บทว่า อุทฺธริตฺวา วา ได้แก่ ซาวเมล็ดข้าวสุกขึ้นจากน้ำแล้วกอง
ไว้ในที่แห่งหนึ่ง จึงเทน้ำทิ้ง.
บทว่า ภินฺทิตฺวา วา ได้แก่ ขยี้เมล็ดข้าวสุกให้มีคติเหมือนน้ำแล้ว
เททิ้งไป.
บทว่า ปฏิคฺคเห วา ได้แก่ เอากระโถนรับไว้ ทิ้งเมล็ดข้าวสุกนั้น
ลงกระโถน.
บทว่า นีหริตฺวา ได้แก่ นำออกไปเทในภายนอก ไม่เป็นอาบัติ
แก่ภิกษุผู้เททิ้งอย่างนี้.
บทว่า เสตจฺฉตฺตํ แปลว่า ร่มขาวที่หุ้มด้วยผ้า.
บทว่า กิลฺญฺชจฺฉตฺตํ แปลว่า ร่มสานด้วยตอกไม้ไผ่.
บทว่า ปณฺณจฺฉตฺตํ แปลว่า ร่มที่ทำด้วยใบไม้อย่างหนึ่ง มีใบตาล
เป็นต้น.
ก็คำว่า มณฺฑลพทฺธํ สลากพทฺธํ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้
เพื่อทรงแสดงโครงร่มทั้ง ๓ ชนิด. ก็ร่มทั้ง ๓ ชนิดนั้น เป็นร่มที่เย็บเป็นวง
กลม และผูกติดกับซี่. ถึงแม้ร่มใบไม้ใบเดียว อันเขาทำด้วยคันซึ่งเกิดที่ต้น.
ตาลเป็นต้น ก็ชื่อว่าร่มเหมือนกัน. บรรดาร่มเหล่านี้ ร่มชนิดใดชนิดหนึ่งที่
มีอยู่ในมือของบุคคลนั้น ; เหตุนั้นบุคคลนั้น ชื่อว่า มีร่มในมือ. บุคคลนั้น
กั้นร่มอยู่ก็ดี แบกไว้บนบ่าก็ดี วางไว้บนตักก็ดี ยังไม่ปล่อยมือคราบใด จะ
แสดงธรรมแก่เขาไม่ควรตราบนั้น เป็นทุกกฏแก่ภิกษุผู้แสดง โดยนัยดังที่
กล่าวแล้วนั่นแล. แต่ถ้าว่า ผู้อื่นกางร่มให้เขาหรือร่มนั้นตั้งอยู่บนที่รองร่ม
พอแต่ร่มพ้นจากมือ ก็ไม่เชื่อว่า ผู้มีร่มในมือ, จะแสดงธรรมแก่บุคคลนั้น
ควรอยู่. ก็การกำหนดธรรมในสิกขาบทนี้ บัณฑิตพึงทราบโดยนัยดังกล่าว
แล้วในปทโสธรรมสิกขาบทนั่นแล.