พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 202 (เล่ม 61)

นั้นแล้ว ติดตามไปจนถึงเมืองพาราณสี ยืนกันแสงอยู่ที่กลางอากาศ ในท่าม
กลางบริษัท ณ ประตูพระราชวัง. พระมหาสัตว์กำลังฟ้อนรำถวายพระราชา
อยู่นั่นแหละ เหลือบแลดูอากาศ เห็นนางสุมนาเทวีแล้วละอายพระทัยเลื้อย
เข้าไปนอนขดในกระโปรงเสีย. ในเวลาที่พระมหาสัตว์ เลื้อยเข้าไปสู่กระโปรง
แล้ว พระราชาทรงพระดำริว่า นี่เหตุอะไรกันเล่าหนอ ? จึงทอดพระเนตร
แลดูทางโน้นทางนี้ เห็นนางสุมนาเทวียืนอยู่บนอากาศ จึงตรัสคาถาที่ ๑
ความว่า
ท่านเป็นใคร งามผ่องใสดุจสายฟ้า และอุปมา
เหมือนดาวประจำรุ่ง เราไม่รู้จักท่านว่า เป็นเทวดา
หรือคนธรรพ์ หรือเป็นหญิงมนุษย์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตํ มญฺญามิ มานุสี ความว่า
เรามิได้เข้าใจว่าท่านเป็นหญิงมนุษย์ ท่านควรจะเป็นนางเทพธิดา หรือหญิง
คนธรรพ์.
บัดนี้ เป็นคาถาโต้ตอบระหว่างราชากับนางสุมนาเทวี (ซึ่งมี
ลำดับดังต่อไปนี้)
(นางสุมนาทูลว่า) ข้าแต่พระมหาราชา หม่อม-
ฉันหาใช่เทพธิดา หรือคนธรรพ์ หรือหญิง-
มนุษย์ไม่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเป็นนาง
นาคกัญญา อาศัยเหตุอย่างหนึ่ง จึงได้มาในพระนครนี้.
(พระราชาตรัสถามว่า) ดูก่อนนางนาคกัญญา
ท่านมีอาการเหมือนคนมีจิตฟั่นเฟือน มีอินทรีย์อัน
เศร้าหมอง ดวงเนตรของท่านไหลนองไปด้วยหยาด-

202
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 203 (เล่ม 61)

น้ำตา อะไรของท่านหาย หรือว่าท่านปรารถนาอะไร
จึงได้มาในเมืองนี้ เชิญท่านบอกมาเถิด.
(นางสุมนาทูลตอบว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอม
ประชาชน มหาชนชาวโลกเรียกร้องสัตว์ใดว่า
อุรคชาติ ผู้มีเดชอันสูงในมนุษยโลก เขาเรียกสัตว์นั้นว่า
นาค บุรุษคนนี้จับนาคนั้นมา เพื่อต้องการเลี้ยงชีพ
นาคนั้นแหละเป็นสามีของหม่อมฉัน ขอพระองค์ได้
ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคนั้นเสียจากที่คุมขังเถิด
เพค่ะ.
(พระราชาตรัสถามว่า) ดูก่อนนางนาคกัญญา
นาคราชนี้ประกอบด้วยกำลังอันแรงกล้า ไฉนจึงมา
ถึงเงื้อมมือของชายวณิพกได้เล่า เราจะใคร่รู้ถึงการที่
นาคราชถูกกระทำจนถูกจับมาได้ ขอท่านจงบอก
ความข้อนั้นแก่เราเถิด.
(นางสุมนาทูลตอบว่า) แท้จริง นาคราชนั้น
ประกอบด้วยกำลังอันแรงกล้า พึงทำแม้นครให้เป็น
ภัสมธุลีไปได้ แต่เพราะนาคราชนั้น เคารพนบนอบ
ธรรม ฉะนั้น จึงได้บากบั่นบำเพ็ญตบะ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺเถนมฺหิ ความว่า หม่อมฉันอาศัย
เหตุอย่างหนึ่ง จึงได้มาในพระนครนี้. บทว่า กุปิตินฺทฺริยา ได้แก่ เป็นผู้
มีอินทรีย์เศร้าหมอง. บทว่า วาริคณา ได้แก่ หยาดน้ำตา. บทว่า อุรโคติ
จาหุ ความว่า ก็มหาชนเรียกขานสัตว์ใดว่า อุรคชาติ. บทว่า ตมคฺคหี

203
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 204 (เล่ม 61)

ปุริโส ความว่า บุรุษผู้นี้จับพระยานาคนั้นมา เพื่อต้องการเลี้ยงชีวิต. บทว่า
วนิพฺพกสฺส ความว่า พระราชาตรัสถามว่า นาคราชนี้เป็นผู้มีอานุภาพมาก
อย่างไรเล่า จึงตกมาอยู่ในเงื้อมมือของบุรุษวณิพกนี้ได้.
บทว่า ธมฺมญฺจ ความว่า นางสุมนาเทวีกราบทูลว่า นาคราชภัสดา
ของหม่อมฉันนี้ ทำความเคารพพระธรรมคือเบญจศีล และพระธรรมคือการ
อยู่รักษาอุโบสถ เพราะฉะนั้น แม้ถูกบุรุษนี้จับมา ถึงแม้พระยานาค
จะคิดว่า หากเราจะพ่นลมหายใจลงเบื้องบนบุรุษนี้ไซร้ เขาก็จักแหลกละเอียด
ไปเหมือนกองเถ้า เมื่อเป็นเช่นนั้น ศีลของเราก็จักแตกทำลาย เพราะกลัว
ศีลจะแตกทำลาย จึงสู้อุตส่าห์บากบั่นอดกลั้นความทุกข์นั้นไว้ ตั้งใจทำตบะ
คือกระทำความเพียรอย่างเดียวเท่านั้น.
พระราชาตรัสถามต่อไปอีกว่า ไฉนนาคราชจึงยอมให้บุรุษนี้จับมา
ได้เล่า ลำดับนั้น นางสุมนาเทวีเมื่อจะกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ จึง
กล่าวคาถาความว่า
ข้าแต่องค์ราชันย์ นาคราชนี้ มีปกติรักษา
จาตุททสีอุโบสถ และปัณณรสีอุโบสถ นอนอยู่ใกล้
ทางสี่แพร่ง บุรุษหมองูจับนาคราชนั้นมาด้วยต้องการ
หาเลี้ยงชีพ นาคราชนี้เป็นสามีของหม่อมฉัน ขอ
พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคราชนั้นจาก
ที่คุมขังเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุปฺปเถ ความว่า นาคราชนี้ตั้งจิต
ปรารถนาอธิษฐานธรรมอันประกอบด้วยองค์ ๔ ณ ที่จอมปลวกแห่งหนึ่ง
ในสถานที่ใกล้ทางสี่แพร่ง. บทว่า ตํ พนฺธนา ความว่า ขอพระองค์โปรด

204
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 205 (เล่ม 61)

พระราชทานทรัพย์แก่หมองูนี้ แล้วปลดปล่อยนาคราชผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีคุณ
ความดีอย่างนี้นั้น จากที่คุมขังคือกระโปรงเสียเถิด พระเจ้าข้า.
ก็แลครั้นนางนาคกัญญาสุมนาเทวีทูลอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทูลอ้อนวอน
พระราชาซ้ำอีก ได้กล่าวคาถาสองคาถา ความว่า
สนมนารีถึงหมื่นหกพันนาง ล้วนสวมใส่กุณฑล
แก้วมณี บันดาลห้วงวารีทำเป็นห้องไสยาสน์ แม้
สนมนารีเหล่านั้น ก็ยึดถือนาคราชนั้นเป็นที่พึ่ง.
ขอพระองค์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อย
นาคราชนั้นโดยธรรม ปราศจากกรรมอันสาหัส ด้วย
บ้านส่วยร้อยบ้าน ทองร้อยแท่ง และโคร้อยตัว ขอ
นาคราชผู้แสวงบุญ จงเหยียดกายได้ตรงเที่ยวไป จง
พ้นจากที่คุมขังเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ ความว่า นาง
สุมนาเทวีแสดงความว่า ขอพระองค์อย่าทรงสำคัญว่า นาคราชนี้จะเป็นผู้
ขัดสนยากจน เพราะสนมนารีทั้งหลายของนาคราชนี้ ล้วนประดับตกแต่งด้วย
สรรพาลังการ ยังมีประมาณเท่านี้ สมบัติที่เหลือยากที่จะนับหาประมาณมิได้.
บทว่า วาริเคเห สยา ความว่า ทรงบันดาลห้วงวารีทำเป็นห้องไสยาสน์
บรรทมอยู่ ณ ห้วงวารีนั้น. บทว่า โอสฏฺฐกาโย ความว่า จงเป็นผู้มีกาย
เป็นอิสระ. บทว่า จราตุ แปลว่า จงเที่ยวไป.
ลำดับนั้น พระราชาได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถา ความว่า
เราจะปล่อยนาคราชนี้ไปโดยธรรม ปราศจาก
กรรมอันสาหัส ด้วยบ้านส่วยร้อยบ้าน ทองคำร้อยแท่ง

205
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 206 (เล่ม 61)

โคร้อยตัว นาคราชผู้ต้องการบุญ จงเหยียดกายตรง
เที่ยวไป จงพ้นจากที่คุมขัง.
ดูก่อนลุททกพราหมณ์ เราจะให้ทอง ๑๐๐ แท่ง
กุณฑลแก้วมณีราคามาก บัลลังก์สี่เหลี่ยม สีดังดอก-
ผักตบ ภรรยารูปงามสองคน และโคอุสุภะ ๑๐๐ ตัว
แก่ท่าน ขอนาคราชผู้ต้องการบุญ จงเหยียดกายตรง
เที่ยวไป จงพ้นจากที่คุมขังเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลุทฺท ความว่า เพื่อจะปลดปล่อยพระยา
นาคราช พระราชาจึงตรัสเรียกพราหมณ์หมองูมา เมื่อจะแสดงไทยธรรมที่
จะพึงพระราชทานแก่เขา จึงตรัสอย่างนี้ ส่วนพระคาถาก็มีอรรถาธิบายดังกล่าว
แล้วในหนหลังนั้นแล.
ลำดับนั้น ลุททกพราหมณ์กราบทูลพระราชาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน แม้จะมิทรง
พระราชทานสิ่งไรเลย เพียงแต่ตรัสสั่งให้ปล่อยเท่านั้น
ข้าพระพุทธเจ้าก็จะปล่อยนาคราชนั้นจากที่คุมขังทันที
ขอนาคราชผู้ต้องการบุญจงเหยียดกายตรงเที่ยวไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตว วจนํ ความว่า ขอเดชะ ข้าแต่
พระมหาราชเจ้า ถึงแม้พระองค์จะมิได้ทรงพระราชทานสิ่งใดเลย เพียงแต่
พระองค์ตรัสสั่งให้ปล่อยเท่านั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จักเคารพ รับเหนือเกล้า.
บทว่า มุญฺเจมิ นํ ความว่า พราหมณ์หมองูกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้า
จักปล่อยพระยานาคนี้ทันที.
ก็แลครั้นลุททกพราหมณ์กราบทูลอย่างนี้แล้ว ก็นำพระมหาสัตว์ออก
จากกระโปรง. นาคราชออกมาแล้ว เลื้อยเข้าไประหว่างกองดอกไม้ ละอัตภาพ

206
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 207 (เล่ม 61)

นั้นเสียแล้ว กลายเพศเป็นมาณพน้อย ตบแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับอัน
งดงาม คล้ายกับชำแรกดินออกมายืนอยู่ฉะนั้น. นางสุมนาเทวีลอยลงมาจาก
อากาศ ยืนเคียงข้างพระภัสดาของตน. นาคราชได้ยืนประคองอัญชลี นอบน้อม
พระราชาอยู่.
พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา
๒ คาถา ความว่า
จัมเปยยนาคราช หลุดพ้นจากที่คุมขังแล้ว จึง
กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระเจ้ากาสิกราช ข้า-
พระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ ข้าแต่พระองค์
ผู้ทรงผดุงกาสิกรัฐให้รุ่งเรือง ข้าพระพุทธเจ้าขอถวาย
บังคมพระองค์ ข้าพระพุทธเจ้าขอประคองอัญชลี แด่
พระองค์ ขอเชิญเสด็จทอดพระเนตรนิเวศน์ ของ
ข้าพระพุทธเจ้าเถิด พระเจ้าข้า.
(พระราชาตรัสตอบว่า) ดูก่อนนาคราช แท้จริง
คนทั้งหลายเขากล่าวถึงเหตุที่มนุษย์จะพึงคุ้นเคยกับ
อมนุษย์ว่า พึงคุ้นเคยกันได้ยาก ถ้าท่านขอร้องเราถึง
เรื่องนั้น เราก็อยากจะไปดูนิเวศน์ของท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสฺเสยฺยํ เม นิเวสนํ ความว่า
จัมเปยยนาคราชทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมนรชน จัมเปยยนาคพิภพ
อันเป็นนิเวศน์ของข้าพระพุทธเจ้าเป็นรมณียสถาน ควรที่จะดูจะเห็น ข้าพระ-
พุทธเจ้าประสงค์จะแสดงพิภพนั้น เพื่อทรงทอดพระเนตร ขอเชิญพระองค์
พร้อมทั้งพลพาหนะ เสด็จไปทอดพระเนตรเถิด. บทว่า ทุพฺพิสฺสาสํ ความว่า

207
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 208 (เล่ม 61)

เป็นของคุ้นเคยได้โดยยาก. บทว่า สเจ จ ความว่า พระราชาตรัสตอบว่า
ถ้าหากเธอจะอ้อนวอนเธอเชิญเรา เราก็อยากจะเห็นนิเวศน์ของเธอ ก็แต่เรา
ยังไม่วางใจเชื่อเธอได้
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะทำสัตย์สาบาน เพื่อให้พระราชาทรง
เชื่อถือ ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถา ความว่า
ข้าแต่พระราชา แม้ถึงว่า ลมจะพึงพัดภูเขา
ไปได้ก็ดี พระจันทร์และพระอาทิตย์ จะพึงเผาผลาญ
แผ่นดินก็ดี แม่น้ำทุกสายพึงไหลทวนกระแสก็ดี ถึง
กระนั้น ข้าพระพุทธเจ้า ก็จะไม่กล่าวคำเท็จเลย.
ข้าแต่พระราชา ท้องฟ้าจะทำลายไป ทะเลจะ
เหือดแห้งไป มหาปฐพีมีนามว่า ภูตธราและพสุนธรา
จะพึงม้วนได้ เมรุบรรพตอันหนาแน่นด้วยศิลา จะ
พึงถอนไปทั้งราก ถึงกระนั้น ข้าพระพุทธเจ้า ก็จะ
ไม่กล่าวคำเท็จเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สํวตฺเตยฺย ภูตธรา พสุนฺธรา ความว่า
มหาปฐพีอันถึงการนับว่า ภูตธรา ก็ดี วสุนธรา ก็ดีนี้ จะพึงม้วนได้ดังเสื่อ
ลำแพน. บทว่า สมูลมุพฺพเห ความว่า มหาสิเนรุบรรพตจะพึงถอนรากปลิว
ไปในอากาศได้ ดังใบไม้แห้งอย่างนี้.
เมื่อพระมหาสัตว์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระราชาก็มิได้ทรงเชื่อ จึงตรัส
พระคาถานั้นแหละซ้ำอีกว่า
ดูก่อนนาคราช แท้จริง คนทั้งหลายเขากล่าวถึง
เหตุที่มนุษย์จะพึงคุ้นเคยกับอมนุษย์ว่า พึงคุ้นเคยกัน

208
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 209 (เล่ม 61)

ได้ยาก ก็ถ้าเธอขอร้องเราถึงเรื่องนั้น เราก็อยากไปดู
นิเวศน์ของเธอ ดังนี้.
เมื่อจะประกาศกำชับว่า เธอควรจะรู้จักคุณที่เราทำแล้วแก่เธอ ส่วน
ตัวเราเอง ย่อมรู้สิ่งที่ควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อได้ดังนี้ จึงตรัสพระคาถานอกนี้
ความว่า
เธอเป็นผู้มีพิษร้ายแรงยิ่ง มีเดชมาก ทั้งโกรธง่าย
เธอหลุดพ้นจากที่คุมขังไปได้ ก็เพราะเหตุที่เราช่วย
เหลือ เธอควรจะรู้บุญคุณที่เราทำไว้แก่เธอ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุฬารา แปลว่า ร้ายแรงอย่างยิ่ง. บทว่า
ชานิตเว แปลว่า ควรจะรู้.
พระมหาสัตว์ เมื่อจะทำสัตย์สาบาน เพื่อให้พระราชาทรงเชื่อต่อไป
จึงกล่าวคาถา ความว่า
ข้าพระพุทธเจ้าถูกคุมขังอยู่ในกระโปรงเกือบจะ
ถึงความตาย จักไม่รู้จักอุปการคุณที่พระองค์ทรงกระ-
ทำแล้วเช่นนั้น ก็ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าจงหมกไหม้อยู่
ในนรก อันแสนร้ายกาจ อย่าได้รับความสำราญกาย
สักหน่อยหนึ่งเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปจฺจตํ แปลว่า จงหมกไหม้. บทว่า
กมฺมกตํ ความว่า นาคราชกราบทูลว่า หากข้าพระพุทธเจ้าไม่รู้จักอุปการคุณ
ที่บุคคลทำแล้ว เช่นพระองค์อย่างนี้ ขอข้าพระพุทธเจ้า จงมีอันเป็นเห็น
ปานนี้เถิด.
ลำดับนั้น พระราชาทรงเชื่อถ้อยคำของพระมหาสัตว์ เมื่อจะทรงชมเชย
จึงตรัสพระคาถา ความว่า

209
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 210 (เล่ม 61)

คำปฏิญาณของเธอนั้น จงเป็นคำสัตย์จริง เธอ
อย่าได้มีความโกรธ อย่าผูกโกรธไว้ อนึ่ง ขอสุบรรณ
ทั้งหลายจงละเว้นนาคสกุลของท่านทั้งมวล เหมือน
ผู้เว้นไฟในฤดูร้อนฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตวเมส โหตุ ความว่า สัจจปฏิญาณ
ของเธอนั้น จงเป็นวาจาสัตย์เที่ยงตรงเถิด. บทว่า คิมฺหาสุ วิวชฺชยนฺตุ
ความว่า มนุษย์ทั้งหลายเมื่อไม่ปรารถนาความร้อนในฤดูคิมหันต์ ย่อมเว้น
ห่างกองไฟอันลุกโพลงอยู่ฉันใด ขอสุบรรณทั้งหลาย จงเว้นว่างหลีกห่างไป
เสียให้ไกลฉันนั้น.
แม้พระมหาสัตว์เจ้า เมื่อจะชมเชยพระราชา จึงกล่าวคาถานอกนี้
ความว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน พระองค์
ทรงเอ็นดูนาคสกุล เหมือนมารดาผู้เอ็นดูบุตรคนเดียว
ผู้เป็นสุดที่รักฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้ากับ นาคสกุลจะขอ
กระทำเวยยาวฏิกกรรม อย่างโอฬารแด่พระองค์.
พระราชาทรงสดับคำของนาคราชแล้ว มีพระประสงค์จะเสด็จไป
นาคพิภพ เมื่อจะตรัสสั่งให้ทำการตระเตรียมพลเสนาที่จะเสด็จไป จึง
ตรัสพระคาถา ความว่า
เจ้าพนักงานรถ จงตระเตรียมราชรถอันงามวิจิตร
จงเทียมอัสดรอันเกิดในกัมโพชกรัฐ ซึ่งฝึกหัดอย่างดี
แล้ว และเจ้าพนักงานช้างจงผูกช้างตัวประเสริฐทั้ง-
หลาย ให้งามไปด้วยสุวรรณหัตถากรณ์ เราจะไปดู
นิเวศน์แห่งท้าวนาคราช.

210
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 211 (เล่ม 61)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺโพชเก อสฺสตเร สุทนฺเต
ความว่า จงเทียมอัศวพาชี อันเกิดในกัมโพชกรัฐ ที่ได้รับการฝึกหัดอย่างดี.
คาถานอกนี้ต่อไป เป็นพระคาถาอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในกาล
เมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้ว ความว่า
พนักงานเภรี ตะโพน บัณเฑาะว์ และแตรสังข์
ของพระเจ้าอุคคเสนราช มาพร้อมหน้ากัน พระราชา
ทรงแวดล้อมด้วยสนมนารี เสด็จไปในท่ามกลางหมู่
สนมนารีงามสง่ายิ่งนัก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุ โสภมาโน ความว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย พระเจ้าพาราณสี แวดล้อมด้วยเหล่าสนมนารีหมื่นหกพันนาง เป็น
บริวาร เสด็จไปสู่นาคพิภพ แต่พระนครพาราณสีท่ามกลางหมู่สนมนารีนั้น
เสด็จดำเนินไปงดงามยิ่งนัก.
ในกาลเมื่อพระเจ้าพาราณสี เสด็จออกจากพระนครไป พระมหา-
สัตว์เจ้า ทรงบันดาลนาคพิภพให้ปรากฏมีกำแพงแก้ว ๗ ประการ และประตู
ป้อมคู หอรบ แล้วนิรมิตบรรดาที่จะเสด็จไปยังนาคพิภพ ให้ประดับตกแต่ง
ด้วยเครื่องประดับงดงาม ด้วยอานุภาพของตน. พระราชาพร้อมด้วยราชบริพาร
เสด็จเข้าไปยังนาคพิภพโดยมรรคานั้น ได้ทอดพระเนตรเห็นภูมิภาคและ
ปราสาทราชวัง น่ารื่นเริง บันเทิงพระทัย.
พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเจ้ากรุงกาสีวัฒนราช ได้ทอดพระเนตรเห็น
ภูมิภาคอันงาม วิจิตรลาดแล้วด้วยทรายทอง ทั้งสุวรรณ
ปราสาทก็ปูลาดไปด้วยแผ่นกระดานแก้วไพฑูรย์ พระ-

211