พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 122 (เล่ม 61)

(พระราชาตรัสตอบว่า) พระมเหสีของเราเป็น
เช่นนั้น ทรงเชื่อฟังมิได้คิดนอกใจ ทรงปราศรัยน่ารัก
พรักพร้อมไปด้วยบุตรสมบัติ รูปสมบัติ และยศสมบัติ
เป็นที่โปรดปรานของเราอยู่.
(พญาหงส์ทูลว่า) พระราชโอรสของพระองค์
มีจำนวนมาก ทรงอุบัติมาเป็นศรีสวัสดิ์ในรัฐสีมาอัน
เจริญ ทรงสมบูรณ์ด้วยปรีชาเฉลียวฉลาด ต่างพากัน
บันเทิง รื่นเริงพระทัย แต่ที่นั้น ๆ อยู่แลหรือ.
(พระราชาตรัสตอบว่า) ดูก่อนพญาหงส์ธตรฐ
เราชื่อว่า มีบุตรมากถึง ๑๐๑ องค์ ขอท่านได้โปรด
ชี้แจงกิจที่ควรแก่บุตรเหล่านั้นด้วยเถิด เธอเหล่านั้น
จะไม่ดูหมิ่นโอวาทคำสั่งสอนของท่านเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุสลํ ได้แก่ ความเป็นผู้ไม่มีโรค.
บทว่า อนามยํ นี้ เป็นไวพจน์ของบทว่า กุสลํ นั่นแหละ. บทว่า ผีตํ
ความว่า พญาหงส์ทูลถามว่า (พระโรคมิได้เบียดเบียนหรือ) แว่นแคว้น
ี้ของพระองค์กว้างขวาง มีภิกษาหาได้ง่าย ทั้งพระองค์ทรงอนุศาสน์พร่ำสอน
ชาวแว่นแคว้นโดยธรรมบ้างหรือ ? บทว่า โทโส แปลว่า ความผิด.
บทว่า ฉายา ทุกฺขิณโตริว ความว่า เงามีหน้าตรงต่อทิศทักษิณ
ย่อมไม่เจริญฉันใด พวกอมิตรไพรีของพระองค์ย่อมไม่เจริญฉันนั้น หรือ
ประการใด ? บทว่า สาทิสี ความว่า ก็พระมเหสีของพระองค์ผู้ทัดเทียมกัน
ด้วยชาติสมบัติ โภคสมบัติ และโคตรตระกูล ประเทศเห็นปานนี้ มิได้ทรง
ประพฤตินอกพระทัย. บทว่า อสฺสวา แปลว่า เชื่อถ้อยฟังคำ. บทว่า

122
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 123 (เล่ม 61)

ปุตฺตรูปยสูเปตา ความว่า พรักพร้อมด้วยบุตรสมบัติ รูปสมบัติ และยศ
สมบัติ.
บทว่า ปญฺญาชเวน ความว่า พญาหงส์ทูลถามว่า พระราชโอรส
ทรงยังปัญญา ให้แล่นไป ด้วยกำลังปัญญาแล้วสามารถเพื่อจะวินิจฉัยกิจการ
นั้น ๆ ได้. บทว่า สมฺโมทนฺติ ตโต ตโต ความว่า พระราชโอรสเหล่านั้น
ยังพากันทรงบันเทิงอยู่ในที่ประกอบกิจการนั้น ๆ หรือประการใด.
บทว่า มยา สุตา ความว่า พระราชตรัสตอบว่า โอรสทั้งหลาย
ปรากฏแล้วเพราะเรา ทั้งโลกก็เรียกเราว่า พระเจ้าพหุปุตตกราช คือพูดกันว่า
โอรสเหล่านั้นเป็นผู้มีกิตติศัพท์ฟุ้งขจรไป เพราะเราว่า อาศัยเราแพร่หลายเกิด
ปรากฏด้วยประการฉะนี้. บทว่า เตสํ ตฺวํ กิจฺจมกฺขาหิ ความว่า ท่าน
โปรดชี้แจงกิจที่ควรทำแก่โอรสเหล่านั้นของเราด้วยว่า ราชโอรสทั้งหลายจงทำ
สิ่งนี้ ๆ. บทว่า นาวรุชฌนฺติ นี้พระราชาตรัสโดยพระประสงค์ว่า จงให้
โอวาทแก่โอรสของเราเหล่านั้น ดังนี้ทีเดียว.
พระมหาสัตว์ทรงสดับพระดำรัสนั้นแล้ว เมื่อจะถวายโอวาทแก่พระ-
โอรสเหล่านั้น ได้กล่าวคาถา ๕ คาถา ความว่า
แม้ถ้าว่ากุลบุตรเป็นผู้เข้าถึงชาติกำเนิดหรือวินัย
แต่กระทำความเพียรในภายหลัง เมื่อธุรกิจเกิดขึ้น
ย่อมต้องจมอยู่ในห้วงอันตราย.
ช่องทางรั่วไหลแห่งโภคสมบัติเป็นต้น ก็จะเกิด
ขึ้นอย่างใหญ่หลวง กับกุลบุตรผู้มีปัญญาง่อนแง่นนั้น
กุลบุตรนั้นย่อมมองเห็นได้แต่รูปที่หยาบ ๆ เหมือน
ความมืดในราตรีฉะนั้น.

123
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 124 (เล่ม 61)

กุลบุตรผู้ประกอบความเพียรในสิ่งอันไม่เป็น
สาระว่าเป็นสาระ ก็ย่อมไม่ประสบความรู้เลยทีเดียว
ย่อมจะจมลงในห้วงอันตรายอย่างเดียว เหมือนกวาง
วิ่งโลดโผนไปในซอกผา ตกจมเหวลงไปในระหว่าง
ทางฉะนั้น.
ถึงหากว่า นรชนจะเป็นผู้มีชาติเลวทราม แต่
เป็นผู้มีความขยันหมั่นเพียร มีปัญญา ประกอบด้วย
อาจาระและศีล ย่อมจะรุ่งเรือง สุกใสเหมือนกองไฟ
ในยามราตรี ฉะนั้น.
ขอพระองค์ทรงทำข้อนั้นนั่นแลให้เป็นข้อเปรียบ
เทียบ แล้วจงให้พระโอรสดำรงอยู่ในวิชา กุลบุตรผู้มี
ปัญญาย่อมงอกงามขึ้น ดังพืชในนางอกงามขึ้นเพราะ
น้ำฝน ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วินเยน วา ได้แก่อาจาระ. มรรยาท.
บทว่า ปจฺฉา กุรุเต โยคํ ความว่า หากว่ากุลบุตรใดไม่ทำการประกอบ
คือความเพียรในการศึกษาศิลปวิทยาที่ควรศึกษา ในเวลาที่ยังเป็นเด็ก ทำการ
ศึกษาต่อภายหลังคือเมื่อเวลาแก่ กุลบุตรเห็นปานนี้นั้น ย่อมจมลงในทุกข์หรือ
อันตรายเห็นปานนั้นในภายหลัง คือไม่สามารถเพื่อจะช่วยเหลือตนเองได้.
บทว่า ตสฺส สํหีรปญฺญสฺส ความว่า เพราะกุลบุตรนั้นไม่ได้รับการศึกษา
แต่นั้น (ความเสื่อมโภคสมบัติจึงเกิด) แก่เขาผู้มีปัญญาไม่แน่นอน มีความรู้
ไม่มั่นคง. บทว่า วิวโร ได้แก่ ช่องคือความเสื่อมแห่งโภคสมบัติเป็นต้น.
บทว่า รตฺติมนฺโธ ได้แก่ ความมืดบอดในราตรี. ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้

124
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 125 (เล่ม 61)

ความมืดในราตรี คือความมืดบอดในราตรี ย่อมเห็นได้แต่รูปหยาบ ๆ อย่าง-
เดียว โดยแสงพระจันทร์เป็นต้นในราตรี ไม่สามารถจะเห็นรูปละเอียด ๆ ได้
ฉันใด กุลบุตรผู้ไม่ได้รับการศึกษา มีปัญญาง่อนแง่นฉันนั้น เมื่อภัยอย่างใด
อย่างหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่สามารถจะเห็นกิจการอันละเอียดสุขุมได้ เห็นได้
เฉพาะกิจการที่หยาบๆ ฉะนั้น เพราะฉะนั้นควรที่จะโปรดให้พระโอรสทั้งหลาย
ของพระองค์ เล่าเรียนศึกษา ในเวลาที่พระโอรสยังทรงพระเยาว์ทีเดียว.
บทว่า อสาเร ได้แก่ ในเวทสมัยอันติดต่อในโลก อันไร้สาระ.
บทว่า สารโยคญฺญู ความว่า สำคัญว่า ลัทธิสมัยนี้ประกอบด้วยสาระ.
บทว่า มตึ นเตฺวว วินฺทติ ความว่า แม้จะศึกษามากมาย ย่อมไม่ได้ปัญญา
ความรอบรู้เลย. บทว่า คิริทุคฺคสฺมึ ความว่า เปรียบเหมือนกวางเดินทาง
มาสู่สถานที่อยู่ของตน สำคัญที่อันไม่ราบเรียบว่าราบเรียบ วิ่งโลดโผนไปใน
ซอกผาโดยกำลังเร็ว ย่อมตกห้วงเหวจมลงไปในระหว่าง หาถึงที่อยู่ไม่ ฉันใด
กุลบุตรผู้เห็นปานนี้นั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน เล่าเรียนลัทธิพระเวทย์อันเนื่องใน
โลกอันไร้สาระด้วยความสำคัญว่าเป็นสาระ ย่อมจะถึงความพินาศใหญ่ เพราะ
ฉะนั้น พระองค์โปรดให้พระโอรสทั้งหลายของพระองค์ศึกษาประกอบในกิจ
ทั้งหลายอันเนื่องด้วยประโยชน์ นำความเจริญมาให้.
บทว่า นิเส อคฺคีว ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า คนเราแม้จะเกิดใน
กำเนิดต่ำทราม แต่เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติ มีความขยันหมั่นเพียรเป็นต้น
ย่อมสว่างไสวได้เหมือนกองไฟ ในราตรีฉะนั้น. บทว่า เอตํ เว ความว่า
พระองค์โปรดทำการเปรียบเทียบความมืดในราตรี กับกองไฟที่ข้าพเจ้ากราบ-
ทูลมา แล้วให้โอรสทั้งหลายของพระองค์ดำรงอยู่ในวิชาความรู้ คือ โปรดให้

125
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 126 (เล่ม 61)

ประกอบในสิกขาทั้งหลาย อันควรแก่การศึกษาเถิด เพราะกุลบุตรผู้ประกอบ
ด้วยวิชาอย่างนี้แล้ว เป็นผู้มีปัญญาเครื่องทรงจำ ย่อมงอกงาม คือเจริญด้วย
เกียรติยศและโภคสมบัติ เหมือนพืชย่อมงอกงามขึ้นในนาอันดีทั้งหลาย เพราะ
น้ำฝนฉะนั้น.
พระมหาสัตว์แสดงธรรมถวายพระราชาอยู่อย่างนี้จนตลอดคืนยังรุ่ง
ความแพ้พระครรภ์ของพระเทวีก็สงบระงับ. ในเวลารุ่งอรุณนั้นเอง พระ-
มหาสัตว์ ให้พระราชาดำรงอยู่ในศีล ถวายโอวาทด้วยอัปปมาทกถา แล้วทูล
ลาออกไปสู่จิตตกูฏบรรพตนั่นแหละ โดยสีหบัญชรด้านทิศอุดร พร้อมกับหงส์
สุมุขเสนาบดี.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย
แม้ในกาลก่อน อานนท์นี้ ก็ได้สละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่เราอย่างนี้เหมือนกัน
แล้วทรงประชุมชาดกว่า นายพรานในครั้งนั้นได้มาเป็นพระฉันนะ พระ-
ราชาได้มาเป็นพระสารีบุตร พระเทวี ได้มาเป็นนางเขมาภิกษุณี หมู่
หงส์ได้มาเป็นหมู่ศากยราช หงส์สุมุขเสนาบดี ได้มาเป็นพระอานนท์
ส่วนพญาหงส์ ได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาหังสชาดก

126
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 127 (เล่ม 61)

๗. สัตติคุมพชาดก
ว่าด้วยพี่น้องก็ยังต่างใจกัน
[๒๑๔๒] พระมหาราชาผู้เป็นจอมชนแห่งชาว
ปัญจาลรัฐ เป็นดุจพรานเนื้อเสด็จออกมาสู่ป่าพร้อม
ด้วยเสนา พลัดจากหมู่เสนาไป.
ท้าวเธอได้ทอดพระเนตรเห็นกระท่อม ที่เขาทำ
ไว้เป็นที่อาศัยของโจรทั้งหลายในป่านั้น สุวโปดก
ออกจากกระท่อมนั้นไปแล้ว กลับมาพูดแข็งขันกับ
พ่อครัวว่า มีบุรุษหนุ่มน้อย มีรถม้าเป็นพาหนะ มี
กุณฑลเกลี้ยงเกลาดี มีกรอบหน้าแดง งดงามเหมือน
พระอาทิตย์ ส่องแสงสว่างในกลางวัน ฉะนั้น.
เมื่อถึงเที่ยงวันพระราชากำลังทรงบรรทมหลับ
กับนายสารถี (สุวโปดกป่าวร้องว่า) เอาซิพวกเรา จง
รีบไปชิงเอาทรัพย์ทั้งหมดของท้าวเธอเสีย เวลานี้ก็
เงียบสงัดดุจยามค่ำคืน พระราชากำลังทรงบรรทมหลับ
พร้อมกับนายสารถี พวกเราจงไปแย่งเอาผ้าและ
กุณฑลแก้วมณี แล้วฆ่าเสีย เอากิ่งไม้กลบไว้.
[๒๑๔๓] ดูก่อนสุวโปดกสัตติคุมพะ เจ้าเป็นบ้า
ไปกระมัง จึงได้พูดอย่างนั้น เพราะว่าพระราชา
ทั้งหลายถึงจะเสด็จมาแต่ไกล ก็ย่อมทรงเดชานุภาพ
เหมือนดังไฟสว่างไสว ฉะนั้น.

127
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 128 (เล่ม 61)

[๒๑๔๔] ดูก่อนนายปติโกลุมพะ ท่านเมาแล้ว
ย่อมเก่งกาจสามารถมิใช่หรือ เมื่อมารดาของเรา
เปลือยกาย ไฉนท่านจึงเกลียดการโจรกรรมหนอ.
[๒๑๔๕] ดูก่อนนายสารถีผู้เพื่อนยาก เจ้าจงลุก
ขึ้นเทียมรถ เราไม่ชอบใจนก เราจงไปอาศรมอื่น
กันเถิด.
[๒๑๔๖] ข้าแต่พระมหาราชา ราชรถได้เทียม
แล้ว และม้าราชพาหนะมีกำลัง ก็ได้จัดเทียมแล้ว
เชิญพระองค์เสด็จขึ้นประทับเถิด จะได้เสด็จไปยัง
อาศรมอื่น พระเจ้าข้า.
[๒๑๔๗] พวกโจรภายในอาศรมนี้ พากันไป
เสียที่ไหนหมดเล่า พระเจ้าปัญจาลราชนั้นหลุดพ้นไป
ได้ เพราะพวกโจรเหล่านั้นไม่เห็น ท่านทั้งหลายจง
จับเกาทัณฑ์ หอก และโตมร พระเจ้าปัญจาลราช
กำลังหนีไป ท่านทั้งหลายอย่าได้ปล่อยให้มีชีวิตอยู่ได้
เลย.
[๒๑๔๘] ขณะนั้น ปุปผกสุวโปดก ตัวมีจะงอย
ปากแดงงาม ยินดีต้อนรับพระราชาว่า ข้าแต่พระ-
มหาราชา พระองค์เสด็จมาดีแล้ว อนึ่ง พระองค์ไม่
ได้เสด็จมาร้าย พระองค์ผู้ทรงอิสรภาพเสด็จมาถึง
แล้วโดยลำดับ ของสิ่งใดที่มีอยู่ในอาศรมนี้ ขอ
พระองค์จงทรงเลือกเสวยของสิ่งนั้น ผลมะพลับ ผล

128
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 129 (เล่ม 61)

มะหาด ผลมะซาง ผลหมากเม่า อันเป็นผลไม้มี
รสหวานเล็กน้อย ขอพระองค์จงเลือกเสวยแต่ที่ดี ๆ
ข้าแต่พระมหาราชา น้ำนี้เย็นนำมาแต่ซอกภูเขา ขอ
เชิญพระองค์ทรงดื่มถ้าทรงปรารถนา ฤาษีทั้งหลายใน
อาศรมนี้ พากันไปป่าเพื่อแสวงหาผลาผล เชิญเสด็จ
ลุกขึ้นไปทรงเลือกหยิบเอาเองเถิด เพราะข้าพระองค์
ไม่มีมือที่จะทูลถวายได้.
[๒๑๔๙] นกแขกเต้าตัวนี้ เจริญดีหนอ ประกอบ
ด้วยคุณธรรมอย่างยิ่ง ส่วนนกแขกเต้าตัวโน้น พูด
ถ้อยคำหยาบคายว่า จงจับมัดพระราชานี้ฆ่าเสีย อย่า
ให้รอดชีวิตไปได้เลย เมื่อนกแขกเต้านั้นรำพันเพ้ออยู่
อย่างนี้ เราได้มาถึงอาศรมนี้ โดยสวัสดี.
[๒๑๕๐] ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์ทั้ง
สองเป็นพี่น้องร่วมท้องมารดาเดียวกัน ได้เจริญเติบโต
ที่ต้นไม้เดียวกัน แต่ต่างพลัดกันไปอยู่คนละเขตแดน
สัตติคุมพะเจริญอยู่ในสำนักของพวกโจร ส่วนข้า-
พระองค์เจริญอยู่ในสำนักของฤาษีในอาศรมนี้ สัตติ
คุมพะนั้น เข้าอยู่ในสำนักของอสัตบุรุษ ข้าพระองค์
อยู่ในสำนักของสัตบุรุษ ฉะนั้น ข้าพระองค์ทั้งสอง
จึงต่างกันโดยธรรม.
[๒๑๕๑] การฆ่าก็ดี การจองจำก็ดี การหลอกลวง
ด้วยของปลอมก็ดี การหลอกลวงด้วยอาการตรง ๆ ก็ดี

129
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 130 (เล่ม 61)

การปล้นฆ่าชาวบ้านก็ดี การกระทำกรรมอันแสน
สาหัสก็ดี มีอยู่ในที่ใด สัตติคุมพะนั้นย่อมศึกษาสิ่ง
เหล่านั้นในที่นั้น ข้าแต่พระองค์ผู้ภารตวงศ์ ในอาศรม
ของฤาษีนี้มีแต่สัจจธรรม ความไม่เบียดเบียน ความ
สำรวม และความฝึกอินทรีย์ ข้าพระองค์เป็นผู้เจริญ
แล้ว บนตักของฤาษีทั้งหลาย ผู้มีปกติให้อาสนะ
และน้ำ.
[๒๑๕๒] ข้าแต่พระราชา บุคคลคบคนใด ๆ
เป็นสัตบุรุษ อสัตบุรุษ มีศีล หรือไม่มีศีล เขาย่อม
ตกอยู่ใต้อำนาจของบุคคลนั้นนั่นแหละ บุคคลคบคน
เช่นใดเป็นมิตร หรือเข้าไปซ่องเสพคนเช่นใด ก็ย่อม
เป็นเช่นคนนั้น เพราะการอยู่ร่วมกันเป็นเช่นนั้น
อาจารย์คบอันเตวาสิกย่อมทำอันเตวาสิก ผู้ยังไม่
แปดเปื้อนให้แปดเปื้อนได้ อาจารย์ถูกอันเตวาสิกพา
แปดเปื้อนแล้ว พาอาจารย์อื่นให้เปื้อนอีก เหมือน
ลูกศรที่เปื้อนยาพิษแล้ว ย่อมทำแล่งลูกศรให้เปื้อน
ฉะนั้น นักปราชญ์ไม่พึงมีสหายลามกเลยทีเดียว
เพราะกลัวแต่การแปดเปื้อน ด้วยบาปธรรม นรชนใด
ห่อปลาเน่าด้วยใบหญ้าคา แม้ใบหญ้าคาของนรชน
นั้น ย่อมมีกลิ่นเน่าฟุ้งไป ฉันใด การเข้าไปคบหา

130
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 131 (เล่ม 61)

คนพาลก็เช่นนั้นเหมือนกัน นรชนใดห่อกฤษณาด้วย
ใบไม้ แม้ใบไม้ของนรชนนั้น ก็ย่อมหอมฟุ้งไป
ฉันใด การเข้าไปคบหานักปราชญ์ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
เพราะเหตุนั้น บัณฑิตรู้ความเปลี่ยนแปลงของตน
ดุจห่อใบไม้แล้ว ไม่ควรเข้าไปคบหาพวกอสัตบุรุษ
ควรคบหาแต่พวกสัตบุรุษ ด้วยว่าอสัตบุรุษย่อมนำไป
สู่นรก สัตบุรุษย่อมพาให้ถึงสุคติ.
จบสัตติคุมพชาดกที่ ๗
อรรถกถาสัตติคุมพชาดก
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระคทายวิหาร ใกล้ถ้ำมัททกุจฉิ
ทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า มิคลุทฺโท
มหาราช ดังนี้.
ความย่อว่า เมื่อพระเทวทัตกลิ้งศิลา สะเก็ดแตกมากระทบพระบาทของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็เกิดทุกขเวทนาเป็นกำลัง. ภิกษุทั้งหลายเป็นอันมาก
มาประชุมกันเพื่อเฝ้าเยี่ยมพระตถาคตเจ้า. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทอด
พระเนตรเห็นพุทธบริษัทมาประชุมกันแล้ว มีพระดำรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย
เสนาสนะนี้คับแคบนัก จักมีการประชุมใหญ่ พวกเธอจงนำเราขึ้นคานหามไป
ที่ถ้ำมัททกุจฉิเถิด. ภิกษุทั้งหลาย พากันกระทำตามพุทธดำรัส. หมอชีวกโก-
มารภัจ ได้จัดการรักษาพระบาทของพระตถาคตเจ้าให้ผาสุก. ภิกษุทั้งหลาย

131