พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 82 (เล่ม 61)

ดุจปลาที่ดิ้นรนอยู่ในที่ร้อน ฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้า
เห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้น
ประเสริฐ คนโง่ถึงมียศจะประเสริฐอะไร พระเจ้าข้า.
[๒๐๙๐] ฝูงนกย่อมพากันบินเร่ร่อนไปมา โดย
รอบต้นไม้ที่มีผลดีในป่า ฉันใด คนเป็นอันมาก ย่อม
คบหาผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์ มีโภคสมบัติ เพราะเหตุต้อง
การทรัพย์ ก็ฉันนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้
จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนเลวทราม คนมีสิริ
เท่านั้นเป็นคนประเสริฐ พระพุทธเจ้าข้า.
[๒๐๙๑] คนโง่ถึงจะมีกำลัง ก็หายังประโยชน์
ให้สำเร็จไม่ ได้ทรัพย์มาด้วยกรรมอันร้ายแรง นาย
นิรยบาลทั้งหลาย ย่อมฉุดคร่าเอาคนโง่ ผู้ไม่ฉลาด
คร่ำครวญอยู่ไปสู่นรกอันร้ายกาจ ข้าพระพุทธเจ้าเห็น
ข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้น
ประเสริฐ คนโง่ถึงมียศจะประเสริฐอะไร พระเจ้าข้า.
[๒๐๙๒] แม่น้ำแห่งใดแห่งหนึ่ง ย่อมไหลไปสู่
แม่น้ำคงคา แม่น้ำเหล่านั้นทั้งหมดเทียว ย่อมละทิ้ง
ชื่อและถิ่นเดิม แม่น้ำคงคาไหลไปถึงมหาสมุทร ย่อม
ไม่ปรากฏฉันใด คนในโลกนี้ที่มีฤทธิ์ยิ่งก็ไม่ปรากฏ
ฉันนั้นแล ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบ
ทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนเลวทราม คนมีสิริเท่านั้น
ประเสริฐ พระเจ้าข้า.

82
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 83 (เล่ม 61)

[๒๐๙๓] ข้าพระพุทธเจ้า จะกล่าวแก้ปัญหาที่
ท่านอาจารย์กล่าว แม่น้ำทั้งหลายย่อมไหลไปสู่ทะเล
ใหญ่ไม่ได้ตลอดกาลทั้งปวง ทะเลนั้นมีกำลังมากเป็น
นิตย์ มหาสมุทรย่อมไม่ล่วงเลยฝั่งไปได้ ฉันใด
กิจการที่คนโง่ประสงค์ก็ฉันนั้น คนมีสิริย่อมไม่ล่วงเลย
คนมีปัญญาไปได้ ไม่ว่าในกาลไหน ๆ ข้าพระพุทธเจ้า
เห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้น
ประเสริฐ คนโง่ถึงมียศจะประเสริฐอะไร.
[๒๐๙๔] ถ้าแม้คนมียศไม่สำรวมแล้ว ผู้อยู่ในที่
วินิจฉัยกล่าวข้อความแก่ชนเหล่าอื่น คำพูดของคนนั้น
ย่อมเจริญงอกงามในท่ามกลางญาติ คนมีปัญญายังคน
ผู้มีสิริต่ำช้าให้ทำตามคำของตนไม่ได้ ข้าพระพุทธเจ้า
เห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคน
เลวทราม คนมีสิริเท่านั้นเป็นคนประเสริฐ พระเจ้าข้า.
[๒๐๙๕] คนโง่หาปัญญามิได้ ย่อมกล่าวมุสา
เพราะเหตุแห่งบุคคลอื่นหรือแม้แห่งตน คนโง่นั้น
ย่อมถูกนินทาในท่ามกลางบริษัท แม้ภายหลังเขาก็
ต้องไปทุคติ ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึง
กราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมี
ยศจะประเสริฐอะไร พระเจ้าข้า.
[๒๐๙๖] ถ้าคนมีปัญญาดังแผ่นดิน ไม่มีที่อยู่
อาศัย ไม่มีทรัพย์ เป็นคนเข็ญใจกล่าวข้อความ คำพูด

83
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 84 (เล่ม 61)

ของเขานั้นย่อมไม่เจริญงอกงามในท่ามกลางบริษัท
อนึ่ง สิริของคนมีปัญญาย่อมไม่มี ข้าพระพุทธเจ้า
เห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคน
เลวทราม คนมีสิริเท่านั้นประเสริฐ พระเจ้าข้า.
[๒๐๙๗] คนผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน ย่อมไม่กล่าว
คำเหลาะแหละ เพราะเหตุแห่งคนอื่น หรือแม้แห่งตน
บุคคลนั้นย่อมเป็นผู้อันมหาชน บูชาในท่ามกลางที่
ประชุม แม้ภายหลังเขาก็จะไปสุคติ ข้าพระพุทธเจ้า
เห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้น
ประเสริฐ คนโง่ถึงมียศจะประเสริฐอะไรพระเจ้าข้า.
[๒๐๙๘] ช้าง ม้า โค แก้วมณี กุณฑล และ
นารีทั้งหลาย ผู้เกิดในตระกูลที่มั่งคั่ง สิ่งทั้งปวงนั้น
ย่อมเป็นเครื่องอุปโภคของตนที่มั่งคั่ง คนทั้งหลายผู้
ไม่มั่งคั่ง ก็ย่อมเป็นเครื่องอุปโภคของคนที่มั่งคั่ง
ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คน
มีปัญญาเป็นคนเลวทราม คนมีสิริเท่านั้นประเสริฐ
พระเจ้าข้า.
[๒๐๙๙] สิริย่อมละคนโง่ ผู้ไม่จัดแจงการงาน
ไม่มีความคิด มีปัญญาทราม เหมือนงูละทิ้งคราบเก่า
ไปฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบ
ทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมียศจะ
ประเสริฐอะไร พระเจ้าข้า.

84
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 85 (เล่ม 61)

[๒๑๐๐] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้า
ทั้ง ๕ คนเป็นบัณฑิต ทุกคนกราบไหว้บำรุงพระองค์
พระองค์เป็นอิสระ ครอบงำข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ดุจท้าวสักกเทวราช ผู้เป็นเจ้าแห่งหมู่สัตว์ ฉะนั้น
ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบ
ทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนเลวทราม คนมีสิริเท่านั้น
ประเสริฐ พระเจ้าข้า.
[๒๑๐๑] คนโง่ถึงจะมียศ ก็เป็นทาสของคนมี
ปัญญา เมื่อกิจการต่าง ๆ เกิดขึ้น คนฉลาดย่อมจัดแจง
กิจอันละเอียดใด คนโง่ย่อมถึงความหลงใหลในกิจนั้น
ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คน
มีปัญญานั้นแลประเสริฐ คนโง่ถึงมียศจะประเสริฐ
อะไร พระเจ้าข้า.
[๒๑๐๒] แท้จริงสัตบุรุษทั้งหลาย สรรเสริญ
ปัญญาเท่านั้น สิริเป็นที่ใคร่ของคนโง่ เพราะมนุษย์
ทั้งหลายยินดีในโภคสมบัติ ก็ความรู้ของท่านผู้รู้
ทั้งหลาย ใคร ๆ ชั่งไม่ได้ในกาลไหน ๆ คนมีสิริ
ย่อมไม่ล่วงเลยคนมีปัญญาไปได้ ไม่ว่าในกาลไหน ๆ.
[๒๑๐๓] ดูก่อนมโหสถผู้เห็นธรรมทั้งสิ้น เรา
ได้ถามปัญหาข้อใดกะเจ้า เจ้าได้ประกาศปัญหาข้อนั้น
แก่เราแล้ว เรายินดีด้วยการแก้ปัญหาของเจ้า เราให้
โคพันหนึ่ง โคอุสุภราช ช้าง รถเทียมด้วยม้าอาชาไนย
๑๐ ตัว และบ้านส่วย ๑๖ ตำบลแก่เจ้า
จบสิริมันทชาดกที่ ๔

85
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 86 (เล่ม 61)

อรรถกถาสิริเมณฑกชาดก
สิริเมณฑกปัญหานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ปญฺญายุเปตํ สิริยา วีหีนํ
จักมีแจ้งในมหาอุมมังคชาดก.
จบอรรถกถาสิริเมณฑกชาดก
๕. โรหนมิคชาดก
ว่าด้วยความรักในสายเลือด
[๒๑๐๔] ดูก่อนน้องจิตตกะ ฝูงเนื้อเหล่านี้
กลัวความตาย จึงพากันหนีกลับไป ถึงเธอก็จงไปเสีย
เถิด อย่าห่วงพี่เลย เนื้อทั้งหลายจักมีชีวิตอยู่ร่วมกับเธอ.
[๒๑๐๕] พี่โรหนะ ฉันไม่ไป ถึงใครจะมาคร่า
เอาหัวใจของฉันไป ฉันก็จักไม่ทิ้งพี่ไป ฉันจักยอม
สละชีวิตอยู่ในที่นี้.
ก็มารดาบิดาทั้งสองของเรานั้น ท่านตาบอด
เมื่อไม่มีผู้ปรนนิบัตินำทาง จักต้องตายแน่ เธอจงไปเถิด
อย่าห่วงใยพี่เลย เนื้อทั้งหลายจักมีชีวิตอยู่ร่วมกับเธอ.
พี่โรหนะฉันไม่ยอมไป ถึงใครจักมาคร่าเอา
ดวงใจของฉันไป ฉันก็จักไม่ทิ้งพี่ผู้ถูกมัดไป ฉันจัก
ยอมทิ้งชีวิตไว้ในที่นี้.

86
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 87 (เล่ม 61)

[๒๑๐๖] เจ้าเป็นผู้ขลาดจงหนีไปเสียเถิด พี่ติด
อยู่ในหลักเหล็ก เธอจงไปเสียเถิด อย่าห่วงใยพี่เลย
เนื้อทั้งหลายจักมีชีวิตอยู่กับเธอ.
[๒๑๐๗] พี่โรหนะ ฉันจะไม่ไป ถึงใครจะมา
ฆ่าเอาหัวใจของฉันไป ฉันก็จะไม่ละทิ้งพี่ ฉันจะยอม
ทิ้งชีวิตไว้ในที่นี้.
ก็มารดาบิดาทั้งสองของเรานั้น ท่านตาบอด
ขาดผู้ปรนนิบ่ตินำทาง จักต้องตายแน่ เธอจงไปเถิด
อย่าห่วงใยพี่เลย เนื้อทั้งหลายจักมีชีวิตอยู่กับเธอ.
พี่โรหนะ ฉันจะไม่ไป ถึงใครจะมาคร่าเอาหัวใจ
ของฉันไป ฉันจะไม่ละทิ้งพี่ผู้ถูกมัด ฉันจักยอมทิ้ง
ชีวิตไว้ในที่นี้แหละ.
[๒๑๐๘] วันนี้นายพรานคนใด จักฆ่าเราด้วย
ลูกศรหรือหอก นายพรานคนนี้นั้น มีรูปร่างร้ายกาจ
ถืออาวุธเดินมาแล้ว.
[๒๑๐๙] นางสุตตนามฤคี ถูกภัยบีบคั้น คุกคาม
หนีไปครู่หนึ่ง แล้วย้อนกลับมา เผชิญหน้ามฤตยู ถึง
จะมีขวัญอ่อน ก็ได้กระทำกรรมที่ทำได้แสนยาก.
[๒๑๑๐] เนื้อทั้งสองนี้เป็นอะไรกับท่านหนอ
พ้นไปแล้วยังย้อนกลับมาหาเครื่องผูกอีก ไม่ปรารถนา
จะละทิ้งท่านไป แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต.
[๒๑๑๑] ดูก่อนนายพราน เนื้อทั้งสองนี้เป็น
น้องชายน้องสาวของข้าพเจ้า ร่วมท้องมารดาเดียวกัน
ไม่ปรารถนาละข้าพเจ้าไป แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต.

87
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 88 (เล่ม 61)

[๒๑๑๒] ข้าแต่นายพราน มารดาบิดาทั้งสอง
ของเราเหล่านั้น ท่านตาบอด หาผู้ปรนนิบัตินำทาง
มิได้ คงต้องตายแน่แท้ โปรดให้ชีวิตแก่พวกเราทั้ง ๕
เถิด โปรดปล่อยพี่ชายเสียเถิด.
[๒๑๑๓] ข้าพเจ้าจะปล่อยเนื้อผู้เลี้ยงมารดาบิดา
แน่นอน มารดาบิดาได้เห็นพญาเนื้อ หลุดจากบ่วง
แล้ว ก็จงยินดีเถิด.
[๒๑๑๔] ข้าแต่นายพราน ท่านจงยินดีเพลิด-
เพลินกับพวกญาติทั้งปวง เหมือนข้าพเจ้าเห็นพญาเนื้อ
ที่หลุดจากบ่วงแล้ว ชื่นชมยินดีในวันนี้ ฉะนั้น.
[๒๑๑๕] ลูกรัก เมื่อชีวิตเจ้าย่างเข้าใกล้ความ
ตายแล้ว เจ้าหลุดมาได้อย่างไร ไฉนนายพรานจึง
ปล่อยจากบ่วงเหล็กมาเล่า.
[๒๑๑๖] น้องจิตตกะ กล่าววาจาไพเราะหูเป็น
ที่จับใจ ดื่มด่ำในหฤทัย ช่วยให้ข้าพเจ้าหลุดมาได้
ด้วยวาจาสุภาษิต.
น้องสุตตนาได้กล่าววาจาไพเราะหู จับใจ ดื่มด่ำ
ในหฤทัย ช่วยข้าพเจ้าให้หลุดมาได้ด้วยวาจาสุภาษิต.
นายพรานได้ฟังวาจาไพเราะหู เป็นที่จับใจ
ดื่มด่ำในหฤทัย แล้วปล่อยข้าพเจ้า เพราะฟังวาจา
สุภาษิต ของน้องทั้งสองนี้.

88
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 89 (เล่ม 61)

[๒๑๑๗] ก็เราทั้งหลายเห็นลูกโรหนะมาแล้ว
พากันชื่นชมยินดี ฉันใด ขอนายพรานพร้อมด้วยลูก
เมีย จงชื่นชมยินดี ฉันนั้นเถิด.
[๒๑๑๘] แน่ะนายพราน เจ้าได้บอกไว้ว่า จะนำ
เนื้อหรือหนังมามิใช่หรือ เออก็เหตุไรเล่า เจ้าจึงไม่นำ
เอาเนื้อหรือหนังเนื้อมา.
[๒๑๑๙] เนื้อนั้นได้มาติดบ่วงเหล็ก ถึงมือแล้ว
แต่มีเนื้อสองตัวไม่ได้ติดบ่วง มายืนอยู่ใกล้เนื้อตัวนั้น
ข้าพระองค์ได้เกิดความสังเวชใจ ความอัศจรรย์ใจ
ขนพองสยองเกล้าว่า ถ้าเราฆ่าเนื้อตัวนี้ เราจักต้อง
ทิ้งชีวิต ในสถานที่นี้แหละ ในวันนี้ทีเดียว.
[๒๑๒๐] ดูก่อนนายพราน เนื้อนั้นเป็นเช่นไร
เป็นเนื้อมีธรรมอย่างไร มีสีอย่างไร มีศีลอย่างไร
ท่านจึงได้สรรเสริญเนื้อเหล่านั้นนัก.
[๒๑๒๑] เนื้อเหล่านั้นมีเขาขาว ขนสะอาด หนัง
เปรียบด้วยทองคำ เท้าแดง ตาสุกสะกาว เป็นที่
น่ารื่นรมย์ใจ.
[๒๑๒๒] ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เนื้อเหล่า
นั้นเป็นเช่นนี้ เป็นเนื้อมีธรรมเช่นนี้ เป็นเนื้อเลี้ยง
มารดาบิดา ข้าพเจ้าจึงมิได้นำเนื้อเหล่านั้นมาถวาย
พระองค์ พระเจ้าข้า.

89
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 90 (เล่ม 61)

[๒๑๒๓] ดูก่อนนายพราน เราให้ทองคำ ๑๐๐
แท่ง กุณฑลแก้วมณีอันมีค่ามาก เตียง ๔ เหลี่ยม
มีสีคล้ายดอกสามหาว และภรรยาผู้ทัดเทียมกันสองคน
กับโค ๑๐๐ ตัวแก่ท่าน เราจักปกครองราชสมบัติโดย
ธรรม ท่านเป็นผู้มีอุปการะแก่เรามาก ดูก่อนนายพราน
ท่านจงเลี้ยงดูบุตรและภรรยาด้วยกสิกรรม พาณิชย-
กรรม การให้กู้หนี้และด้วยการประพฤติเลี้ยงชีพ
โดยสัมมาอาชีวะเถิด อย่าได้กระทำบาปอีกเลย.
จงโรหนมิคชาดกที่ ๕
อรรถกถาโรหนมิคชาดก
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ
การเสียสละชีวิตของท่านพระอานนท์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า
เอเต ยูเถ ปฏิยนฺติ ดังนี้.
ก็การเสียสละชีวิตของท่านพระอานนท์นั้น จักปรากฏชัดเจนในเรื่อง
ทรมานช้างชื่อว่าธนบาล ในจุลลหังสชาดก อสีตินิบาต. เมื่อท่านพระอานนท์
นั้นสละชีวิตเพื่อป้องกันพระศาสดาอย่างนี้แล้ว ภิกษุทั้งหลายจึงสนทนากันใน
โรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย ท่านพระอานนท์เป็นเสกขบุคคล บรรลุปฏิสัม-
ภิทา ยอมสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่พระทศพล. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัส
ถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อ

90
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 91 (เล่ม 61)

ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่
ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในปางก่อน อานนท์ก็เคยสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่เรา
เหมือนกัน ดังนี้แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้
ในอดีตกาลเมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติ ณ พระนคร-
พาราณสี พระองค์มีอัครมเหสีทรงพระนามว่า " เขมา " ในครั้งนั้น
พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในกำเนิดมฤคชาติ มีผิวพรรณเหมือนสีทอง อยู่ใน
หิมวันตประเทศ แม้เนื้อน้องชายของพระโพธิสัตว์ชื่อจิตตมิคะ ก็เป็นสัตว์
ถึงความเป็นเยี่ยมด้วยความงาม มีผิวพรรณเสมอด้วยสีทองเหมือนกัน แม้เนื้อ
น้องสาวของพระโพธิสัตว์ ที่ชื่อว่า สุตตนานั้น ก็เป็นสัตว์มีผิวพรรณปาน
ทองคำเหมือนกัน. ส่วนพระมหาสัตว์ได้เป็นพญาเนื้อ ชื่อโรหนมฤคราช
พญาเนื้อนั้น มีเนื้อแปดหมื่นเป็นบริวาร สำเร็จนิวาสถานอยู่อาศัยสระชื่อโรหนะ
ระหว่างชั้นที่ ๓ เลยเทือกเขาสองลูกไปในหิมวันตประเทศ. พญาเนื้อโรหนะ
เลี้ยงดูมารดาบิดา ผู้ชรา ตาบอด.
ครั้งนั้น มีบุตรพรานคนหนึ่ง อยู่ในเนสาทคามไม่ห่างจากพระนคร
พาราณสีนัก เขาเข้าไปสู่หิมวันตประเทศพบมหาสัตว์เจ้า แล้วกลับมาบ้าน
ของตน ต่อมาเมื่อจะทำกาลกิริยาจึงบอกแก่บุตรชายว่า พ่อคุณ ในที่ชื่อโน้น
ณ ภาคนี้สถานที่ทำกินของพวกเรา มีเนื้อสีทองอาศัยอยู่ ถ้าพระราชาตรัสถาม
พึงกราบทูลให้ทรงทราบ.
อยู่มาวันหนึ่ง พระนางเขมา บรมราชเทวี ทรงพระสุบินในเวลา
ใกล้รุ่ง. พระสุบินนั้น ปรากฏอย่างนี้ว่า
มีพญาเนื้อสีเหมือนทอง ยืนอยู่บนแท่นทอง แสดงธรรมแด่พระเทวี
ด้วยเสียงอันไพเราะ เหมือนบุคคลเคาะกระดิ่งทอง พระนางประทานสาธุการ
แล้วสดับพระธรรมเทศนาอยู่. เมื่อธรรมกถายังไม่ทันจบ เนื้อทองนั้นก็ลุกเดิน

91