ปุโรหิต พระเจ้าข้า. ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงเปิดพระทวารแล้วตรัสว่า เชิญทางนี้
เถิด ท่านอาจารย์. ท่านเข้าไปถวายชัยพระราชาแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้าพระองค์ทราบเหตุการณ์ที่
พระองค์กระทำไว้ในป่า พระองค์ทรงติดตามละมั่งตัวหนึ่งไปตกเหว ครั้นแล้ว
ละมั่งนั่นทำการถมด้วยศิลาช่วยพระองค์ขึ้นจากเหวลึก พระองค์นั้นทรงรำลึกถึง
คุณของละมั่งนั้น ทรงเปล่งพระอุทานแล้ว พระเจ้าข้า พลางกราบทูลคาถา
๒ คาถาว่า
เมื่อพระองค์เสด็จติดตามละมั่งตัวใดไปตกเหวที่
ซอกเขา พระองค์ทรงพระชนม์สืบมาได้ ด้วยความ
บากบั่นของละมั่งตัวนั้น ซึ่งมีจิตไม่ท้อแท้.
ละมั่งตัวใดพยายามเอาก้อนหินถมเหวช่วยพระ-
องค์ขึ้นจากเหวลึกยากที่จะขึ้น ปลดเปลื้องพระองค์ ผู้
เข้าถึงกองทุกข์เสียจากปากมฤตยู พระองค์กำลังตรัส
ถึงละมั่งตัวนั้นซึ่งมีจิตไม่ท้อแท้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุสฺสริ แปลว่า ติดตามไป. บทว่า
วิกฺกนฺตํ ความว่า ได้กระทำความบากบั่นเพื่อจะถอนขึ้น. บทว่า อนุชีวสิ
ความว่า ท่านอาศัยเป็นอยู่ อธิบายว่า ท่านได้ชีวิตเพราะอานุภาพของละมั่งนั้น.
บทว่า อุทฺธริ ได้แก่ ให้ยกขึ้นแล้ว. บทว่า ตเมว วเทสิ ความว่า
พระองค์นั่งสรรเสริญเนื้อละมั่งทอง บนที่นอนอันทรงสิรินี้.
พระราชาครั้นทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงพระดำริว่า พราหมณ์นี้มิได้ไป
ล่าเนื้อกับเรา รู้เรื่องทั้งหมดเลย รู้ได้อย่างไรเล่าหนอ ต้องถามท่านดู จึงตรัส
พระคาถาที่ ๙ ว่า