พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 2 (เล่ม 61)

[๒๐๓๕] ข้าวน้ำของเรานี้เราจัดไว้เพื่อพราหมณ์
ทั้งหลาย ทานวัตถุนี้ เราเชื่อว่าย่อมเป็นไปเพื่อประ-
โยชน์แก่ตน ท่านจงหลีกไปเสียจากที่นี่ จะมายืนอยู่
ที่นี่เพื่ออะไร เจ้าคนเลว คนอย่างเราย่อมไม่ให้ทาน
แก่เจ้า.
[๒๐๓๖] ชาวนาทั้งหลายเมื่อหวังผลในข้าวกล้า
ย่อมหว่านพืชพันธุ์อาหาร ลงในที่ดอนบ้าง ในที่
ลุ่มบ้าง ในที่เสมอไม่ลุ่มไม่ดอนบ้าง ฉันใด ท่านจง
ให้ทานแก่ปฏิคาหกทั้งหลาย ทั่วไปด้วยศรัทธา ฉันนั้น
เมื่อท่านให้ทานอยู่อย่างนี้ ไฉนจะพึงได้ทักขิเณยย-
บุคคล ที่น่ายินดีเล่า.
[๒๐๓๗] เราย่อมตั้งไว้ซึ่งพืชทั้งหลาย ในเขต
เหล่าใด เขตเหล่านั้น เรารู้แจ้งแล้วในโลก พราหมณ์
เหล่าใดสมบูรณ์ด้วยชาติและมนต์ พราหมณ์เหล่านั้น
ชื่อว่าเป็นเขต มีศีลเป็นที่รักในโลกนี้.
[๒๐๓๘] กิเลสทั้งหลายเหล่านี้คือ ชาติมทะ
ความเมาเพราะชาติ ๑ อติมานะ ความดูหมิ่นท่าน ๑
โลภะ ความโลภอยากได้ของเขา ๑ โทสะ ความคิดประ-
ทุษร้าย๑มทะ ความประมาทมัวเมา ๑โมหะ ความหลง
๑ ทั้งหมดเป็นโทษ มิใช่คุณ ย่อมมีในเขตเหล่าใด
เขตเหล่านั้น ไม่ใช่เขตอันดีมีศีลเป็นที่รัก ในโลกนี้.
กิเลสทั้งหลายเหล่านี้คือ ชาติมทะ อติมานะ โลภะ

2
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 3 (เล่ม 61)

โทสะ มทะ และโมหะ ทั้งหมดเป็นโทษมิใช่คุณไม่มี
ในเขตเหล่าใด เขตเหล่านั้น จัดว่าเป็นเขตดีมีศีลเป็นที่
รักในโลกนี้.
[๒๐๓๙] คนเฝ้าประตูทั้งสาม คือ อุปโชติยะ
อุปวัชฌะ และภัณฑกุจฉิ ไปไหนกันเสียหมดเล่า
ท่านทั้งหลายจงลงอาญาและเฆี่ยนตีคนจัณฑาลนี้ แล้ว
ลากคอคนลามกนี้ไสหัวไปให้พ้น.
[๒๐๔๐] ผู้ใดบริภาษฤาษี ผู้นั้นชื่อว่าขุดภูเขา
ด้วยเล็บ ชื่อว่าเคี้ยวกินก้อนเหล็กด้วยฟัน ชื่อว่าพยา-
ยามกลืนกินไฟ.
[๒๐๔๑] มาตังคฤาษี ผู้มีสัจจะเป็นเครื่องก้าว
ไปในเบื้องหน้าเป็นสภาพ ครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว
เมื่อพราหมณ์ทั้งหลายแลดูอยู่ได้เหาะหลีกผ่านไปใน
อากาศ.
[๒๐๔๒] ศีรษะของลูกเรา บิดกลับไปอยู่เบื้อง
หลัง แขนเหยียดตรงไปไม่ไหวติง นัยน์ตาขาวเหมือน
คนตาย ใครมาทำบุตรของเราให้เป็นอย่างนี้.
[๒๐๔๓] สมณะรูปหนึ่ง มีปกตินุ่งห่มไม่สมควร
สกปรกดุจปีศาจ เปรอะเปื้อนด้วยฝุ่นละออง สวมใส่
ผ้าขี้ริ้ว ที่ได้จากกองขยะไว้ที่คอ ได้มา ณ ที่นี้ สมณะ
รูปนั้น ได้ทำบุตรของท่านให้เป็นอย่างนี้.

3
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 4 (เล่ม 61)

[๒๐๔๔] ดูก่อนมาณพทั้งหลายสมณะผู้มีปัญญา
เสมอด้วยแผ่นดิน ได้ไปแล้วสู่ทิศใด ท่านทั้งหลาย
จงบอกเนื้อความนั้นแก่เรา เราจักไปยังสำนักของท่าน
ขอให้ท่านอดโทษนั้นเสีย ไฉนหนอ เราจะพึงได้ชีวิต
บุตรคืนมา.
[๒๐๔๕] ฤๅษีผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดินได้ไป
แล้วในอากาศวิถี ราวกะว่าพระจันทร์ในวันเพ็ญ ๑๕
ค่ำ อันอยู่ท่ามกลางระหว่างอากาศ อนึ่ง พระฤๅษี
ผู้มีปฏิญาณ มั่นในสัจจะทรงคุณธรรมอันดีงามนั้น
ได้ไปทางทิศบูรพา.
[๒๐๔๖] ศีรษะของลูกเรา บิดกลับไปอยู่เบื้อง-
หลัง แขนเหยียดตรงไม่ไหวติง นัยน์ตาขาวเหมือน
คนตาย ใครมาทำบุตรของเราให้เป็นอย่างนี้.
[๒๐๔๗] ยักษ์ทั้งหลาย ผู้มีอานุภาพมากมีอยู่แล
ยักษ์เหล่านั้น พากันติดตามพระฤๅษีมีคุณธรรมมาแล้ว
รู้ว่าบุตรของท่านมีจิตคิดประทุษร้าย ก็โกรธเคืองจึง
ทำบุตรของท่านให้เป็นอย่างนี้แล.
[๒๐๔๘] ถ้ายักษ์ทั้งหลายได้ทำบุตรของดิฉันให้
เป็นอย่างนี้ ขอท่านผู้เป็นพรหมจารีเท่านั้น อย่าได้
โกรธบุตรดิฉันเลย ดิฉันขอถึงฝ่าเท้าของท่านนั่นแหละ
เป็นที่พึ่ง ข้าแต่ท่านผู้เป็นภิกษุ ดิฉันตามมาก็เพราะ
ความเศร้าโศกถึงบุตร.

4
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 5 (เล่ม 61)

[๒๐๔๙] ในคราวที่บุตรของท่านด่าเราก็ดี และ
เมื่อท่านมาอ้อนวอนอยู่ ณ บัดนี้ก็ดี จิตคิดประทุษร้าย
แม้หน่อยหนึ่ง มิได้มีแก่เราเลย แต่บุตรของท่านเป็น
คนประมาท เพราะความมัวเมาว่า เรียนจะไตรเพท
แม้ถึงจะเรียนจบไตรเพทแล้ว ก็ยังไม่รู้จักสิ่งที่เป็น
ประโยชน์.
[๒๐๕๐] ข้าแต่ท่านผู้เป็นภิกษุ ความจำของ
บุรุษ ย่อมเลื่อนลืมได้ โดยครู่เดียวเป็นแน่แท้ ท่าน
ผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน ขอได้โปรดยกโทษ
สักครั้งเถิด บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้ไม่มีความ
โกรธเป็นกำลัง.
[๒๐๕๑] มัณฑัพยมาณพ บุตรของท่าน ผู้มี
ปัญญาน้อย จงบริโภคก้อนข้าวที่เราฉันเหลือนี้เถิด
ยักษ์ทั้งหลายจะไม่พึงเบียดเบียนบุตรของท่านเลย อนึ่ง
บุตรของท่านจะหายโรคในทันที.
[๒๐๕๒] พ่อมัณฑัพยะ เจ้ายังเป็นคนโง่เขลา
มีปัญญาน้อย เจ้าเป็นผู้ไม่ฉลาดในเขตบุญทั้งหลาย
ได้ให้ทานในหมู่ชนผู้ประกอบด้วยกิเลส ดุจน้ำฝาด-
ใหญ่ มีกรรมเศร้าหมองไม่สำรวม บรรดาทักขิเณยย-
บุคคลของเจ้าบางพวกเกล้าผมเป็นเซิง นุ่งห่มหนังเสือ

5
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 6 (เล่ม 61)

ปากรกรุงรังไปด้วยหนวดเครา ดังปากบ่อน้ำเก่ารกไป
ด้วยกอหญ้า เจ้าจงดูหมู่ชนที่มีรูปร่างน่าเกลียดนี้ การ
เกล้าผมผูกเป็นเซิง หาผู้ป้องกันผู้มีปัญญาน้อยได้ไม่
ท่านเหล่าใด สำรอก ราคะ โทสะ และอวิชชาแล้ว
หรือเป็นพระอรหันต์ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว ทานที่บุคคล
ถวายในท่านเหล่านั้น ย่อมมีผลมาก.
[๒๐๕๓] เมื่อพระเจ้าเมชฌราช เข้าไปทำลาย
ชีวิต ท่านมาตังคบัณฑิต ผู้ยิ่งยศ วงศ์กษัตริย์ เมชฌ-
ราช พร้อมด้วยราชบริษัท ก็ได้ขาดสูญลงตั้งแต่นั้นมา.
จบมาตังคชาดกที่ ๑

6
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 7 (เล่ม 61)

อรรถกถาวีสตินิบาต
อรรถกถามาตังคชาดก
พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ
อุเทนราชวงศ์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า กุโต นุ อาคจฺฉสิ
ทุมฺมวาสี ดังนี้.
ความพิสดารว่า ในกาลครั้งนั้น ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะ
เหาะมาจากพระเชตวันมหาวิหารทางอากาศ ไปสู่พระราชอุทยานของพระเจ้า
อุเทน ในเมืองโกสัมพี เพื่อพักผ่อนในเวลากลางวันโดยมาก. ได้ยินว่า
ในภพก่อน ๆ พระเถรเจ้าเคยเสวยราชย์ ครอบครองสมบัติมีบริวารเป็นอันมาก
ในพระราชอุทยานนั้นตลอดกาลนาน. ด้วยบุรพจรรยาที่ได้เคยสั่งสมมา พระ-
เถระจึงมักไปนั่งพักผ่อนกลางวันในพระราชอุทยานนั้นเสมอมา ในกาลเวลา
ล่วงไป ด้วยสุขอันเกิดแต่ผลสมาบัติโดยมาก วันหนึ่ง เมื่อพระเถระไปนั่งพักผ่อน
อยู่ที่โคนต้นรังอันมีดอกบานสะพรั่งดี ในพระราชอุทยานนั้น พระเจ้าอุเทน
ทรงพระดำริว่า เราจักดื่มน้ำจัณฑ์ฉลองใหญ่ แล้วเล่นอุยยานกีฬา ตลอด
๗ วัน แล้วจึงเสด็จไปยังพระราชอุทยาน พร้อมด้วยราชบริพารเป็นอันมาก
ทรงซบพระเศียรลงบนตักของนางสนมคนหนึ่ง บนแท่นมงคลศิลาอาสน์ แล้ว
ทรงนิทราหลับสนิท เพราะความเมามายในการเสวยน้ำจัณฑ์ เหล่านางสนม
ที่นั่งขับกล่อม ต่างวางเครื่องดุริยางคดนตรีไว้แล้ว เข้าไปสู่พระราชอุทยาน
กำลังเลือกเก็บดอกไม้ และผลไม้เป็นต้นอยู่ เห็นพระเถระแล้ว พากันไป
กราบไหว้แล้วนั่งอยู่. พระเถระจึงนั่งแสดงธรรมกถาแก่หญิงเหล่านั้น. ฝ่าย

7
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 8 (เล่ม 61)

นางสนม ที่นั่งให้พระเจ้าอุเทนหนุนตัก จึงสั่นพระเพลาให้กระเทือน เตือน
พระราชาให้ตื่นบรรทม เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า หญิงถ่อยเหล่านั้นไปไหน
กันหมด ? จึงกราบทูลว่า หญิงเหล่านั้นไปนั่งล้อมสมณะรูปหนึ่งอยู่. ท้าวเธอ
สดับดังนั้น ก็ทรงพระพิโรธ เสด็จไปด่า บริภาษพระเถระ แล้วตรัสว่า เอาเถิด
เราจักให้มดแดงรุมต่อยสมณะรูปนี้ แล้วตรัสสั่งให้เอารังมดแดง มาแกล้งทำ
ให้กระจายลงที่ร่างกายพระเถระ ด้วยอำนาจแห่งความพิโรธ. พระเถระเหาะขึ้น
ไปยืนในอากาศ ให้โอวาทพระราชา แล้วเหาะลอยไปลงตรงประตูพระคันธกุฏี
ที่พระเขตวันนั่นเอง เมื่อพระตถาคตเจ้าตรัสถามว่า เธอมาจากไหนจึงกราบทูล
เนื้อความนั้นให้ทรงทราบ. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภารทวาชะ พระเจ้า
อุเทนเบียดเบียนบรรพชิตทั้งหลาย แต่ในชาตินี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน
ก็เบียดเบียนมาแล้วเหมือนกัน พระปิณโฑลภารทวาชะทูลอาราธนา จึงทรงนำ
อดีตนิทานมาแสดงดังต่อไปนี้.
ในอดีตกาลเมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ณ พระนคร-
พาราณสี พระมหาสัตว์บังเกิดในกำเนิดตระกูลคนจัณฑาลภายนอก
พระนคร. มารดาบิดาขนานนามเขาว่า มาตังคมาณพ. ในเวลาต่อมา
มาตังคมาณพ เจริญวัยแล้ว ได้มีนามปรากฏว่ามาตังคบัณฑิต. ในกาลนั้น
ธิดาเศรษฐีในเมืองพาราณสี ชื่อ ทิฏฐมังคลิกา เมื่อถึงวาระเดือนหนึ่ง หรือ
กึ่งเดือน ก็พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก จะไปยังอุทยานเพื่อเล่นสนุกสนาน
กัน. อยู่มาวันหนึ่ง พระมหาสัตว์มาตังคบัณฑิต เดินทางเข้าไปยังพระนคร
ด้วยกิจธุระบางประการ ได้เห็นนางทิฎฐมังคลิกา ระหว่างประตู จึงหลบไป
ยืนแอบอยู่ ณ เอกเทศหนึ่ง. นางทิฏฐมังคลิกา มองดูตามช่องม่าน เห็น
พระโพธิสัตว์จึงถามว่า นั่นเป็นใคร ? เมื่อบริวารชนตอบว่า ข้าแต่แม่เจ้า

8
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 9 (เล่ม 61)

ผู้นั้นเป็นคนจัณฑาล จึงคิดว่า เราเห็นคนที่ไม่สมควรจะเห็นแล้วหนอ ดังนี้
แล้ว จึงล้างตาด้วยน้ำหอม กลับแค่นั้น. ส่วนมหาชนที่ออกไปกับธิดาของ
ท่านเศรษฐี บริภาษว่า เฮ้ยไอ้คนจัณฑาลชาติชั่ว เพราะอาศัยเจ้าแท้ ๆ วันนี้
พวกเราจึงไม่ได้ลิ้มสุราและกับแกล้มที่ไม่ต้องซื้อหา อันความโกรธครอบงำ
แล้ว จึงรุมซ้อมมาตังคบัณฑิต ด้วยมือและเท้า จนถึงสลบแล้วหลีกไป.
มาตังคบัณฑิตสลบไปชั่วครู่ กลับฟื้นขึ้นรู้ตัว คิดว่า บริวารชนของนาง
ทิฏฐมังคลิกา โบยตีเราผู้ไม่มีความผิด โดยหาเหตุมิได้ เราได้นางทิฏฐมังคลิกา
เป็นภรรยาแล้วนั่นแหละ. จึงจะยอมลุกขึ้น ถ้าไม่ได้จักไม่ยอมลุกขึ้นเลย
ครั้นตั้งใจดังนี้แล้ว จึงเดินไปนอนที่ประตูเรือนบิดาของนางทิฏฐมังคลิกานั้น.
เมื่อเศรษฐีผู้บิดาของนางทิฎฐมังคลิกา มาถามว่า เพราะเหตุไร เจ้าจึงมานอน
ที่นี่ ? มาตังคบัณฑิตจึงตอบว่า เหตุอย่างอื่นไม่มี แต่ข้าพเจ้าต้องการนาง
ทิฏฐมังคลิกาเป็นภรรยา. ล่วงมาได้วันหนึ่ง เศรษฐีนั้นก็มาถามอีก พระ-
โพธิสัตว์ก็ตอบยืนยันอยู่อย่างนั้น จนล่วงมาถึงวันที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ และ
ที่ ๖ พระโพธิสัตว์ก็ยังคงนอนและตอบยืนยันอย่างนั้น. ธรรมดาว่าการ
อธิษฐานของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมสำเร็จ เพราะเหตุนั้น เมื่อครบ ๗ วัน
คนทั้งหลายมีท่านเศรษฐีเป็นต้น จึงนำนางทิฏฐมังคลิกามามอบให้มาตังค-
บัณฑิต. ลำดับนั้น นางทิฏฐมังคลิกา กล่าวกะมาตังคบัณฑิตว่า ข้าแต่ท่าน
ผู้เป็นสามี เชิญท่านลุกขึ้นเถิด เราจะไปเรือนของท่าน. มาตังคบัณฑิตจึง
กล่าวว่า นางผู้เจริญ เราถูกบริวารชนของเจ้าโบยตีเสียยับเยิน จนทุพลภาพ
เจ้าจงยกเราขึ้นหลังแล้วพาไปเถิด. นางก็ทำตามสั่ง เมื่อชาวพระนครกำลัง
มองดูอยู่นั่นแล ก็พามาตังคบัณฑิตออกจากพระนครไปสู่จัณฑาลคาม.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ มิได้ล่วงเกินนางให้ผิดประเพณีแห่งเผ่าพันธุ์
วรรณะ ให้นางพักอยู่ในเรือนสอง-สามวัน แล้วคิดว่า เมื่อตัวเราจักกระทำให้

9
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 10 (เล่ม 61)

นางถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภยศ จำต้องบวชเสียก่อน จึงจักสามารถกระทำได้
นอกจากนี้แล้วไม่มีทาง. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงเรียกนางมากล่าวว่า
ดูก่อนนางผู้เจริญ เมื่อเรายังไม่ได้นำอะไร ๆ ออกมาจากป่า การครองชีพ
ของเราทั้งสองย่อมเป็นไปไม่ได้ เจ้าอย่ากระสันวุ่นวายไปจนกว่าเราจะกลับมา
เราจักเข้าไปสู่ป่าดังนี้แล้ว กล่าวเตือนบริวารว่า แม้พวกเจ้าผู้อยู่เฝ้าเรือน
ก็อย่าละเลย ช่วยดูนางผู้เป็นภรรยาของเราด้วย ดังนี้ แล้วก็เข้าไปสู่ป่าบรรพชา
เพศเป็นสมณะ มิได้ประมาทมัวเมา บำเพ็ญสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้
เกิดขึ้นในวันที่ ๗ คิดว่า บัดนี้เราจักสามารถเป็นที่พึ่ง แก่นางทิฏฐมังคลิกาได้
จึงเหาะมาด้วยฤทธิ์ไปลงตรงประตูจัณฑาลคาม แล้วได้เดินไปสู่ประตูเรือนของ
นางทิฏฐมังคลิกา. นางได้ยินข่าวการมาของมาตังคบัณฑิตแล้วจึงออกจากเรือน
แล้วร้องไห้คร่ำครวญว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นสามี เหตุไฉนท่านจึงไปบวช ทิ้ง
ฉันไว้ไร้ที่พึ่งเล่า. ลำดับนั้น มาตังคดาบสจึงปลอบโยนนางว่า ดูก่อนน้องนาง
ผู้เจริญ เจ้าอย่าเสียใจไปเลย คราวนี้เราจักกระทำให้เจ้ามียศใหญ่ยิ่งกว่ายศที่
มีอยู่เก่าของเจ้า ก็แต่ว่า เจ้าจักสามารถประกาศแม้ข้อความเพียงเท่านี้ ใน
ท่ามกลางบริษัทได้ไหมว่า มาตังคบัณฑิตไม่ใช่สามีของเรา ท้าวมหาพรหม
เป็นสามีของเรา ดังนี้. นางรับคำว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นสามี ดิฉันสามารถ
ประกาศได้. มาตังคดาบสจึงกล่าวว่า คราวนี้ถ้ามีผู้ถามว่า สามีของเธอไปไหน?
ก็จงตอบว่า ไปพรหมโลก เมื่อเขาถามว่าเมื่อไรจักมา จงบอกเขาว่า นับแต่
วันนี้ไปอีก ๗ วัน ท้าวมหาพรหมผู้เป็นสามีของเราจักแหวกพระจันทร์มาใน
วันเพ็ญ. ครั้นมหาสัตว์เจ้ากล่าวกะนางอย่างนี้แล้ว ก็เหาะกลับไปสู่หิมวันต
ประเทศทันที ฝ่ายนางทิฏฐมังคลิกาก็เที่ยวไปยืนประกาศข้อความตามที่
พระโพธิสัตว์สั่งไว้ ในที่ทุกหนทุกแห่งท่ามกลางมหาชน ในพระนครพาราณสี.

10
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๗ – หน้าที่ 11 (เล่ม 61)

มหาชนชาวพาราณสีพากันเชื่อว่า ท้าวมหาพรหมของเรามีอยู่จริง จะยังไม่ได้
เป็นอะไรกันกับนางทิฏฐมังคลิกา ข้อนั้นจักเป็นความจริงอย่างนี้แน่.
ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ครั้นถึงวัน บุรณมีดิถีเพ็ญ ๑๕ ค่ำ ในยามเมื่อ
พระจันทร์ตั้งอยู่ท่ามกลางทิฆัมพร ก็เนรมิตอัตภาพเป็นท้าวมหาพรหม
บันดาลแว่นแคว้นกาสิกรรัฐทั้งสิ้น ซึ่งมีอาณาเขต กว้างยาว ๑๒ โยชน์ ให้
รุ่งโรจน์สว่างไสวเป็นอันเดียวกัน แล้วแหวกมณฑลแห่งพระจันทร์ เหาะลง
มาเวียนวนเบื้องบน พระนครพาราณสี ๓ รอบ เมื่อมหาชนบูชาอยู่ ด้วยเครื่อง
สักการะ มีของหอม และระเบียบดอกไม้เป็นต้น ได้บ่ายหน้าไปหมู่บ้าน
จัณฑาลคาม. บรรดาประชาชนที่นับถือพระพรหม ก็ประชุมกัน พากันไป
ยังหมู่บ้านจัณฑาลคาม ช่วยกันเอาผ้าขาวที่บริสุทธิ์สะอาด ปิดบังเรือนของ
นางทิฏฐมังคิกา แล้วไล้ทาพ่นเรือนด้วยของหอมจตุรชาติ โปรยดอกไม้
เรี่ยรายไว้ จัดแจงปักไม้ดาดเพคานเบื้องบน แต่งตั้งที่นอนใหญ่ไว้แล้วจุดตาม
ประทีปด้วยน้ำมันหอม แล้วช่วยกันขนทรายขาวราวกับแผ่นเงินมาโปรยไว้ที่
ประตูเรือน แล้วแขวนพวงดอกไม้ ผูกธงทิวปลิวไสวงดงาม. เมื่อมหาชน
ตกแต่งบ้านเรือนอย่างนี้เสร็จแล้ว พระมหาสัตว์เจ้าจึงเลื่อนลอยลงจากนภากาศ
เข้าไปภายใน แล้วนั่งบนที่นอนหน่อยหนึ่ง. ในกาลนั้น นางทิฏฐมังคลิกา
กำลังมีระดู. ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ เอาหัวแม่มือเบื้องขวาลูบคลำนาภีของนาง.
นางตั้งครรภ์ทันที ต่อมาพระมหาสัตว์ จึงเรียกนางมาบอกว่า น้องนางผู้เจริญ
เจ้าตั้งครรภ์แล้ว จักคลอดบุตรเป็นชาย ทั้งตัวเจ้าและบุตรจักเป็นผู้สมบูรณ์
ด้วยลาภยศอันเลิศล้ำ น้ำสำหรับล้างเท้าของเจ้าจักเป็นน้ำอภิเษก สรง ของ
พระราชาในชมพูทวีปทั้งสิ้น สำหรับน้ำอาบของเจ้า จักเป็นโอสถอมตะ ชน
เหล่าใดนำน้ำอาบของเจ้าไปรดศีรษะ ชนเหล่านั้นจักหายจากโรคทุก ๆ อย่าง

11