เจ้าได้กล่าวไว้อย่างนี้มิใช่หรือว่า เมื่อไม่สามารถจะนำเนื้อมา ก็จะนำหนังมา
หรือเมื่อไม่สามารถจะนำหนังมา ก็จักนำขนมา ด้วยเหตุไร เจ้าจึงมิได้นำเนื้อ
หรือหนังของมันมาเลย.
นายพรานได้ฟังพระดำรัสแล้วกล่าวคาถา ความว่า
เนื้อนั้นได้มาติดบ่วงเหล็กถึงมือแล้ว แต่มีเนื้อ
สองตัวไม่ได้ติดบ่วง มายืนอยู่ใกล้เนื้อตัวนั้น ข้า-
พระองค์ได้เกิดความสังเวชใจ ความอัศจรรย์ใจ
ขนพองสยองเกล้าว่า ถ้าเราฆ่าเนื้อตัวนี้ เราจักต้อง
ละทิ้งชีวิต ในสถานที่นี้แหละในวันนี้ทีเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาคมํ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ก็
เนื้อนั้นมาสู่เงื้อมมือ ทั้งมาสู่บ่วงที่ข้าพระพุทธเจ้าดักไว้ด้วย ได้ติดอยู่ในบ่วง
นั้น. บทว่า ตญฺจ มุตฺตา อุปาสเร ความว่า แต่ว่าเนื้อสองตัวพ้นบ่วง
ไปแล้ว คือไม่ได้เข้ามาติดบ่วงเลย ได้เข้ามายืนพิงเนื้อนั้นปลอบใจอยู่. บทว่า
อพฺภูโต แปลว่า ไม่เคยเป็นมาก่อนเลย. บทว่า อิมญฺจาหํ ตัดบทเป็น
อิมํ อหํ แปลว่า ก็ข้าพระองค์นั้น. อธิบายว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าพระองค์
ผู้มีความสังเวชสลดใจ ได้มีความปริวิตกนี้ว่า ถ้าเราจักฆ่าเนื้อนี้เสีย เราจัก
ต้องละทิ้งชีวิตในสถานที่นี้แหละในวันนี้ทีเดียว.
พระราชาสดับคำนั้นแล้ว ตรัสว่า
ดูก่อนนายพราน เนื้อนั้นเป็นเช่นไร เป็นเนื้อ
มีกรรมอย่างไร มีสีสรรอย่างไร มีศีลอย่างไร ท่าน
จึงได้สรรเสริญเนื้อเหล่านั้นนัก.
พระราชาตรัสถามเช่นนี้บ่อย ๆ ด้วยสามารถทรงพิศวงพระทัย.