ดูก่อนท่านผู้มีตะโพกอันผึ่งผาย ถ้าเราจักตายอยู่
ที่ริมฝั่งน้ำของท่าน เมื่อเราตายไปแล้ว ความติเตียน
ก็จักมาถึงท่านโดยไม่ต้องสงสัย.
ดูก่อนท่านผู้มีสะเอวอันกลมกลึง เพราะฉะนั้น
แล ท่านจงรักษาบาปกรรมไว้เถิด อย่าให้คนทั้งปวง
ติเตียนท่านได้ในภายหลัง ในเมื่อเราตายไปแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ วิทิตฺวา ความว่า ข้าพเจ้ารู้จักศีล
และความไม่เที่ยงฉันใด บาปย่อมไม่พอกพูน คือไม่เจริญแก่นระผู้รู้แล้วดำรง
อยู่ฉันนั้น. บทว่า วิทู ได้แก่ ผู้รู้แจ้ง. บทว่า สพฺพธมฺมํ ได้แก่ สุจริตธรรม
ทุกอย่าง. เพราะในคาถานี้ สุจริตธรรมสามอย่าง ประสงค์เอาเป็นสรรพธรรม.
บทว่า วิทฺธํสนํ ได้แก่ ความดับ. บทว่า จวนํ ได้แก่ จุติ. บทว่า ชีวิตสฺส
ได้แก่ อายุ. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า บาปย่อมไม่พอกพูน คือไม่เจริญแก่
พระผู้เป็นบัณฑิต รู้แจ้งแล้วดำรงอยู่อย่างนี้ คือรู้แจ้งซึ่งสุจริตธรรมทั้งปวง
และความไม่เที่ยงแห่งชีวิต.
บทว่า สเจ น เจเตติ วธาย ตสฺส ความว่า ถ้านระนั้นไม่คิด
คือ ไม่ดำริเพื่อจะฆ่าบุคคลอื่นผู้ถึงความสุข ได้แก่ ไม่ยังบุคคลอื่น หรือแม้
ทรัพย์มรดกของเขาให้พินาศ ก็ข้าพเจ้าไม่คิดเพื่อจะฆ่าใคร ๆ นั่งคอยดูแม่น้ำ
ทำความอาลัยในมะม่วงสุกอย่างเดียว ท่านตรวจดู ได้เห็นอกุศลกรรมอะไร
ของข้าพเจ้าบ้างเล่า ? บทว่า อิสิปูคสมญฺญาเต ความว่า ผู้อันหมู่ฤาษี
รู้ทั่วแล้วด้วยดี คืออันฤาษีทั้งหลายรับรู้แล้ว. บทว่า เอวํ โลกฺยา ความว่า
ท่านเป็นผู้อันชนผู้ลอยบาปรู้ทั่วแล้วอย่างนี้ว่า เป็นผู้เกื้อกูลแก่โลก. บทว่า สติ
นี้ เป็นอาลปนะเรียกขานว่า ดูก่อนท่านผู้สวยงาม เลอโฉม. บทว่า อนริยํ