พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 172 (เล่ม 61)

ชฎิลโกงได้ยินพระดำรัสนั้น จึงทอดถอนหายใจลุกขึ้นกล่าวคาถาที่ ๒
ความว่า
ขอถวายพระพรพระจอมภูมิบาล อาตมาภาพ
ดีใจมากที่ได้เห็นมหาบพิตร อาตมาภาพเข้ามาอาศัย
มหาบพิตร มิได้เบียดเบียนใคร ขอถวายพระพร
อาตมาภาพถูกพระราชโอรสของมหาบพิตรเบียดเบียน.
เบื้องหน้าแต่นี้ไป พึงทราบคาถาประพันธ์ ที่พระคันถรจนาจารย์
ประพันธ์ไว้ง่าย ๆ ตามนัยวาระพระบาลีความว่า
(พระราชาทรงพระพิโรธ ตรัสว่า) เหวยเหล่า
นายทวารบาล พนักงานตำรวจดาบ และนายเพชฌฆาต
ทั้งหลาย พวกเจ้าจงไปตามหน้าที่ของตน ๆ จงไป
ยังภายในพระราชฐาน ฆ่าเจ้าโสมนัสสกุมารเสีย แล้ว
ตัดเอาศีรษะมา.
ทูตทั้งหลายที่พระราชาส่งไป ได้กราบทูลพระ-
กุมารว่า ข้าแต่พระขัตติโยรส พระองค์เป็นผู้ที่พระ
อิสราธิบดี ราชบิดาทรงตัดขาดแล้ว พระองค์ต้องโทษ
ถึงประหารชีวิต พระเจ้าข้า.
พระราชโอรส ทรงพระกันแสงอยู่ ทรงประคอง
อัญชลี ยกพระหัตถ์ทั้งสิบนิ้วขึ้นอ้อนว่า ตัวเราอยาก
จะขอเฝ้าพระราชบิดา ผู้เป็นจอมประชาราษฎร์ ขอ
ท่านทั้งหลายจงนำเราผู้ยังมีชีวิตไปเฝ้าพระราชบิดาเถิด.

172
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 173 (เล่ม 61)

ทูตทั้งหลายได้ฟังพระดำรัส ของพระราชกุมาร
แล้ว ได้พาพระราชโอรสเข้าเฝ้าพระราชา ฝ่ายพระ-
ราชโอรส ครั้นเห็นพระราชบิดา จึงกราบทูลไปแต่
ไกลว่า
ข้าแต่พระราชบิดา ผู้เป็นจอมประการาษฎร์
พวกนายประตู พนักงานตำรวจดาบ และเพชฌฆาต
ทั้งหลาย พากันมาเพื่อจะฆ่าข้าพระพุทธเจ้าเสีย
ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทูลถาม ขอได้ทรงพระกรุณา
โปรดตรัสบอกเนื้อความนั้น แก่ข้าพระพุทธเจ้า วันนี้
ข้าพระพุทธเจ้ามีความผิดในเรื่องนี้ เป็นประการใด
หรือ พระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหึสโก ความว่า ข้าพระองค์ไม่
เบียดเบียนใคร ๆ เป็นผู้เพรียบพร้อมด้วยศีลและอาจาระ. บทว่า เรณุมนุ-
ปวิสฺส ความว่า ขอถวายพระพร พระองค์เรณุมหาราช อาตมาภาพเข้ามา
อยู่อาศัย. บทว่า เหฐยิโตสฺมิ ความว่า อาตมาถูกโอรสของพระองค์ พาพวก
บริวารเป็นอันมาก เข้ามากล่าวหมิ่นประมาทว่า เฮ้ยเจ้าดาบสโกง เพราะ
เหตุไร เจ้าจึงมาอยู่ในที่นี้ ดังนี้แล้ว งัดแผ่นหินโยนทิ้ง ซ้ำทุบต่อยหม้อน้ำ
แล้วมิหนำ ชกต่อยถีบเตะเบียดเบียนอาตมาภาพอีกด้วย. ดาบสนั้นกล่าวคำเท็จ
แต่งให้เป็นเหมือนจริง ทูลให้พระราชาหลงเชื่อ ด้วยประการฉะนี้.
บทว่า อายนฺตุ ความว่า พระเจ้าเรณุราช ทรงกริ้วพระราชกุมารว่า
นับแต่กาลที่ได้ปฏิบัติผิดในพระผู้เป็นเจ้าของเราแล้ว โสมนัสสกุมารนั้น จัก
ละอายแม้ในตัวเราก็หามิได้ เมื่อจะตรัสสั่งบังคับให้สำเร็จโทษพระราชกุมาร

173
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 174 (เล่ม 61)

เสียจึงตรัสอย่างนี้. บทว่า กสาวิยา ความว่า พระเจ้าเรณุราช ตรัสสั่งว่า
เหวย ! เหล่าชาวเพชฌฆาตทุกหมู่เหล่าผู้มีขวานอยู่ในมือ จงมาโดยวิธีการ
ของตน ๆ. บทว่า วรํ ความว่า จงตัดศีรษะอันประเสริฐ คือ อวัยวะเบื้องสูง
นำมาให้เรา. บทว่า ราชิโน ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทูตทั้งหลายที่
พระราชาทรงส่งไปจากราชสำนัก พากันรีบไปล้อมจับพระราชกุมาร ซึ่งพระ-
ราชมารดาทรงประดับตกแต่งแล้ว ให้ประทับเหนือพระเพลาของพระองค์
แล้วพากันกราบทูลความนั้น บทว่า อิสฺสเรน หมายถึง พระราชา. บทว่า
วิติณฺโณสิ ความว่า พระองค์เป็นผู้อันพระราชาตัดขาดแล้ว.
บทว่า ส ราชปุตฺโต ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชโอรส
ทรงสดับถ้อยคำของทูตเหล่านั้นแล้ว สะดุ้งตกพระทัยกลัวต่อมรณภัย ผลุดลุก
จากพระเพลาของพระมารดา. บทว่า ปฏิทสฺสเยถ ความว่า ท่านทั้งหลายจงนำ
เราเข้าเฝ้า. บทว่า ตสฺส ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทูตเหล่านั้น ฟังพระดำรัส
นั้นของพระกุมารแล้ว จึงงดการประหารชีวิตไว้ และเอาเชือกมัดพระกุมาร
จูงไปเฝ้าพระราชา เหมือนดังคนจูงโคฉะนั้น ก็เมื่อพวกเพชฌฆาต กำลังนำ
พระกุมารไป พระนางสุธรรมาราชเทวี พร้อมด้วยนางนักสนม แวดล้อมด้วย
หมู่ทาสี อีกทั้งชาวพระนครทั้งหลาย ต่างพูดกันว่า พวกเราจักไม่ยอมให้
สำเร็จโทษพระกุมารผู้หาความผิดมิได้แล้วได้ตามไป พร้อมกับพระกุมารนั้น.
บทว่า อาคจฺฉุํ ความว่า พวกเพชฌฆาตมายังสำนักของข้าพระพุทธเจ้า
เพื่อจะลงพระราชอาญา. บทว่า หนฺตุํ มมํ ความว่า เพื่อจะฆ่าข้าพระพุทธเจ้า
เสีย. บทว่า โกนีธ ความว่า พระกุมารทูลถามว่า พระราชบิดาตรัสสั่งให้
ประหารชีวิตข้าพระพุทธเจ้าด้วยประการใด อะไรหนอเป็นความผิดของข้า
พระพุทธเจ้าในเรื่องนี้.

174
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 175 (เล่ม 61)

พระเจ้าเรณุราชตวาดว่า ภวัคคพรหมยังต่ำนัก โทษของเจ้าใหญ่โต
มาก เมื่อจะตรัสบอกโทษผิดของพระราชกุมาร จึงตรัสพระคาถาความว่า
ทิพพจักษุดาบสผู้ไม่ประมาท ทำกิจรดน้ำบำเรอ
ไฟ ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้าทุกเมื่อ เหตุไรเจ้าจึงเรียกทิพพ-
จักษุดาบสผู้สำรวมอินทรีย์ เป็นพรหมจารีเช่นนั้นว่า
" พราหมณ์ คฤหบดี "
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทกํ สชาติ ความว่า ทำการลงสู่น้ำ.
บทว่า ตํ ตาทิสํ ความว่า พระเจ้าเรณุราชตรัสว่า เพราะเหตุไร เจ้าจึง
ร้องเรียกทิพพจักษุดาบสผู้เป็นเจ้าของเราเห็นปานนั้น ด้วยวาทะว่า " คฤหบดี "
เล่า.
ลำดับนั้น พระกุมารกราบทูลว่า ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า เมื่อ
ข้าพระพุทธเจ้าเรียกคฤหบดีแท้ ๆ ด้วยวาทะว่า คฤหบดี ดังนี้ จะมีโทษผิด
อะไรหรือ ดังนี้แล้วตรัสคาถาความว่า
ขอเดชะ กุลุปกดาบสผู้นี้มีของเก็บไว้หลายอย่าง
คือผลสมอพิเภก เผือกมัน และผลไม้ทั้งหลาย กุลุ-
ปกดาบสผู้นี้เป็นผู้ไม่ประมาทเก็บรักษาสิ่งของเหล่านั้น
ไว้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงเรียกดาบสนั้นว่า
" คฤหบดี ".
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มูลา ได้แก่ พืชทั้งหลายมีพืชที่เกิดจาก
รากเป็นต้น. บทว่า ผลา ได้แก่ วัลลิผลาผลนานาชนิด. บทว่า เต รกฺขติ
โคปยตปฺปมตฺโต ความว่า กุลุปกดาบสของเสด็จพ่อนี้ ทำการปลูกผัก
นั่งเฝ้าอยู่ ไม่ประมาท ทำรั้วล้อมคุ้มครองดูแล ด้วยเหตุนั้นแหละ กุลุปก

175
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 176 (เล่ม 61)

ดาบสนั้น จึงจัดว่าเป็นพราหมณ์คฤหบดีของเสด็จพ่อ. บทว่า อิติ นํ อหมฺปิ
คหปติ ความว่า ที่ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลมา หากเสด็จพ่อไม่ทรงเชื่อ
โปรดตรัสสั่งให้ถามชาวร้านขายผัก ที่พระราชทวารทั้ง ๔ ทิศดูเถิด.
พระราชาจึงตรัสสั่งให้ราชบุรุษไปเรียกชาวร้านขายผักมาซักถาม ชาว-
ร้านขายผักทั้งหลายก็พากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เป็นความจริงพระพุทธเจ้าข้า
พวกข้าพระพุทธเจ้าซื้อผักและผลไม้จากมือของท่านดาบสรูปนี้จริง. พระราช
กุมารโสมนัสส์ ตรัสสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิสูจน์สิ่งของดู ทำให้เห็นประจักษ์
ราชบุรุษของพระกุมารเข้าไปยังบรรณศาลาของดาบสนั้น แล้วค้นนำเอาห่อ
กหาปณมาสกที่ได้จากการขายผัก มาถวายยืนยัน แด่พระราชา. พระราชา
ทรงทราบว่า พระมหาสัตว์ไม่มีความผิด จึงตรัสพระคาถา ความว่า
ดูก่อนเจ้าโสมนัสสกุมาร เรื่องนี้เจ้าพูดได้จริง
ดาบสผูนี้ มีของเก็บไว้หลายอย่าง ดาบสผู้นี้เป็นผู้ไม่
ประมาท เก็บรักษาสิ่งของเหล่านั้นไว้ เพราะฉะนั้น
ดาบสผู้นี้จึงชื่อว่า พราหมณ์ คฤหบดี.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ ทรงพระดำริว่า การที่เราเข้าป่าหิมพานต์
แล้วบวชเสีย ดีกว่าอยู่ในสำนักของพระราชาผู้โง่เขลาเห็นปานนี้ แล้วแถลง
โทษของพระราชาให้แจ้งชัด ในท่ามกลางบริษัทนั่นเอง แล้วกราบทูลลาว่า
ข้าพระพุทธเจ้าจักทูลลาออกไปบรรพชาเสียวันนี้ทีเดียว. พระโพธิสัตว์ทำสักการะ
แก่บริษัทแล้ว ตรัสพระคาถาความว่า
บริษัททั้งหลาย ทั้งชาวนิคม และชาวชนบท
ที่มาประชุมกันถ้วนทุกคน ขอจงฟังข้าพเจ้า พระ-
ราชาผู้เป็นจอมประชาราษฎร์นี้ เป็นพาลได้ฟังคำชฎิล
โกงแล้วตรัสสั่งให้ฆ่าเราเสียโดยหาเหตุมิได้.

176
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 177 (เล่ม 61)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาลายํ พาลสฺส ความว่า พระราชานี้
เป็นพาลด้วยพระองค์เอง ทรงฟังถ้อยคำของชฎิลโกงผู้เป็นพาลโง่เขลาแล้ว
ตรัสสั่งให้ฆ่าข้าพเจ้าโดยหาเหตุมิได้.
ก็แลพระโพธิสัตว์เจ้า ตรัสดังนี้แล้ว ถวายบังคมพระราชบิดาให้ทรง
อนุญาตให้พระองค์ทรงบรรพชาแล้ว ตรัสพระคาถานอกนี้ความว่า
เมื่อรากยังเจริญงอกงามแผ่ไพศาลอยู่ ไม้ไผ่ที่
แตกเป็นกอใหญ่แล้ว ก็แสนยากที่จะถอนให้หมดสิ้น
ไปได้ ข้าแต่พระราชบิดาผู้เป็นจอมประการาษฎร์
เกล้ากระหม่อมฉันขอถวายบังคมพระยุคบาท ขอ
พระราชทานพระบรมราชานุญาต กระหม่อมฉันจักขอ
ออกบวช พระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสเต ความว่า (ไม้ไผ่) แตกเป็นกอ
ลำใหญ่. บทว่า ทุนฺนิกฺขโย ความว่า ยากที่จะถอนให้หมดสิ้น.
ต่อแต่นี้ไป เป็นคาถาประพันธ์ โต้ตอบระหว่างพระราชากับพระราช-
โอรส.
(พระราชาตรัสว่า) โสมนัสสกุมารเอ๋ย เจ้าจง
เสวยสมบัติอันไพบูลย์เถิด อนึ่ง บิดาจะมอบอิสริยยศ
ทั้งหมดให้แก่เจ้า เจ้าจงเป็นพระราชาของชาวกุรุรัฐ
เสียในวันนี้ทีเดียวเถิด อย่าบวชเลย เพราะการบวช
เป็นทุกข์.
(พระโพธิสัตว์ทูลว่า) ขอเดชะ บรรดาโภค-
สมบัติของพระองค์ ซึ่งมีอยู่ในราชธานีนี้ สิ่งไรเล่าที่

177
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 178 (เล่ม 61)

ข้าพระพุทธเจ้าควรบริโภคมีอยู่หรือ เมื่อชาติก่อน
ข้าพระพุทธเจ้าเคยรื่นรมย์ อยู่ในเทวโลกด้วยรูป เสียง
กลิ่น รส และผัสสะทั้งหลายที่น่ารื่นรมย์ใจ ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า เคยบริโภคสมบัติมาแล้วในไตรทิพย์
เคยมีหมู่นางอัปสรแวดล้อมมาแล้ว ข้าพระพุทธเจ้า
มารู้ว่า พระองค์เป็นพาล อันคนอื่นต้องนำไป แล้ว
จะอยู่ในราชสกุลเช่นนั้น ไม่ได้เลย.
(พระราชาตรัสว่า) ดูก่อนพ่อโสมนัสส์ ถ้าหากว่า
บิดาเป็นพาล ต้องอาศัยผู้อื่นจูงไปไซร้ เจ้าจงอดโทษ
ให้แก่บิดาสักครั้งหนึ่งเถิด ถ้าแม้ว่าโทษเช่นนี้จะพึงมี
อีกไซร้ เจ้าจงกระทำตามมติของตนเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขา ความว่า พระราชาตรัสวิงวอน
พระโอรสว่า ลูกรัก ขึ้นชื่อว่าการบรรพชาเป็นทุกข์ เพราะต้องมีชีวิตเนื่องด้วย
ผู้อื่น เจ้าอย่าบวชเลย จงเป็นพระราชาเถิด.
บทว่า กินฺนูธ เทว ความว่า ขอเดชะ พระองค์ผู้ทรงพระคุณ
อันประเสริฐ โภคสมบัติของพระราชบิดาเหล่าใด มีอยู่ในราชธานีนี้ ในโภค
สมบัติเหล่านั้น สิ่งใดเล่า สมควรที่ข้าพระพุทธเจ้าจะพึงบริโภคใช้สอยได้
มีอยู่แลหรือ.
บทว่า ปริวารโต ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าอันนางเทพอัปสรเคย
บำรุงบำเรอมาแล้ว. อีกนัยหนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน.
ได้ยินว่า พระญาณระลึกชาติได้เกิดขึ้นแก่พระโพธิสัตว์ เพราะเหตุนั้น
พระโพธิสัตว์เจ้าจึงตรัสอย่างนี้.

178
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 179 (เล่ม 61)

บทว่า ปรเนยฺยํ ความว่า (พระองค์เป็นพาล) ต้องอาศัยคนอื่น
นำไปด้วยไม้เท้า ดังคนตาบอด.
บทว่า ตาทิเส ความว่า พระโพธิสัตว์ตรัสอย่างนี้ เพื่อจะให้พระ-
ราชบิดาทรงทราบว่า บัณฑิตไม่พึงอยู่ในสำนักของพระราชาเช่นนั้น ข้าพระ-
พุทธเจ้ารอดชีวิตมาได้วันนี้ ก็ด้วยกำลังญาณของตน ข้าพระพุทธเจ้าจักอยู่ใน
สำนักของพระราชบิดา หาได้ไม่.
บทว่า ยถามตึ ความว่า พระเจ้าเรณุราชทรงขอให้พระราชโอรส
งดโทษให้ว่า ถ้าหากว่าโทษผิดเห็นปานนี้ของบิดาจะพึงมีอีกไซร้ เมื่อนั้นเจ้า
จงทำตามอัธยาศัยเถิด.
พระมหาสัตว์ เมื่อจะถวายโอวาทพระราชบิดา จึงตรัสคาถา ๘ คาถา
ความว่า
กรรมที่บุคคลใดไม่พิจารณา ให้ถี่ถ้วนเสียก่อน
แล้วทำลงไป ผลชั่วร้ายย่อมมีแก่บุคคลนั้น เหมือน
ความวิบัติแห่งยาแก้โรคฉะนั้น.
ส่วนกรรมที่บุคคลใดพิจารณาถี่ถ้วนก่อนแล้วทำ
ลงไป ผลอันเจริญย่อมมีแก่บุคคลนั้น เหมือนความ
ถึงพร้อมแห่งยาแก้โรคฉะนั้น.
คฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม เป็นคนเกียจคร้านไม่ดี
บรรพชิตไม่สำรวม ไม่งาม พระราชาไม่ทรงใคร่ครวญ
เสียก่อนแล้วทำลงไป ไม่ดี บัณฑิตมีความโกรธเป็น
เจ้าเรือน ก็ไม่ดี.

179
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 180 (เล่ม 61)

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอธิบดีแห่งทิศ กษัตริย์ทรง
ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงค่อยทำ ยังไม่ได้พิจารณา
ใคร่ครวญก่อน แล้วไม่ควรทำกิจการอะไร พระ-
เกียรติยศของพระราชาผู้ทรงใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึง
ทำลงไป ย่อมเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น.
ข้าแต่พระจอมภูมิบาล อิสรชนควรพิจารณา
เสียก่อนแล้วจึงลงอาชญา กรรมที่ทำด้วยความรีบร้อน
ย่อมเดือดร้อน อนึ่ง ความตั้งตนไว้โดยชอบ และ
ประโยชน์ของนรชนย่อมไม่ตามเดือดร้อนในภายหลัง.
อนึ่ง ชนเหล่าใดจำแนกแจกแจง ด้วยปัญญา
แล้วกระทำกรรมทั้งหลาย ที่ไม่ตามเดือดร้อนในภาย
หลังในโลก กรรมของชนเหล่านั้นท่านผู้รู้สรรเสริญ
มีความสุขเป็นกำไร พุทธาทิบัณฑิต อนุมัติแล้ว.
ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน
นายประตู ตำรวจดาบ และพวกเพชฌฆาต พากันไป
จะฆ่าข้าพระพุทธเจ้า พวกนั้นพากันฉุดคร่า ข้าพระ-
พุทธเจ้า ผู้กำลังนั่งอยู่บนพระเพลาแห่งพระราชมารดา
มาโดยพลัน.
ข้าแต่พระราชบิดา แท้จริง ข้าพระพุทธเจ้าถึง
ความหวั่นกลัวต่อมรณภัย คับแคบ ฝืดเคืองเหลือเกิน
วันนี้ข้าพระพุทธเจ้าได้มีชีวิตอันเป็นที่รัก หวานซาบ-
ซึ้งใจ รอดพ้นจากการถูกประหารมาได้แสนยาก จึง
น้อมใจต่อบรรพชาอย่างเดียว.

180
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 181 (เล่ม 61)

บรรดาบทเหล่านั้นว่า อนิสมฺม ความว่า ไม่ตรวจตราพิจารณา
คือใคร่ครวญ (ก่อนทำ). บทว่า อนวตฺถาย จินฺติตํ ความว่า ไม่กำหนด
คือไม่พิจารณาดำริตริตรองให้รอบคอบ. บทว่า วิปาโก โหติ ปาปโก
ความว่า จริงอยู่พิษสงคือความวิบัติแห่งยาแก้โรคเป็นฉันใด ผลลามกชั่วร้าย
ย่อมมีแก่บุคคลนั้นฉันนั้น.
บทว่า อสญฺญโต ความว่า บรรพชิตผู้ไม่สำรวมด้วยกายทวาร
เป็นต้น เป็นผู้ทุศีล. บทว่า ตํ น สาธุ ความว่า ความโกรธของบัณฑิต
นั้นเองไม่ดี. บทว่า นานิสมฺม ความว่า ยังไม่ได้พิจารณาใคร่ครวญก่อนแล้ว
ไม่ควรกระทำกิจการอะไร. บทว่า ปณเยยฺย ความว่า พึงเริ่มตั้งคือพึงยัง
อาชญาให้เป็นไป. บทว่า เวคา ความว่า โดยเร็ว คือ โดยฉับพลันทันที.
บทว่า สมฺมาปณิธี จ ความว่า ความตั้งตนไว้โดยชอบและประโยชน์
ของนรชน ที่ทำด้วยจิตอันตั้งไว้โดยแยบคาย ย่อมเป็นของไม่ตามเดือดร้อน
ในภายหลัง. บทว่า วิภชฺช ความว่า ชนเหล่าใด จัดแจงด้วยปัญญาอย่างนี้ว่า
กิจการเหล่านี้ควรทำ เหล่านี้ไม่ควรทำ. บทว่า กมฺมายตนานิ ได้แก่
การงานทั้งหลาย. บทว่า พุทฺธานุมตานิ ความว่า การงานอันบัณฑิต
อนุมัติแล้ว ย่อมเป็นของหาโทษมิได้. บทว่า กฏุกํ ความว่า ขอเดชะ
ข้าแต่พระราชบิดา ข้าพระพุทธเจ้า ถึงความหวั่นกลัวต่อมรณภัย อันเผ็ดร้อน
คับแคบ ฝืดเคืองเหลือเกิน. บทว่า ลทฺธา ความว่า ได้ชีวิตคืนมาด้วย
กำลังแห่งญาณของตน. บทว่า ปพฺพชฺชเมวาภิมโนหมสฺมิ ความว่า
ข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้มีจิตน้อมเฉพาะต่อบรรพชาอย่างเดียว.
เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าแสดงธรรมอย่างนี้แล้ว พระเจ้าเรณุราชตรัสเรียก
พระราชเทวี มาเฝ้าแล้วตรัสพระคาถาความว่า

181