พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 502 (เล่ม 60)

ขับร้องและเครื่องประโคมทั้งหลาย บัดนี้ หม่อมฉัน
นั้นไม่ยินดีอยู่ในสวรรค์เลย จะหมดอายุ หรือใกล้
จะตาย หรือว่าหม่อมฉันหลงใหลไปเสียแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อายุนฺนุ ขีณํ ความว่า พระเจ้าสาธินราช
ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าจอมนรชนและเทพทั้งหลาย ชีวิตินทรีย์
ในสรีระของหม่อมฉันสิ้นแล้วหรือไฉนเล่า หรือว่าชีวิตินทรีย์เกิดจะใกล้ต่อ
มรณะ ด้วยอำนาจกรรมอันจะตัดรอน.
ลำดับนั้น ท้าวสักกะตรัสท้าวเธอว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้ากว่านรชน ผู้ประเสริฐ
พระชนมายุของพระองค์ยังไม่หมดสิ้น ความสิ้น
พระชนม์ก็ยังห่างไกล อนึ่ง พระองค์จะได้ทรงหลงใหล
ไปก็หาไม่ แต่ว่าวิบากแห่งบุญกุศลของพระองค์ ที่ได้
ทรงเสวยในเทวโลกนี้มีน้อยไป ข้าแต่พระราชาผู้
ประเสริฐ ผู้เป็นใหญ่ทั่วทิศ ขอเชิญพระองค์ประทับ
อยู่ เสวยกามคุณอันมิใช่ของมนุษย์ ในหมู่ทวยเทพ
ชาวดาวดึงส์ ด้วยเทวานุภาพต่อไปเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริตฺตกานิ นี้ ท้าวสักกะทรงหมายถึง
บุญอันให้วิบากในเทวโลกด้วยอัตภาพนั้น จึงตรัสดังนี้ แต่ว่าบุญของพระ-
สาธินราชนอกจากนี้หาประมาณมิได้ ประดุจฝุ่นในแผ่นดินฉะนั้น. บทว่า
วส เทวานุภาเวน ความว่า หม่อมฉันขอแบ่งบุญทั้งหลายของตน ถวาย
แด่พระองค์ เชิญพระองค์ประทับอยู่ด้วยอานุภาพของหม่อมฉันเถิด พระเจ้าข้า.

502
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 503 (เล่ม 60)

ท้าวสักกะเมื่อทรงปลอบพระเจ้าสาธินราชนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า
เป็นการดีนักแล ที่พระองค์เสด็จถึงที่อยู่แห่งเทพ
ผู้ทรงอำนาจ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นราชาเพียงดังฤาษี
เชิญประทับอยู่ในหมู่เทพ ผู้มีความปรารถนาทุกอย่าง
สำเร็จได้ เชิญบริโภคกามอันมิใช่ของมนุษย์ในหมู่เทพ
ชั้นดาวดึงส์เถิด.
พระมหาสัตว์ เมื่อจะทรงห้ามท้าวเธอเสียจึงตรัสพระคาถาว่า
ขอยืมยานเขามาขับ ขอยืมทรัพย์เขามาใช้ฉันใด
การที่ได้เสวยความสุข เป็นความสุขที่ผู้อื่นยื่นให้ ก็
เปรียบกันได้ฉะนั้นแล ก็แลการได้เสวยความสุข โดย
เป็นความสุขที่ผู้อื่นยื่นให้ หม่อมฉันไม่ปรารถนาเลย
บุญทั้งหลายอันหม่อมฉันทำเองแล้วนั้นย่อมเป็นทรัพย์
อันอาจติดตามหม่อมฉันไปได้ หม่อมฉันไปในมนุษย์
แล้ว จักได้ทำกุศลให้มาก ที่บุคคลกระทำแล้วได้รับ
ความสุข และไม่ต้องเดือดร้อนในภายหลัง ด้วยทาน
ด้วยการประพฤติสม่ำเสมอ ด้วยการสำรวม ด้วยการ
ฝึกตน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ปรโต ทานปจฺจยา ความว่า
สิ่งใดที่ได้เพราะผู้อื่นให้ สิ่งนั้นเป็นเช่นเดียวกันกับของที่ขอยืมนั่นเอง เพราะว่า
บุคคลย่อมให้ยืมกันได้ในเวลาที่ดีกัน ในเวลาที่โกรธกันก็ยื้อแย่งเอาไปได้
หม่อมฉันกระทำกรรมที่บุคคลการทำแล้วมีความสุขด้วย ไม่ต้องเดือดร้อนใน
ภายหลังด้วยเช่นนั้นเหมือนกัน. บทว่า สมจริยาย คือด้วยการไม่ทำบาป

503
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 504 (เล่ม 60)

ด้วยกายเป็นต้น. บทว่า สํยเมน คือความสำรวมในศีล. บทว่า ทเมน
คือด้วยการฝึกอินทรีย์. บทว่า ยํ กตฺวา ความว่า การฝึกตนที่บุคคลทำ
แล้วได้รับความสุข และไม่ตามเดือดร้อนในภายหลัง.
ครั้นท้าวสักกะทรงสดับพระดำรัสของพระเจ้าสาธินราชนั้นแล้ว ทรง
สั่งเทพบุตรมาตลีว่า ไปเถิด นำเสด็จพระเจ้าสาธินราชไปสู่มิถิลาให้เสด็จลงใน
พระอุทยาน. มาตลีเทพบุตรนั้นได้กระทำตามเทวบัญชา. พระราชาเสด็จพระ
จงกรมอยู่ในพระอุทยานนั่นเอง. ครั้งนั้นนายอุยยานบาลเห็นพระองค์แล้ว ก็ไป
กราบทูลแด่พระราชานารทะ. ฝ่ายพระเจ้านารทะนั้นทรงสดับการเสด็จมาของ
พระราชาแล้ว ตรัสว่า นายอุยยานบาล เจ้าจงล่วงหน้าไปเตรียมอุทยาน จัดตั้ง
อาสนะไว้ ๒ ที่ สำหรับพระราชานั้นที่ ๑ สำหรับเราที่ ๑ ทรงส่งนายอุยยานบาล
นั้นไป. เขาได้กระทำตามพระบัญชา ที่นั้นพระราชาจึงตรัสถามเขาว่า เจ้าจัด
ตั้งอาสนะ ๒ ที่ เพื่อใครเล่า กราบทูลว่าเพื่อพระองค์ที่ ๑ เพื่อพระราชาของ
พวกข้าพระองค์ที่ ๑ พระเจ้าข้า. ครั้งนั้นพระราชาตรัสว่า สัตว์อื่นใครเล่าจัก
นั่งเหนืออาสนะในสำนักของเรา แล้วประทับนั่งเหนืออาสนะ ๑ วางพระบาททั้งคู่
เหนืออาสนะ ๑. พระราชานารทะเสด็จมาถวายบังคมพระบาทยุคลของพระองค์
แล้ว ประทับนั่ง ณ ที่อันสมควรข้างหนึ่ง. ได้ยินว่า พระเจ้านารทะเป็น
พระนัดดาของพระเจ้าสาธินราช องค์ที่ ๗ ทีเดียว ข่าวว่าครั้งนั้น พระเจ้า
นารทะทรงพระชนมายุได้ ๑๐๐ พรรษาแล้ว. แต่พระมหาสัตว์ทรงพระชนม์
ยืนนานตลอดกาลเพียงนี้ ด้วยกำลังบุญของพระองค์. พระองค์ทรงจูงพระหัตถ์
ของพระเจ้านารทะ เสด็จเที่ยวไปในพระอุทยาน ได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถาว่า

504
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 505 (เล่ม 60)

ที่ตรงนี้เป็นไร่นา ที่ตรงนี้ ตรง ร่องน้ำตรงดี
ที่ตรงนี้เป็นภูมิภาคมีหญ้าแพรกเขียวสะพรั่ง ที่ตรงนี้
เป็นแม่น้ำไหลอยู่ไม่ขาดสายที่ตรงนี้เป็นสระโบกขรณี
อันน่ารื่นรมย์ มีฝูงนกจักรพรากร้องเสียงระงม เปี่ยมไป
ด้วยน้ำใสสะอาด ดารดาษไปด้วยดอกปทุมและดอก-
อุบล พวกข้าเฝ้าและนางสนมพากันยึดถือสถานที่
เหล่านี้ว่าเป็นของเรา เขาเหล่านั้นพากันไปเสียทางทิศ
ใดหนอ ดูก่อนพ่อนารทะ ไร่นาเหล่านั้น ภูมิภาค
ตรงนั้น และอุปจารแห่งสวนและป่าไม้ยังคงมีอยู่
ดังเดิม เมื่อเราไม่เห็นหมู่ชนเหล่านั้น ทิศทั้งหลาย
ก็ปรากฏว่าว่างเปล่าแก่เรา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เขตฺตานิ นี้ ตรัสหมายถึงภูมิภาค
ทั้งหลาย. บทว่า อิมํ นิกฺขํ คือที่นี้เป็นทางระบายนี้ คงเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน
บทว่า สุกุณฺฑลํ คือที่มีคลองหลอดอันส่งน้ำเข้าถึงโรงสูบอันงดงาม. บทว่า
หริตานุปา ความว่า ในสองฝั่งแห่งทางระบายน้ำ มีพื้นดินเป็นสนามดาดาษ
ด้วยหญ้าแพรกเขียวชอุ่ม. บทว่า ยสฺสิมานิ มมายึสุ ความว่า พ่อนารทะ
เอ๋ย บรรดาข้าเฝ้าและนักสนมของเรา ที่พากันเที่ยวเล่นกับเราด้วยยศอันใหญ่
หลวง ในอุทยานนี้ ต่างพากันยึดจองรักใคร่สถานที่เหล่านี้. บทว่า กตรํ นุ เต
ทิสํ คตา ความว่า พ่อได้ส่งคนเหล่านั้นไป ณ ที่ไหนล่ะ. บทว่า ตานิ
เขตฺตานิ ได้แก่ ที่อันเป็นที่สำหรับเพาะปลูกพืชพรรณอย่างงอกงาม. บทว่า
เต เม อารามวนูปจารา คือพื้นที่เป็นที่ตั้งแห่งที่อยู่เหล่านั้นเป็นอุปจารแห่ง
สวนและป่ายังอยู่ที่นั้นแล.
ครั้งนั้นพระเจ้านารทะกราบทูลท้าวเธอว่า

505
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 506 (เล่ม 60)

ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เมื่อพระองค์เสด็จไป
เทวโลก กำหนดได้ ๗๐๐ ปีเข้านี้แล้ว หม่อมฉันเป็น
หลานคนที่ ๗ ของพระองค์ อุปัฏฐากของพระองค์
สิ้นพระชนม์ไปหมดแล้ว ขอเชิญพระองค์เสวยราช-
สมบัติอันเป็นส่วนของพระองค์เถิด พระเจ้าข้า.
พระราชาตรัสว่า พ่อนารทะเอ๋ย ฉันมาทั้งนี้ มิได้มาเพื่อต้องการ
ราชสมบัติ มาเพื่อต้องการทำบุญ ฉันจักทำบุญเท่านั้น จึงตรัสพระคาถาว่า
วิมานทั้งหลายอันสว่างไสวทั้งสี่ทิศ ฉันได้เห็น
แล้วเฉพาะพระพักตร์ของท้าวสักกเทวราช และเฉพาะ
หน้าของทวยเทพชาวไตรทศ ภพที่ฉันเห็นอยู่เป็นทิพย์
กามทั้งหลายอันมิใช่ของมนุษย์ ฉันได้บริโภคแล้ว
ในทวยเทพของชาวไตรทศ ภพที่ฉันอยู่ก็เป็นทิพย์
ถามทั้งหลาย อันมิใช่ของมนุษย์ฉันได้บริโภคแล้ว
ในทวยเทพชาวดาวดึงส์ ผู้สำเร็จสิ่งที่น่าปรารถนา
ทุกอย่าง ฉันนั้นละสมบัติเช่นนั้นเสียแล้วมาในมนุษย-
โลกนี้ เพื่อต้องการทำบุญเท่านั้น ฉันจักประพฤติแต่
ธรรมเท่านั้น ฉันไม่มีความต้องการด้วยราชสมบัติ
ฉันจักดำเนินไปตามทางที่ท่านผู้ไม่มีอาชญาพากันท่อง
เที่ยวไป อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้
ซึ่งเป็นทางสำหรับไปของท่านผู้มีวัตรงามทั้งหลาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วุตฺถํ เม ภวนํ ทิพฺยํ นี้ พระเจ้า
สาธินราชตรัสหมายถึงเวชยันตปราสาท. บทว่า โสหํ เอตาทิสํ ความว่า
พ่อนารทะเอ๋ย ฉันนั้นต้องทอดทิ้งความพร้อมมูลแห่งกามคุณ ที่พระพุทธญาณ

506
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 507 (เล่ม 60)

ไม่พึงกำหนดเห็นปานฉะนี้มา ณ ที่นี้ เพื่อต้องการทำบุญ. บทว่าอทณฺฑาวจรํ
ความว่า หนทางมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องหน้า ที่มวลท่านผู้ไม่มีอาชญา
วางท่อนไม้และศาสตราเสียแล้วพึงดำเนิน. บทว่า สุพฺพตา ความว่า ท่าน
ผู้มีวัตรดีงาม ได้แก่ พระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงดำเนินโดยทางใด
แม้ฉันก็จักขอนั่งเหนือพื้นแห่งโพธิ เพื่อไปถึงทิศที่ไม่เคยไป จักดำเนินไปสู่
หนทางนั้นเหมือนกัน.
พระโพธิสัตว์ตรัสคาถาเหล่านั้นใส่ไว้ในพระสัพพัญญุตญาณด้วยประการ
ฉะนี้. ครั้งนั้นพระราชานารทะกราบทูลย้ำกะพระองค์อีกว่า เชิญพระองค์ทรง
ครองราชสมบัติสืบไปเถิด พระเจ้าข้า. ตรัสว่า พ่อเอ๋ย ฉันไม่ต้องการราช-
สมบัติจะขอให้ทานฉลอง ๗๐๐ ปี เพียง ๗ วันเท่านั้นแหละ. พระราชานารทะ
ทรงรับพระดำรัสของพระองค์ว่า เชิญเถิด พระเจ้าข้า ทรงเตรียมมหาทาน.
พระราชาทรงให้มหาทานตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๗ สิ้นพระชนม์ บังเกิดในภพ
ชั้นดาวดึงส์นั้นเอง.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงแสดงว่า ดูก่อน
อุบาสกทั้งหลาย อันอุโบสถกรรมควรที่จะพึงบำเพ็ญ ด้วยประการฉะนี้ แล้ว
ทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย เมื่อจบสัจจะบรรดาอุบาสกผู้รักษาอุโบสถเหล่านั้น
บางพวกดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล บางพวกในสกทาคามิผล บางพวกในอนาคา-
มิผล บางพวกในอรหัตผล แล้วประชุมชาดกว่า พระราชานารทะ ใน-
ครั้งนั้น ได้มาเป็นสารีบุตร เทพบุตรมาตลี ได้มาเป็นพระอานนท์ ท้าว
สักกะ ได้มาเป็นอนุรุทธะ บริษัทที่เหลือได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนพระเจ้า
สาธินราช ได้มาเป็นเราแล.
จบอรรถกถาสาธินราชชาดก

507
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 508 (เล่ม 60)

๑๒. ทสพราหมณชาดก
ว่าด้วยชาติพราหมณ์ ๑๐ ชาติ
[๒๐๐๑] พระเจ้ายุธิฏฐิละผู้ทรงฝักใฝ่ในธรรม
ได้ตรัสกะวิธูรอำมาตย์ว่า ดูก่อนวิธูระ ท่านจงแสวง
หาพราหมณ์ทั้งหลายผู้มีศีลเป็นพหูสูต งดเว้นจาก
เมถุนธรรม ซึ่งสมควรจะบริโภคโภชนาหารของฉัน
ดูก่อนสหาย ฉันจะให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ที่ให้
ทานแล้วจักมีผลมาก.
[๒๐๐๒] ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พราหมณ์
ทั้งหลายผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรมที่
สมควรจะบริโภคโภชนาหารของพระองค์นั้นหาได้ยาก
ข้าเเต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับมาว่า
ชาติพราหมณ์มี ๑๐ ชาติ ขอพระองค์จงทรงสดับการ
จำแนกแจกแจงชาติพราหมณ์เหล่านั้น ของข้าพระองค์
ชนทั้งหลายถือเอากระสอบอันเต็มไปด้วยรากไม้ปิด
เรียบร้อย ปิดสลากบอกสรรพคุณยาไว้ รดน้ำมนต์
และร่ายมนต์ ข้าแต่พระราชา ชนเหล่านั้นแม้จะเป็น
เหมือนกับหมอ ก็ยังเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้าแต่
พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงพราหมณ์
พวกนั้น แก่พระองค์แล้ว เราจะต้องการพราหมณ์เช่น
นั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า.

508
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 509 (เล่ม 60)

[๒๐๐๓] (พระเจ้าโกรัพยะตรัสดังนี้ว่า) ดูก่อน
วิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่องความเป็น
พราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจง
แสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้น
จากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหารของฉัน
ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ที่ให้
ทานแล้วจักมีผลมาก.
[๒๐๐๔] ชนทั้งหลายถือกระดิ่ง ตีประกาศไป
ข้างหน้าบ้าง คอยรับใช้บ้าง ศึกษาในการขับรถบ้าง
ข้าแต่พระราชา ชนเหล่านั้นแม้จะเหมือนกับคนบำเรอ
ก็ยังเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูล
ถึงพราหมณ์พวกนั้นแก่พระองค์แล้ว เราจะต้องการ
พราหมณ์เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า.
[๒๐๐๕] (พระเจ้าโกรัพยะตรัสดังนี้ว่า) ดูก่อน
วิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่องความเป็น
พราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจง
แสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้น
จากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหารของฉัน
ดูก่อนสหาย ฉันจะให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ที่ให้
ทานแล้วจักมีผลมาก.
[๒๐๐๖] พวกพราหมณ์ ถือเต้าน้ำและไม้สีฟัน
คอยเข้าใกล้พระราชาทั้งหลาย ในบ้านและนิคมด้วย

509
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 510 (เล่ม 60)

ตั้งใจว่า เมื่อคนทั้งหลายในบ้านหรือนิคมไม่ให้อะไรๆ
พวกเราจักไม่ลุกขึ้น ข้าแต่พระราชา ชนเหล่านั้น
แม้จะเหมือนกับผู้กดขี่ข่มเหง ก็ยังเรียกกันว่าเป็น
พราหมณ์ ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงพราหมณ์พวกนั้น
แก่พระองค์แล้ว เราจักต้องการพราหมณ์เช่นนั้นหรือ
หาไม่ พระเจ้าข้า.
[๒๐๐๗] (พระเจ้าโกรัพยะตรัสดังนี้ว่า) ดูก่อน
วิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่องความเป็น
พราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจง
แสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้น
จากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหารของฉัน
ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ที่ให้
ทานแล้วจักมีผลมาก.
[๒๐๐๘] ชนทั้งหลายมีเล็บและขนรักแร้งอกยาว
ฟันเขลอะ มีธุลีบนศีรษะเกรอะกรังด้วยฝุ่นละออง
เป็นพวกยาจกท่องเที่ยวไป ข้าแต่พระราชา ชนพวกนั้น
แม้จะเหมือนกับมนุษย์ขุดตอ ก็ยังเรียกกันว่าเป็น
พราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้า
กราบทูลถึงพราหมณ์พวกนั้นแก่พระองค์แล้ว เราจะ
ต้องการพราหมณ์เช่นนั้นหรือไม่ พระเจ้าข้า.
[๒๐๐๙] (พระเจ้าโกรัพยะตรัสดังนี้ว่า) ดูก่อน
วิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่องความเป็น

510
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 511 (เล่ม 60)

พราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจง
แสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้น
จากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหารของฉัน
ดูก่อนสหาย. ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ ที่ให้
ทานแล้วจักมีผลมาก.
[๒๐๑๐] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอธิบดีแห่งประ-
ชาชน ชนทั้งหลายขายสิ่งของเครื่องชำ คือ ผลสมอ
ผลมะขามป้อม มะม่วง ชมพู่ สมอพิเภก ขนุนสำมะลอ
ไม้สีฟัน มะตูม พุทรา ผลเกด อ้อยและงบน้ำอ้อย
เครื่องโบกควัน น้ำผึ้งและยาหยอดตา ข้าแต่พระราชา
ชนเหล่านั้นแม้จะเหมือนกับพ่อค้า ก็ยังเรียกกันว่า
เป็นพราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์
กราบทูลถึงพราหมณ์พวกนั้นแก่พระองค์แล้ว เราจะ
ต้องการพราหมณ์เช่นนั้น หรือหาไม่ พระเจ้าข้า.
[๒๐๑๑] (พระเจ้าโกรัพยะตรัสดังนี้ว่า) ดูก่อนวิธูระ
ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่องความเป็นพราหมณ์
จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหา
พราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจาก
เมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหารของฉัน
ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ ที่ให้
ทานแล้วจักมีผลมาก.
[๒๐๑๒] ชนทั้งหลาย ใช้คนให้ทำการไถและ
การค้า ใช้ให้เลี้ยงแพะเลี้ยงแกะ สู่ขอนางกุมารีทำการ

511