ข้าแต่ภิกษุ ถ้อยคำของพระคุณเจ้านี้เป็นคำจริง
แท้ทีเดียว พระฤาษีกล่าวไว้ฉันใด คำนี้ก็เป็นฉันนั้น
แต่ว่ากามทั้งหลายของข้าพเจ้ายังมีอยู่มาก กามเหล่า
นั้น คนเช่นข้าพเจ้าสละได้ยาก ช้างจมอยู่ท่ามกลาง
หล่มแล้ว ย่อมไม่อาจถอนตนไปสู่ที่ดอนได้ด้วยตนเอง
ฉันใด ข้าพเจ้าจมอยู่ในหล่มคือกามกิเลส ก็ยังไม่
สามารถปฏิบัติตนตามทางของภิกษุได้ฉันนั้น ข้าแต่
พระคุณเจ้าผู้เจริญ อนึ่ง บุตรจะมีความสุขได้ด้วยวิธีใด
มารดาบิดาพร่ำสอนบุตรด้วยวิธีนั้นฉันใด ข้าพเจ้าละ
จากโลกนี้ไปแล้วจะพึงเป็นผู้มีความสุขอื่นนานได้ด้วย
วิธีใด ขอพระคุณเจ้าโปรดพร่ำสอนข้าพเจ้า ด้วยวิธี
นั้น ฉันนั้นเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนปฺปรูปา ความว่า กามกิเลสทั้งหลาย
ของข้าพเจ้า ยังมีชาติมิใช่นิดหน่อย คือมากมาย หาประมาณมิได้. บทว่า
เต ทุจฺจชา มาทิสเกน ความว่า ข้าแต่ภิกษุผู้เชษฐภาดา ท่านละกิเลส
ทั้งหลายดำรงตนอยู่ได้แล้ว ส่วนข้าพเจ้ายังจมอยู่ในเปือกตม คือ กามกิเลส
เพราะเหตุนั้น คนเช่นข้าพเจ้าละกามกิเลสเหล่านั้นได้ยากยิ่ง.
ด้วยบทว่า นาโค ยถา นี้ พระเจ้าสัมภูตราชทรงแสดงถึงความที่
พระองค์จมลงในเปลือกตมคือกามกิเลส. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺยสนฺโน
ความว่า ข้าพเจ้าจมลงแล้ว คือ ลื่นไหลลงแล้ว ได้แก่ ถลำลงไปแล้ว.
อีกอย่างหนึ่งปาฐะ ก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า มคฺคํ ได้แก่ มรรคาแห่ง
โอวาทานุสาสนีของท่าน. บทว่า นานุพฺพชามิ ความว่า ข้าพเจ้าไม่สามารถ