พุทธธรรมสงฆ์


ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 342 (เล่ม 60)

ปุโรหิต พระเจ้าข้า. ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงเปิดพระทวารแล้วตรัสว่า เชิญทางนี้
เถิด ท่านอาจารย์. ท่านเข้าไปถวายชัยพระราชาแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้าพระองค์ทราบเหตุการณ์ที่
พระองค์กระทำไว้ในป่า พระองค์ทรงติดตามละมั่งตัวหนึ่งไปตกเหว ครั้นแล้ว
ละมั่งนั่นทำการถมด้วยศิลาช่วยพระองค์ขึ้นจากเหวลึก พระองค์นั้นทรงรำลึกถึง
คุณของละมั่งนั้น ทรงเปล่งพระอุทานแล้ว พระเจ้าข้า พลางกราบทูลคาถา
๒ คาถาว่า
เมื่อพระองค์เสด็จติดตามละมั่งตัวใดไปตกเหวที่
ซอกเขา พระองค์ทรงพระชนม์สืบมาได้ ด้วยความ
บากบั่นของละมั่งตัวนั้น ซึ่งมีจิตไม่ท้อแท้.
ละมั่งตัวใดพยายามเอาก้อนหินถมเหวช่วยพระ-
องค์ขึ้นจากเหวลึกยากที่จะขึ้น ปลดเปลื้องพระองค์ ผู้
เข้าถึงกองทุกข์เสียจากปากมฤตยู พระองค์กำลังตรัส
ถึงละมั่งตัวนั้นซึ่งมีจิตไม่ท้อแท้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุสฺสริ แปลว่า ติดตามไป. บทว่า
วิกฺกนฺตํ ความว่า ได้กระทำความบากบั่นเพื่อจะถอนขึ้น. บทว่า อนุชีวสิ
ความว่า ท่านอาศัยเป็นอยู่ อธิบายว่า ท่านได้ชีวิตเพราะอานุภาพของละมั่งนั้น.
บทว่า อุทฺธริ ได้แก่ ให้ยกขึ้นแล้ว. บทว่า ตเมว วเทสิ ความว่า
พระองค์นั่งสรรเสริญเนื้อละมั่งทอง บนที่นอนอันทรงสิรินี้.
พระราชาครั้นทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงพระดำริว่า พราหมณ์นี้มิได้ไป
ล่าเนื้อกับเรา รู้เรื่องทั้งหมดเลย รู้ได้อย่างไรเล่าหนอ ต้องถามท่านดู จึงตรัส
พระคาถาที่ ๙ ว่า

342
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 343 (เล่ม 60)

ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อคราวนั้น ท่านได้อยู่ในที่
นั้นด้วยหรือ หรือว่าใครได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน ท่าน
เป็นผู้เปิดเผยข้อที่เคลือบคลุม เห็นเรื่องได้ทั้งปวงละ
สิหนอ ความรู้ของท่านมีกำลัง เห็นปรุโปร่งหรือ
อย่างไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภึสรูปํ ความว่า ความรู้ของท่านน่าจะมี
เรี่ยวแรงกระมังหนา เพราะเหตุนั้นท่านจึงรู้ข้อนั้น.
พราหมณ์เมื่อจะแสดงว่า ข้าพระองค์มิใช่พระสัพพัญญูพุทธเจ้า แต่
เรื่องราวของพระคาถาที่พระองค์ไม่ทรงยังพยัญชนะให้เลอะเลือนตรัสไว้ปรากฏ
แก่ข้าพระองค์ได้ พระเจ้าข้า จึงกล่าวคาถาที่ ๑๐ ว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน ผู้เป็นนัก-
ปราชญ์ ครั้งนั้น ข้าพระองค์หาได้อยู่ในที่นั้นไม่
และใครก็มิได้บอกเรื่องนั้นแก่ข้าพระองค์เลย แต่ว่า
นักปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมนำเนื้อความแห่งบทคาถาที่
พระองค์ทรงภาษิตแล้วมาใคร่ครวญดู.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุภาสิตานํ ความว่า บทแห่งคาถาที่
พระองค์ตรัสดีแล้วไม่ลบล้างพยัญชนะ. บทว่า อตฺถํ ตทาเมนฺติ ความว่า
ย่อมนำความแห่งบทแห่งคาถานั้นมาใคร่ครวญ.
พระราชาทรงโปรดท่าน พระราชทานทรัพย์เป็นอันมาก. ตั้งแต่นั้น
ก็ได้ทรงอภิรมย์แต่การบุญมีทานเป็นต้น. ฝูงชนเล่าก็พากันอภิรมย์แต่การบุญ
ที่ตายไปแล้ว ๆ แน่นเมืองสวรรค์ทีเดียว. อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาทรงพระ-
ดำริว่า จักทรงยิงเป้า ตรัสชวนปุโรหิตเสด็จสู่พระอุทยาน. ครั้งนั้นท้าวสักก-

343
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 344 (เล่ม 60)

เทวราช ทอดพระเนตรเห็นเทวดาและเทพกัญญาใหม่ ๆ มากมาย ทรงนึกว่า
เหตุอะไรเล่าหนอ ก็ทรงทราบเรื่องที่พระราชาขึ้นจากเหวได้เพราะละมั่ง แล้ว
ทรงชักชวนให้ประชาชนดำรงอยู่ในศีล ทรงพระดำริว่า มหาชนพากันทำบุญ
ด้วยอานุภาพของพระราชา เหตุนั้นแหละเทวโลกจึงบริบูรณ์ ก็บัดนี้พระราชา
เสด็จสู่พระอุทยานเพื่อจะทรงยิงเป้า เราจักต้องทดลองท้าวเธอดูบ้าง ให้ท้าวเธอ
เปล่งพระสุรสีหนาทประกาศคุณละมั่ง แล้วให้ทรงทราบความที่เราเป็นท้าวสักกะ
จักยืนในอากาศแสดงธรรม กล่าวถึงคุณของเมตตา และเบญจศีลแล้วกลับมา
ได้เสด็จไปสู่พระอุทยาน ฝ่ายพระราชา ทรงพระดำริว่า จักยิงเป้า ก็ทรง
โก่งธนูสอดลูกศร. ทันใดนั้นท้าวสักกะก็แสดงรูปละมั่งให้ปรากฏระหว่างพระ-
ราชาและเป้าด้วยอานุภาพของท้าวเธอ. พระราชาทรงเห็นแล้วมิได้ปล่อยลูกศร
ที่นั้นท้าวสักกะก็เข้าทรงในสรีระของปุโรหิต ได้กล่าวคาถาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระปรีชาอันประเสริฐ
พระองค์ทรงสอดลูกศรอันมีปีก อันจะกำจัดความแกล้ว
กล้าของปรปักษ์ได้เข้าในแล่งแล้ว จะทรงลังเลอะไร
อีกเล่า ลูกศรที่ทรงยิงไปแล้วต้องฆ่าละมั่งได้ทันที
ละมั่งนี้คงเป็นพระกระยาหารของพระราชาได้โดยแท้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปตฺตํ แปลว่า ประกอบด้วยลูกศรอันมีปีก.
บทว่า ปรวิริยฆาตึ ความว่า อันจะกำจัดความแกล้วกล้าของข้าศึกเหล่าอื่น.
บทว่า จาเป สรํ ความว่า พระองค์เอาลูกศรกล่าวคือปีกนั่นสอดเข้าไปใน
แล่งแล้ว บัดนี้พระองค์จะลังเลใจอะไรเล่า. บทว่า หนฺตุ ความว่า ขอลูกศรที่
พระองค์ยิงไปแล้วนั่น จงฆ่าละมั่งนี้โดยทันที. บทว่า อนฺนํ หิ เอตํ ความว่า
ข้าแต่พระมหาราชผู้มีปรีชาอันประเสริฐ ชื่อว่าละมั่งคงเป็นพระกระยาหารของ
พระราชา ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสพระคาถานี้ว่า

344
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 345 (เล่ม 60)

ดูก่อนพราหมณ์ แม้เราจะรู้จักชัดความข้อนี้ว่า
เนื้อเป็นอาหารของกษัตริย์ ก็แต่ว่า เราจะบูชาคุณที่
ละมั่งได้ทำไว้แก่เราในครั้งก่อน เพราะเหตุนั้น เราจึง
ไม่ฆ่าละมั่งนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพ กตญฺจ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์
แม้ฉันก็ทราบข้อนี้แจ่มแจ้งว่า มฤคเป็นอาหารแห่งกษัตริย์ แต่ฉันบูชาคุณที่
ละมั่งกระทำในปางก่อน เพราะเหตุนั้น เราไม่ขอฆ่าเนื้อละมั่งเป็นเด็ดขาด.
ลำดับนั้น ท้าวสุกกะตรัสคาถา ๒ คาถาว่า
ข้าแต่มหาราชเป็นใหญ่แห่งทิศ นั่นมิใช่เนื้อ
นั่นเป็นท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าอสูร ข้าแต่พระองค์
ผู้เป็นจอมแห่งมนุษย์ พระองค์จงฆ่าท้าวสักกเทวราช
นั้นเสีย แล้วจักได้เป็นใหญ่ในหมู่อมรเทพ.
ข้าแต่พระราชาผู้องอาจ ประเสริฐกว่านรชน
ถ้าว่าพระองค์ยังทรงลังเลใจไม่ฆ่าละมั่ง ซึ่งเป็นสหาย
พระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรส และพระราชชายา
จักต้องไปยังเวตรณีนรกของพญายม.
บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า อสุเรโส นี้ท้าวสักกะตรัสด้วยความ
ประสงค์ว่า อสูรนั่นเป็นท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าอสูร ด้วยบทว่า อมราธีโป
นี้ท้าวสักกะตรัสว่า ท่านจงฆ่าท้าวสักกะนั่นแล้วเป็นท้าวสักกเทวราชเสียเอง.
ด้วยบทว่า เวตรณี ยมสฺส นี้ท้าวสักกะทำให้พระราชาทรงสะดุ้งว่า ถ้าพระองค์
ทรงคิดว่าเป็นสหายของเราแล้วไม่ฆ่าเนื้อละมั่งนั่นไซร้ พระองค์พร้อมทั้งพระ-
โอรสและพระชายาจะต้องไปนรกเวตรณีของพญายม.

345
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 346 (เล่ม 60)

ลำดับนั้น พระราชาได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาว่า
เรา ชาวชนบททั้งหมด ลูกเมียและหมู่สหายจะ
พากันไปยังเวตรณีนรก ของพญายมก็ตาม ถึงกระนั้น
เราจะไม่ฆ่าผู้ที่ให้ชีวิตเราเป็นอันขาด.
ดูก่อนพราหมณ์ ละมั่งตัวนี้ ทำคุณแก่เราเมื่อถึง
ความยาก ตัวคนเดียวในป่าเปลี่ยวแสนร้าย เราระลึก
ได้อยู่ถึงบุรพกิจเช่นนั้น ที่ละมั่งตัวนี้กระทำแก่เรา
รู้คุณอยู่จะพึงฆ่าอย่างไรได้เล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า มม ปาณทสฺส นี้พระราชาตรัสว่า
ดูก่อนพราหมณ์ ผู้ใดพึงให้ชีวิตแก่เรา ผู้ใดได้ให้ชีวิตอันเป็นที่รักแก่เราแล้ว
เราถึงจะไปสู่นรก ก็ไม่พึงประหาร ไม่พึงฆ่าบุคคลนั้นเลย ผู้นั้นไม่พึงถูกฆ่า.
บทว่า เอกสฺส กตฺตา วิวนสฺมึ โฆเร ความว่า มฤคนี้เป็นสัตว์กระทำคุณ
แก่ข้าพเจ้า คราวไม่มีสหายตัวคนเดียว เข้าไปในป่าเปลี่ยวแสนร้าย คือได้ให้
ชีวิตแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้านั้นรำลึกถึงบุรพกิจเช่นนั้นที่มฤคนี้กระทำไว้ เมื่อรู้ถึง
คุณนั้น จะพึงฆ่าอย่างไรเล่า.
ลำดับนั้น ท้าวสักกะออกจากสรีระท่านปุโรหิตนิรมิตอัตภาพ เป็น
ท้าวสักกะ สถิตบนอากาศ เมื่อจะทรงแสดงพระคุณของพระราชา จึงตรัส ๒
พระคาถาว่า
ขอพระองค์ผู้ทรงโปรดปรานมิตรยิ่งนัก จงทรง
พระชนม์ชีพอยู่ยืนนานเถิด พระองค์ทรงปกครองราช
สมบัติในคุณธรรมเถิด จงทรงมีหมู่นารีบำรุงบำเรอ
จงทรงบันเทิงพระหฤทัยในแว่นแคว้น เหมือนท้าว
วาสวะบันเทิงอยู่ในไตรทิพย์ฉะนั้น.

346
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 347 (เล่ม 60)

ขอพระองค์อย่าทรงพระพิโรธ จงมีพระหฤทัย
ผ่องใสอยู่เป็นนิตย์ จงกระทำสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ใน
ธรรมทั้งปวง ให้เป็นแขกควรต้อนรับ ครั้นทรงบำเพ็ญ
ทานและเสวยบ้างตามอานุภาพแล้ว ชาวโลกไม่ติเตียน
พระองค์ได้ จงเสด็จเข้าถึงสัคคสถานเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิตฺตาภิราธิ ความว่า พระองค์เป็นผู้
โปรดปรานมิตร คือไม่ประทุษร้ายมิตร. บทว่า สพฺพาติถี ความว่า พระองค์
ทรงบำเพ็ญพระองค์ควรแก่ผู้ขอ ทรงกระทำสมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรมทั้งปวง
ให้เป็นแขกควรต้อนรับ. บทว่า อนินฺทิโต ความว่า พระองค์ทรงเป็นผู้เบิกบาน
พระหฤทัย เพราะได้บำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น และไม่ถูกชาวโลกนินทา จงเข้า
ถึงสวรรคสถานเถิด.
ท้าวสักกเทวราช ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงเตือนท้าวเธอว่า มหาราช
ข้าพเจ้ามาเพื่อกำหนดจับท่าน ท่านไม่ให้ข้าพเจ้ากำหนดจับตนได้ จงไม่ประมาท
เถิด แล้วเสด็จคืนสู่สถานแห่งตนแล.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ
ทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อน สารีบุตรก็ย่อมรู้ความแห่ง
ภาษิตโดยย่ออย่างพิสดารเหมือนกัน ดังนี้ทรงประชุมชาดกว่า พระราชาใน
ครั้งนั้น ได้มาเป็นอานนท์ ปุโรหิตได้มาเป็นพระสารีบุตร ส่วนเนื้อละมั่ง
คือเราผู้สัมมาสัมพุทธเจ้าแล.
จบอรรถกถาสรภชาดกที่ ๑๐
จบอรรถกถาแห่งเตรสนิบาต
อันประดับด้วยชาดก ๑๐ เรื่อง
ในคัมภีร์อรรถกถาชาดก
ด้วยประการฉะนี้

347
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 348 (เล่ม 60)

รวมชาดกที่มีในเตรสนิบาตนี้ คือ
๑. อัมพชาดก ๒. ผันทนชาดก ๓. ชวนหังสชาดก ๔. จุลล-
นารทกสัสปชาดก ๕. ทูตชาดก ๖. กาลิงคโพธิชาดก ๗. อกิตติชาดก
๘. ตักการิยชาดก ๙. รุรุมิคชาดก ๑๐. สรภชาดกและอรรถกถา.

348
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 349 (เล่ม 60)

ปกิณณกนิบาตชาดก
๑. สาลิเกทารชาดก
ว่าด้วยนกแขกเต้าเลี้ยงพ่อแม่
[๑๘๗๒] ข้าแต่ท่านโกสิยะ นาข้าวสาลีบริบูรณ์
ดี แต่นกแขกเต้าทั้งหลายพากันมากินเสีย ข้าพเจ้า
ขอคืนนานั้นให้แก่ท่าน เพราะข้าพเจ้าไม่อาจจะห้าม
นกแขกเต้าเหล่านั้นได้ ก็ในนกแขกเต้าเหล่านั้น มีนก
แขกเต้าตัวหนึ่งงามกว่าทุก ๆ ตัว กินข้าวสาลีตามต้อง
การแล้วยังคาบเอาไปด้วยจะงอยปากอีก.
[๑๘๗๓] เจ้าจงดักบ่วงพอที่จะให้นกนั้นติดได้
แล้วจงจับนกนั้นทั้งยังเป็นมาให้เราเถิด.
[๑๘๗๔] ฝูงนกเหล่านั้นกินและดื่มแล้ว ย่อมพา
กันบินไป เราตัวเดียวติดบ่วง เราทำบาปอะไรไว้.
[๑๘๗๕] ดูก่อนนกแขกเต้า ท้องของเจ้าเห็นจะ
ใหญ่กว่าท้องของนกเหล่าอื่นเป็นแน่ เจ้ากินข้าวสาลี
ตามต้องการแล้ว ยังคาบเอาไปด้วยจะงอยปากอีก
ดูก่อนนกแขกเต้า เจ้าจะบรรจุฉาง ในป่าไม้งิ้วนั้นให้
เต็มหรือ หรือว่าเจ้ากับเรามีเวรกันมา สหายเอ๋ย เรา
ถามเจ้าแล้ว ขอเจ้าจงบอกแก่เราเถิด เจ้าฝังข้าวสาลี
ไว้ที่ไหน.

349
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 350 (เล่ม 60)

[๑๘๗๖] ข้าพเจ้ากับท่านมิได้มีเวรกัน ฉางของ
ข้าพเจ้าก็ไม่มี ข้าพเจ้านำเอาข้าวสาลีของท่านไปถึง
ยอดงิ้วแล้ว ก็เปลื้องหนี้เก่า ให้เขากู้หนี้ใหม่และฝังขุม
ทรัพย์ไว้ที่ป่างิ้วนั้น ข้าแต่ท่านโกสิยะ ขอท่านจงทราบ
อย่างนี้เถิด.
[๑๘๗๗] การให้กู้หนี้ของท่านเป็นเช่นไร และ
การเปลื้องหนี้ของท่านเป็นเช่นไร ท่านจงบอกวิธีฝัง
ขุมทรัพย์ แล้วท่านจะหลุดพ้นจากบ่วงได้.
[๑๘๗๘] ข้าแต่ท่านโกสิยะ บุตรน้อยทั้งหลาย
ของข้าพเจ้ายังอ่อน ขนปีกยังไม่ขึ้น บุตรเหล่านั้น
ข้าพเจ้าเลี้ยงมาแล้ว เขาจักเลี้ยงข้าพเจ้าบ้าง เพราะ
เหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงชื่อว่าให้บุตรเหล่านั้น กู้หนี้ มารดา
และบิดาของข้าพเจ้าแก่เฒ่าล่วงกาลผ่านวัยไปแล้ว
ข้าพเจ้าคาบเอาข้าวสาสีไปด้วยจะงอยปาก เพื่อท่าน
เหล่านั้น ชื่อว่าเปลื้องหนี้ที่ท่านทำไว้ก่อน อนึ่ง นก
เหล่าอื่นที่ป่าไม้งิ้วนั้น มีขนปีกอันหลุดหมดแล้ว เป็น
นกทุพพลภาพ ข้าพเจ้าต้องการบุญ จึงได้ให้ข้าวสาลี
แก่นกเหล่านั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการทำบุญนั้นว่า
เป็นขุมทรัพย์ การให้กู้หนี้ของข้าพเจ้าเป็นเช่นนี้ การ
เปลื้องหนี้ของข้าพเจ้าเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าบอกการฝัง
ขุมทรัพย์ไว้เช่นนี้ ข้าแต่ท่านโกสิยะ ขอท่านจงทราบ
อย่างนี้เถิด.

350
ฉบับมหามกุฏฯ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ – หน้าที่ 351 (เล่ม 60)

[๑๘๗๙] นกตัวนี้ดีจริงหนอ เป็นนกมีธรรมชั้น
เยี่ยม ในมนุษย์บางพวกยังไม่มีธรรมเช่นนี้เลย เจ้า
พร้อมด้วยญาติทั้งมวล จงกินข้าวสาลีตามความต้อง
การเถิด ดูก่อนนกแขกเต้า เราขอเห็นเจ้าแม้อีกต่อไป
การที่ได้เห็นเจ้าเป็นที่พอใจของเรา.
[๑๘๘๐] ข้าแต่ท่านโกสิยะ ข้าพเจ้าได้กินและ
ดื่มแล้วในที่อยู่ของท่าน ท่านเป็นที่พึ่งพำนักของพวก
เราทุกวันคืน ขอท่านจงให้ทานในท่านที่มีอาชญาอัน
วางแล้ว และจงเลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าแล้วด้วย.
[๑๘๘๑] วันนี้ สง่าราศีเกิดขึ้นแก่เราแล้วหนอ
ที่เราได้เห็นท่านผู้เป็นยอดแห่งฝูงนก เพราะได้ฟัง
คำสุภาษิตของนกแขกเต้า เราจักทำบุญให้มาก.
[๑๘๘๒] โกสิยพราหมณ์นั้น มีใจเบิกบานร่าเริง
ผ่องใส จัดแจงข้าวและน้ำไว้แล้ว เลี้ยงดูสมณะและ
พราหมณ์ทั้งหลาย ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและน้ำ.
จบสาลิเกทารชาดกที่ ๑

351