พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 282 (เล่ม 61)

กราบทูล แล้วทรงพระดำริว่า เราอยู่ในครรภ์ของพระมารดา ๑๐ เดือน
เหมือนอยู่ในโลหกุมภีนรก และคูถนรก นับแต่คลอดออกจากพระครรภ์พระ-
มารดาแล้ว ต้องอยู่ในที่คุมขังถึง ๑๖ ปี ไม่ได้โอกาสที่จะได้ดูโลกภายนอกเลย
เป็นเหมือนตกอยู่ในอุสสุทนรกฉะนั้น แม้เราจะพ้นจากเงื้อมมือของนางยักษิณี
มาได้ ใช่ว่าจะไม่แก่ไม่ตายก็หามิได้ ประโยชน์อะไรด้วยราชสมบัติแก่เรา
นับแต่วาระที่ได้ดำรงอยู่ในราชสมบัติแล้ว จะออกบรรพชาได้ยาก เราจักให้
พระราชบิดาทรงอนุญาตารบรรพชาแก่เรา แล้วเข้าไปสู่ป่าหิมพานต์ บวชเสีย
วันนี้ทีเดียว ครั้นพระราชกุมารทรงกระทำประทักษิณพระนครแล้ว เสด็จเข้าไป
สู่ราชตระกูล ถวายบังคมพระราชบิดาแล้วประทับยืนอยู่ พระเจ้าพรหมทัต
ทอดพระเนตรสรีรโสภาแห่งพระโอรสแล้ว ทรงเสน่หารักใคร่เป็นกำลังจึงทรง
ชำเลืองดูหมู่อำมาตย์ อำมาตย์ทั้งหลายทูลว่า ขอเดชะ จะโปรดให้พวกข้า
พระพุทธเจ้า จัดแจงอย่างไรต่อไป. ท้าวเธอจึงตรัสสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงเชิญ
โอรสของเราให้ประทับเหนือกองรัตนะ แล้วสระสรงด้วยน้ำสังข์สามอย่าง
แล้วสอดสวมกาญจนมาลา และยกเศวตฉัตรขึ้น พระมหาสัตว์เจ้าจึงถวาย
บังคมพระราชบิดาทูลคัดค้านว่า ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความต้องการด้วยราช-
สมบัติ ข้าพระพุทธเจ้าจักบวช ขอพระองค์ได้โปรดทรงอนุญาตให้ข้าพระ-
พุทธเจ้าบวชเถิด. พระเจ้าพรหมทัตจึงตรัสว่า ลูกรัก เจ้าบอกคืนราชสมบัติ
แล้วจักบวช เพราะเหตุอะไร ? พระมหาสัตว์เจ้าทูลตอบว่า ขอเดชะพระราช
บิดาผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ข้าพระพุทธเจ้าอยู่ในพระครรภ์พระมารดา
๑๐ เดือน เหมือนอยู่ในคูถนรก ประสูติจากพระครรภ์แล้ว ต้องอยู่ในที่คุมขัง
ถึง ๑๖ ปี ไม่ได้โอกาสที่จะเห็นโลกภายนอกได้ เพราะภัยอันเกิดแต่นางยักษิณี
ได้เป็นเหมือนตกอยู่โนอุสสุทนรก ถึงพ้นจากเงื้อมมือนางยักษิณีแล้ว ใช่ว่าข้า

282
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 283 (เล่ม 61)

พระพุทธเจ้าจะเป็นคนไม่แก่ไม่ตายก็หามิได้ ขึ้นชื่อว่า มฤตยุราชนี้ ใคร ๆ
ไม่อาจชนะ ไม่อาจจะลวงได้ ข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้เอือมระอาในภพ ข้าพระ-
พุทธเจ้าจักบวชประพฤติธรรมไปจนกว่า ชรา พยาธิ และมรณะ จะไม่มาถึง
ข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าไม่ปรารถนาราชสมบัติ ขอเดชะพระราชบิดา
ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ โปรดทรงอนุญาตให้ข้าพระองค์บวชเถิด ดังนี้แล้ว
เมื่อจะทรงแสดงธรรมถวายพระราชบิดา จึงตรัส (พระคาถา) ความว่า
สัตว์ถือปฏิสนธิ กลางคืนก็ตาม กลางวันก็ตาม
ย่อมอยู่ในครรภ์มารดาก่อน สัตว์นั้นย่อมเกิดเพราะ
กำลังลม ย่อมไปสู่ความเป็นกลละเป็นต้น ย่อมไม่ย้อน
กลับมาสู่ความเป็นกลละเป็นต้นอีก.
นรชนทั้งหลาย จะยกพลโยธายุทธนาการกับชรา
พยาธิ มรณะไม่ได้เลยเป็นอันขาด เพราะว่าชีวิตของ
สัตว์ทั้งมวลนี้ ถูกความเกิดและความแก่เข้าไปประ-
ทุษร้ายเบียดเบียน เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า
จึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม.
พระราชาผู้เป็นอธิบดีในรัฐทั้งหลาย ย่อมจะข่มขี่
ราชศัตรูผู้มีเสนาอันประกอบด้วยองค์ ๔ ล้วนรูปร่างน่า
สะพรึงกลัว เอาชัยชนะได้ แต่ไม่สามารถจะชนะเสนา
แห่งมัจจุราชได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า
จะบวชประพฤติธรรม.
พระราชาบางพวก แวดล้อมด้วยพลม้า พลรถ
และพลเดินเท้า ย่อมพ้นจากเงื้อมมือของข้าศึก แต่ก็

283
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 284 (เล่ม 61)

ไม่อาจจะพ้นจากสำนักของมัจจุราชได้ เพราะเหตุนั้น
ข้าพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม.
พระราชาทั้งหลายผู้กล้าหาญ ย่อมหักค่ายทำลาย
พระนครแห่งราชศัตรูให้ย่อยยับได้ และกำจัดมหาชน
ได้ด้วยพลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า แต่
ไม่สามารถจะหักรานเสนาแห่งมัจจุราชได้ เพราะ
เหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติ-
ธรรม.
คชสารทั้งหลายที่ตกมัน มีมันเหลวแตกออกจาก
กระพอง ย่อมย่ำยีนครทั้งหลาย และเข่นฆ่าประชาชน
ได้ แต่ไม่สามารถจะย่ำยีเสนาแห่งมัจจุราชได้ เพราะ
เหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า จะบวชประพฤติ
ธรรม.
นายขมังธนูทั้งหลาย แม้มีมืออันได้ฝึกฝนมาดี
แล้ว เป็นผู้มีปัญญา สามารถยิงธนูให้ถูกได้ในที่ไกล
ยิงได้แม่นยำไม่ผิดพลาด ก็ไม่สามารถจะยิงต่อต้าน
มัจจุราชได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า
จะบวชประพฤติธรรม.
สระทั้งหลาย และมหาปฐพีกับทั้งภูเขาราวไพร
ย่อมเสื่อมสิ้นไป สังขารทั้งปวงนั้นจะตั้งอยู่นานสัก
เท่าไร ก็ย่อมเสื่อมสิ้นไป เพราะสังขารทั้งปวงนั้น
ครั้นถึงกาลกำหนดแล้วย่อมจะแตกทำลายไป เพราะ

284
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 285 (เล่ม 61)

เหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติ
ธรรม.
แท้จริง ชีวิตของสัตว์ทั้งมวลทั้งที่เป็นสตรี และ
บุรุษในโลกนี้ เป็นของหวั่นไหว เหมือนแผ่นผ้าของ
นักเลงสุรา และต้นไม้เกิดใกล้ฝั่ง เป็นของหวั่นไหว
ไม่ยั่งยืนฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า
จะบวชประพฤติธรรม.
ผลไม้ที่สุกแล้ว ย่อมหล่นล่วง ฉันใด สัตว์
ทั้งหลาย ทั้งหนุ่มแก่ ทั้งปานกลาง ทั้งหญิง ทั้งชาย
ย่อมเป็นผู้มีสรีระทำลายหล่นไปฉันนั้น เพราะเหตุนั้น
ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม.
พระจันทร์ อันเป็นราชาแห่งดวงดาวเป็นฉันใด
วัยนี้หาเป็นฉันนั้นไม่ เพราะส่วนใดล่วงไปแล้ว ส่วน
นั้นเป็นอันล่วงไปแล้วในบัดนี้ อนึ่ง ความยินดีใน
กามคุณของคนแก่ชราแล้วย่อมไม่มี ความสุขจะมีมา
แต่ไหน เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะ
บวชประพฤติธรรม.
ยักษ์ก็ดี ปีศาจก็ดี หรือเปรตก็ดี โกรธเคืองแล้ว
ย่อมเข้าสิงมนุษย์ได้ แต่ไม่สามารถจะเข้าสิงมัจจุราช
ได้เลย เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวช
ประพฤติธรรม.

285
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 286 (เล่ม 61)

มนุษย์ทั้งหลายย่อมกระทำการบวงสรวงยักษ์
ปีศาจ หรือเปรตทั้งหลาย ผู้โกรธเคืองแล้วได้ แต่ไม่
สามารถจะบวงสรวงมัจจุราชได้เลย เพราะเหตุนั้น
ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม.
พระราชาทั้งหลายทรงทราบโทษผิดแล้ว ย่อม
ลงอาชญากะบุคคลผู้กระทำความผิด ผู้ประทุษร้ายต่อ
ราชสมบัติ และผู้เบียดเบียนประชาชน ตามสมควร
แต่ไม่สามารถลงอาชญามัจจุราชได้ เพราะเหตุนั้น
ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม.
ชนทั้งหลายผู้กระทำความผิด ฐานประทุษร้าย
ต่อพระราชาก็ดี ผู้ประทุษร้ายต่อราชสมบัติก็ดี ผู้
เบียดเบียนประชาชนก็ดี ย่อมจะขอพระราชทานอภัย-
โทษได้ แต่หาทำมัจจุราชให้ผ่อนปรน กรุณาปรานี
ได้ไม่ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวช
ประพฤติธรรม.
มัจจุราชมิได้มีความเกรงใจเลยว่า ผู้นี้เป็น
กษัตริย์ ผู้นี้เป็นพราหมณ์ ผู้นี้มั่งคั่ง ผู้นี้มีกำลัง ผู้นี้
มีเดชานุภาพ ย่อมย่ำยีทั่วทั้งหมด เพราะเหตุนั้น
ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม.
ราชสีห์ก็ดี เสือโคร่งก็ดี เสือเหลืองก็ดี ย่อม
ข่มขี่เคี้ยวกินสัตว์ที่ดิ้นรนอยู่ได้ แต่ไม่สามารถจะเคี้ยว
กินมัจจุราชได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า
จะบวชประพฤติธรรม.

286
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 287 (เล่ม 61)

นักเล่นกลทั้งหลาย เมื่อกระทำกลมายา ณ
ท่ามกลางสนาม ย่อมลวงนัยน์ตาประชาชนในที่นั้นๆ
ให้หลงเชื่อได้ แต่ไม่สามารถจะลวงมัจจุราชให้หลง
เชื่อได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวช
ประพฤติธรรม.
อสรพิษที่มีพิษร้าย โกรธขึ้นมาแล้ว ย่อมขบกัด
มนุษย์ให้ถึงตายได้ แต่ไม่สามารถจะขบกัดมัจจุราช
ให้ตายได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะ
บวชประพฤติธรรม.
อสรพิษทั้งหลายโกรธขึ้นแล้ว ขบกัดผู้ใด หมอ
ทั้งหลายย่อมถอนพิษร้ายนั้นได้ แต่จะถอนพิษของผู้
ถูกมัจจุราชประทุษร้ายหาได้ไม่ เพราะเหตุนั้น ข้า-
พระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม.
แพทย์ผู้มีชื่อเสียงเหล่านี้คือ แพทย์ธรรมมนตรี
แพทย์เวตตรุณะ แพทย์โภชะ อาจจะกำจัดพิษ
พระยานาคได้ แต่แพทย์เหล่านั้น ต้องทำกาลกิริยา
นอนตาย เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า
จะบวชประพฤติธรรม.
วิชาธรทั้งหลาย เมื่อร่ายอาคมชื่อ โฆรมนต์
ย่อมหายตัวไปได้ด้วยโอสถทั้งหลาย แต่หายตัวไม่ให้
มัจจุราชเห็นไม่ได้เลย เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า
จึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม.

287
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 288 (เล่ม 61)

ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่
บุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้ นี้เป็น
อานิสงส์ในธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ผู้มีปกติประพฤติ
ธรรม ย่อมไม่ไปสู่ทุคติ.
สภาพทั้งสองคือ ธรรมและอธรรม มีวิบากไม่
เสมอกัน อธรรมย่อมนำไปสู่นรก ธรรมย่อมยังสัตว์
ให้ถึงสุคติ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยเมกรตฺตึ ความว่า โดยมากสัตว์
ทั้งหลายเมื่อจะถือปฏิสนธิในท้องมารดา มักถือปฏิสนธิในเวลาราตรี เพราะ
เหตุนั้น พระโพธิสัตว์เจ้าจึงตรัสอย่างนี้. ในข้อนี้มีอรรถาธิบายว่า สัตว์จะถือ
ปฏิสนธิในเวลาราตรีก็ตาม ในเวลากลางวันก็ตาม ย่อมอยู่ในครรภ์คือท้อง
ของมารดาก่อน. บทว่า มาณโว ความว่า สัตว์ย่อมดำรงอยู่โดยความเป็น
กลละ. บทว่า อพฺภุฏฺฐิโตว โส ยาติ ความว่า เมฆหมอกกล่าวคือวลาหก
ตั้งขึ้น เกิดขึ้น ถูกกำลังพายุพัดไปฉันใด สัตว์นั้นย่อมไปสู่ความเป็นกลละก่อน
ฉันนั้นเหมือนกัน.
ข้อนี้ สมกับที่พระโบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า
แรกสัตว์ถือปฏิสนธินั้น เป็นกลละคือข้นเข้า
หน่อยหนึ่ง ต่อจากกลละก็เป็นอัพพุทะ คือข้นขุ่นดัง
น้ำล้างเนื้อ ต่อจากอัพพุทะ ก็เกิดเป็นเปสิ คือชิ้นเนื้อ
อ่อน ๆ ต่อจากเปสิก็เป็นฆนะ คือก้อนแข็ง ต่อจาก
ฆนะก็เกิดเป็นสาขาอวัยวะ คือ ผมบ้าง ขนบ้าง เล็บ
บ้าง มารดาของนระนั้นบริโภคโภชนะสิ่งใด ทั้งข้าว
ทั้งน้ำ นระผู้อยู่ในครรภ์มารดานั้น ย่อมเลี้ยงอัตภาพ
ด้วยโภชนะสิ่งนั้น อยู่ในครรภ์มารดานั้น.

288
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 289 (เล่ม 61)

ในคาถานั้น พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้
นระนั้นย่อมถึงความเป็นกลละเป็นต้นในครรภ์มารดานี้ และครั้นออก
จากครรภ์มารดาแล้ว ก็ถึงความเป็นมันททสกะเป็นต้น ย่อมเป็นไปติดต่อไม่
ขาดระยะ. บทว่า ส คจฺฉํ น นิวตฺตติ ความว่า และเมื่อเป็นไปอย่างนี้ นระนี้
มิได้ย้อนรอยถอยกลับเข้าไปถึงความเป็นกลละจากอัพพุทะ ถึงความเป็นอัพพุทะ
เป็นต้น จากเปสิเป็นต้น เป็นมันททสกะ จากขิฑฑาทสกะ หรือถึงความเป็น
ขิฑฑาทสกะเป็นต้น จากวัณณทสกะเป็นต้น เปรียบเหมือนวลาหกอันกำลัง
ลมพัดให้กระจัดกระจาย ย่อมไม่ได้ที่จะคิดว่า เราตั้งขึ้น ณ ที่โน้น จักกลับไป
แล้วดำรงอยู่โดยปกติภาพ ณ ที่โน้นอีกทีเดียว ที่ใดอันวลาหกนั้นไปแล้ว ที่นั้น
ชื่อว่าได้ไปแล้ว ที่ใดอันตรธานไป ที่นั้นเป็นอันชื่อว่าอันตรธานไปแล้ว ฉันใด
แม้สัตว์ผู้ถือปฏิสนธิในครรภ์ก็ฉันนั้น เมื่อไปโดยความเป็นกลละเป็นต้น
ย่อมไปทีเดียว สังขารทั้งหลายในส่วนนั้น ๆ เป็นปัจจัยแห่งภาวะมีในก่อน
มิได้ถอยกลับคืนข้างหลัง ย่อมแตกทำลายไปในที่นั้น ๆ ทีเดียว สังขารทั้งหลาย
ในชรากาลย่อมไม่ได้สิ่งที่จะคิดว่า เมื่อก่อนนี้หนุ่มแน่นสมบูรณ์ด้วยกำลัง
พวกเรากระทำได้ตามต้องการ พวกเราจักให้สังขารนั้นกลับสภาพเดิม ทำได้
เหมือนก่อนนั้นอีก ดังนี้ ย่อมจะอันตรธานไปในที่นั้น ๆ นั่นแหละ.
บทว่า น ยุชฺฌมานา ความว่า นรชนทั้งหลายจะตั้งค่ายประชิดพล
ทั้งสองข้าง กระทำยุทธสงคราม (กับชรามรณะหาได้ไม่). บทว่า น พเลน
วสฺสิตา ความว่า นรชนทั้งหลายจะเข้าถึง คือประกอบด้วยกำลังกาย กำลัง
พลโยธาก็ตาม. บัณฑิตพึงนำเอา "น" อักษรข้างหน้า ในบทว่า น ชีรนฺติ
มาประกอบแล้ว ทราบเนื้อความว่า นรชนทั้งหลายแม้เห็นปานนี้ จะไม่แก่
ไม่ตายก็หามิได้. บทว่า สพฺพมฺหิ ตํ ความว่า ขอเดชะพระมหาราชเจ้า

289
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 290 (เล่ม 61)

เพราะมณฑลแห่งปาณะสัตว์ทั้งหมดนี้ ถูกชาติ และชราเบียดเบียนบีบคั้นเป็น
นิตย์ ดุจลำอ้อยถูกเครื่องยนต์ขนาดใหญ่บีบคั้น ฉะนั้น. บทว่า ตํ เม มตี
โหติ ความว่า แม้เพราะเหตุนั้น ความคิดของข้าพระพุทธเจ้าจึงมี คือเกิดความ
คิดขึ้นว่า จะบวชประพฤติธรรม. บทว่า จาตุรงฺคินึ ความว่า ประกอบด้วย
องค์ ๔ มีม้าเป็นต้น. บทว่า เสนํ สุภึสรูปํ ได้แก่ เสนาซึ่งมีรูปร่างน่ากลัว.
บทว่า ชยนฺติ ความว่า บางครั้งพระราชาบางจำพวกชนะ (เสนาของศัตรู)
ด้วยเสนาของตนได้. บทว่า น มจฺจุโน ความว่า แต่พระราชาแม้เหล่านั้น
ไม่อาจชนะเสนาแห่งมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่ได้ คือไม่สามารถเพื่อจะย่ำยี ชรา
พยาธิ และมรณะได้.
บทว่า มุจฺจเร เอกจฺจยา ความว่า พระราชาบางพวกแวดล้อม
ด้วยพลช้างเป็นต้นเหล่านี้ ย่อมพ้นจากเงื้อมมือของปัจจามิตรได้ แต่ไม่สามารถ
เพื่อจะพ้นจากสำนักของมัจจุราชได้. บทว่า ปภิญฺชนฺติ ความว่า พระราชา
ผู้แกล้วกล้า ย่อมหักหาญตีเอาพระนครของราชศัตรูได้ ด้วยพลช้างเป็นต้น
เหล่านั้น. บทว่า ปธํสยนฺติ ความว่า ย่อมกำจัดย่ำยียังมหาชนให้ถึงความตาย
ได้. บทว่า น มจฺจุโน ความว่า แต่พระราชาเหล่านั้น เมื่อกาลมรณะ
มาถึงแล้ว ไม่อาจที่จะหักรานมฤตยูได้. บทว่า ภินฺนคฬา ปภินฺนา
ความว่า คชสารทั้งหลาย เป็นสัตว์มีมันเหลวแตกออกในที่ ๓ สถาน ก็เมามัน
คือมีมันเหลวไหลออก. บทว่า น มจฺจุโน ความว่า แม้คชสารเหล่านั้น
ไม่อาจย่ำยีมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่ได้.
บทว่า อิสฺสาสิโน ได้แก่ นายขมังธนูทั้งหลาย. บทว่า กตหตฺถา
ความว่า ผู้ศึกษาดีแล้ว. บทว่า ทูเรปาตี ความว่า เป็นผู้สามารถยิงให้ถูกได้
ณ ที่ไกล. บทว่า อกฺขณเวธิโน ความว่า ยิงได้แม่นไม่ผิดพลาด หรือ

290
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 291 (เล่ม 61)

เป็นผู้สามารถยิงได้ด้วยสายฟ้าแลบ. บทว่า สรานิ ความว่า แม้สระใหญ่ๆ
ทั้งหลาย มีสระอโนดาตเป็นต้น ย่อมเสื่อมสิ้นไปเหมือนกัน. บทว่า สเสล-
กานนา ความว่า แม้มหาปฐพีพร้อมทั้งบรรพต และไพรสณฑ์ก็ดี ย่อม
เสื่อมสิ้นไป. บทว่า สพฺพํ หิ ตํ ความว่า ธรรมชาติอันนับว่าเป็นสังขาร
ทั้งหมดนี้ แม้ตั้งอยู่ยืนนานเพียงใด ก็ย่อมจะเสื่อมสิ้นไป แม้มหาเมรุราช
ถึงไฟบัลลัยกัลป์แล้ว ย่อมจะย่อยยับไปเหมือนขี้ผึ้งใกล้เตาไฟ ย่อมละลายไป
ฉะนั้น ฝ่ายสังขารมีประมาณเล็กน้อย ไม่สามารถดำรงอยู่ได้. สังขารทั้งหมด
ถึงกาลเป็นที่สุด คือถึงวาระกาลพินาศแล้ว ย่อมจะหักละเอียด คือแตกทำลาย
ไป. เพื่อจะประกาศความนี้นั้น ควรนำสัตตสุริยสูตรมาแสดง.
บทว่า จลาจลํ ความว่า เป็นของจลาจล คือไม่สามารถดำรงอยู่
ตามสภาพของตนได้ มีอันเป็นไปต่าง ๆ แปลก ๆ กัน. บทว่า ปาณภุโนธ
ชีวิตํ ความว่า ชีวิตของปาณสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นในโลกนี้ (ก็ฉันนั้น). บทว่า
ปโฏว ธุตฺตสฺส ทุโมว กูลโช ความว่า ธรรมดานักเลงสุราเห็นสุราแล้ว
ย่อมเปลื้องผ้าคาดพุงแลกดื่มได้ทีเดียว ต้นไม้ที่เกิดใกล้ฝั่งแม่น้ำ เมื่อฝั่งพังลง
ไป ก็ย่อมโค่นล้มไป แผ่นผ้าของนักเลงสุรา และต้นไม้ใกล้ฝั่งนี้เป็นฉันใด
ขอเดชะ ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น. บทว่า ทุมฺมปฺผลาเนว ความว่า
ผลไม้ทั้งหลายที่สุกแล้วถูกลมกระทบ ย่อมหล่นจากต้นตกลงที่พื้นดิน ฉันใด
มาณพทั้งหลายเหล่านี้ ถูกลมคือชรากระทบแล้ว กลืนกินชีวิตแล้ว ย่อมล่วง
หล่นไปในแผ่นดินคือความตาย ฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า ทหรา ความว่า
มาณพทั้งหลายเหล่านี้ คือคนหนุ่ม โดยที่สุดแม้ตั้งอยู่ในความเป็นกลละก็ดี.
บทว่า มชฺฌิมโปริสา ความว่า หญิงชายผู้ตั้งอยู่ในวัยกลางคน ทั้งอุภโต-
พยัญชนก และนปุงสกเพศ.

291