พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 162 (เล่ม 61)

๙. โสมนัสชาดก
ว่าด้วยการใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงค่อยทำ
[๒๑๖๕] ใครมาตี มาด่าท่านหรือ ทำไมท่าน
จึงเสียใจ น้อยใจ เศร้าโศกอยู่ วันนี้มารดาบิดาของ
ท่านมาร้องไห้รบกวน ประการใด หรือว่าวันนี้มีใคร
มารังแกท่านให้ท่านต้องนอนเหนือแผ่นดิน.
[๒๑๖๕] (ดาบสตอบว่า) ขอถวายพระพรพระ-
จอมภูมิบาล อาตมาภาพดีใจมาก ที่ได้เห็นมหาบพิตร
อาตมาภาพเข้ามาอาศัยมหาบพิตร มิได้เบียดเบียนใคร
ขอถวายพระพร อาตมาภาพถูกพระราชโอรส ของ
มหาบพิตรเบียดเบียน.
[๒๑๖๖] (พระราชาทรงพระพิโรธ ตรัสว่า)
เหวยเหล่านายทวารบาล พนักงานตำรวจดาบ และ
นายเพชรฆาตทั้งหลาย พวกเจ้าจงไปทำตามหน้าที่
ของตน ๆ จงไปยังภายในพระราชฐาน ฆ่าเจ้าโสมนัส-
สกุมารเสีย แล้วตัดเอาศีรษะมา ทูตทั้งหลายที่พระราชา
ส่งไป ได้กราบทูลพระกุมารว่า ข้าแต่พระขัตติโยรส
พระองค์เป็นผู้ที่พระอิสราธิบดี ราชบิดาทรงตัดขาด
แล้ว พระองค์ต้องโทษ ถึงประหารชีวิต พระเจ้าข้า.

162
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 163 (เล่ม 61)

พระราชโอรส ทรงพระกันแสงอยู่ ทรงประคอง
อัญชลี ยกพระหัตถ์ทั้งสิบนิ้วขึ้นอ้อนวอนว่า ตัวเรา
อยากจะขอเข้าเฝ้าพระราชบิดา ผู้เป็นจอมประชา
ราษฎร์ ขอท่านทั้งหลาย จงนำเราผู้ยังมีชีวิตไปเฝ้า
พระราชบิดาเถิด.
ทูตทั้งหลายได้ฟังพระดำรัสของพระราชกุมาร
แล้ว ได้พาพระราชโอรสเข้าเฝ้าพระราชา ฝ่ายพระ-
ราชโอรส ครั้นเห็นพระราชบิดา จึงกราบทูลไปแต่
ไกลว่า
ข้าแต่พระราชบิดา ผู้เป็นจอมประชาราษฎร์
พวกนายประตู ตำรวจดาบ และเพชฌฆาตทั้งหลาย
พากันมาเพื่อจะฆ่าข้าพระพุทธเจ้าเสีย ข้าพระพุทธเจ้า
ขอกราบทูลถาม ขอได้ทรงพระกรุณาโปรดบอกเนื้อ-
ความนั้นแก่ข้าพระพุทธเจ้า วันนี้ข้าพระพุทธเจ้ามี-
ความผิดในเรื่องนี้เป็นประการใดหรือ พระเจ้าข้า.
[๒๑๖๗] ทิพพจักษุดาบสผู้ไม่ประมาท ทำกิจรด-
น้ำบำเรอไฟ ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้าทุกเมื่อ เหตุไรเจ้า
จึงเรียก ทิพพจักษุดาบสผู้สำรวมอินทรีย์ เป็นพรหม-
จารีเช่นนั้นว่า พราหมณ์คฤหบดี.
[๒๑๖๘] (พระกุมารทูลว่า) ขอเดชะ กุลุปก-
ดาบสผู้นี้มีของเก็บไว้หลายอย่าง คือผลสมอพิเภก
เผือกมัน และผลไม้ทั้งหลาย กุลุปกดาบสผู้นี้เป็นผู้

163
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 164 (เล่ม 61)

ไม่ประมาท เก็บรักษาของเหล่านั้นไว้ เพราะเหตุนั้น
ข้าพระพุทธเจ้า จึงเรียกดาบสนั้นว่า " คฤหบดี ".
[๒๑๖๙] (พระราชาตรัสว่า) ดูก่อนเจ้าโสมนัสส-
กุมาร เรื่องนี้เจ้าพูดได้จริง ดาบสผู้นี้มีของเก็บไว้
หลายอย่าง ดาบสผู้นี้เป็นผู้ไม่ประมาท เก็บรักษาสิ่ง-
ของเหล่านั้นไว้ เพราะฉะนั้น ดาบสผู้นี้ จึงชื่อว่า
พราหมณ์ คฤหบดี.
[๒๑๗๐] (พระกุมารตรัสว่า) บริษัททั้งหลาย
ทั้งชาวนิคมและชาวชนบทที่มาประชุมกันถ้วนทุกคน
ขอจงฟังข้าพเจ้า พระราชาผู้เป็นจอมประชาราษฎร์นี้
เป็นพาล ได้ฟังคำชฎิลโกงแล้ว ตรัสสั่งให้ฆ่าเราเสีย
โดยหาเหตุมิได้เลย.
[๒๑๗๑] (พระกุมารตรัสว่า) เมื่อรากยังเจริญ
งอกงามแผ่ไพศาลอยู่ ไม้ไผ่ที่แตกเป็นกอใหญ่แล้ว
ก็แสนยากที่จะถอนให้หมดสิ้นไปได้ ข้าแต่พระราช
บิดา ผู้เป็นจอมประชาราษฎร์ ข้าพระพุทธเจ้า ขอถวาย
บังคมพระยุคลบาท ขอพระราชทานพระบรมราชา-
นุญาต ข้าพระพุทธเจ้าจักออกบวช พระเจ้าข้า.
[๒๑๗๒] (พระราชาตรัสว่า) โสมนัสสกุมาร
เอ๋ย เจ้าจงเสวยสมบัติอันไพบูลย์เถิด อนึ่ง บิดาจะมอบ
อิสริยยศทั้งหมดให้แก่เจ้า เจ้าจงเป็นพระราชาของชาว
กุรุรัฐเสียในวันนี้ทีเดียวเถิด อย่าบวชเลย เพราะการ
บวชเป็นทุกข์.

164
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 165 (เล่ม 61)

[๒๑๗๓] (พระกุมารทูลว่า) ขอเดชะ บรรดา
โภคสมบัติของพระองค์ ซึ่งมีอยู่ในราชธานีนี้ สิ่ง
ไรเล่าที่ข้าพระพุทธเจ้าควรบริโภคมีอยู่หรือ ? เมื่อ
ชาติก่อนข้าพระพุทธเจ้าเคยรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ด้วย
รูป เสียง กลิ่น รส และผัสสะทั้งหลาย ที่น่ารื่นรมย์ใจ
ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าเคยบริโภคสมบัติมาแล้วใน
ไตรทิพย์ เคยมีหมู่นางอัปสรแวดล้อมมาแล้ว ข้าพระ-
พุทธเจ้ามารู้ว่า พระองค์เป็นพาล อันคนอื่นต้องนำไป
แล้วจะอยู่ในราชสกุลเช่นนั้นไม่ได้เลย.
[๒๑๗๔] (พระราชาตรัสว่า) ดูก่อนพ่อโสมนัสส์
ถ้าหากว่า บิดาเป็นพาลต้องอาศัยผู้อื่นจูงไปไซร้ เจ้าจง
อดโทษให้บิดาสักครั้งหนึ่งเถิด ถ้าแม้ว่าโทษเช่นนี้จะ
พึงมีอีกไซร้ เจ้าจงกระทำตามมติของตนเถิด.
[๒๑๗๕] (พระกุมารตรัสว่า) กรรมที่บุคคลใด
ไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วนเสียก่อน แล้วทำลงไป ผลชั่วร้าย
ย่อมมีแก่บุคคลนั้น เหมือนความวิบัติแห่งยาแก้โรค
ฉะนั้น.
ส่วนกรรมที่บุคคลใดพิจารณาถี่ถ้วนก่อนแล้วทำ
ลงไป ผลอันเจริญย่อมมีแก่บุคคลนั้นเหมือนความ
ถึงพร้อมแห่งยาแก้โรคฉะนั้น.
คฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม เป็นคนเกียจคร้านไม่ดี
บรรพชิตไม่สำรวมไม่งาม พระราชาไม่ใคร่ครวญเสีย
ก่อนแล้วทำลงไป ไม่ดี บัณฑิตมีความโกรธเป็น
เจ้าเรือน ก็ไม่ดี.

165
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 166 (เล่ม 61)

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอธิบดีแห่งทิศ กษัตริย์ทรง
ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงค่อยทำ ยังไม่ได้พิจารณา
ใคร่ครวญก่อนแล้ว ไม่ควรทำกิจการอะไร พระเกียรติ-
ยศของพระราชาผู้ทรงใคร่ครวญเสียก่อนแล้ว จึงทำ
ลงไป ย่อมเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น.
ข้าแต่พระภูมิบาล อิสรชนควรพิจารณาเสียก่อน
แล้วจึงลงอาชญา กรรมที่ทำด้วยความรีบร้อนย่อม
เดือดร้อน อนึ่ง ความตั้งตนไว้โดยชอบ และประโยชน์
ของนรชน ย่อมไม่ตามเดือดร้อนในภายหลัง.
อนึ่ง ชนเหล่าใด จำแนกแจกแจงด้วยปัญญา
แล้วกระทำกรรมทั้งหลาย ที่ไม่ตามเดือดร้อนในภาย-
หลัง ในโลก กรรมของชนเหล่านั้น ท่านผู้รู้สรรเสริญ
มีความสุขเป็นกำไร พุทธาทิบัณฑิตอนุมัติแล้ว.
ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งประชาชน
นายประตู ตำรวจดาบ และพวกเพชฌฆาต พากัน ไป
จะฆ่าข้าพระพุทธเจ้า พวกนั้นพากันฉุดคร่าข้าพระพุทธ
เจ้า ผู้กำลังนั่งอยู่ บนพระเพลาแห่งพระราชมารดา
มาโดยพลัน.
ข้าแต่พระราชบิดา แท้จริงข้าพระพุทธเจ้า ถึง
ความหวั่นกลัวต่อมรณภัย คับแคบ ฝืดเคืองเหลือเกิน
วันนี้ข้าพระพุทธเจ้าได้มีชีวิตอันเป็นที่รัก หวานซาบ-
ซึ้งใจ รอดพ้นจากการถูกประหารมาได้แสนยาก จึง
น้อมใจไปในบรรพชาอย่างเดียว.
[๒๑๗๖] (พระราชาตรัสว่า) ดูก่อนสุธรรมาเทวี
โสมนัสสกุมารโอรสของเธอนี้ ยังรุ่นหนุ่ม น่าเอ็นดู

166
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 167 (เล่ม 61)

วันนี้เราอ้อนวอนเขาไว้ ก็ไม่ได้สมปรารถนา แม้เธอ
ก็ควรจะอ้อนวอนโอรสของเธอดูบ้าง.
[๒๑๗๗] (พระนางสุธรรมาเทวีตรัสว่า) ดูก่อน
พระลูกรัก เจ้าจงยินดีด้วยภิกขาจาริยวัตรเถิด จงใคร่-
ครวญในธรรมทั้งหลายแล้วละเว้นบรรพชาของคนมิจ-
ฉาทิฏฐิเสียเถิด เจ้าจงวางอาชญาในสรรพสัตว์ นักบวช
ละวางอาชญาในสรรพสัตว์ทั้งหลายแล้ว เป็นผู้ไม่ถูก
ติเตียน ย่อมเข้าถึงพรหมสถาน.
(พระราชาตรัสว่า) ดูก่อนสุธรรมาเทวี เธอพูดคำ
เช่นใด คำเช่นนั้น น่าอัศจรรย์จริงหนอ เราได้รับ
ทุกข์อยู่แล้ว เธอยังกลับเพิ่มทุกข์ให้อีก ฉันขอร้องเธอ
ให้ช่วยอ้อนวอนลูก เธอกลับสนับสนุนให้โสมนัสส-
กุมารเกิดอุตสาหะยิ่งขึ้น.
[๒๑๗๘] (พระนางสุธรรมาเทวีตรัสว่า) พระ-
อริยเจ้าเหล่าใดพ้นวิเศษแล้ว บริโภคปัจจัยอันหาโทษ
มิได้ ดับรอบแล้ว เที่ยวไปในโลกนี้ หม่อมฉันไม่
อาจจะห้ามโอรสผู้ดำเนินไปตามมรรคา ของพระอริย-
เจ้า เหล่านั้นได้.
[๒๑๗๙] (พระราชาตรัสว่า) ชนเหล่าใดมีปัญญา
เป็นพหูสูต ตรึกตรองเหตุการณ์ถี่ถ้วนมาก พระนาง
สุธรรมาเทวีนี้ เป็นผู้มีความขวนขวายน้อย ปราศจาก
ความโศกเศร้า ได้สดับคำสุภาษิตของชนเหล่าใด
ชนเหล่านั้นควรจะสมาคมคบหาทีเดียว.
จบโสมนัสสชาดกที่ ๙

167
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 168 (เล่ม 61)

อรรถกถาโสมนัสสชาดก
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ
ความที่พระเทวทัตพยายาม เพื่อจะปลงพระชนม์พระองค์ ตรัสพระธรรม
เทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า โก ตํ หืสติ เหเฐติ ดังนี้.
ก็ในกาลครั้งนั้น พระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ใน
บัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในปางก่อนพระเทวทัตนี้ ก็พยายามเพื่อจะฆ่าเราตถาคต
เหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาล มีพระราชาทรงพระนามว่า เรณุราช เสวยราชสมบัติ
ในอุตตรปัญจาลนคร แคว้นกุรุ. ครั้งนั้น พระดาบสชื่อ มหารักขิตะ
มีดาบส ๕๐๐ เป็นบริวาร อยู่ในหิมวันตประเทศเที่ยวจาริกไป เพื่อจะเสพ
อาหารรสเค็มและรสเปรี้ยว จนลุถึงอุตตรปัญจาลนคร พักอยู่ในพระราชอุทยาน
รุ่งขึ้นพร้อมด้วยบริวารเที่ยวไปบิณฑบาตจนถึงราชทวาร. พระเจ้าเรณุราช
ทรงเห็นหมู่ฤาษี ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถ จึงตรัสสั่งให้นิมนต์มานั่ง ณ ท้อง
พระโรง มีพื้นกว้างใหญ่อันประดับตกแต่งแล้ว ทรงอังคาสด้วยอาหารอัน
ประณีต แล้วตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย อยู่
จำพรรษาที่อุทยานของข้าพเจ้าตลอดฤดูฝนนี้เถิด แล้วเสด็จไปพระราชอุทยาน
พร้อมด้วยดาบสเหล่านั้น ตรัสสั่งให้สร้างที่อยู่พระราชทานบรรพชิตบริขาร
ทรงนมัสการแล้วเสด็จกลับพระราชวัง. นับแต่นั้นมา ดาบสเหล่านั้นแม้ทั้งหมด
ก็รับพระราชทานฉัน ในพระราชนิเวศน์เป็นประจำ. ก็พระราชามิได้มีพระ-
โอรส จึงทรงปรารถนาจะได้พระโอรส. ราชโอรสก็หาได้มาอุบัติสมพระราช
ประสงค์ไม่ ล่วงกาลฤดูฝน ๓ เดือนแล้ว ท่านมหารักขิตดาบส จึงเข้า

168
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 169 (เล่ม 61)

ไปถวายพระพรลาพระราชาว่า บัดนี้ ที่ป่าหิมพานต์เป็นรมณียสถาน พวก
อาตมาภาพจะไปอยู่ที่ป่าหิมพานต์นั้นตามเดิม อันพระราชาทรงกระทำการ
สักการะบูชาแล้ว จึงออกจากพระราชอุทยานไป ในเวลาเที่ยงวัน ได้แวะ
ออกจากทางเสียในระหว่างมรรคา พาบริวารนั่งอยู่ที่เนินหญ้าแพรกอ่อน ๆ
ณ ภายใต้ต้นไม้มีร่มเงาอันเยือกเย็นต้นหนึ่ง.
ดาบสเหล่านั้นนั่งประชุมสนทนากันว่า ในพระราชวังหามีพระราชโอรส
ที่จะสืบราชตระกูลไม่ ถ้าพระราชาจะพึงได้พระราชโอรส ก็จะเป็นการดีทีเดียว
จะได้สืบราชสกุลสืบไป. ท่านมหารักขิตดาบส ได้ยินถ้อยคำของดาบส
เหล่านั้นแล้ว จึงใคร่ครวญดูว่า พระราชาจักมีพระโอรสหรือไม่หนอ ทราบว่า
จักมี จึงพูดขึ้นว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านอย่าคิดวิตกไปเลย วันนี้
เวลาใกล้รุ่ง เทพบุตรหนึ่งองค์จักจุติลงมา ถือปฏิสนธิในครรภ์แห่งอัครมเหสี
ของพระราชา ชฎิลโกงผู้หนึ่งได้ยินดังนั้น จึงคิดว่า เราจักเป็นราชกุลุปกะ
(พระดาบสประจำราชสำนัก) เสียแต่บัดนี้ จึงในเวลาที่พวกดาบสออกเดินทาง
ไป แกล้งลวงว่าเป็นไข้แล้วนอนเสีย ถูกพวกดาบสอื่น ๆ เตือนว่า ลุกขึ้นเถิด
พวกเราจักไปกันละ. ก็ตอบว่า เราไม่สามารถจะไปได้. ท่านมหารักขิตดาบสรู้
เหตุที่ดาบสนั้นแกล้งนอน จึงกล่าวว่า ท่านสามารถจะไปได้เมื่อใด จงตามมา
เมื่อนั้นเถิด ดังนี้แล้ว พาหมู่ฤาษีเดินทางไปยังหิมวันตประเทศทีเดียว. ฝ่าย
ดาบสโกง จึงรีบย้อนกลับมาโดยเร็ว ยืนอยู่ที่ราชทวาร สั่งให้ราชบุรุษกราบทูล
พระราชาว่า ดาบสอุปัฏฐากของท่านมหารักขิตดาบสมาเฝ้า ครั้นพระราชาตรัส
สั่งให้รีบนิมนต์เข้าไปเฝ้า จึงขึ้นสู่ปราสาท นั่งบนอาสนะที่เขาปูไว้แล้ว. พระ-
ราชาทรงนมัสการพระดาบสแล้ว ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ตรัสถามถึง
สุขภาพอนามัยของพระฤาษีทั้งหลาย แล้วตรัสว่า พระคุณเจ้ารีบด่วนกลับมา

169
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 170 (เล่ม 61)

ทั้งนี้ด้วยเหตุอันใดหรือ ? ดาบสโกงถวายพระพรว่า ขอถวายพระพรถูกต้อง
ทีเดียว หมู่ฤาษีนั่งพักกันอยู่ตามสบาย ต่างสนทนาปราศรัยกันว่า ถ้าหากว่า
พระโอรสผู้สืบสันตติวงศ์ของพระราชาจะพึงเสด็จอุบัติขึ้นไซร้ ข้อนั้นจะเป็น
ความดีฉะนั้นแล้ว อาตมาภาพฟังคำสนทนานั้นแล้ว ตรวจดูด้วยทิพยจักษุว่า
มหาบพิตรจักมีพระราชโอรสหรือไม่หนอ เห็นว่า เทพบุตรผู้มีมหิทธิฤทธิ์
จักจุติมาบังเกิดในพระครรภ์ แห่งพระนางสุธรรมาอัครมเหสี จึงคิดว่า ผู้ที่
ไม่รู้ ก็จะพึงทำลายพระครรภ์ให้พินาศเสีย จำเราต้องแจ้งแก่มหาบพิตรทั้งสอง
จึงได้รีบมาเพื่อต้องการถวายพระพรให้ทรงทราบ บัดนี้ อาตมาภาพก็ได้ถวาย
พระพรให้พระองค์ทรงทราบแล้ว ขอถวายพระพรลาไป. พระเจ้าเรณุราช
ทรงโสมนัสยินดี มีพระหฤทัยเลื่อมใส ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระคุณเจ้า
ยังไปไม่ได้ ดังนี้แล้ว นำดาบสโกงไปสู่พระราชอุทยานี้ จัดแจงสถานที่อยู่
พระราชทาน. จำเดิมแต่นั้นมา ดาบสโกงนั้น ก็พำนักอาศัยขบฉัน ในราช
ตระกูล จนได้มีนามว่า ทิพพจักษุดาบส (ดาบสผู้มีตาทิพย์) ทีเดียว.
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์จุติจากดาวดึงส์พิภพ ถือปฏิสนธิในพระครรภ์
แห่งพระนางสุธรรมาราชเทวี ในพระนครนั้น. ในวันขนานพระนามพระราช-
กุมารนั้น พระราชมารดาบิดา จึงขนานพระนามว่า โสมนัสสกุมาร.
พระราชโอรสทรงเจริญพระชนมพรรษาด้วยกุมารบริหารโดยลำดับ ฝ่ายดาบส
โกงจัดแจงปลูกผักอันเกื้อกูลแก่สูปะ และวัลลิผล คือผลไม้เครือเถา มีประการ
ต่าง ๆ ด้านริมพระราชอุทยานแห่งหนึ่ง แล้วจำหน่ายขายแก่ชาวร้านตลาด
รวบรวมทรัพย์ไว้. ในกาลเมื่อพระโพธิสัตว์ มีพระชันษาได้ ๗ ปี ประเทศ
ชายแดนราชอาณาเขตกำเริบจลาจล. พระเจ้าเรณุราชตรัสสั่งว่า เจ้าอย่าประมาท
ท่านทิพพจักษุดาบส ทรงให้พระราชกุมารรับคำแล้วเสด็จไป ด้วยหวังว่า เราจัก
จัดการให้ปัจจันตชนบทสงบราบคาบ. ครั้นวันหนึ่ง พระราชกุมารคิดว่า เรา

170
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 171 (เล่ม 61)

จักไปเยี่ยมเยียนท่านชฎิล จึงเสด็จสู่พระราชอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นชฎิลโกง
นุ่งผ้ากาสาวะหยักรั้งผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง สองมือถือน้ำข้างละหม้อ กำลัง
รดน้ำไร่ผักอยู่ ก็ทรงทราบว่า ชฎิลผู้นี้เป็นชฎิลโกง ไม่บำเพ็ญสมณธรรม
ของตน มัวปลูกผักทำสวนครัวเสีย จึงทรงทักทายให้ชฎิลโกงนั้นได้อายว่า
ดูก่อนคฤหบดีพ่อค้าผัก ท่านกำลังทำอะไรอยู่ ? แล้วมิได้ทรงกราบไหว้
เสด็จออกกลับไปยังพระนคร. ชฎิลโกงคิดว่า บัดนี้ พระราชกุมารนี้ เป็น
ศัตรูเราเสียแล้ว ใครรู้เข้า ความเสื่อมเสียอะไร ๆ จักมี ควรที่เราจะกำจัด
พระราชกุมารนั้น เสียแต่บัดนี้ทีเดียว ในเวลาใกล้ที่พระราชาจะเสด็จมา จึง
โยนแผ่นหินไปรวมไว้ ณ ส่วนหนึ่ง ทุบต่อยหม้อน้ำให้แตก ทั้งเกลี่ยหญ้าทิ้ง
เรี่ยราดไว้บนบรรณศาลา เอาน้ำมันทาตัว เข้าไปยังบรรณศาลา นอนคลุมโปง
อยู่บนเตียง ทำประหนึ่งว่าถึงความทุกข์ร้อนอย่างใหญ่หลวง. พระราชาครั้น
เสด็จมาแล้ว ทรงกระทำประทักษิณพระนคร ยังไม่เสด็จเข้าพระราชนิเวศน์
ทรงดำริว่า เราจักเยี่ยมเยียนท่านทิพพจักษุดาบสผู้เป็นเจ้าแห่งเราก่อน แล้ว
เสด็จไปถึงประตูบรรณศาลา ทอดพระเนตรเห็นอาการอันวิปริตเช่นนั้น ทรง
พระดำริว่า นี้เรื่องอะไรหนอ จึงเสด็จเข้าไปทอดพระเนตรเห็นชฎิลโกงนั้น
นอนอยู่ ทรงลูบคลำเท้าทั้งสองของชฎิลโกง ตรัสพระคาถาที่ ๑ ความว่า
ใครมาตี มาด่าท่านหรือ ทำไมท่านจึงเสียใจ
น้อยใจ เศร้าโศกอยู่ วันนี้มารดาบิดาของท่าน มา
ร้องไห้รบกวน ประการใด หรือว่าวันนี้ ใครมารังแก
ท่าน ให้ต้องนอนเหนือแผ่นดิน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หึสติ แปลว่า ทุบตี. บทว่า เหเฐติ
แปลว่า ด่าว่า. บทว่า กวชฺช เสตุ ความว่า หรือว่าวันนี้ มีใครมาเบียดเบียน
รังแก ให้ท่านต้องนอนเหนือแผ่นดิน.

171