ใบหญ้าคาของนรชนนั้น ก็ย่อมมีกลิ่นเน่าฟุ้งไป ฉันใด
การเข้าไปเสพคนพาลก็ฉันนั้นเหมือนกัน นรชนใด
ห่อกฤษณาด้วยใบไม้ แม้ใบไม้ของนรชนนั้น ก็ย่อม
หอมฟุ้งไปฉันใด การเข้าไปเสพนักปราชญ์ก็ฉันนั้น
เหมือนกัน เพราะเหตุนั้น บัณฑิตรู้ความเปลี่ยนแปลง
ของตน ดุจห่อใบไม้แล้ว ไม่ควรเข้าไปเสพอสัตบุรุษ
ควรเสพแต่สัตบุรุษ ด้วยว่า อสัตบุรุษย่อมนำไปสู่นรก
สัตบุรุษย่อมพาให้ถึงสุคติ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตํ วา ยทิ วา อสํ ความว่า
จะเป็นสัตบุรุษ หรืออสัตบุรุษก็ตาม. บทว่า เสวมาโน เสวมานํ ความว่า
เมื่ออาจารย์คบหาอันเตวาสิก ย่อมทำอันเตวาสิกผู้ที่ตนคบ. บทว่า สมฺผุฏฺโฐ
ความว่า อาจารย์ถูกอันเตวาสิกพาแปดเปื้อนแล้ว. บทว่า สมฺผุสํ ปรํ
ความว่า อันเตวาสิกไปแตะต้องอาจารย์คนอื่นเข้า. บทว่า อลิตฺตํ ความว่า
อาจารย์นั้นย่อมทำอันเตวาสิกนั้น ผู้ยังไม่แปดเปื้อนด้วยบาปธรรมให้แปดเปื้อน
ได้ เหมือนลูกศรที่เปื้อนยาพิษแล้ว ย่อมทำแล่งลูกศรที่เหลือให้แปดเปื้อน
ฉะนั้น. บทว่า เอวํ พาลูปเสวนา ความว่า แท้จริง ผู้ชอบคบหาคนพาล
แม้จะไม่ได้กระทำความชั่วเลย ย่อมได้รับคำติเตียน และความเสื่อมเสียชื่อเสียง
เหมือนห่อปลาเน่าไว้ด้วยใบหญ้าคา (ย่อมมีกลิ่นเน่าฟุ้งไป) ฉะนั้น.
บทว่า ธีรูปเสวนา ความว่า บุคคลผู้คบหาธีรชนก็ย่อมเป็นเหมือน
ใบไม้อันห่อคันธชาติ มีกฤษณาเป็นต้นฉะนั้น ถึงยังไม่อาจเป็นบัณฑิตได้
ก็ยังได้รับเกียรติคุณว่า คบกัลยาณมิตร. บทว่า ปตฺตปูฏสฺเสว ความว่า
เหมือนดังใบไม้ที่ห่อของมีกลิ่นเหม็นและกลิ่นหอมฉะนั้น. บทว่า สมฺปาก-
มตฺตโน ความว่า บัณฑิตรู้ความที่ญาณของตนแก่กล้า คือสุกงอมแล้ว