พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 232 (เล่ม 61)

นางกุมาริกาผู้ชายาเฝ้าอาศรมจัดแจงของควรเผาและต้ม ซึ่งมีอยู่ในอาศรมนั้น
นั่งอยู่ที่ประตูบรรณศาลา คอยดูทางที่ภัสดาจะกลับมา. เมื่อกาลเวลาล่วงไป
อย่างนี้ วันหนึ่ง อิทธิมันตดาบสองค์หนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ที่เกาะกลางสมุทร
ออกจากอาศรมสถาน เดินบนน้ำได้เหมือนเดินบนแผ่นแก้วมณี แล้วเหาะขึ้นไป
บนอากาศ เที่ยวไปภิกษาจารจนบรรลุถึงเบื้องบนบรรณศาลานั้น แลเห็น
ควันไฟจึงคิดว่า ชะรอยในที่นี้จะมีมนุษย์อยู่อาศัย แล้วเลื่อนลอยลงมาที่ประตู
บรรณศาลา. ฝ่ายนางกุมาริกาผู้ชายาของพระกุมาร ครั้นเห็นพระดาบสแล้ว
จึงนิมนต์ให้นั่ง เกิดมีจิตปฏิพัทธ์ ได้แสดงมายาแห่งสตรีให้เห็น จนได้ประพฤติ
อนาจารร่วมกับพระดาบสนั้น. เมื่อพระศาสดาจะทรงประกาศเนื้อความนั้น
จึงตรัสพระคาถา มีอาทิว่า อเถตฺถ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิสิ มาคญฺฉิ ความว่า พระฤาษีได้
เหาะมาแล้ว. บทว่า สมุทฺทมุปรูปริ ความว่า โดยทางเบื้องบนสมุทร.
บทว่า ปสฺส ยาว สุทารุณํ ความว่า ดูเถิดภิกษุทั้งหลาย กรรมอันทารุณ
หยาบช้าเพียงไร ที่นางกุมาริกานั้นกระทำแล้ว. บทว่า สายํ ได้แก่ ใน
สายัณหสมัย.
บทว่า ทิสฺวา ความว่า อิทธิมันตดาบสนั้น เมื่อไม่อาจจะละนาง
กุมาริกานั้นไปได้ ก็อยู่ที่บรรณศาลานั้นจนตลอดวัน เห็นพระราชกุมารเสด็จ
มาในเวลาเย็น คิดว่า เราจักหนีไปทางอากาศ จึงกระทำอาการโลดลอยขึ้นไป
ตกจมลงในมหรรณพ. บทว่า อิสึ ทิสฺวา ความว่า พระราชกุมารนั้น
ติดตามไป จึงเห็น (พระฤาษี). บทว่า อนุกมฺหปาย ความว่า พระกุมาร
เกิดความเอ็นดูว่า ถ้าพระดาบสนี้จักมาทางพื้นดิน ก็ควรจะหนีเข้าป่าไป

232
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 233 (เล่ม 61)

ชะรอยจักมาทางอากาศ เพราะเหตุนั้น แม้จะตกไปในสมุทร ท่านก็ยังทำอาการ
เหมือนกับจะเหาะไป แล้วได้ตรัสพระคาถาด้วยความเอ็นดู ต่อพระดาบสนั้น
นั่นเอง. ก็เนื้อความแห่งคาถาเหล่านั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในติกนิบาตแล้ว
ทั้งนั้น. บทว่า นิพฺพิโท อหุ ความว่า ความเบื่อหน่ายในกามทั้งหลาย
เกิดแล้ว. บทว่า โปราณกํ มคฺคํ ได้แก่ ฌานวิเศษอันตนบรรลุแล้วใน
กาลก่อน. บทว่า ปพฺพชิตฺวาน ความว่า พระราชกุมารทรงพานางกุมารี
ไปส่งยังที่อยู่ของมนุษย์ แล้วเสด็จกลับมาบรรพชาเพศเป็นฤาษี อยู่ในราวป่า
ทรงสำรอกกามราคะเสียได้ ครั้นสำรอกกามราคะได้แล้ว ได้เป็นผู้มีพรหมโลก
เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ด้วยประการฉะนี้.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้สัตว์ผู้บริสุทธิ์ดีแล้วทั้งหลาย ย่อมเศร้าหมองเพราะ
อาศัยมาตุคามเป็นเหตุอย่างนี้ แล้วทรงประกาศอริยสัจจธรรม แล้วทรงประชุม
ชาดก. ในเวลาจบอริยสัจจเทศนา ภิกษุผู้กระสันได้บรรลุพระอรหัตผล. ก็
อนิตถิกุมารในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราผู้ตถาคตฉะนี้แล.
จบอรรถกถามหาปโลภนชาดก

233
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 234 (เล่ม 61)

๑๒. ปัญจบัณฑิตชาดก
ว่าด้วยความลับอันไม่ควรเปิดเผย
[๒๒๒๘] ท่านทั้งหลายผู้เป็นบัณฑิตทั้ง ๕ คน
มาพร้อมกันแล้ว ท่านทั้งหลายจงพิจารณาปัญหานั้น
บุคคลควรเปิดเผยข้อความที่ควรติเตียน หรือควร
สรรเสริญ แก่ใคร.
[๒๒๒๙] ข้าแต่พระจอมภูมิบาล พระองค์จง
ตรัสเปิดเผยก่อน พระองค์เป็นผู้ชุบเลี้ยงพวกข้า
พระองค์ ทรงอดทนต่อกรณียกิจอันหนัก เชิญตรัสก่อน
ข้าแต่จอมประชาชน ข้าพระองค์ผู้เป็นนักปราชญ์ ทั้ง
๕ คน จักพิจารณาสิ่งที่พอพระทัย และเหตุที่ชอบ
พระทัยของพระองค์ แล้วจักกราบทูลในภายหลัง.
[๒๒๓๐] สามีควรเปิดเผยข้อความที่ควรติเตียน
หรือควรสรรเสริญ อันเป็นเนื้อความลับ แก่ภรรยาผู้
มีศีล ไม่ยอมให้บุรุษอื่นลักสัมผัส คล้อยตามอำนาจ
ความพอใจของสามี เป็นที่รักที่พอใจของสามี.
[๒๒๓๑] (เสนกบัณฑิตทูลว่า) บุคคลควรเปิด-
เผยข้อความที่ควรติเตียน หรือควรสรรเสริญ อันเป็น
เนื้อความลับ แก่สหายผู้เป็นที่ระลึกเป็นคติ และเป็น
ที่พึ่งของสหาย ผู้ได้รับความทุกข์ลำบากได้.

234
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 235 (เล่ม 61)

[๒๒๓๒] (ปุกกุสบัณฑิตทูลว่า) บุคคลควรเปิด-
เผยข้อความที่ควรติเตียน หรือควรสรรเสริญ อัน
เป็นเนื้อความลับ แก่พี่น้องซึ่งเป็นพี่ใหญ่ พี่กลาง
หรือน้อง ถ้าเขาตั้งอยู่ในศีล มีจิตตั้งมั่น.
[๒๒๓๓] (กามินทบัณฑิตทูลว่า) บิดาควรเปิด-
เผยข้อความที่ควรติเตียน หรือความสรรเสริญอัน
เป็นเนื้อความลับ แก่บุตรผู้ดำเนินไปตามใจของบิดา
เป็นอนุญาตบุตร มีปัญญาไม่ทรามกว่าบิดา.
[๒๒๓๔] (เทวินทบัณฑิตทูลว่า) ข้าแต่พระจอม
ประการาษฎร์ ผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์นิกร บุตรควร-
เปิดเผยข้อความที่ควรติเตียน หรือควรสรรเสริญ
อันเป็นเนื้อความลับ แก่มารดาผู้เลี้ยงดูบุตร ด้วย
ความพอใจรักใคร่.
[๒๒๓๕] (มโหสถทูลว่า) การปกปิดความลับเอา
ไว้นั่นแหละเป็นความดี การเปิดเผยความลับบัณฑิต
ไม่สรรเสริญเลย นักปราชญ์พึงอดกลั้น ในเมื่อประ-
โยชน์ยังไม่สำเร็จ เมื่อประโยชน์สำเร็จแล้ว พึงกล่าว
ตามสบาย.
[๒๒๓๖] ข้าแต่พระราชาผู้ประเสริฐ พระองค์
ทรงมีพระมนัสวิปริตไปอย่างไรหรือ ข้าแต่พระจอม-
ประชากร หม่อมฉัน ขอฟังพระดำรัสของพระองค์
พระองค์ทรงดำริอย่างไรหรือ จึงทรงโทมนัสข้าแต่
สมมติเทพ ความผิดของหม่อมฉันไม่มีเลยหรือ.

235
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 236 (เล่ม 61)

[๒๒๓๗] มโหสถจะถูกฆ่าเพราะปัญหา เพราะ
มโหสถผู้มีปัญญาดังแผ่นดินฉันสั่งให้ฆ่าแล้ว ฉันคิด
ถึงเรื่องนั้นจึงโทมนัส ดูก่อนพระเทวี ความผิดของ
เธอไม่มีเลย.
[๒๒๓๘] เจ้าไปตั้งแต่หัวค่ำ มาเอาจนบัดนี้
ใจของเจ้ารังเกียจ เพราะได้ฟังอะไรหรือ ดูก่อนเจ้า
ผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน ใครได้พูดอะไรแก่เจ้า เราจะ
ขอฟังคำของเจ้า เชิญเจ้าบอกแก่เรา.
[๒๒๓๙] มโหสถจะถูกฆ่าเพราะปัญหา ข้าแต่
พระจอมประชากร ในกาลใด พระองค์เสด็จอยู่ใน
ที่ลับ ได้ตรัสความลับกับพระอัครมเหสีเมื่อหัวค่ำ
ความลับของพระองค์นั้นได้เปิดเผยแล้ว ข้าพระบาท
ได้ฟังแล้วในกาลนั้น.
[๒๒๔๐] เสนกบัณฑิตได้ทำกรรมอันลามก อัน
ไม่ใช่กรรมของสัตบุรุษ ในสวนไม้รัง อยู่ในที่ลับแล้ว
ได้บอกเรื่องนั้นแก่สหายคนหนึ่ง กรรมอันลามกนั้น
เป็นความลับ อันเสนกบัณฑิตได้เปิดเผยแล้ว ข้า-
พระบาทได้ฟังแล้ว.
[๒๒๔๑] ข้าแต่พระจอมประชานิกร โรคเรื้อน
เกิดขึ้นแก่ปุกกุสบุรุษของพระองค์ เป็นโรคที่ไม่
สมควรจะใกล้ชิดพระราชา ปุกกุสะอยู่ในที่ลับ ได้
แจ้งเรื่องนี้แก่น้องชาย ความลับอันนั้นปุกกุสะเปิดเผย
แล้ว ข้าพระบาทได้ฟังแล้ว.

236
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 237 (เล่ม 61)

[๒๒๔๒] กามินท์นี้ เป็นคนอาพาธ ลามก
ถูกยักษ์ชื่อนรเทพสิงแล้ว อยู่ในที่ลับ ได้แจ้งเรื่องนี้
แก่บุตร ความลับนั้นอันกามินท์ได้เปิดเผยแล้ว
ข้าพระบาทได้ฟังแล้ว.
[๒๒๔๓] ท้าวสักกเทวราช ได้ประทานมณีรัตน์
อื่นโอฬาร มีคด ๘ คด แก่พระอัยกาของพระองค์
เดี๋ยวนี้ มณีรัตน์นั้นได้ตกถึงมือของเทวินท์แล้ว ก็
เทวินท์อยู่ในที่ลับ ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่มารดา ความลับ
นั้น อันเทวินท์ได้เปิดเผยแล้ว ข้าพระบาทได้ฟังแล้ว.
[๒๒๔๔] การปกปิดความลับเอาไว้นั่นแหละ
เป็นความดี การเปิดเผยความลับบัณฑิตไม่สรรเสริญ
เลย นักปราชญ์พึงอดกลั้นไว้ในเมื่อประโยชน์ยังไม่
สำเร็จ เมื่อประโยชน์สำเร็จแล้ว พึงกล่าวตามสบาย
ไม่ควรเปิดเผยความลับเลย ควรรักษาความลับนั้นไว้
เหมือนรักษาขุมทรัพย์ ฉะนั้น ความลับอันบุคคลผู้รู้
แจ่มแจ้ง ไม่เปิดเผยนั่นแหละเป็นความดี บัณฑิตไม่
ควรบอกความลับแก่สตรี และแก่คนที่ไม่ใช่มิตร
กับอย่าบอกความในใจแก่คนที่ถูกอามิสลากไป และ
แก่คนที่ไม่ใช่มิตร บัณฑิตย่อมอดทนคำด่า คำบริภาษ
และการประหารของตนผู้รู้ความลับ ซึ่งคนอื่นไม่รู้
เพราะกลัวจะขยายความลับที่คิดไว้ เหมือนคนที่เป็น
ทาส อดทนต่อคำด่าว่าเป็นต้นของนาย ฉะนั้น ชน

237
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 238 (เล่ม 61)

ทั้งหลายผู้รู้ความลับที่ปรึกษากันของคน ๆ หนึ่ง
เพียงใด ความสะดุ้งความหวาดกลัวของคนนั้น ย่อม
เกิดขึ้นเพียงนั้น เพราะเหตุนั้น จึงไม่ควรเปิดเผย
ความลับเลย บุคคลจะพูดความลับในเวลากลางวัน
ควรหาโอกาสที่เงียบสงัด เมื่อจะพูดความลับในเวลา
ค่ำคืน อย่าปล่อยเสียงให้เกินขอบเขต เพราะว่า คน
แอบฟังจะได้ยินความลับที่ปรึกษากัน เพราะฉะนั้น
ความลับที่ปรึกษากัน ก็จะพลันถึงความแพร่งพราย
ทันที.
จบปัญจบัณฑิตชาดกที่ ๑๒
อรรถกถาปัญจบัณฑิตชาดก
ปัญจบัณฑิตชาดก จักมีพิสดารในมหาอุมมังคชาดก.
จบอรรถกถาปัญจบัณฑิตชาดก

238
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 239 (เล่ม 61)

๑๓. หัตถิปาลชาดก
ว่าด้วยกาลเวลาไม่คอยใคร
[๒๒๔๕] นานทีเดียวข้าพเจ้าเพิ่งได้พบเห็นผู้มี-
ผิวพรรณดังเทพเจ้า มุ่นชฎาใหญ่ ทรงไว้ซึ่งหาบคอน
ผู้ทรมานกิเลสดังเปลือกตมแล้ว ผู้ย้อมเศียรเกล้า.
นานนักหนา ข้าพเจ้าเพิ่งได้เห็น พระฤาษีผู้ยินดี
ในธรรมคุณ นุ่งห่มผ้าย้อมฝาด ครองผ้าคากรอง
ปกปิดโดยรอบ.
ขอท่านผู้เจริญจงรับอาสนะ น้ำ ผ้าเช็ดหน้า
และน้ำมันทาเท้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอต้อนรับท่าน
ด้วยสิ่งของมีค่ามาก ได้กรุณารับของมีค่ามากของ
ข้าพเจ้าเถิด.
[๒๒๔๖] (ปุโรหิต กล่าวว่า) หัตถิปาละลูกรัก
เจ้าจงเรียนวิชา และจงแสวงหาทรัพย์ จงปลูกฝังบุตร
และธิดา ให้ดำรงอยู่ในเรือนเสียก่อน แล้วจึงบริโภค
กลิ่น รส และวัตถุกามทั้งปวงเถิด กิจที่จะอยู่ป่า
เมื่อเวลาแก่สำเร็จประโยชน์ดี มุนีใด บวชในกาล
เช่นนี้ได้ มุนีนั้น พระอริยเจ้าสรรเสริญ.
[๒๒๔๗] (หัตถิปาลกุมารกล่าวว่า) วิชาเป็นของ
ไม่จริงและลาภคือทรัพย์ก็ไม่จริง ใคร ๆ จะห้ามความ
ชราด้วยลาภคือบุตรไม่ได้เลย สัตบุรุษทั้งหลายสอน

239
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 240 (เล่ม 61)

ให้ปล่อยวางคันธารมณ์ และรสารมณ์เสีย ความอุบัติ
แห่งผลย่อมมีได้เพราะกรรมของตน.
[๒๒๔๘] (พระราชาตรัสว่า) คำของเจ้าที่ว่า
ความอุบัติแห่งผลย่อมมีได้ เพราะกรรมของตนนั้น
เป็นคำจริงแท้แน่นอน อนึ่ง มารดาบิดาของท่านนี้
แก่เฒ่าแล้ว หวังจะเห็นท่านมีอายุยืนร้อยปี ไม่มีโรค.
[๒๒๔๙] (หัตถิปาลกุมารทูลว่า) ข้าแต่พระราชา
ผู้ประเสริฐกว่านรชน ความเป็นสหาย กับความ
ตาย ความไมตรีกับความแก่ พึงมีแก่ผู้ใด หรือแม้
ผู้ใดจะพึงรู้ว่า เราจักไม่ตาย มารดาบิดาพึงเห็นผู้นั้น
มีอายุยืนร้อยปี ไม่มีโรคเบียดเบียนได้ในบางคราว.
บุรุษเอาเรือมาจอดไว้ที่ท่าน้ำ รับคนฝั่งนี้ ส่งถึง
ฝั่งโน้น แล้วย้อนกลับมารับคนฝั่งโน้น พามาส่งถึง
ฝั่งนี้ ฉันใด ชราและพยาธิ ก็ย่อมนำเอาชีวิตสัตว์
ไปสู่อำนาจแห่งมัจจุราชอยู่เนือง ๆ ฉะนั้น.
[๒๒๕๐] (อัสสปาลกุมารทูลว่า) กามทั้งหลาย
เป็นดังเปลือกตม เป็นเครื่องให้จมลง เป็นเครื่องนำ
น้ำใจสัตว์ไป ข้ามได้ยาก เป็นที่ตั้งแห่งมฤตยู สัตว์
ทั้งหลายผู้ข้องอยู่ในกามอันเป็นดังเปลือกตม เป็น
เครื่องให้จมลงนี้ เป็นสัตว์มีจิตเลวทราม ย่อมข้ามถึงฝั่ง
ไม่ได้.

240
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 241 (เล่ม 61)

เมื่อครั้งก่อน อัตภาพของข้าพระองค์นี้ ได้
กระทำกรรมอันหยาบช้า ผลแห่งกรรมนั้น อันข้า-
พระองค์ยึดไว้มั่นแล้ว ข้าพระองค์จะพ้นไปจากผล
แห่งกรรมนี้ไม่ได้เลย ข้าพระองค์จักปิดกั้นรักษาอัต-
ภาพนั้นอย่างรอบคอบ ขออัตภาพนี้ อย่าได้ทำกรรม
อันหยาบช้านี้อีกเลย.
[๒๒๕๑] (โคปาลกุมาร ทูลว่า) ขอเดชะ
พระราชาธิบดี บุรุษผู้เลี้ยงโค ไม่เห็นโคที่หายไปใน
ป่าทึบมืดฉันใด ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงพระนามว่า
เอสุการี ประโยชน์ของข้าพระพุทธเจ้า ก็หายไปแล้ว
ฉันนั้น อย่างไรเล่า ข้าพระพุทธเจ้าจักไม่แสวงหา
ต่อไป.
[๒๒๕๒] บุรุษผู้กล่าว ผัดเพี้ยนการงานที่
ควรกระทำในวันนี้ว่า ควรทำในวันพรุ่งนี้ การงาน
ที่ควรทำในวันพรุ่งนี้ ว่าควรทำในวันต่อไป ย่อม
เสื่อมจากการงานนั้น ธีรชนคนใดรู้ว่าสิ่งใดเป็น
อนาคต สิ่งนั้นไม่มีแล้ว พึงบรรเทาความพอใจที่เกิด
ขึ้นเสีย.
[๒๒๕๓] (อชปาลกุมาร ทูลว่า) ข้าพระองค์ได้
เห็นหญิงสาวคนหนึ่ง รูปร่างงามพอประมาณ มี
ดวงเนตรเหมือนดอกการะเกด มัจจุราชมาฉุดคร่าเอา

241