว่นแคว้น เข้าป่า เพื่อล่าเนื้อ. บทว่า คจฺฉานิ ความว่า (เที่ยวลัดเลาะมา)
ริมภูเขาลำเนาไพร. บทว่า ปสทิมํ ความว่า (ท่านจงกิน) กวางนี้.
ยักษ์ได้ยินดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า
พระองค์ถูกข้าพเจ้าเบียดเบียน กลับเอาของที่ตก
เป็นของข้าพเจ้านั่นเองมาแลกเปลี่ยน กวางที่พระองค์
ตรัสถึงนั้นเป็นอาหารของข้าพระองค์ ข้าพระองค์กิน
พระองค์แล้ว อยากจะกินเนื้อกวาง ก็จักกินได้ภาย
หลัง เวลานี้มิใช่เวลาขอร้อง.

351