ได้มีพระราชาทรงพระนามว่า ภัลลาติยะ ทรงละ
รัฐสีมา เสด็จประพาสป่า ล่ามฤค ท้าวเธอเสด็จไปถึง
คันธมาทน์วรคิรี มีพรรณดอกไม้ บานสะพรั่ง ซึ่ง
กินนรเลือกเก็บอยู่เนือง ๆ.
กินนรสองผัวเมียยืนคลึงเคล้ากันอยู่ ณ ที่ใด
ท้าวเธอประสงค์จะตรัสถามจึงทรงห้ามหมู่สุนัข และ
เก็บแล่งธนูเสีย แล้วเสด็จเข้าไปใกล้ ณ ที่นั้นตรัส
ว่า
ล่วงฤดูเหมันต์แล้ว ไยเล่าเจ้าทั้งสอง จึงมายืน
กระซิบกระซาบกันอยู่เนือง ๆ ที่ริมฝั่งเหมวดีนทีนี้
เราขอถามเจ้าทั้งสองผู้มีเพศพรรณเหมือนร่างมนุษย์
ชนทั้งหลายในมนุษยโลกรู้จักเจ้าทั้งสองว่าเป็นอะไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาลูรสงฺฆํ ได้แก่ หมู่แห่งสุนัข. บทว่า
หิมจฺจเย ความว่า ล่วงเดือนในฤดูเหมันต์ทั้งสี่ไปแล้ว. บทว่า เหมวตาย
ความว่า ที่ฝั่งแห่งแม่น้ำเหมวดีนี้.
กินนรได้สดับพระราชดำรัสถามแล้วก็นิ่งเสีย ฝ่ายนางกินรีจึงกราบทูล
โต้ตอบพระราชาว่า
ข้าแต่ท่านพรานผู้สหาย เราทั้งสองเป็นมฤค มี
เพศพรรณปรากฏเหมือนมนุษย์ เที่ยวอยู่ตามแม่น้ำ
เหล่านี้ คือ มาลาคิรีนที ปัณฑรกนที ติกูฏนที
ซึ่งมีน้ำใสเย็นสนิท ชาวโลกรู้จักเราทั้งสองว่าเป็น
กินนร.