พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 182 (เล่ม 61)

ดูก่อนสุธรรมาเทวี โสมนัสสกุมารโอรสของเธอ
นี้ ยังรุ่นหนุ่ม น่าเอ็นดู วันนี้เราอ้อนวอนเขาไว้ ก็
ไม่ได้สมปรารถนา แม้เธอก็ควรจะอ้อนวอนโอรสของ
เธอ ดูบ้าง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาจิตเว ความว่า เพื่อช่วยอ้อนวอน.
พระนางสุธรรมาเทวี กลับส่งเสริมพระโอรส เพื่อบรรพชาอย่างเดียว
ตรัสคาถาความว่า
ดูก่อนพระลูกรัก เจ้าจงยินดีด้วยภิกขาจาริยวัตร
เถิด จงใคร่ครวญในธรรมทั้งหลาย แล้วละเว้นบรรพชา
ของคนมิจฉาทิฏฐิเสียเถิด เจ้าจงวางอาชญาในสรรพ-
สัตว์ นักบวชละวางอาชญาในสรรพสัตว์ทั้งหลายแล้ว
เป็นผู้ไม่ถูกติเตียนแล้ว ย่อมเข้าถึงพรหมสถาน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิสมฺม ความว่า เมื่อเจ้าจะบวชแน่
จงใคร่ครวญดูแล้วละการบรรพชาของมิจฉาทิฏฐิกชนเสีย จงบรรพชาลัทธิ
อันเป็นธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์ ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิเถิด.
ลำดับนั้น พระเจ้าเรณุราชตรัสพระคาถา ความว่า
ดูก่อนสุธรรมาเทวี เธอพูดคำเช่นใด คำเช่นนั้น
น่าอัศจรรย์จริงหนอ เราได้รับทุกข์อยู่แล้ว เธอยังกลับ
เพิ่มทุกข์ให้อีก ฉันขอร้องเธอให้ช่วยอ้อนวอนลูก เธอ
กลับสนับสนุนให้โสมนัสสกุมารเกิดอุตสาหะยิ่งขึ้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาทิสญฺจ ความว่า เธอพูดคำนี้เช่นใด
คำนั้นน่าประหลาดอัศจรรย์จริงหนอ. บทว่า ทุกฺขิตํ ความว่า เธอเพิ่มทุกข์
ให้ฉันซึ่งมีทุกข์อยู่แล้วโดยปกติ ให้ทุกข์หนักขึ้น.

182
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 183 (เล่ม 61)

พระนางเทวี ตรัสคาถาอีกความว่า
พระอริยเจ้าเหล่าใด พ้นวิเศษแล้วบริโภคปัจจัย
อันหาโทษมิได้ ดับรอบแล้วเที่ยวไปในโลกนี้ หม่อมฉัน
ไม่อาจจะห้ามโอรสผู้ดำเนินไปตามมรรคาของพระ-
อริยเจ้าเหล่านั้นได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปฺปมุตฺตา ความว่า หลุดพ้นแล้ว
จากกิเลสทั้งหลาย มีราคะเป็นต้น. บทว่า ปรินิพฺพุตา ความว่า ผู้ดับแล้ว
ด้วยกิเลสปรินิพพานธาตุ. บทว่า ตมริยมคฺคํ ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรง
พระคุณอันประเสริฐ หม่อมฉันไม่อาจจะห้ามพระโอรสของหม่อมฉัน
ผู้เจริญรอยมรรคาอันเป็นของแห่งพระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น
เหล่านั้นได้.
พระราชาทรงสดับพระเสาวนีย์ ของพระนางเทวีแล้วตรัสคาถาสุดท้าย
ความว่า
ชนเหล่าใดมีปัญญา เป็นพหูสูต ตรึกตรองเหตุ-
การณ์ถี่ถ้วนมาก พระนางสุธรรมาเทวีนี้ เป็นผู้มี
ความขวนขวายน้อย ปราศจากความโศกเศร้า ได้สดับ
คำสุภาษิตของชนเหล่าใด ชนเหล่านั้นควรจะสมาคม
คบหาทีเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุฐานจินฺติโน ความว่า เป็นผู้คิด
เหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นอันมาก. บทว่า เยสายํ ตัดบทเป็น เยสํ อยํ. แท้จริง
พระนางสุธรรมาราชเทวีนั้น ได้ทรงสดับคำสุภาษิตของโสมนัสสกุมารนั่นเอง
จึงเกิดเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย แม้พระราชาก็ตรัสหมายถึงพระราชโอรส
นั้นเหมือนกัน.

183
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 184 (เล่ม 61)

พระมหาสัตว์เจ้า ถวายบังคมพระราชมารดาบิดาแล้วกราบทูลว่า
ถ้าหากว่าโทษผิดของข้าพระพุทธเจ้ามีอยู่ไซร้ ขอพระชนกชนนี ได้โปรดทรง
พระกรุณาอดโทษด้วยเถิด แล้วประคองอัญชลีต่อมหาชน บ่ายพระพักตร์ต่อ
หิมวันตประเทศเสด็จดำเนินไป เมื่อมหาชนส่งเสด็จกลับแล้ว เทพยดาทั้งหลาย
พากันมาด้วยเพศมนุษย์ พาข้ามขุนเขา ๗ ลูก นำไปสู่ป่าหิมพานต์ทรงบรรพชา
เพศเป็นดาบส อยู่ในบรรณศาลา อันวิสสุกรรมเทพบุตรนิรมิตไว้ให้. เทพ-
ยดาทั้งหลายต่างอภิบาลบำรุงพระมหาสัตว์เจ้า ด้วยเพศมนุษย์ผู้อภิบาลบำรุงใน
ราชสกุล จนกระทั่งจวบกาลพระมหาสัตว์เจ้ามีพระชนมายุได้ ๑๖ ปี. ฝ่าย
มหาชนพากันโบยตีชฎิลโกงจนถึงสิ้นชีวิต. พระมหาสัตว์เจ้า ยังฌานและ
อภิญญาให้เกิดแล้ว ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า
ภิกษุทั้งหลาย แม้ในชาติก่อน พระเทวทัตนี้ ก็พยายามฆ่าเราตถาคตอย่างนี้
เหมือนกัน ดังนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ชฎิลโกหกในครั้งนั้นได้มาเป็น
พระเทวทัต พระมารดา ได้มาเป็นพระนางสิริมหามายา พระมหา-
รักขิตดาบส ได้มาเป็นพระสารีบุตร ส่วนโสมนัสสกุมาร ได้มาเป็น
เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาโสมนัสสชาดก

184
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 185 (เล่ม 61)

๑๐. จัมเปยยชาดก
ว่าด้วยบำเพ็ญตบะเพื่อเกิดเป็นมนุษย์
[๒๑๘๐] ท่านเป็นใคร งามผ่องใส ดุจสายฟ้า
และอุปมาเหมือนดาวประจำรุ่ง เราไม่รู้จักท่านว่าเป็น
เทวดา หรือคนธรรพ์ หรือเป็นหญิงมนุษย์.
[๒๑๘๑] (นางสุมนาทูลว่า) ข้าแต่พระมหา-
ราชา หม่อมฉันหาใช่เทพธิดา หญิงคนธรรพ์
หรือหญิงมนุษย์ไม่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉัน
เป็นนางนาคกัญญา อาศัยเหตุอย่างหนึ่ง จึงได้มาใน
พระนครนี้.
[๒๑๘๒] (พระราชาตรัสถามว่า) ดูก่อนนางนาค
กัญญา ท่านมีอาการเหมือนคนมีจิตฟั่นเฟือน มี
อินทรีย์อันเศร้าหมอง ดวงเนตรของท่านไหลนองไป
ด้วยหยาดน้ำตา อะไรของท่านหาย หรือว่าท่าน
ปรารถนาอะไร จึงได้มาในเมืองนี้ เชิญท่านบอก
มาเถิด.
[๒๑๘๓] (นางสุมนาทูลตอบว่า) ข้าแต่พระองค์
ผู้เป็นจอมประชาชน มหาชนชาวโลกเรียกร้อง
สัตว์ใดว่า อุรคชาติผู้มีเดชสูง ในมนุษยโลก เขา
เรียกสัตว์นั้นว่า " นาค " บุรุษคนนี้จับนาคนั้นมา เพื่อ
ต้องการเลี้ยงชีพ นาคนั้นแหละเป็นสามีของหม่อมฉัน

185
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 186 (เล่ม 61)

ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคนั้น เสีย
จากที่คุมขังเถิด เพค่ะ.
[๒๑๘๔] (พระราชาตรัสถามว่า) ดูก่อนนาง
นาคกัญญา นาคราชนี้ประกอบด้วยกำลังอันแรงกล้า
ไฉนจึงมาถึงเงื้อมมือ ของชายวณิพกได้เล่า เราใคร่
จะรู้ถึงการที่นาคราชถูกกระทำจนถูกจับมาได้ ขอ
ท่านจงบอกความข้อนั้นแก่เราเถิด.
[๒๑๘๕] (นางสุมนาทูลตอบว่า) แท้จริงนาค-
ราชนั้นประกอบด้วยกำลังอันแรงกล้า พึงทำแม้
นครให้เป็นภัสมธุลีไปได้ แต่เพราะนาคราชนั้น
เคารพนบนอบธรรม ฉะนั้น จึงได้บากบั่นมั่นบำเพ็ญ
ตบะ.
[๒๑๘๖] (นางสุมนาทูลว่า) ข้าแต่องค์ราชันย์
นาคราชนี้มีปกติรักษาจาตุททสีอุโบสถ และ
ปัณณรสีอุโบสถ นอนอยู่ใกล้ทางสี่แพร่ง บุรุษหมองู
จับนาคราชนั้นมา ด้วยต้องการหาเลี้ยงชีพ นาคราชนี้
เป็นสามีของหม่อมฉัน ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณา
โปรดปล่อยนาคราชนั้นจากที่คุมขังเถิด.
[๒๑๘๗] (นางสุมนาทูลว่า) สนมนารีถึง
หมื่นหกพันนาง ล้วนสวมใส่กุณฑลแก้วมณี บันดาล
ห้วงวารีทำเป็นห้องไสยาสน์ แม่สนมนารีเหล่านั้น ก็
ยึดถือเอานาคราชนั้นเป็นที่พึ่ง.

186
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 187 (เล่ม 61)

ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคราช
นั้นโดยธรรม ปราศจากกรรมอันสาหัส ด้วยบ้านส่วย
ร้อยบ้าน ทองร้อยแท่ง และโคร้อยตัว ขอนาคราช
ผู้แสวงบุญ จงเหยียดกายได้ตรงเที่ยวไป จงพ้นจาก
ที่คุมขังเถิด.
[๒๑๘๘] (พระราชาตรัสว่า) เราจะปล่อยนาคราช
นี้ไปโดยธรรม ปราศจากกรรมอันสาหัส ด้วยบ้านส่วย
ร้อยบ้าน ทองคำร้อยแท่ง โคร้อยตัว นาคราชผู้
แสวงบุญ จงเหยียดกายตรงเที่ยวไป จงพ้นจากที่คุมขัง.
ดูก่อนลุททกพราหมณ์ เราจักให้ทอง ๑๐๐ แท่ง
กุณฑลแก้วมณีราคามาก บัลลังก์สี่เหลี่ยม สีดังดอก
ผักตบ ภรรยารูปงามสองคน และโคอุสุภะ ๑๐๐ ตัว
แก่ท่าน ขอนาคราชผู้แสวงบุญ จงเหยียดกายตรง
เที่ยวไป จงพ้นจากที่คุมขังเถิด.
[๒๑๘๙] (ลุททกพราหมณ์ กราบทูลว่า) ข้าแต่
พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน แม้จะมิทรงพระราชทาน
สิ่งใดเลย เพียงแต่พระองค์ตรัสสั่งให้ปล่อยเท่านั้น
ข้าพระพุทธเจ้า ก็จะปล่อยนาคราชนั้น จากที่คุมขัง
ทันที ขอนาคราชผู้แสวงบุญ จงเหยียดกายตรงเที่ยว
ไป.
[๒๑๙๐] จัมเปยยนาคราช หลุดพ้นจากที่คุมขัง
แล้ว จึงกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระเจ้ากาสิกราช

187
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 188 (เล่ม 61)

ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ ข้าแต่พระองค์
ผู้ทรงผดุงกาสิกรัฐให้รุ่งเรือง ข้าพระพุทธเจ้าขอถวาย
บังคมพระองค์ ข้าพระพุทธเจ้าขอประคองอัญชลีแด่
พระองค์ ขอเชิญเสด็จทอดพระเนตรนิเวศน์ ของ
ข้าพระพุทธเจ้าเถิด พระเจ้าข้า.
[๒๑๙๑] (พระราชาตรัสตอบว่า) ดูก่อนนาคราช
แท้จริง คนทั้งหลายเขากล่าวถึงเหตุที่มนุษย์ จะพึง
คุ้นเคยกับอมนุษย์ว่า พึงคุ้นเคยกันได้ยาก ถ้าท่านขอ
ร้องเราถึงเรื่องนั้น เราก็อยากจะไปดูนิเวศน์ของท่าน.
[๒๑๙๒] (พระยานาคราชกราบทูลว่า) ข้าแต่
พระราชา แม้ถึงว่าลมจะพัดภูเขาไปได้ก็ดี พระจันทร์
และพระอาทิตย์ จะพึงเผาผลาญแผ่นดินก็ดี แม่น้ำ
ทุกสายพึงไหลทวนกระแสก็ดี ถึงกระนั้น ข้าพระ-
พุทธเจ้า ก็จะไม่กล่าวคำเท็จเลย.
ข้าแต่พระราชา ท้องฟ้าจะทำลายไป ทะเลจะ
เหือดแห้งไป มหาปฐพีมีนามว่า ภูตธรา และพสุนธรา
จะพึงม้วนได้ เมรุบรรพตอันหนาแน่นด้วยศิลา จะ
พึงถอนไปทั้งราก ถึงกระนั้น ข้าพระพุทธเจ้า ก็จะ
ไม่กล่าวคำเท็จเลย.
[๒๑๙๓] (พระราชาตรัสว่า) ดูก่อนนาคราช
แท้จริง คนทั้งหลาย เขากล่าวถึงเหตุที่มนุษย์จะพึง
คุ้นเคยกับอมนุษย์ว่า พึงคุ้นเคยกันได้ยาก ก็ถ้าเธอ
ขอร้องเราถึงเรื่องนั้น เราก็อยากไปดูนิเวศน์ของเธอ.

188
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 189 (เล่ม 61)

[๒๑๙๔] (พระราชาตรัสกำชับว่า) เธอเป็นผู้มีพิษ
ร้ายแรงยิ่ง มีเดชมาก ทั้งโกรธง่าย เธอหลุดพ้น
จากที่คุมขังไปได้ ก็เพราะเหตุที่เราช่วยเหลือ เธอ
ควรจะรู้บุญคุณที่เราทำไว้แก่เธอ.
[๒๑๙๕] (นาคราชทูลว่า) ข้าพระพุทธเจ้าถูก
คุมขังอยู่ในกระโปรง เกือบจะถึงความตาย จักไม่รู้จัก
อุปาการคุณที่พระองค์ทรงกระทำแล้วเช่นนั้น ก็ขอให้
ข้าพระพุทธเจ้า จงหมกไหม้อยู่ในนรก อันแสน
ร้ายกาจ อย่าได้รับความสำราญกายสักหน่อยหนึ่งเลย.
[๒๑๙๖] (พระราซาตรัสว่า) คำปฏิญญาของ
เธอนั้น จงเป็นคำสัตย์จริง เธออย่าได้มีความโกรธ
อย่าผูกโกรธไว้ อนึ่ง ขอสุบรรณทั้งหลายจงละเว้น
นาคสกุลของท่านทั้งมวล เหมือนไฟในฤดูร้อนฉะนั้น.
[๒๑๙๗] (นาคราชทูลว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้เป็น
จอมประชาชน พระองค์ทรงเอ็นดูนาคสกุล เหมือน
มารดาผู้เอ็นดูบุตรคนเดียว ผู้เป็นสุดที่รักฉะนั้น ข้า-
พระพุทธเจ้า พร้อมทั้งเหล่านาค จะขอกระทำ
เวยยาวฏิกกรรม อย่างโอฬารแด่พระองค์.
[๒๑๙๘] (พระราชาตรัสสั่งว่า) เจ้าพนักงานรถ
จงตระเตรียมราชรถอันงามวิจิตร จงเทียมอัสดรอัน
เกิดในกัมโพชกรัฐ ซึ่งฝึกหัดอย่างดีแล้ว และเจ้า
พนักงานช้าง จงผูกช้างตัวประเสริฐทั้งหลาย ให้งาม

189
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 190 (เล่ม 61)

ไปด้วยสุวรรณหัตถาภรณ์ เราจะไปดูนิเวศน์แห่งท้าว
นาคราช.
[๒๑๙๙] พนักงานเภรี ตะโพน บัณเฑาะว์ และ
แตรสังข์ ของพระเจ้าอุคคเสนราช มาพร้อมหน้ากัน
พระราชาทรงแวดล้อมด้วยสนมนารี เสด็จไปใน
ท่ามกลาง หมู่สนมนารี งามสง่ายิ่งนัก.
[๒๒๐๐] พระเจ้ากรุงกาสีวัฒนราช ได้ทอด
พระเนตรเห็นภูมิภาคอันงดงาม วิจิตร ลาดด้วยทราย
ทอง ทั้งสุวรรณปราสาทก็ปูลาดไปด้วยแผ่นกระดาน
แก้วไพฑูรย์.
พระองค์เสด็จเข้าไปสู่นิเวศน์ของจัมเปยย-
นาคราช มีรัศมีโอภาสดังแสงอาทิตย์แรกอุทัย รุ่งเรือง
ไปด้วยรัศมี ประหนึ่งสายฟ้าในกลุ่มเมฆ.
พระเจ้ากาสิกราช ทรงทอดพระเนตรจนทั่ว
นิเวศน์ของจัมเปยยนาคราช อันดาดาษไปด้วยพฤกษ-
ชาตินานา หอมฟุ้งขจรไปด้วยทิพยสุคนธ์อบอวล
ล้วนวิเศษ.
เมื่อพระเจ้ากาสิกราช เสด็จเข้าไปในนิเวศน์
ของท้าวจัมเปยยนาคราช เหล่าทิพยดนตรี ก็ประโคม
ขับบรรเลง ทั้งนางนาคกัญญาทั้งหลาย ก็ฟ้อนรำ
ขับร้อง.
พระเจ้ากาสิกราชเสด็จขึ้นนิเวศน์ ซึ่งมีหมู่นาง
นาคกัญญาตามเสด็จ ทรงพอพระทัยประทับนั่ง ณ

190
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 191 (เล่ม 61)

พระสุวรรณแท่นทอง อันมีพนักงานไล้ทา ด้วย
แก่นจันทน์ทิพย์.
[๒๒๐๑] พระเจ้ากาสิกราชนั้น ครั้นเสวยสมบัติ
และทรงรื่นรมย์ประทับอยู่ ในนาคพิภพนั้นแล้ว ได้
ตรัสถามจัมเปยยนาคราชว่า วิมานอันประเสริฐของ
ท่านเหล่านี้ มีรัศมีดังพระอาทิตย์ งามผุดผาด วิมาน
เช่นนี้ไม่มีในมนุษยโลก ดูก่อนพระยานาคราช ท่าน
บำเพ็ญตบธรรมเพื่อประโยชน์อะไร.
นางนาคกัญญาเหล่านั้น สวมใส่กำไลทอง
นุ่งห่มเรียบร้อย มีนิ้วมือกลมกลึง ฝ่ามือฝ่าเท้าแดง
งามยิ่งนัก ผิวพรรณงดงามไม่ทรามเลย พากันยก
ทิพยปานะ ถวายให้พระองค์ทรงเสวย สนมนารีเช่นนี้
จะมีอยู่ในมนุษยโลก ก็หามิได้ ดูก่อนพระยานาคราช
ท่านบำเพ็ญตบธรรมเพื่อประโยชน์อะไร.
อนึ่ง มหานทีอันชุ่มชื่น ดาษดื่นไปด้วยปลามี
เกล็ดหนานานาชนิด มีอาทาสสกุณปักษีร่ำร้องไพเราะ
จับใจ ทั้งท่าขึ้นลงนทีธาร ก็ราบรื่นเป็นอันดี แม่น้ำ
เช่นนี้จะได้มีอยู่ในมนุษยโลกก็หาไม่ ดูก่อนพระยา-
นาคราช ท่านบำเพ็ญตบธรรมเพื่อประโยชน์อะไร.
ฝูงนกกระเรียน ฝูงนกยูง ฝูงหงส์ และฝูงนก
ดุเหว่าทิพย์ ร่ำร้องเสียงไพเราะจับใจ ต่างก็โผผินบิน

191