พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 52 (เล่ม 61)

ข้าแต่ภิกษุ ถ้อยคำของพระคุณเจ้านี้เป็นคำจริง
แท้ทีเดียว พระฤาษีกล่าวไว้ฉันใด คำนี้ก็เป็นฉันนั้น
แต่ว่ากามทั้งหลายของข้าพเจ้ายังมีอยู่มาก กามเหล่า
นั้น คนเช่นข้าพเจ้าสละได้ยาก ช้างจมอยู่ท่ามกลาง
หล่มแล้ว ย่อมไม่อาจถอนตนไปสู่ที่ดอนได้ด้วยตนเอง
ฉันใด ข้าพเจ้าจมอยู่ในหล่มคือกามกิเลส ก็ยังไม่
สามารถปฏิบัติตนตามทางของภิกษุได้ฉันนั้น ข้าแต่
พระคุณเจ้าผู้เจริญ อนึ่ง บุตรจะมีความสุขได้ด้วยวิธีใด
มารดาบิดาพร่ำสอนบุตรด้วยวิธีนั้นฉันใด ข้าพเจ้าละ
จากโลกนี้ไปแล้วจะพึงเป็นผู้มีความสุขอื่นนานได้ด้วย
วิธีใด ขอพระคุณเจ้าโปรดพร่ำสอนข้าพเจ้า ด้วยวิธี
นั้น ฉันนั้นเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนปฺปรูปา ความว่า กามกิเลสทั้งหลาย
ของข้าพเจ้า ยังมีชาติมิใช่นิดหน่อย คือมากมาย หาประมาณมิได้. บทว่า
เต ทุจฺจชา มาทิสเกน ความว่า ข้าแต่ภิกษุผู้เชษฐภาดา ท่านละกิเลส
ทั้งหลายดำรงตนอยู่ได้แล้ว ส่วนข้าพเจ้ายังจมอยู่ในเปือกตม คือ กามกิเลส
เพราะเหตุนั้น คนเช่นข้าพเจ้าละกามกิเลสเหล่านั้นได้ยากยิ่ง.
ด้วยบทว่า นาโค ยถา นี้ พระเจ้าสัมภูตราชทรงแสดงถึงความที่
พระองค์จมลงในเปลือกตมคือกามกิเลส. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺยสนฺโน
ความว่า ข้าพเจ้าจมลงแล้ว คือ ลื่นไหลลงแล้ว ได้แก่ ถลำลงไปแล้ว.
อีกอย่างหนึ่งปาฐะ ก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า มคฺคํ ได้แก่ มรรคาแห่ง
โอวาทานุสาสนีของท่าน. บทว่า นานุพฺพชามิ ความว่า ข้าพเจ้าไม่สามารถ

52
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 53 (เล่ม 61)

จะบรรพชาได้ ขอท่านจงโปรดให้โอวาทแก่ข้าพเจ้าผู้ดำรงอยู่ในฆรวาสวิสัยนี้.
เท่านั้นเถิด. บทว่า อนุสาสเร แปลว่า ย่อมพร่ำสอน.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กล่าวกะพระเจ้าสัมภูตราชนั้นว่า
ดูก่อนมหาบพิตร ผู้จอมนรชน ถ้ามหาบพิตร
ไม่สามารถละกามของมนุษย์เหล่านี้ได้ไซร้ มหา-
บพิตรจงทรงเริ่มตั้งพลีกรรมอันชอบธรรมเถิด แต่การ
กระทำอันไม่เป็นธรรมขออย่าได้มีในรัฐสีมาของมหา-
บพิตรเลย ทูตทั้งหลายจงไปยังทิศทั้ง ๔ นิมนต์สมณะ
พราหมณ์ทั้งหลายมา มหาบพิตรจงทรงบำรุงสมณะ
พราหมณ์ทั้งหลายด้วยข้าว น้ำ ผ้า เสนาสนะ และ
คิลานปัจจัย มหาบพิตรจงเป็นผู้มีกมลจิตอันผ่องใส
ทรงอังคาสสมณพราหมณ์ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำ
ได้ทรงบริจาคทานตามสติกำลัง และทรงเสวยแล้ว
เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายไม่ติเตียน จงเสด็จ
เข้าถึงสวรรคสถานเถิด. ดูก่อนมหาบพิตร ก็ถ้าความ
เมาจะพึงครอบงำมหาบพิตรผู้อันหมู่นารีทั้งหลายแวด-
ล้อมอยู่ มหาบพิตรจงทรงมนสิการคาถานี้ไว้ แล้วพึง
ตรัสคาถานี้ในท่ามกลางบริษัทว่า เมื่อชาติก่อนเราเป็น
คนนอนอยู่กลางแจ้ง อันมารดาจัณฑาลเมื่อจะไปป่า
ให้ดื่มน้ำนม มาแล้ว นอนคลุกคลีอยู่กับสุนัขทั้งหลาย
จนเติบโต มาบัดนี้ คนนั้นใคร ๆ เขาก็เรียกกันว่า
พระราชา.

53
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 54 (เล่ม 61)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น อุตฺสาหเส ความว่า ถ้าหาก
พระองค์จะไม่สามารถ. บทว่า ธมฺมพลึ ความว่า จงยึดเหนี่ยวเอาธรรมิกพลี
อย่าให้บกพร่องโดยธรรมสม่ำเสมอ. บทว่า อธมฺมถาโร เต ความว่า
อย่าทำลายวินิจฉัยธรรมอันโบราณกษัตริย์ทั้งหลายตั้งไว้ ประพฤติธรรมจรรยา.
บทว่า นิมนฺติตา ความว่า เชื้อเชิญอาราธนาสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่
ในธรรมมา. บทว่า ยถานุภาวํ ความว่า ตามสติกำลังของตน. บทว่า
อิมเมว คาถํ พระโพธิสัตว์กล่าวหมายถึงข้อความคาถาที่จะกล่าวต่อไป ณ
บัดนี้.
ในคาถานั้น มีอธิบายดังนี้ ดูก่อนมหาราชเจ้า ถ้าหากความมัวเมา
จะพึงครอบงำพระองค์ คือ ถ้าหากความมานะถือตัว ปรารภกามคุณมีรูป
เป็นต้น หรือปรารภความสุขเกิดแต่ราชสมบัติจะพึงบังเกิดขึ้นแก่พระองค์ ผู้
ห้อมล้อมด้วยหมู่สนมนารีทั้งหลายไซร้ ทันทีนั้นพระองค์พึงทรงจินตนาการว่า
ในชาติปางก่อนเราเกิดในกำเนิดจัณฑาล ได้หลับนอนในที่ซึ่งเป็นอัพโภกาส
กลางแจ้ง เพราะไม่มีแม้เพียงกระท่อมมุงด้วยหญ้ามิดชิด ก็แลในกาลนั้น
นางจัณฑาลีผู้เป็นมารดาของเรา เมื่อจะไปสู่ป่า เพื่อหาฟืนและผักเป็นต้น
ให้เรานอนกลางแจ้งท่ามกลางหมู่ลูกสุนัข ให้เราดื่มนมของตนแล้วไป เรานั้น
แวดล้อมไปด้วยลูกสุนัข ดื่มนมแห่งแม่สุนัข พร้อมด้วยลูกสุนัขเหล่านั้น จึง
เจริญวัยเติบโต เราเป็นผู้มีเชื้อชาติต่ำช้ามาอย่างนี้ แต่วันนี้เกิดเป็นผู้ที่ประชาชน
เรียกว่ากษัตริย์ ดูก่อนมหาราชเจ้า เพราะเหตุนี้แล เมื่อพระองค์จะทรงสอน
ตนเองด้วยเนื้อความนี้ พึงตรัสคาถาว่า ในชาติปางก่อนเราเป็นสัตว์นอนอยู่ใน
อันโภกาสกลางแจ้ง เมื่อนางจัณฑาลีผู้มารดาไปสู่ป่า เที่ยวไปทางโน้นบ้าง
ทางนี้บ้าง เป็นผู้อันแม่สุนัขสงสาร ให้ดื่มนม คลุกคลีอยู่กับพวกลูก ๆ จึงเจริญ
เติบโตมาได้ แต่วันนี้ เรานั้นอันใคร ๆ เขาเรียกกันว่าเป็นกษัตริย์ ดังนี้.

54
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 55 (เล่ม 61)

พระมหาสัตว์ครั้นให้โอวาทแก่พระเจ้าสัมภูตราชอย่างนี้แล้วจึงกล่าวว่า
อาตมาภาพถวายโอวาทแก่พระองค์แล้ว บัดนี้พระองค์จงทรงผนวชเสียเถิด
อย่าทรงเสวยวิบากแห่งกรรมของตนด้วยตนเลย แล้วเหาะขึ้นไปในอากาศยังละออง
ธุลีพระบาทให้ตกเหนือเศียรเกล้าของพระราชา แล้วเหาะไปยังหิมวันตประเทศ
ทันที ฝ่ายพระราชาทอดพระเนตรดูพระดาบสนั้นไปแล้ว เกิดความสังเวช
สลดพระทัย ยกราชสมบัติให้แก่ราชโอรสองค์ใหญ่ ตรัสสั่งให้พลนิกายกลับ
ไปแล้ว บ่ายพระพักตร์เสด็จไปยังหิมวันตประเทศ (เพียงองค์เดียว) พระ-
มหาสัตว์เจ้า ทรงทราบการเสด็จมาของพระราชาแล้ว แวดล้อมด้วยหมู่ฤาษี
เป็นบริวาร มาต้อนรับพระราชาให้ทรงผนวชแล้วสอนกสิณบริกรรม. พระ-
สัมภูตดาบส บำเพ็ญฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว. พระดาบสทั้งสองแม้เหล่านั้น
ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ด้วยประการฉะนี้.
พระศาสดาครั้นนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ-
ทั้งหลาย โปราณกบัณฑิต แม้จะท่องเที่ยวไป ๓-๔ ภพ ก็ยังเป็นผู้มีความ
คุ้นเคยรักใคร่สนิทสนม มั่นคงอย่างนี้โดยแท้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า สัมภูต-
ดาบสในครั้งนั้นได้มาเป็นพระอานนท์ ส่วนจิตตบัณฑิตดาบส ได้มาเป็น
เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาจิตตสัมภูตชาดก

55
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 56 (เล่ม 61)

๓. สีวิราชชาดก
ว่าด้วยการให้ดวงตาเป็นทาน
[๒๐๖๖] ข้าพระพุทธเจ้า เป็นคนชราไม่แลเห็น
ในที่ไกล มาเพื่อจะทูลขอพระเนตร ข้าพระพุทธเจ้า
มีนัยน์ตาข้างเดียว ข้าพระพุทธเจ้า ทูลขอแล้ว ขอ
พระองค์ได้โปรดพระราชทานพระเนตรข้างหนึ่ง แก่
ข้าพระพุทธเจ้าเถิด.
[๒๐๖๗] ดูก่อนวณิพก ใครเป็นผู้แนะนำท่าน
ให้มาขอดวงตาเรา ณ ที่นี้ บัณฑิตทั้งหลายกล่าว
ดวงตาใด ว่ายากที่บุรุษจะสละได้ ท่านมาขอดวงตา
นั้น อันเป็นอวัยวะเบื้องสูง ยากที่จะสละได้ง่าย ๆ.
[๒๐๖๘] ในเทวโลกเขาเรียกผู้ใดว่า สุชัมบดี
ในมนุษยโลกเขาเรียกท่านผู้นั้นว่า " มฆวา " ข้าพระ-
พุทธเจ้าเป็นวณิพก ท่านผู้นั้นแนะนำให้มาขอ
พระเนตร ณ ที่นี้ ข้าพระพุทธเจ้าเป็นวณิพก การขอ
ของข้าพระพุทธเจ้าไม่มีสิ่งใดจะยิ่งไปกว่า ขอพระองค์
ทรงพระราชทานพระเนตร แก่ข้าพระพุทธเจ้าผู้มาขอ
เถิด บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า ดวงตาใดยากที่บุรุษจะ
สละได้ ขอพระองค์โปรดพระราชทานดวงพระเนตร
นั้น ที่ไม่มีสิ่งอื่นจะยิ่งกว่า แก่ข้าพระพุทธเจ้าเถิด.

56
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 57 (เล่ม 61)

ท่านมาด้วยประโยชน์อันใด ปรารถนาประโยชน์
สิ่งใด ความดำริเหล่านั้น เพื่อประโยชน์นั้น ๆ ของ
ท่านจงสำเร็จเถิด ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงได้ดวงตา
เถิด เมื่อท่านขอข้างเดียว เราจะให้ทั้งสองข้าง ขอ
ท่านจงมีจักษุด้วยจักษุของเราไปเถิด ท่านปรารถนา
สิ่งใดจากเราผู้มุ่งหมายอยู่ สิ่งนั้นจงสำเร็จแก่ท่าน
เถิด.
[๒๐๖๙] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประ-
เสริฐ ของข้าพระองค์ทั้งหลาย พระองค์อย่าทรง
พระราชทานดวงพระเนตรเลย อย่าทรงทอดทิ้งข้า
พระพุทธเจ้าทั้งปวงเลย ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอ
พระองค์ทรงพระราชทานทรัพย์เถิด แก้วมุกดา แก้ว
ไพฑูรย์มีเป็นอันมาก ข้าแต่มหาราชเจ้าผู้ทรงพระคุณ
อันประเสริฐ พระองค์จงทรงพระราชทานรถที่เทียม
แล้ว ม้าอาชาไนย ช้างตัวประเสริฐที่ตบแต่งแล้ว ที่อยู่
และเครื่องบริโภคที่ทำด้วยทองคำเถิด ข้าแต่พระองค์
ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์จงทรงพระราชทานเหมือนกับ
ชาวสีพีทั้งปวง ที่มีเครื่องใช้สอย มีรถแวดล้อม
พระองค์อยู่โดยรอบทุกเมื่อ ฉะนั้นเถิด.
[๒๐๗๐] ผู้ใดแลพูดว่าจักให้ แล้วมากลับใจว่า
ไม่ให้ ผู้นั้นเหมือนกับสวมบ่วงที่ตกลงยังพื้นดินไว้ที่
คอ ผู้ใดแลพูดว่าจักให้ แล้วมากลับใจว่าไม่ให้ ผู้นั้น

57
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 58 (เล่ม 61)

เป็นคนลามกยิ่งกว่าผู้ที่ลามก ทั้งจะต้องเข้าถึงสถานที่
ลงอาญาของพญายม ความจริงผู้ขอได้ขอสิ่งใดไว้
ผู้ให้ก็ควรจะให้สิ่งนั้นแหละ ผู้ขอยังไม่ได้ขอสิ่งใดไว้
ผู้ให้ก็อย่าพึงให้สิ่งนั้น พราหมณ์ได้ขอสิ่งใดไว้กะเรา
เราก็จะให้สิ่งนั้นนั่นแหละ.
[๒๐๗๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชา พระ-
องค์ทรงปรารถนา พระชนมายุ วรรณะ สุขะ และพละ
อะไรหรือ จึงทรงพระราชทานพระเนตร พระองค์
ทรงเป็นพระราชาแห่งชาวสีพี ไม่มีใครประเสริฐยิ่ง
ไปกว่า ทรงพระราชทานพระเนตร เพราะเหตุปรโลก
หรืออย่างไร ?.
[๒๐๗๒] เราให้ดวงตาเป็นทานนั้น เพราะยศก็
หาไม่ เราจะได้ปรารถนาบุตร ทรัพย์หรือแว่นแคว้น
เพราะผลแห่งการให้ดวงตานี้ก็หาไม่ อีกประการหนึ่ง
ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย ท่านได้เคยประพฤติกันมา
แล้วแต่โบราณ เพราะเหตุนี้แหละ ใจของเราจึงยินดี
ในทาน.
[๒๐๗๓] ดวงตาทั้งสองข้างจะได้เป็นที่เกลียดชัง
ของเราก็หาไม่ ตนของตนเองก็หาได้เป็นที่เกลียดชัง
ของเราไม่ พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา
เพราะฉะนั้น เราจึงได้ให้ดวงตา
[๒๐๗๔] ดูก่อนสีวิกะ ท่านเป็นมิตรสหายของ
เรา ท่านเป็นคนศึกษามาดีแล้ว จงกระทำตามคำของ

58
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 59 (เล่ม 61)

เราให้ดี จงควักดวงตาทั้งสองของเรา ผู้ปรารถนาอยู่
แล้ววางลงในมือของพราหมณ์วณิพกเถิด.
[๒๐๗๕] พระเจ้าสีวิราช ทรงเตือนให้หมอ
สีวิกะ กระทำตามพระราชดำรัส หมอสีวิกะควักดวง
พระเนตรของพระราชาออกแล้ว ทรงพระราชทานแก่
พราหมณ์ พราหมณ์ก็เป็นคนตาดี พระราชาก็เข้าถึง
ความเป็นคนตาบอด.
[๒๐๗๖] นับแต่นั้นมาสองสามวัน เมื่อพระ-
เนตรทั้งสองมีเนื้องอกขึ้นเต็มแล้ว พระราชาผู้บำรุง
สีพีรัฐ จึงตรัสเรียกนายสารถีผู้เข้าเฝ้าอยู่นั้นว่า ดูก่อน
สารถี ท่านจงเทียมยานเถิด เสร็จแล้วจงบอกให้เรา
ทราบ เราจะไปยังอุทยาน จะไปยังสระโบกขรณี และ
ราวป่า พอพระเจ้าสีวิราชเจ้าไปประทับนั่งขัดสมาธิ
ริมขอบสระโบกขรณีแล้ว ท้าวสุชัมบดีสักกเทวราช
ก็เสด็จมาเฝ้าท้าวเธอ.
[๒๐๗๗] หม่อมฉันเป็นท้าวสักกะจอมแห่งเทพ
มาในสำนักของพระองค์แล้ว ข้าแต่พระราชาฤาษี ขอ
พระองค์จงทรงเลือกเอาพร ตามที่พระทัยปรารถนา
เถิด.
[๒๐๗๘] ข้าแต่ท้าวสักกเทวราช ทรัพย์ก็ดี กำลัง
ก็ดี ของหม่อมฉันมีเพียงพอแล้ว อนึ่ง คลังของ

59
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 60 (เล่ม 61)

หม่อมฉันก็มีเป็นอันมาก บัดนี้ หม่อมฉันเป็นคน
ตาบอด พอใจความตายเท่านั้น.
[๒๐๗๙] ดูก่อนบรมกษัตริย์ ผู้เป็นจอมนรชน
พระองค์จงตรัสถ้อยคำที่เป็นสัจจะ เมื่อพระองค์ตรัส
แต่ถ้อยคำที่เป็นสัจจะ พระเนตรจักเกิดขึ้นอีก.
[๒๐๘๐] บรรดาวณิพกทั้งหลาย ผู้มีโคตรต่าง ๆ
กัน มาขอหม่อมฉัน แม้วณิพกคนใดมาขอหม่อมฉัน
แม้วณิพกนั้นก็เป็นที่รักแห่งใจของหม่อมฉัน ด้วยการ
กล่าวคำสัตย์นี้ ขอจักษุจงบังเกิดแก่หม่อมฉันเถิด.
[๒๐๘๑] พราหมณ์ผู้ใดมาขอหม่อมฉันว่า ขอ
พระราชทานพระเนตรเถิด หม่อมฉันได้ให้ดวงตา
ทั้งสอง แก่พราหมณ์ผู้นั้นซึ่งเป็นวณิพก ปีติและ
โสมนัสเป็นอันมากเกิดขึ้นแก่หม่อมฉันยิ่งนัก ด้วยการ
กล่าวคำสัตย์นี้ ขอจักษุจงบังเกิดขึ้นแก่หม่อมฉันเถิด.
[๒๐๘๒] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงบำรุงสีพีรัฐ
พระองค์ตรัสพระคาถาแล้วโดยธรรม พระเนตรทั้งสอง
ของพระองค์ จะปรากฏเป็นตาทิพย์เห็นได้ทะลุภาย
นอกฝา ภายนอกกำแพงและภูเขา ตลอดร้อยโยชน์
โดยรอบ.
[๒๐๘๓] ใครหนอในโลกนี้ ถูกขอทรัพย์อันน่า
ปลื้มใจแล้ว แม้จะเป็นของพิเศษ แม้จะเป็นของที่รัก

60
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 61 (เล่ม 61)

อย่างดี ของตนจะไม่พึงให้ เราขอเตือนท่านทั้งหลาย
ผู้เป็นชาวแคว้นสีพีทุก ๆ คน ที่มาประชุมกัน จงดู
ดวงตาทั้งสองอันเป็นทิพย์ของเราในวันนี้ ตาทิพย์
ของเราได้เห็นทะลุภายนอกฝา ภายนอกกำแพง และ
ภูเขา ตลอดร้อยโยชน์โดยรอบ ในโลกอันเป็นที่อยู่
อาศัยของสัตว์ทั้งหลายนี้ ไม่มีอะไรที่จะยิ่งไปกว่าการ
บริจาคทาน เราได้ให้จักษุที่เป็นของมนุษย์แล้ว กลับ
ได้จักษุทิพย์ ดูก่อนชาวแคว้นสีพีทั้งหลาย ท่าน
ทั้งหลายเห็นจักษุทิพย์ที่เราได้นี้แล้ว จงให้ทานเสีย
ก่อน จึงค่อยบริโภคเถิด บุคคลผู้ให้ทานและบริโภค
แล้ว ตามอานุภาพของตนไม่มีใครจะติเตียนได้ ย่อม
เข้าถึงสุคติสถาน.
จบสีวิราชชาดกที่ ๓

61