พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 462 (เล่ม 60)

เราผูกสอดลูกธนูใส่เข้าในแล่ง มิได้หมายมั่น
ว่าจะฆ่าท่านในวันนี้เลย แต่เราจักตัดบ่วงที่ผูกรัดเท้าท่าน
พญายูงจงไปตามสบายเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธิปาตยิสฺสํ แปลว่า เราจักตัด.
ลำดับนั้น พญายูงได้กล่าวสองคาถาว่า
เหตุไร ท่านจึงเพียรดักข้าพเจ้ามาถึง ๗ ปี สู้
อดกลั้นความหิวกระหายทั้งกลางคืนและกลางวัน เมื่อ
เป็นเช่นนั้น ท่านปรารถนาจะปลดปล่อยข้าพเจ้า ผู้
ติดบ่วงเสียจากบ่วง เพื่ออะไร วันนี้ ท่านงดเว้นจาก
ปาณาติบาตหรือ หรือว่าท่านให้อภัยในสัตว์ทั้งปวง
เหตุไรท่านจึงปรารถนาจะปลดปล่อยข้าพเจ้าผู้ติดบ่วง
ออกจากบ่วงเสียเล่า.
ในสองคาถานั้น บทว่า ยํ มีอธิบายบางบทว่า ท่านเพียรดักข้าพเจ้า
มาตลอดถึงเพียงนี้ เพราะเหตุใด เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอถามท่าน เมื่อเป็น
เช่นนั้นท่านยังจะปรารถนาเพื่อจะปลดปล่อยข้าพเจ้า ผู้ซึ่งท่านนำเข้าในอำนาจ
แห่งบ่วงจนได้.
บทว่า วิรโต นุสชฺช ความว่า ในวันนี้ ท่านงดเว้นจากปาณาติ-
บาตกระมัง.
บทว่า สพฺพภูเตสุ ความว่า ท่านได้ให้อภัยแก่ฝูงสัตว์ทั้งปวงได้
แล้วละซิ.
ต่อจากนี้ไป พึงทราบความสัมพันธ์แห่งการโต้ตอบ ดังนี้ นายพราน
ถามว่า

462
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 463 (เล่ม 60)

ดูก่อนพญายูง ขอท่านจงบอกว่า ผู้ใดเป็นผู้
งดเว้นจากปาณาติบาต และให้อภัยในสัตว์ทั้งปวง
ข้าพเจ้าขอถามความนั้นกะท่าน ผู้นั้นจุติจากโลกนี้แล้ว
จะได้ความสุขอะไร.
ข้าพเจ้าขอบอกว่า ผู้ใดเป็นผู้งดเว้นจากปาณา-
ติบาต และให้อภัยในสัตว์ทั้งปวง ผู้นั้นย่อมได้รับ
ความสรรเสริญในปัจจุบัน และเมื่อตายไปย่อมไปสู่
สวรรค์.
สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวว่า เทวดาทั้งหลาย
ไม่มี ชีพย่อมเข้าถึงความเป็นต่าง ๆ กันในโลกนี้ผล
ของกรรมดีและกรรมชั่วก็ไม่มีเหมือนกัน และกล่าวว่า
ทานอันคนโง่บัญญัติไว้ ข้าพเจ้าเชื่อถ้อยคำของพระ-
อรหันต์เหล่านั้น ฉะนั้น จึงเบียดเบียนนกทั้งหลาย.
คาถาที่ร้อยกรองมีความง่าย ๆ เหล่านี้ พึงทราบตามนัยแห่ง
พระบาลีนั้นนั่นแล. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิจฺจาหุ เอเก ความว่า
สมณพราหมณ์บางพวกได้กล่าวอย่างนี้. บทว่า เตสํ วโจ อรหตํ สทฺทหาโน
ขยายความว่า ได้ยินว่า พวกชีเปลือยผู้มีวาทะว่าขาดสูญ เป็นพวกใกล้ชิด
สกุลของนายพรานนั้น พวกเหล่านั้นพากันชวนนายพรานผู้เป็นสัตว์ แม้จะ
พร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งปัจเจกโพธิญาณให้ยึดถืออุจเฉทวาทเสียได้ เพราะ
สังสรรค์กับพวกชีเปลือยนั้น นายพรานนั้นจึงยึดเอาว่า ผลแห่งกุศลและอกุศล
ไม่มี จึงฆ่าฝูงนกเสียนักหนา อันการคบหากับคนผู้มีใช่สัตบุรุษนี้ มีโทษ
ใหญ่หลวงถึงเพียงนี้. และพรานนี้สำคัญว่าพวกนั้นเท่านั้นเป็นอรหันต์ จึงกล่าว
อย่างนี้ (ข้าพเจ้าเชื่อถือถ้อยคำของพวกอรหันต์เหล่านั้น ).

463
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 464 (เล่ม 60)

พระมหาสัตว์ฟังคำนั้นแล้ว ดำริว่า เราต้องกล่าวถึงความที่ปรโลกมีอยู่
เเก่เขา ทั้ง ๆ ที่ห้อยศีรษะลงอยู่ปลายคันแล้วนั่นแหละ กล่าวคาถาว่า
ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ เห็นกันได้ง่าย ๆ
ส่องสว่างไปในอากาศ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้งสอง
นั้น อยู่ในโลกนี้หรือในโลกอื่น สมณพราหมณ์เหล่านั้น
กล่าวถึงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ว่าเป็นเทวดาในมนุษยโลก
อย่างไรหรือ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมสฺส ความว่า ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์
ทั้งสองเป็นของมีอยู่ในโลกนี้หรือ หรือเป็นของมีในโลกเหล่าอื่น. คำว่า
ปรโลกสฺส เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. บทว่า กถนฺนุ เต
ความว่า พระอรหันต์นั้น กล่าวไว้อย่างไรเล่า ในวิมานเหล่านี้ ได้แก่เทวบุตร
หรือพระจันทร์และพระอาทิตย์ มีอยู่หรือไม่มีเล่า เป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์เล่า.
ลูกนายพรานกล่าวคาถาว่า
ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ เห็นกันได้ง่าย ๆ
ส่องสว่างไปในอากาศ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ นั้น
มีอยู่ในโลกอื่นไม่มีในโลกนี้ สมณพราหมณ์เหล่านั้น
กล่าวถึงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ว่าเป็นเทวดาในมนุษยโลก.
ครั้งนั้น พระมหาสัตว์กล่าวคาถาว่า
สมณพราหมณ์เหล่าใด มีวาทะว่าหาเหตุมิได้
ไม่กล่าวถึงกรรม ไม่กล่าวถึงผลแห่งกรรมดีกรรมชั่ว
และกล่าวถึงทานว่าคนโง่บัญญัติไว้ สมณพราหมณ์
เหล่านั้น เป็นผู้มีวาทะเลวทราม ถูกท่านกำจัดเสียแล้ว
เพราะการพยากรณ์นี้แหละ.

464
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 465 (เล่ม 60)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตฺเถว เต นีหตา ความว่า ถ้าพระจันทร์
พระอาทิตย์สถิตอยู่ในเทวโลก มิใช่สถิตอยู่ในมนุษยโลก และถ้าพระจันทร์
พระอาทิตย์เหล่านั้นเป็นเทวดา มิใช่เป็นมนุษย์เลยไซร้ ตอนนี้เอง คือในการ
พยากรณ์เพียงเท่านี้ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ที่เป็นผู้ใกล้ชิดตระกูลของท่าน
เป็นพวกมีวาทะเลว ๆ เป็นอันถูกท่านกำจัดเสียแล้ว. บทว่า อเหตุกา ความว่า
สมณพราหมณ์พวกใดมีวาทะอย่างนี้ว่า กรรมอันเป็นตัวเหตุแห่งความผุดผ่อง
และความเศร้าหมองไม่มี ชื่อว่าพวกไม่มีเหตุ. บทว่า ทตฺตุปญฺญตฺตํ ความว่า
และพวกที่กล่าวถึงทานว่า คนโง่ ๆ พากันบัญญัติไว้.
เมื่อพระมหาสัตว์กล่าวเรื่อย ๆ ไป เขากำหนดได้แล้วกล่าวคาถาว่า
คำของท่านนี้เป็นคำจริงแท้ทีเดียว ไฉนทานจะ
ไม่พึงมีผลเล่า ผลของกรรมดีกรรมชั่วก็เหมือนกัน
ไฉนจะไม่มีผล อนึ่ง ทานนี้จะว่าคนโง่บัญญัติขึ้น
อย่างไรได้ ดูก่อนพญายูง ข้าพเจ้าจะทำอย่างไร จะทำ
อะไร ประพฤติอะไร เสพสมาคมอะไร ด้วยตบะคุณ
อะไร อย่างไรจึงจะต้องไม่ไปตกนรก ขอท่านจงบอก
เนื้อความนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทตฺตุปญฺญตฺตญฺจความว่า ทานชื่อว่า
อันคนเซอะบัญญัติแล้ว พึงมีผลอย่างไร. บทว่า กถงฺกโร ความว่า กระทำ
กรรมไฉน. บทว่า กินฺติกโร ความว่า เพราะเหตุไร เมื่อเราทำกรรม จึง
ไม่ไปสู่นรก. คำนอกนี้ เป็นไวพจน์ของคำนั้นนั่นแล.
พระมหาสัตว์ฟังคำนั้นแล้ว ดำริว่า ถ้าเราจักไม่กล่าวแก้ปัญหานี้
โลกมนุษย์จักเกิดเป็นดุจว่างเปล่า เราจักกล่าวความที่สมณพราหมณ์ผู้ทรง
ธรรมมีอยู่ในโลกมนุษย์นั่นเองแก่เขา ได้ภาษิตสองคาถาว่า

465
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 466 (เล่ม 60)

มีสมณะเหล่าใดเหล่าหนึ่ง นุ่งห่มผ้าย้อมด้วย
น้ำฝาด ประพฤติเป็นผู้ไม่มีเรือน เที่ยวไปบิณฑบาต
ในเวลาเช้าในกาล เว้นจากการเที่ยวไปในเวลาวิกาล
ผู้สงบระงับอยู่ในแผ่นดินนี้แน่ ท่านจงเข้าไปหาสมณะ
เหล่านั้นในเวลาอันควร ณ ที่นั้น แล้วจงถามข้อความ
ตามความพอใจของท่าน สมณะเหล่านั้นก็ชี้แจง
ประโยชน์ในโลกนี้ และโลกหน้าให้แก่ท่าน ตาม
ความรู้ความเห็น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺโต คือท่านบัณฑิตผู้มีบาปอันระงับ
แล้ว ได้แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า. บทว่า ยถาปชานํ ความว่า สมณะเหล่านั้น
จักบอกแก่ท่านตามทำนองที่ตนทราบ คือจักกล่าวคำกำจัดความสงสัยของท่าน
เสียได้. บทว่า ปรสฺส จตฺถํ ความว่า สมณะเหล่านั้นจักชี้แจงประโยชน์
โลกนี้และโลกอื่นอย่างนี้ว่า ด้วยกรรมชื่อนี้ จะบังเกิดในโลกมนุษย์ ด้วยกรรม
นี้จะบังเกิดในเทวโลก ด้วยกรรมนี้ จะบังเกิดในนรกเป็นต้น เชิญถามสมณะ
เหล่านั้นเถิด.
ก็แลครั้นพญายูงกล่าวอย่างนี้แล้ว ขู่ให้กลัวภัยในนรก. ก็เขาเป็น
พระปัจเจกโพธิสัตว์ผู้มีบารมีบำเพ็ญเต็มแล้ว มีญาณอันแก่กล้าแล้วเป็นเหมือน
ดอกปทุมที่แก่แล้วชูก้านรอการถูกต้องของแสงอาทิตย์ฉะนั้น เมื่อฟังธรรมกถา
ของพญายูง ยืนอยู่ด้วยท่าเดิมนั้นแหละ กำหนดสังขารทั้งหลาย พิจารณา
ไตรลักษณ์ บรรลุปัจเจกโพธิญาณแล้ว. การบรรลุของท่านและการพ้นจาก
บ่วงของพระมหาสัตว์ ได้มีในขณะเดียวกันแล. พระปัจเจกพุทธเจ้าทำลาย
กิเลสทั้งหลายแล้ว ดำรงอยู่ ณ สุดแดนของภพทีเดียว เมื่อจะเปล่งอุทาน
จึงกล่าวคาถาว่า

466
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 467 (เล่ม 60)

ความเป็นพรานนี้ เราละได้แล้ว เหมือนงูลอก
คราบเก่าของตน หรือเหมือนต้นไม้อันเขียวชอุ่ม
ผลัดใบเหลิองทิ้ง ฉะนั้น วันนี้เราละความเป็นพรานได้.
ความแห่งคาถานั้น มีอธิบายว่า งูลอกทิ้งหนังเก่าที่คร่ำคร่าฉันใด
และต้นไม้ที่ยังเขียวชอุ่มอยู่ ผลัดใบเหลือง ๆ ที่ติดอยู่แห่งใดแห่งหนึ่งทิ้งเสีย
ได้ฉันใด แม้เราก็ฉันนั้น สละเสียได้ ซึ่งความเป็นพรานในวันนี้ ทีนี้ความ
เป็นพรานนั่นนั้นเป็นอันเราละทิ้งได้แล้ว เราสละความเป็นพรานแล้วในวันนี้.
บทว่า ชหามหํ ความว่า เราละเสียแล้ว.
ครั้นท่านเปล่งอุทานนี้แล้ว ดำริว่า เราพ้นจากเครื่องพัวพันคือ
กิเลสทั้งปวงได้แน่นอน แต่ในที่อยู่ของเรายังมีนกถูกกักขังอยู่มาก เราจัก
ปลดปล่อยนกเหล่านั้นได้อย่างไร จึงถามพระมหาสัตว์ว่า พญายูงเอ๋ย
ในที่อยู่ของข้าพเจ้า มีนกถูกกักขังอยู่เป็นอันมาก ข้าพเจ้าจักปลดปล่อยนก
เหล่านั้นได้อย่างไรละ. อันที่จริง ญาณในการกำหนดอุบาย ของพระสัพพัญญู
โพธิสัตว์ทั้งหลาย ย่อมใหญ่โตกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า. เหตุนั้น พญายูงจึง
กล่าวกะท่านว่า ปัจเจกโพธิญาณที่ท่านทำลายกิเลสทั้งปวงเสีย แล้ว
บรรลุด้วยโพธิมรรคใด โปรดปรารภโพธิมรรคนั้น กระทำสัจจกิริยาเถิด
ธรรมดาสัตว์อันต้องจองจำในชมพูทวีปทั้งสิ้นก็จักไม่มี. ท่านดำรงในฐานะ
ที่พระโพธิสัตว์กล่าวแล้ว เมื่อจะทำสัจจกิริยา จึงกล่าวคาถาว่า
อนึ่ง มีนกเหล่าใดที่เรากักขังไว้ในนิเวศน์
ประมาณหลายร้อย วันนี้เราให้ชีวิตแก่นกเหล่านั้น
ขอนกเหล่านั้นจงพ้นจากการกักขัง ไปสู่สถานที่อยู่เดิม
ของตนเถิด.

467
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 468 (เล่ม 60)

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โมกฺขญฺจ เต ปตฺโต ความว่า ถ้า
เราบรรลุโมกขธรรมแล้ว คือบรรลุปัจเจกโพธิญาณแล้ว ขอสงเคราะห์สัตว์
เหล่านั้น ในอันให้ชีวิตเป็นทาน ด้วยสัจจะนี้. บทว่า สกํ นิเกตํ ความว่า
ขอสัตว์แม้ทั้งปวงจงพากันไปสู่ที่อยู่ของตนเถิด.
ลำดับนั้น นกทั้งปวงก็พ้นจากที่กักขัง พอดีกันกับเวลาที่พระปัจเจกโพธิ
นั้นกระทำสัจจกิริยานั่นเอง ต่างร้องร่าเริงบินไปที่อยู่ของตนทั่วกัน. ก็แลใน
ขณะนั้น บรรดาสัตว์ในเหย้าเรือนทุกหนแห่ง ตั้งต้นแต่แมวเป็นต้น ในชมพู
ทวีปทั้งสิ้น ที่จักได้ชื่อว่าสัตว์ต้องกักขังมิได้มีเลย. พระปัจเจกพุทธเจ้ายก
มือลูบศีรษะ. ทันใดนั่นเอง เพศคฤหัสถ์ก็หายไป เพศบรรพชิต
ปรากฏแทน. ท่านเป็นเหมือนพระเถระมีพรรษา ๖๐ สมบูรณ์ด้วยมรรยาท
ทรงอัฏฐบริขาร กล่าวว่า ท่านนั้นเทียวได้เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าประคองอัญชลี
แก่พญายูงกระทำประทักษิณ เหาะขึ้นอากาศไปสู่เงื้อมผาชื่อนันทมูล. ฝ่าย
พญายูงก็โดดจากปลายคันแร้ว หาอาหาร ไปสู่ที่อยู่ของตนดังเดิม.
บัดนี้ พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความที่นายพราน แม้จะถือ
บ่วงเที่ยวไปตั้ง ๗ ปี อาศัยพญายูงพ้นจากทุกข์ได้ จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า
นายพรานถือบ่วงเที่ยวไปในราวป่า เพื่อดักพญา-
นกยูงตัวเรืองยศ ครั้นดักพญานกยูงตัวเรืองยศได้แล้ว
ก็ได้พ้นจากทุกข์ เหมือนเราพ้นแล้วฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาเธตุ แปลว่า เพื่อจะดัก บาลีก็อย่างนี้
เหมือนกัน อธิบายว่า ครั้นดักพญายูงได้แล้ว ยืนฟังธรรมกถาของพญายูงนั้น
ก็ได้ความสลดใจ. บทว่า ยถาหํ ความว่า นายพรานนั้นหลุดพ้นจากทุกข์ได้
เหมือนเราหลุดพ้นได้ด้วยสยัมภูญาณ ฉะนั้นแล.

468
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 469 (เล่ม 60)

พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจธรรม
เวลาจบสัจจธรรม ภิกษุผู้กระสัน ดำรงในพระอรหัต แล้วทรงประชุม
ชาดกว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าในครั้งนั้นปรินิพพาน ส่วนพญายูงได้มาเป็น
เราตถาคตแล.
จบอรรถกถามหาโมรชาดก
๙. ตัจฉสูกรชาดก
ว่าด้วยหมูพร้อมใจกันสู้เสือ
[๑๙๗๕] ข้าพเจ้าเที่ยวแสวงหาหมู่ญาติใด ตาม
ภูเขาและราวป่าทั้งหลาย ค้นหาหมู่ญาติมากมาย หมู่
ญาตินั้นเราพบแล้ว รากไม้และผลไม้นี้ ก็มีมากมาย
อนึ่ง ภักษาหารนี้ก็มิใช่น้อย ทั้งห้วยละหานนี้ก็น่า
รื่นรมย์ คงเป็นที่อยู่สุขสบาย ข้าพเจ้าจักขออยู่กับ
ญาติทั้งมวล ในที่นี้แหละ จักเป็นผู้ขวนขวายน้อย
ไม่มีความระแวงภัย ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มีภัยแต่
ที่ไหน ๆ.
[๑๙๗๖] ดูก่อนตัจฉะ เจ้าจงไปหาที่ซ่อนเร้น
แห่งอื่นเถิด ในที่นี้ศัตรูของพวกเรามีอยู่ มันมาในที่นี้
แล้ว ก็ฆ่าหมูแต่ล้วนตัวที่อ้วนพีเสีย.

469
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 470 (เล่ม 60)

[๑๙๗๗] ใครหนอเป็นศัตรูของพวกเราในที่นี้
ใครมากำจัดญาติทั้งหลายผู้พร้อมเพรียงกัน ซึ่งยากที่
จะกำจัดได้ เราถามท่านแล้ว ขอจงบอกความข้อนั้น
แก่เราเถิด.
[๑๙๗๘] ดูก่อนตัจฉะ พญาเนื้อตัวหนึ่งลาย
พาดขึ้น เป็นเนื้อมีกำลังมีเขี้ยวเป็นอาวุธ มันมาในที่นี้
แล้ว ก็ฆ่าหมูแต่ล้วนตัวที่อ้วนพีเสีย.
[๑๙๗๙] พวกเราไม่มีเขี้ยวหรือ กำลังกายไม่
พรั่งพร้อมหรือ พวกเราทั้งหมดพร้อมใจกันแล้ว ก็จะ
จับมันตัวเดียวเท่านั้นให้อยู่ในอำนาจได้.
[๑๙๘๐] ดูก่อนตัจฉะ ท่านกล่าววาจาจับอก
จับใจ เพราะหู แม้ตัวใดหนีไปเวลารบ พวกเราจัก
ฆ่ามันเสียในภายหลัง.
[๑๙๘๑] ดูก่อนพญาเนื้อที่เก่งกล้า วันนี้เจ้าคง
จะงดเว้น จากการฆ่าสัตว์ละซิหนอ ท่านให้อภัยใน
สัตว์ทั้งปวงเสียแล้วหรือ หรือเขี้ยวของเจ้าคงไม่มี
เจ้ามาถึงกลางฝูงสุกรแล้วจึงซบเซาอยู่ ดังคนกำพร้า
ฉะนั้น.
[๑๙๘๒] มิใช่ว่าเขี้ยวของข้าพเจ้าไม่มี กำลังกาย
ของข้าพเจ้าก็มีอยู่พรั่งพร้อม แต่ข้าพเจ้าเห็นสุกร
ทั้งหลายที่เป็นญาติกัน ร่วมใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

470
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 471 (เล่ม 60)

เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงซบเซาอยู่แต่ผู้เดียวในป่า เมื่อ
ก่อน สุกรเหล่านี้ พอข้าพเจ้าลืมตาแลดูเท่านั้น ต่างก็
กลัวตายหาที่หลบซ่อนวิ่งกระเจิดกระเจิงไปตามทิศา-
นุทิศ บัดนี้ พวกมันมาประชุมพร้อมเป็นอันหนึ่งอัน
เดียวกัน ในภูมิภาค ที่พวกมันยืนอยู่นั้น ข้าพเจ้าข่ม
พวกมันได้ยากในวันนี้ พวกมันคงมีขุนพล จึงพัก
พร้อมกัน คงเป็นเสียงเดียวกัน คงร่วมมือร่วมใจกัน
เบียดเบียนข้าพเจ้า เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่
ปรารถนาสุกรเหล่านั้น.
[๑๙๘๓] พระอินทร์องค์เดียวเท่านั้น ยังเอาชนะ
อสูรทั้งหลายได้ เหยี่ยวตัวเดียวเท่านั้น ย่อมข่มฆ่า
นกทั้งหลายได้ เสือโคร่งตัวเดียวเหมือนกัน ไปถึง
ท่ามกลางฝูงสุกรแล้ว ก็ย่อมฆ่าสุกรตัวพี ๆ ได้ เพราะ
กำลังของมันเป็นเช่นนั้น.
[๑๙๘๔] จะเป็นพระอินทร์ จะเป็นเหยี่ยว แม้
จะเป็นเสือโคร่งที่เป็นใหญ่กว่าเนื้อ ก็ทำญาติผู้พร้อม-
เพรียงกันมั่นคง ซึ่งเป็นเช่นกับเสือโคร่ง ไว้ในอำนาจ
ไม่ได้ทั้งนั้นแหละ.
[๑๙๘๕] ฝูงนกตัวน้อย ๆ มีชื่อกุมภิลกะ เป็นนก
มีพวก เที่ยวไปเป็นหมวดหมู่ ร่าเริงบันเทิงใจ โผผิน
บินร่อนไปเป็นกลุ่ม ๆ ก็เมื่อฝูงนกเหล่านั้นบินไป
บรรดานกเหล่านั้น คงมีสักตัวหนึ่งที่แตกฝูงไป เหยี่ยว

471