พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 102 (เล่ม 61)

เจ้าได้กล่าวไว้อย่างนี้มิใช่หรือว่า เมื่อไม่สามารถจะนำเนื้อมา ก็จะนำหนังมา
หรือเมื่อไม่สามารถจะนำหนังมา ก็จักนำขนมา ด้วยเหตุไร เจ้าจึงมิได้นำเนื้อ
หรือหนังของมันมาเลย.
นายพรานได้ฟังพระดำรัสแล้วกล่าวคาถา ความว่า
เนื้อนั้นได้มาติดบ่วงเหล็กถึงมือแล้ว แต่มีเนื้อ
สองตัวไม่ได้ติดบ่วง มายืนอยู่ใกล้เนื้อตัวนั้น ข้า-
พระองค์ได้เกิดความสังเวชใจ ความอัศจรรย์ใจ
ขนพองสยองเกล้าว่า ถ้าเราฆ่าเนื้อตัวนี้ เราจักต้อง
ละทิ้งชีวิต ในสถานที่นี้แหละในวันนี้ทีเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาคมํ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ก็
เนื้อนั้นมาสู่เงื้อมมือ ทั้งมาสู่บ่วงที่ข้าพระพุทธเจ้าดักไว้ด้วย ได้ติดอยู่ในบ่วง
นั้น. บทว่า ตญฺจ มุตฺตา อุปาสเร ความว่า แต่ว่าเนื้อสองตัวพ้นบ่วง
ไปแล้ว คือไม่ได้เข้ามาติดบ่วงเลย ได้เข้ามายืนพิงเนื้อนั้นปลอบใจอยู่. บทว่า
อพฺภูโต แปลว่า ไม่เคยเป็นมาก่อนเลย. บทว่า อิมญฺจาหํ ตัดบทเป็น
อิมํ อหํ แปลว่า ก็ข้าพระองค์นั้น. อธิบายว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าพระองค์
ผู้มีความสังเวชสลดใจ ได้มีความปริวิตกนี้ว่า ถ้าเราจักฆ่าเนื้อนี้เสีย เราจัก
ต้องละทิ้งชีวิตในสถานที่นี้แหละในวันนี้ทีเดียว.
พระราชาสดับคำนั้นแล้ว ตรัสว่า
ดูก่อนนายพราน เนื้อนั้นเป็นเช่นไร เป็นเนื้อ
มีกรรมอย่างไร มีสีสรรอย่างไร มีศีลอย่างไร ท่าน
จึงได้สรรเสริญเนื้อเหล่านั้นนัก.
พระราชาตรัสถามเช่นนี้บ่อย ๆ ด้วยสามารถทรงพิศวงพระทัย.

102
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 103 (เล่ม 61)

นายพรานได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว กล่าวคาถาความว่า
เนื้อเหล่านั้นมีเขาขาว ขนสะอาด หนังเปรียบ
ด้วยทองคำ เท้าแดง ตาสุกสะกาว เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอทาตสิงฺคา ความว่า เนื้อเหล่านั้น
มีเขาเช่นเดียวกับพวงเงิน. บทว่า สุจิพาลา ความว่า ประกอบด้วยขนอ่อน
สะอาดเช่นกับขนจามรี. บทว่า โลหิตกา ความว่า เช่นเดียวกับปลาโลมา
และปลาวาฬแดง. บทว่า ปาทา ได้แก่ ปลายกีบเท้า. บทว่า อญฺชิตกฺขา
ความว่า ประกอบด้วยนัยน์ตามีประสาททั้ง ๕ หมดจด เหมือนไล้ทาไว้.
เมื่อนายพรานกราบทูลอยู่อย่างนี้แล ได้วางโลมชาติทั้งหลายมีสี
เหมือนทองของพระโพธิสัตว์ ไว้ในพระหัตถ์ของพระราชา เมื่อจะประกาศสีกาย
แห่งเนื้อเหล่านั้น จึงกล่าวคาถา ความว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เนื้อเหล่านั้นเป็น
เช่นนี้ เป็นเนื้อมีธรรมเช่นนี้ เป็นเนื้อเลี้ยงมารดาบิดา
ข้าพระพุทธเจ้า จึงมิได้นำเนื้อเหล่านั้นมาถวาย
พระองค์ พระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาตาเปติภรา ความว่า เนื้อเหล่านั้น
ช่วยกันเลี้ยงมารดาบิดาแก่ชราตาบอด จึงชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรมเช่นนี้. บทว่า
น เต โส อภิหารยุํ ความว่า พญาเนื้อนั้น ใคร ๆ ไม่อาจจะนำมาเพื่อ
เป็นเครื่องบรรณาการแก่พระองค์ได้. ปาฐะว่า อภิหารยึ ดังนี้ก็มี. ความก็ว่า
ข้าพระพุทธเจ้าหาได้นำพญาเนื้อนั้นมาถวาย เพื่อเป็นบรรณาการแก่พระองค์
ไม่ คือมิได้นำมาเลย.
นายพรานกล่าวพรรณนาคุณความดี ของพระโพธิสัตว์จิตตมฤค
และนางมฤคีโปติกาชื่อสุตตนา ด้วยประการฉะนี้แล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่

103
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 104 (เล่ม 61)

มหาราชเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าอันพญาเนื้อนั้นให้ขนของตนมาแล้ว ให้ศึกษา
บทธรรมสั่งบังคับว่า ท่านพึงตั้งอยู่ในฐานะเป็นตัวแทนของเรา แสดงธรรม
ถวายพระราชเทวี ด้วยคาถาราชธรรมจรรยา ๑๐ ประการเถิด.
พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ตรัสสั่งให้นายพรานนั่งเหนือราชบัลลังก์
อันขจิตด้วยรัตนะ ๗ ประการ พระองค์เองกับพระบรมราชเทวี ประทับนั่ง
บนพระราชอาสน์ที่ต่ำ ณ ที่อันควรส่วนข้างหนึ่ง ทรงประคองอัญชลี เชื้อ
เชิญนายพราน.
เมื่อนายพรานนั้นจะแสดงธรรมถวาย จึงทูลว่า
ข้าแต่บรมขัตติยมหารา ขอพระองค์จงทรง
ประพฤติให้เป็นธรรม ในพระราชมารดาบิดา ข้าแต่
องค์ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว
จักได้ไปสู่สวรรค์.
ข้าแต่บรมขัตติยมหาราช ขอพระองค์จงทรง
ประพฤติให้เป็นธรรม ในพระราชบุตร และพระราช
ชายาทั้งหลาย ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ประพฤติ
ธรรมในโลกนี้แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์.
ข้าแต่บรมขัตติยมหาราช ขอพระองค์จงทรง
ประพฤติให้เป็นธรรม ในมิตรและอำมาตย์ทั้งหลาย
ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ประพฤติธรรมในโลกนี้
แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์.
ข้าแต่บรมขัตติยมหาราช ขอพระองค์จงทรง
ประพฤติให้เป็นธรรมในพาหนะ และพลทั้งหลาย

104
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 105 (เล่ม 61)

ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้
แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์.
ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประพฤติ
ให้เป็นธรรมในบ้านและนิคมทั้งหลาย ข้าแต่องค์
ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว
จักได้ไปสู่สวรรค์.
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประ-
พฤติธรรม ในแว่นแคว้นและชนบททั้งหลาย ข้าแต่
องค์ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว
จักได้ไปสู่สวรรค์.
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรง
ประพฤติให้เป็นธรรม ในสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย
ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลก
นี้แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์.
ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประพฤติ
ให้เป็นธรรม ในหมู่มฤคและปักษีทั้งหลาย ข้าแต่องค์
ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จัก
ได้ไปสู่สวรรค์.
ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประพฤติ
ธรรม เพราะธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำ
สุขมาให้ ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติ
ธรรมในโลกนี้แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์.

105
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 106 (เล่ม 61)

ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประพฤติ
ธรรม พระอินทร์ เทพยเจ้าทั้งหลายพร้อมทั้งพระ-
พรหม ได้เสวยทิพยสมบัติ เพราะธรรมอันประพฤติ
ดีแล้ว ข้าแต่องค์ราชันย์ ขอพระองค์อย่าได้ทรง
ประมาทธรรม ธรรมเหล่านั้นเป็นวัตตบทในทศราช
ธรรมนั่นเอง ข้อนี้แล เป็นอนุสาสนีที่พร่ำสอนกันมา
กัลยาณชนมาซ่องเสพผู้มีปัญญา พระองค์ทรงประพฤติ
อย่างนี้แล้ว จะได้ไปสู่ไตรทิพยสถาน ด้วยประการ
ฉะนี้.
บุตรนายพรานแสดงธรรมด้วยพุทธลีลา โดยนิยามอันพระมหาสัตว์
ทรงแสดงแล้วนั่นเอง เหมือนเทวดาผู้วิเศษยังแม่น้ำในอากาศ ให้ตกลงมา
ฉะนั้น ด้วยประการฉะนี้. มหาชนยังสาธุการให้เป็นไปนับเป็นพัน ความแพ้
พระครรภ์ของพระบรมราชเทวีก็ระงับไป เพราะทรงสดับธรรมกถานั่นเอง.
พระราชาทรงดีพระทัย เมื่อจะทรงปูนบำเหน็จชุบเลี้ยงบุตรนายพราน ด้วย
ยศใหญ่ ได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถาความว่า
ดูก่อนนายพราน เราให้ทองคำ ๑๐๐ แท่ง
กุณฑลแก้วมณีอันมีค่ามาก เตียงสี่เหลี่ยมมีสีคล้าย
ดอกสามหาว และภรรยาผู้ทัดเทียมกันสองคน กับ
โค ๑๐๐ ตัวแก่ท่าน เราจักปกครองราชสมบัติโดยธรรม
ท่านเป็นผู้มีอุปการะแก่เรามา ดูก่อนนายพราน ท่าน
จงเลี้ยงดูบุตรและภรรยาด้วยกสิกรรม พาณิชยกรรม
การให้กู้หนี้ และด้วยการประพฤติเลี้ยงชีพโดยสัมมา
อาชีวะเถิด อย่าได้กระทำบาปอีกเลย.

106
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 107 (เล่ม 61)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ถูลํ ความว่า เราจักให้เครื่องประดับ
คือมณีและแก้วกุณฑลมีค่ามาก แก่ท่าน. บทว่า จตุรสฺสํ ได้แก่ บัลลังก์สูง
สี่เหลี่ยม อธิบายว่า มีด้านศีรษะสูงสี่เหลี่ยม. บทว่า อุมฺมารปุปฺผ สิรินฺนิภํ
ได้แก่ บัลลังก์ที่สำเร็จด้วยไม้แก่นสีดำ ประกอบด้วยโอภาส มีรัศมีเช่นเดียว
กับดอกสามหาว เพราะลาดด้วยเครื่องลาดสีเขียว. บทว่า สาทิสิโย ความว่า
ทัดเทียมกันด้วยรูปสมบัติ และโภคสมบัติ. บทว่า อุสภญฺจ ควํ สตํ ความว่า
และเราจะให้โคฝูงร้อยตัว มีโคผู้เป็นหัวหน้าแก่ท่าน.
บทว่า กาเรสฺสํ ความว่า เราจะไม่ยังทศพิธราชธรรมให้กำเริบ
จักเสวยราชสมบัติโดยธรรมเท่านั้น. บทว่า พหุกาโร เมสิ ความว่า
แม้ท่านก็ชื่อว่าเป็นผู้มีอุปการะแก่เรามากเพราะเป็นผู้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นตัวแทน
แห่งพญาเนื้อตัวมีสีเหมือนทอง แล้วแสดงธรรมแก่เรา เราเป็นผู้อันท่านให้
ประดิษฐานอยู่ในเบญจศีล โดยนิยามดังพญาเนื้อกล่าวแล้วนั่นแล.
บทว่า กสิวณิชฺชา ความว่า ดูก่อนนายพรานผู้สหาย เรามิได้เห็น
พญาเนื้อ ฟังแต่ถ้อยคำของพญาเนื้อเท่านั้น ยังตั้งอยู่ในเบญจศีลได้ แม้ท่าน
ก็จงเป็นคนมีศีลตั้งแต่บัดนี้ไป จงกระทำกสิกรรม และพาณิชยกรรม และ
อิณทานกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า อุญฺฉาจริยา ความว่า อันเป็นหลัก
ของการครองชีพ อธิบายว่า ท่านจงเลี้ยงดูบุตรภรรยาของท่าน ด้วยกสิกรรม
และพาณิชยกรรมเป็นต้นนี้ อันเป็นสัมมาอาชีวะเถิด อย่าได้กระทำบาปอีกเลย.
นายพรานฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว กราบทูลว่าข้าพระพุทธเจ้า
ไม่มีความประสงค์จะอยู่ครอบครองเรือน ขอพระองค์โปรดทรงอนุญาตการ
บรรพชา แก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด ครั้นได้พระบรมราชานุญาตแล้ว ก็มอบ

107
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 108 (เล่ม 61)

ทรัพย์สมบัติที่พระราชาทรงพระราชทานแก่ตน แก่บุตรภรรยา แล้วเข้าไปสู่
หิมวันตประเทศ บวชเป็นฤาษี ยังสมาบัติ ๘ ให้บังเกิด เป็นผู้มีพรหมโลก
เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. ฝ่ายพระราชาทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระมหาสัตว์เจ้า
แล้วทรงบำเพ็ญทางแห่งสวรรค์ให้เต็มบริบูรณ์ โอวาทของพระมหาสัตว์นั้น
ก็ดำเนินติดต่อมาเป็นเวลาพันปี.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้วตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในชาติก่อน พระอานนท์ก็ได้สละชีวิต เพื่อประโยชน์
แก่เรา ด้วยประการอย่างนี้เหมือนกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า นายพราน
ในครั้งนั้นได้มาเป็นพระฉันนะในบัดนี้ พระราชาได้มาเป็นพระสารีบุตร
พระเทวี ได้มาเป็นเขมาภิกษุณี มารดาบิดาได้มาเป็นตระกูลมหาราช
สุตตนามฤคีได้มาเป็นอุบลวรรณาเถรี จิตตมฤคได้มาเป็นพระอานนท์
เนื้อแปดหมื่นได้มาเป็นหมู่สากิยราช ส่วนพญาเนื้อได้มาเป็นเราตถาคตแล.
จบอรรถกถาโรหนมิคชาดก

108
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 109 (เล่ม 61)

๖. หังสชาดก
ว่าด้วยหงส์สุมุขะผู้ภักดี
[๒๑๒๔] ฝูงหงส์เหล่านั้น มีผิวกายอร่าม งาม
เรืองรองดังทองคำ ถูกภัยคุกคามแล้ว มีตัวงอบินหนี
ไป ดูก่อนสุมุขะ ท่านจงหลบหลีกไปตามใจปรารถนา
เถิด.
หมู่ญาติทั้งหลายละทิ้งเราผู้ติดบ่วงไว้ผู้เดียว ไม่
ห่วงใย พากันบินหนีไป ท่านผู้เดียว จะมัวห่วงอยู่
ทำไม.
ดูก่อนสุมุขะผู้ประเสริฐ จะมัวพะวงอยู่ทำไม
ท่านควรบินหนีเอาตัวรอด เพราะความเป็นสหายใน
เราผู้ติดบ่วงไม่มี ท่านหลบหลีกไปเสียเถิด อย่ายังความ
เพียรให้เสื่อมเสีย เพราะความไม่มีทุกข์เลย จงรีบบิน
หนีไปตามใจปรารถนาเถิด.
[๒๑๒๕] ข้าแต่ท้าวธตรฐมหาราช ถึงพระองค์
จะถูกทุกข์ภัยครอบงำ ข้าพระพุทธเจ้าก็จักไม่ละทิ้ง
พระองค์ไป จักเป็นหรือตายข้าพระพุทธเจ้าก็จักอยู่
ร่วมกับพระองค์.
[๒๑๒๖] ดูก่อนสุมุขเสนาบดี ท่านกล่าวคำใด
คำนั้น เป็นคำดีงามของพระอริยเจ้า อนึ่ง เราเมื่อจะ
ทดลองท่านดู จึงพูดว่าจงหลบไปเสีย.

109
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 110 (เล่ม 61)

[๒๑๒๗] ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ สูงสุดกว่า
หงส์ทั้งหลาย วิสัยปักษีทิชากร สัญจรไปในอากาศ
ย่อมบินไปสู่ทาง โดยที่มิใช่ทางได้ พระองค์ไม่ทรง-
ทราบบ่วงแต่ที่ไกลดอกหรือ.
[๒๑๒๘] คราวใดจะมีความเสื่อม คราวนั้นเมื่อ
ถึงคราวจะสิ้นชีพ สัตว์แม้จะติดบ่วงติดข่ายก็ย่อมไม่
รู้สึก.
[๒๑๒๙] ฝูงหงส์เหล่านั้นมีกายอร่าม งามเรือง
รอง ดังทองคำ ถูกภัยคุกคามแล้ว มีตัวงอ พากันบิน
หนีไป ท่านเท่านั้น ที่มัวพะวงอยู่.
หงส์เหล่านั้นกินและดื่มแล้ว ก็พากันบินหนีไป
มิได้มีความห่วงใย บินไปสิ้น ก็ตัวท่านผู้เดียวเท่านั้น
เฝ้าพะวักพะวน.
หงส์ตัวนี้ เป็นอะไรกับท่านหนอ ท่านพ้นแล้ว
จากบ่วง ทำไมจึงมาเป็นห่วงหงส์ผู้ติดบ่วงอยู่เล่า หงส์
ทั้งหลายต่างพากันทอดทิ้งไป ไยเล่าท่านผู้เดียว จึง
มัวพะวงอยู่.
[๒๑๓๐] หงส์ตัวนั้น เป็นราชาของเรา เป็นมิตร
สหายเสมอด้วยชีวิตของเรา เราจักไม่ทอดทิ้งท่านไป
จนตราบเท่าวันตาย.
[๒๑๓๑] ท่านปรารถนาจะสละชีวิต เพราะเหตุ
แห่งสหาย เราก็จักปล่อยสหายของท่านไป ขอพญา
หงส์จงไปตามความประสงค์ของท่านเถิด.

110
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 111 (เล่ม 61)

[๒๑๓๒] ดูก่อนนายพราน วันนี้ข้าพเจ้าได้เห็น
พญาหงส์ผู้เป็นใหญ่ ในหมู่ทิชาชาติพ้นจากบ่วงแล้ว
ย่อมชื่นชมยินดี ฉันใด ขอท่านพร้อมกับหมู่ญาติทั้งปวง
จงชื่นชมยินดี ฉันนั้นเถิด.
[๒๑๓๓] (พญาหงส์ทูลว่า) พระองค์ผู้ทรงพระ-
เจริญทรงเกษมสำราญดีหรือ โรคพยาธิมิได้เบียดเบียน
พระองค์หรือ รัฐสีมาอาณาจักรของพระองค์นี้ สมบูรณ์
ดีหรือ พระองค์ทรงปกครองประชาราษฎร์ โดยธรรม
หรือ.
[๒๑๓๔] (พระราชาตรัสตอบว่า) ดูก่อนพญา-
หงส์ เราเกษมสำราญดี ทั้งโรคพยาธิก็มิได้เบียดเบียน
รัฐสีมาอาณาจักรของเรานี้ ก็สมบูรณ์ดี เราปกครอง
ราษฎร์โดยธรรม.
[๒๑๓๕] (พญาหงส์ทูลว่า) โทษผิดบางประการ
ในหมู่อำมาตย์ราชเสวกทั้งหลายของพระองค์ ไม่มีอยู่
หรือ หมู่ศัตรูห่างไกลจากพระองค์เหมือนเงาที่ไม่-
เจริญด้านทิศทักษิณอยู่หรือ.
[๒๑๓๖] (พระราชาตรัสตอบว่า) โทษผิดบาง
ประการในหมู่อำมาตย์ราชเสวกทั้งหลายของเรา แม้
น้อยหนึ่งไม่มีเลย อนึ่ง หมู่ศัตรูห่างไกลจากเรา
เหมือนเงาย่อมไม่เจริญทางด้านทิศทักษิณ ฉะนั้น.

111